อันที่จริงหงเต๋อฝู่ไม่ได้มีความสนใจในน้ำจิ้มไข่ปูที่ซูอี้หว่านขายมากนักการที่เขาจงใจเข้ามาทักทายนั้น ก็เพราะถูกใจในตัวซูอี้โจวมากกว่า
แต่เมื่อเห็นเด็กสาวมีท่าทีกระตือรือร้นเช่นนี้เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ จึงรับตะเกียบไม้ไผ่ที่ซูอี้หว่านยื่นให้คีบน้ำจิ้มไข่ปูเพียงเล็กน้อยส่งเข้าปาก
ในชั่วพริบตารสชาติอันโอชาที่ยากจะบรรยายก็อบอวลไปทั่วทั้งปากทำให้ดวงตาของเขาเป็ประกายขึ้นมาทันที
"เ้านี่ทำมาจากอะไรกันแน่?"
หงเต๋อฝู่เบิกตากว้างมองสองพี่น้องด้วยความประหลาดใจ ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกในขณะนี้อย่างไร
เดิมทีเขาคิดเพียงจะซื้อไปเล็กน้อยเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับซูอี้โจว้าจะทำความรู้จักกับหนุ่มน้อยคนนี้ให้มากขึ้น
แต่ใครเลยจะคาดคิดว่าโดยมิได้ตั้งใจเขากลับได้ััรสชาติอันแสนวิเศษที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
หงเต๋อฝู่เบิกตากว้างขึ้นมาทันทีสัญชาตญาณพ่อค้าบอกเขาว่านี่คือโอกาสทองที่มิอาจพลาด!!
"เป็อย่างไรบ้าง? คุ้มค่าที่จะซื้อกลับไปหรือไม่?"
แววตาของซูอี้โจวจับจ้องสีหน้าของหงเต๋อฝู่พลางยกคิ้วขึ้นอย่างผู้มีชัย "ท่านจะไม่ซื้อจริงๆหรือ?"
"ซื้อ! ข้าซื้อ! มีเท่าไรข้าซื้อทั้งหมด!"
หงเต๋อฝู่ที่ได้รับการเตือนสติก็ฟื้นจากภวังค์ รีบยื่นมือเข้าไปในอกเสื้อเพื่อควักเงินแต่เขาพลันได้สติกลับคืนมา หยุดการกระทำ แล้วจ้องมองรถเข็นตรงหน้าอย่างเหม่อลอย
"นี่... นี่ของมันเยอะเกินไป ข้าคนเดียวคงขนกลับไปไม่ไหว"
หงเต๋อฝู่เป็พ่อค้าที่ชาญฉลาดนอกจากจะมีโรงสุราในเมืองอวิ๋นเฉิงแล้ว ในเมืองอื่นๆก็ยังมีโรงสุราที่มีชื่อเสียงอีกหลายแห่ง
ด้วยกำลังทรัพย์ของเขาการซื้อน้ำจิ้มไข่ปูเหล่านี้กลับไปทั้งหมดไม่ใช่เื่ยากเลยกระทั่งอาจกล่าวได้ว่าเขาคือลูกค้าที่ดีที่สุดที่พี่น้องคู่นี้จะสามารถพบเจอได้ในตอนนี้แล้ว
แต่เขาไม่ใช่คนที่จะถูกผลประโยชน์เพียงชั่วครู่บดบังสายตาจนสูญเสียความสามารถในการตัดสินใจ
"ข้าซื้อสิ่งเหล่านี้กลับไปทั้งหมดก็ไม่ใช่เื่ยาก แต่...พวกเ้ารับประกันได้หรือไม่ว่าน้ำจิ้มไข่ปูเหล่านี้จะไม่เน่าเสียง่ายๆกินเข้าไปแล้วจะไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย?"
ซูอี้โจวได้ยินหงเต๋อฝู่กล่าวเช่นนั้นดวงตาพลันเป็ประกายขึ้นมา ร่องรอยความไม่ใส่ใจบนใบหน้าเลือนหายไปมองไปยังอีกฝ่ายด้วยสายตาที่คมกริบขึ้น
ซูอี้หว่านที่อยู่ด้านข้างเห็นปฏิกิริยาของพี่ชายก็รู้ว่าเขาสนใจชายชราผู้นี้แล้ว
ซูอี้โจวฉลาดมากแต่ก็เพราะเขาฉลาดล้ำเลิศ เขาจึงเกลียดคนโง่
หากหลังจากที่หงเต๋อฝู่ได้ชิมน้ำจิ้มไข่ปูไปแล้วทำเพียงควักกระเป๋าซื้อเหมาไปจนหมดซูอี้โจวคงเห็นว่าเป็แค่คนรวยตาถึงที่ถูกหลอกได้ง่าย
ทว่าคำถามของหงเต๋อฝู่ในขณะนี้กลับทำให้ซูอี้โจวชื่นชมเขาขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
ซูอี้โจวรีบส่งสัญญาณให้น้องสาว
ซูอี้หว่านเห็นดังนั้นก็เข้าใจในทันทีแย้มยิ้มให้หงเต๋อฝู่อย่างอ่อนหวาน แล้วเริ่มอธิบาย
"ท่านลุงวางใจได้เ้าค่ะ วัตถุดิบของพวกเราคัดสรรแต่ปูขนที่สดใหม่ที่สุดกรรมวิธีการทำก็สะอาดมาก รับประกันว่ากินเข้าไปแล้วท้องไม่เสียแน่นอนแต่ปูเป็อาหารที่มีฤทธิ์เย็น หญิงสาวแค่ลิ้มลองก็พอ ไม่ควรทานมากโดยเฉพาะสตรีมีครรภ์ยิ่งทานมากไม่ได้"
"มีข้อห้ามเช่นนี้ด้วย"
หงเต๋อฝู่ฟังคำแนะนำของซูอี้หว่านจดบันทึกข้อห้ามในการทานปูขนไว้ในใจอย่างเงียบๆ
"นอกจากนี้ ปูขนที่สดใหม่รสชาติอร่อย หากปูตายแล้วต่อให้รู้สึกเสียดายเพียงใดก็ไม่สามารถทานได้เพราะเมื่อปูตายก็จะเริ่มผลิตสารพิษจำนวนมาก การทานเข้าไปแล้วหากเป็น้อยก็จะทำให้ท้องเสียปวดท้อง หากเป็มากก็อาจเป็อันตรายถึงชีวิต"
ซูอี้หว่านก็มองออกว่าหงเต๋อฝู่อาจกลายมาเป็ลูกค้าชั้นดีของพวกเขา ดังนั้นจึงมิได้ปิดบังบอกข้อห้ามในการทานทั้งหมดไป
แน่นอนว่าการที่นางพูดเช่นนี้ก็เพื่อที่จะเผยแพร่คุณสมบัติของปูออกไปมิเช่นนั้นชาวบ้านบางคนไม่รู้ข้อห้ามเหล่านี้ ทานปูที่ตายไปก็คงไม่ดี
ท้ายที่สุดแล้วในตอนนี้อาหารเป็สิ่งที่มีค่าสำหรับชาวบ้านเป็อย่างมากพวกเขาจึงมักจะไม่ยอมทิ้งกัน
"แล้วน้ำจิ้มไข่ปูของพวกเ้าสามารถเก็บไว้ได้นานเท่าไร?"
หงเต๋อฝู่เห็นพี่น้องทั้งสองซื่อสัตย์ถึงเพียงนี้กระทั่งบอกข้อห้ามทั้งหมดให้ทราบทีละข้อ ความรู้สึกดีๆที่มีต่อพวกเขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น
"ข้าจะไม่ปิดบังท่าน น้ำจิ้มไข่ปูของข้าผ่านกรรมวิธีการเคี่ยวที่พิเศษไม่เพียงแต่รักษารสชาติที่ดีที่สุดไว้เท่านั้นแต่ยังเพิ่มกลิ่นหอมที่เป็เอกลักษณ์ของไม้ไผ่อีกด้วยตราบใดที่ยังไม่เปิดกระบอกไม้ไผ่ ภายใต้การปิดผนึกสามารถเก็บไว้ได้ประมาณครึ่งปี"
กระบอกไม้ไผ่เหล่านี้ผ่านกรรมวิธีลับเฉพาะของซูอี้โจวผ่านการฆ่าเชื้อและปิดผนึกในระดับหนึ่ง ตราบใดที่ยังไม่เปิดผนึกก็จะไม่เน่าเสีย
ซูอี้หว่านหาได้พูดเกินจริงไม่แต่นางก็กำหนดวันหมดอายุที่ค่อนข้างปลอดภัยไว้ก่อน
"อนึ่ง น้ำจิ้มไข่ปูใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง สามารถใช้ผัดผัก คลุกบะหมี่เวลาทานอาหารจำพวกเส้นก็สามารถใช้เป็เครื่องปรุงได้ นับว่าคุ้มค่ามาก!"
"สาวน้อย เ้าทำธุรกิจได้เก่งไม่แพ้พี่ชายของเ้าเลย" หงเต๋อฝู่ฟังคำแนะนำของซูอี้หว่านด้วยความกระตือรือร้นอดไม่ได้ที่จะหัวเราะร่า
"แล้วท่านลุง ตอนนี้ท่านยินดีที่จะซื้อแล้วหรือไม่?"
ซูอี้หว่านได้ยินคำเย้าแหย่ของหงเต๋อฝู่ก็มิได้ใส่ใจ กลับมองเขาด้วยสายตาคาดหวัง
"ซื้อ! อย่างที่บอกไปแล้วเมื่อครู่ ข้าซื้อทั้งหมด!"
หงเต๋อฝู่พยักหน้าอย่างตรงไปตรงมาจากนั้นก็มองไปยังประตูเมืองอย่างลำบากใจ
"เพียงแต่ของเหล่านี้ ข้าคนเดียวคงนำกลับไปมิได้ ต้องให้คนมาช่วย"
ซูอี้หว่านเข้าใจในทันทีท่าทางที่อีกฝ่ายออกมานอกเมืองนั้น คงเป็เพราะอารมณ์ชั่ววูบ
"เช่นนั้น ท่านลุงรอสักครู่พวกเราจะช่วยท่านนำรถเข็นน้ำจิ้มไข่ปูคันนี้ไปส่งที่บ้าน ท่านว่าอย่างไร?"
ซูอี้หว่านชี้มือไปยังประตูเมืองยิ้มให้หงเต๋อฝู่ด้วยรอยยิ้มที่หวานล้ำเป็พิเศษ
อันที่จริงในตอนนี้การเข้าเมืองอวิ๋นเฉิงสามารถทำได้สองวิธีวิธีแรกคือการใช้เงินซื้อสิทธิ์ในการอยู่อาศัยในเมืองในระยะยาววิธีที่สองคือการใช้เงินจำนวนเล็กน้อยเพื่อซื้อโอกาสในการเข้าเมืองชั่วคราว
เมื่อวานตอนที่ซูอี้โจวมอบน้ำจิ้มไข่ปูให้ทหารที่เฝ้าประตูเมืองโดยไม่คิดเงินก็ได้สอบถามเื่ราวเหล่านี้จนกระจ่างแล้ว
การที่ครอบครัวหนึ่ง้าได้รับสิทธิ์ในการอยู่อาศัยในเมืองในระยะยาวทุกคนจะต้องนำเงินออกมาสามร้อยอีแปะ การที่สามารถนำเงินจำนวนนี้ออกมาได้ก็แสดงว่ามีฐานะที่ค่อนข้างดีทางการไม่ต้องกลัวว่าพวกเขาจะก่อความวุ่นวายหลังจากเข้าเมือง
ในตอนนี้ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่เพื่ออาหารหนึ่งมื้อยังต้องต่อสู้กันจนเืตกยางออกแล้วจะมีผู้ใดสามารถทำเช่นนั้นได้
เมื่อตอนที่ซูไท่ไท่ขายพี่น้องทั้งสองคนไปจุดประสงค์หลักก็คือการรวบรวมเงินเพื่อนำครอบครัวหนีเข้าไปในเมืองอวิ๋นเฉิงนี่เอง
นอกเหนือจากนั้นยังมีอีกวิธีหนึ่งคือทุกคนจ่ายเงินมัดจำห้าสิบอีแปะ ก็สามารถเข้าเมืองไปได้หนึ่งชั่วยาม
เพียงแต่หนึ่งชั่วยามนี้จะต้องเข้าไปภายใต้การดูแลของทหารเมื่อทำธุระเสร็จก็จะต้องจากไป
ซูอี้หว่านอยากจะดูว่าข้างในเมืองอวิ๋นเฉิงนั้นมีรูปร่างหน้าตาเป็อย่างไรมานานแล้วแต่ในตอนนี้พวกเขาขัดสนเป็อย่างมาก ไม่มีทางที่จะเข้าเมืองไปได้
ตอนนี้โอกาสอยู่ตรงหน้านางจะพลาดไปได้อย่างไร
"ท่านลุง ท่านว่าอย่างไร?"
หงเต๋อฝู่คาดไม่ถึงจริงๆว่าสาวน้อยคนนี้จะมีเล่ห์เหลี่ยมมากมายถึงเพียงนี้อดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองไปยังซูอี้โจวก็เห็นเขากำลังมองมาที่ตนด้วยสายตาที่ร้อนแรงในดวงตาก็มีประกายแห่งความตื่นเต้นและรอคอยเช่นกัน
หงเต๋อฝู่เห็นดังนั้นก็กัดฟันตัดสินใจพยักหน้าตอบตกลง
"ดี! ข้าจะออกเงินให้เอง!"
"ขอบคุณเ้าค่ะ ท่านลุง!"
ซูอี้หว่านเดิมทีก็แค่ลองเสี่ยงโชคดูคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้นางดีใจจนต้องกล่าวคำขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าเลยทีเดียว