เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอมีชีวิตรักที่ดีกว่าเดิม [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 119 ถูกกลั่นแกล้ง

            หลังจากชายผิวคล้ำทำความเคารพกว่านซื่อแล้วจึงปรายตามามองโจวชิงหวาและหนีเจียเอ๋อร์ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างเห็นได้ชัด“พวกเจ้าสองคนมากับข้า!” 

            โจวชิงหวากับหนีเจียเอ๋อร์กล่าวขอบคุณกว่านซื่อและเดินตามหลังบุรุษผิวคล้ำไปอย่างว่าง่าย 

            ระหว่างทาง หนีเจียเอ๋อร์ลอบถามด้วยความอยากรู้ว่าเมื่อใดพวกนางจะสามารถสักลายดอกบัวได้ นั่นยิ่งทำให้ชายผิวคล้ำหันมาจ้องเขม็ง

            จากการพูดคุย ทำให้พวกเขาได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีเพียงสาวกที่ฝึกฝนการต่อสู้เบื้องต้นมาหนึ่งปีขึ้นไปแล้วเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์สักลายดอกบัวไว้บนร่างอันเป็นสัญลักษณ์ซึ่งบ่งบอกถึงการเลื่อนสถานะ 

            หากไม่ขวนขวาย เจ้าก็จะเป็นได้แค่สาวกขั้นต่ำไปชั่วชีวิต!

            ทั้งหนีเจียเอ๋อร์และโจวชิงหวาต่างก็รับรู้ถึงระเบียบข้อนี้ดี จึงไม่คิดจะถือสาหาความกับผู้ที่เข้ามาดูหมิ่นเหยียดหยามตั้งแต่แรกพบ 

            เพราะสุดท้ายแล้ว ทั้งสองก็มิได้คิดจะอยู่กับสัญลักษณ์แห่งสาวกเช่นนี้ไปตลอดชีวิต 

            …

            เจ็ดวันต่อมา

            พวกเขาก็ยังคงถูกเยาะเย้ยถากถางจากคนรอบข้างอยู่เช่นเดิมชายผิวคล้ำและบรรดาสาวกต่างพากันสร้างความอับอายให้คนทั้งสอง นอกจากการฝึกฝนการต่อสู้ขั้นพื้นฐานในสำนักฝูเซิงแล้วพวกเขายังต้องใช้แรงทำงานหนักทุกวัน

            หนีเจียเอ๋อร์และโจวชิงหวาต่างก็มีความอดทนอดกลั้นเหนือธรรมดา จึงมิได้รับผลกระทบจากความลำบากในสำนักแห่งนี้มากนักในแต่ละวันทั้งสองเพียงคิดหาหนทางที่จะหลบหนีเท่านั้น 

            และในวันนี้ หญิงสาวก็ถูกบุรุษผิวคล้ำกลั่นแกล้งให้อับอายท่ามกลางสายตาผู้คนแม้จะค้อมตัวขออภัยจนแทบหมอบราบกับพื้นอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่วายถูกพวกเขาเตะจนขาแดงช้ำไปหมด 

            พอนางกลับมาถึงที่พำนักสีหน้าของโจวชิงหวาก็ยิ่งมืดมน 

            “ไม่ต้องห่วงขอแค่ให้ได้เบาะแสมาบ้างก็พอ มิฉะนั้น ก็นับว่าเรามาที่นี่โดยเปล่าประโยชน์” 

            ชายหนุ่มหรี่ตาลงริมฝีปากแดงระเรื่องดงามของเขาค่อยๆ แสยะยิ้ม ดูมีแผนการร้าย ทั้งยังพูดเสียงต่ำว่า“ข้าก็ไม่อยากให้แผนล่มเช่นกันแต่จะปล่อยให้พวกมันรังแกเจ้าอีกต่อไปมิได้” 

            ขาดคำ ร่างสูงก็ยืนขึ้นแล้วเดินออกไปด้วยท่าทีเอื่อยเฉื่อย 

            “นี่...เจ้าจะทำอะไร?” หนีเจียเอ๋อร์พยายามเดินกะโผลกกะเผลกตามมา

            กระทั่งถึงสนามฝึกยุทธิ์ของสำนักจึงพบว่าขณะนี้ ชายผิวคล้ำกำลังหมอบราบลงกับพื้น แขนทั้งสองคู้เข้าหากัน ราวกับเต๋าในกระดอง

            ส่วนพวกลูกน้อง ที่มักจะติดตามบุรุษผิวคล้ำมารุมรังแกหนีเจียเอ๋อร์อยู่ตลอดตอนนี้ก็มีสภาพไม่ต่างกัน นั่นคือล้วนลงไปนอนร้องโอดโอยอยู่บนพื้น                                                                

            ขณะเดียวกันโจวชิงหวาที่ยืนตระหง่านสร้างความหวาดกลัวให้กับอีกฝ่าย ก็กำลังจับจ้องไปยังคนเหล่านั้นอย่างไม่ลดละ 

            หนีเจียเอ๋อร์เบิกตากว้างแม้เรื่องนี้จะเล็กน้อย และคงไม่ทำให้พวกเขาโดนไล่ออก แต่หลังจากนี้ไป โจวชิงหวาจะต้องโดนเอาคืนเป็นเท่าตัวแน่!

            เรื่องราวจะวุ่นวายเกินไปแล้ว... 

            แต่หลังจากหัวหน้าสังกัดได้รับรายงานแทนที่จะโมโห กลับเอ่ยชื่นชมอย่างไม่หวงคำพูด ทั้งยังกล่าวว่า หากโจวชิงหวาสามารถเรียนรู้ได้ดีต่อไปคงได้กลายเป็นดาวเด่นของสำนัก 

            นับแต่นั้นมา ก็ไม่มีใครกล้ารังแกหนีเจียเอ๋อร์ต่อหน้าโจวชิงหวาอีก

            แต่หากมีใครหน้ามืดเข้ามากลั่นแกล้งนางก็จะโต้ตอบ ด้วยการซัดเข็มที่คีบไว้ระหว่างง่ามนิ้ว

            ดังนั้น ชื่อเสียงของพวกเขาในสำนักจึงดูร้ายกาจทิ้งคราบคนไร้ประโยชน์และโง่งมไปหมดสิ้น... ผู้หนึ่งเชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ ส่วนอีกคนก็มีฝีมือคลุมเครือจนผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้

            ... 

            ห้าวันหลังจากนั้น

            ด้วยทักษะที่โดดเด่นจึงทำให้พวกเขาเป็นที่ไว้วางใจ โจวชิงหวาจึงอาศัยช่วงเวลากลางคืน ลอบเข้าไปหาข้อมูลซึ่งอาจจะใช้เป็นหลักฐานมัดตัวคนร้าย ที่พวกเขาเฝ้าไล่ล่ามาตลอด

            ค้นหาไปได้สักพัก ก็มีเสียงฝีเท้ามุ่งตรงเข้ามาโจวชิงหวาจึงเก็บทุกอย่างเข้าที่เดิม แล้วกระโดดขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนคานห้อง

            แอ๊ด...!

            มีเสียงผลักประตูไม้เข้ามาจากภายนอก

            จากนั้น ร่างของหัวหน้าสังกัดเฟินและกว่านซื่อก็เดินเข้ามา 

            “เรียนหัวหน้าสังกัดนี่เป็นจดหมายลับจากท่านเจ้าสำนักขอรับ” กว่านซื่อหยิบจดหมายขึ้นมา 

            หัวหน้าสังกัดเฟินรับมาก่อนคลี่จดหมาย แล้วอ่านออกเสียงอย่างชัดถ้อยชัดคำ “อีกสองวัน รองเจ้าสำนักจะเดินทางมายังเมืองเย่ นางมีภารกิจสำคัญคือการจับตัวจวิ้นโส่ว[1] และท่านเจ้าสำนักก็ต้องการให้พวกเราสังกัดเฟิน ไปร่วมมือช่วยเหลือนาง” 

            หลังจากพูดคุยกันถึงรายละเอียดแล้วทั้งสองก็เดินจากไป

            ทันทีที่ประตูปิดลงโจวชิงหวาก็ร่อนตัวลงมาจากคาน แล้วค้นห้องหนังสืออย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่ได้พบสิ่งใดที่อาจเป็นเบาะแสได้จึงกลับไปแจ้งหนีเจียเอ๋อร์

            หนีเจียเอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เสนอขึ้นว่า “ชิงหวาหากพวกเราได้รับความสนใจจากรองเจ้าสำนัก ก็จะสามารถหาหลักฐานมามัดตัวเว่ยฉีหรานได้ง่ายกว่ามิใช่หรือ?” 

            หากสามารถเข้าใกล้รองเจ้าสำนักได้พวกเขาก็จะอยู่ห่างจากเว่ยฉีหรานเพียงก้าวเดียวเท่านั้น

            โจวชิงหวายอมรับว่านี่เป็นวิธีการที่เร็วที่สุดในการบรรลุเป้าหมายแต่เขาก็อดมิได้ที่จะโน้มน้าวให้นางหาวิธีอื่น “ข้าคิดว่ามันเสี่ยงเกินไป คงต้องหาวิธีที่ดีกว่านี้” 

            สายตาของหนีเจียเอ๋อร์หนักแน่นน้ำเสียงเฉียบขาด “ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือแล้วจะได้ลูกเสือหรือ?” 

            จากนั้นพวกเขาก็เงียบไป หญิงสาวรู้ดี ว่าโจวชิงหวามิได้พรั่นพรึงหรือครั่นคร้ามต่อความตายแต่เป็นห่วง เกรงว่านางจะบาดเจ็บเพราะไร้วรยุทธ์ 

            พอนึกถึงเรื่องนี้ท่าทีของนางก็พลันอ่อนลง 

            นางเม้มปากมือเรียวดึงแขนเสื้อเขา แล้วสุ้มเสียงอันอ่อนหวานละมุนละไมที่เขาหลงใหล ก็เริ่มเอ่ยวาจาออดอ้อน“อาหวา...” 

            เสียงเรียก ‘อาหวา’ ของนาง สั่นสะเทือนไปถึงดวงใจของโจวชิงหวา เขาชำเลืองมองไปยังนิ้วเรียวยาวที่จับชายเสื้อของตนจากนั้นจึงไล่สายตาขึ้นมา จนไปหยุดอยู่ที่ใบหน้างดงาม ซึ่งเขาตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            ไม่นาน ชายหนุ่มก็หันไปบีบจมูกรั้นๆของอีกฝ่ายอย่างอดมิได้ แล้วพูดเสียงอ่อน “เอาละ ก็ได้! ข้ายอมแล้ว ฮึ่ม… ข้าไม่เคยขัดใจเจ้าได้เลยจริงๆ!”

            ...

            วันต่อมา

            หนีเจียเอ๋อร์ก็เริ่มแผนด้วยการเลือกงานกำจัดวัชพืชซึ่งผู้คนพากันหลีกหนี เพื่อฉวยโอกาสไปค้นหาสมุนไพรที่สามารถนำมาทำเป็นยาพิษได้เมื่อพบแล้ว นางก็สกัดพิษออกมาเก็บใส่ขวดใบเล็กเอาไว้

            ตกดึก โจวชิงหวาก็ลอบออกจากสำนักตรงไปที่จวนของจวิ้นโส่ว แล้วทายาพิษลงไปบนคมกระบี่ยาว

            ...

            วันรุ่งขึ้น

            หนีเจียเอ๋อร์ใช้ประโยชน์จากการออกไปทำธุระให้กว่านซื่อแอบนำปาโต้ว[2]กลับมาด้วย

            พอรู้เวลาแน่นอนที่รองเจ้าสำนักจะเดินทางมาหนีเจียเอ๋อร์ก็ใส่ปาโต้วลงไปในแกงจืดเต้าหู้กะหล่ำปลีล่วงหน้า ครึ่งชั่วยามต่อมาจึงมีเพียงสาวกที่ไม่ชอบกินแกงจืดเท่านั้น ที่ไม่มีอาการท้องเสีย

            ในเมื่อแผนการตัดกำลังคนดำเนินไปอย่างราบรื่นสาวกระดับต่ำอย่างโจวชิงหวาและหนีเจียเอ๋อร์ย่อมมีโอกาสที่จะถูกเรียกตัวไปใช้งาน

            พอเห็นสาวกไม่ถึงยี่สิบคนยืนเรียงรายในสนามฝึกใบหน้าของหัวหน้าสังกัดเฟินและกว่านซื่อก็มืดครึ้ม

            หนีเจียเอ๋อร์กับโจวชิงหวามองหน้ากันแววตาของทั้งสองเปล่งประกายไปด้วยรอยยิ้ม 

            ตอนนั้นเอง ก็มีสตรีในชุดกระชับร่างสีขาวอย่างชาวยุทธ์ควบม้าเข้ามาผมยาวสีดำขลับมัดรวบสูงเป็นหางม้า ประดับด้วยกวานหยกสีเขียวคิ้วเรียวโค้งรับกับดวงตาและจมูก ริมฝีปากมิได้แต้มชาดเฉกเช่นสตรีคนอื่นๆ กระนั้น ก็มิได้ทำให้ความงามของนางลดลงแต่อย่างใด

            ทว่า คงจะเป็นเพราะท่าทีอันเยือกเย็นของนางเสียมากกว่าที่ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าสบตาเลยสักคน 

            หญิงสาวเดินเข้าใกล้ พลางไล่สายตามองพวกเขาไปทีละคน...

            จากนั้นก็หมุนตัว แล้วเอ่ยขึ้นโดยมิได้กล่าวตำหนิหรือชื่นชมอันใด

            “ไปได้!”

     

     

     

     

    ----------------------------------------

            [1] จวิ้นโส่ว (郡守) หมายถึงผู้ว่าราชการแขวง ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบทั้งด้านการทหารและพลเรือนของแขวงในโครงสร้างการปกครองส่วนภูมิภาคของจีนในสมัยโบราณ ที่ใช้ระบบ ‘จวิ้น-เสี้ยน’ และ ‘ห้าบ้าน’

            โดย ‘ระบบห้าบ้าน’ ถือเป็นหน่วยการปกครองท้องที่ซึ่งเล็กที่สุด มี ‘อู๋จ่าง’ หรือหัวหน้ากลุ่มห้าบ้าน เป็นผู้รับผิดชอบทำหน้าที่จัดเก็บภาษีและรักษาความสงบเรียบร้อยของห้าบ้าน

            ซึ่งหลายๆ ‘ห้าบ้าน’ ในบริเวณใกล้เคียง ก็จะรวมตัวกันกลายเป็น ‘เสี้ยน’ หรืออำเภอ ที่มีอาณาเขตพอๆ กับ ‘ฝู่’ หรือจังหวัดของไทยหลายจังหวัดรวมกันเลยทีเดียว โดยแต่ละเสี้ยนจะมี ‘เสี้ยนลิ่ง’ หรือนายอำเภอเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ

            และเมื่อหลายๆ เสี้ยนมารวมตัวกันก็จะกลายเป็น ‘จวิ้น’ หรือแขวง ซึ่งมี ‘จวิ้นโส่ว’ หรือผู้ว่าราชการแขวงเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบนั่นเอง

            [2] ปาโต้ว(巴豆) หมายถึงสลอดซึ่งเป็นผลสุกแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Croton tiglium L. วงศ์ Euphorbiaceae

            มีลักษณะภายนอกเป็นผลรูปไข่ผิวหยาบสีเหลืองอมเทาขนาดราว 1x2 เซนติเมตร มีเส้นตามแนวยาว 6 เส้น แบ่งออกเป็น3 พู แต่ละพูมีเมล็ดเดี่ยวรูปรีแบน ซึ่งมีเปลือกหุ้มสีน้ำตาลหรือน้ำตาลอมเทา ส่วนเนื้อในเป็นสีขาวอมเหลืองมีน้ำมันกลิ่นอ่อนๆ ให้รสเผ็ด

            เวลาทำยาจะเอาเปลือกออกและนำเฉพาะส่วนเนื้อในเมล็ดมาบดเป็นผง ถือเป็นยาฤทธิ์ร้อนตามตำราแพทย์แผนจีน นำไปใช้โรยหรือห่อผ้าประคบบาดแผลภายนอก เพื่อเร่งให้หายเร็วขึ้น แต่จะมีความเป็นพิษสูง เมื่อเข้าสู่เส้นลมปราณกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่ทำให้เกิดอาการถ่ายท้องอย่างรุนแรง

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ ขอมีชีวิตรักที่ดีกว่าเดิม [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405