ตอนที่82 ของขวัญอันล้ำค่า
เสิ่นลี่อิงนั่งเหม่อลอยตลอดการเดินทางออกจากบ้านมาที่พักโดยมีหยางจุ้นเหลือบมองเป็นระยะด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมเขาไมได้รบกวนการใช้ความคิดของเธอ เพราะเข้าใจว่าเขารุกเธอเร็วและมากเกินไป จึงปล่อยให้เธอได้มีเวลาทบทวนเรื่องราวทั้งหลาย
กระทั่งเขาขับรถมาถึงหน้าโรงแรมที่พักซึ่งเป็นโรงแรมสามดาวที่อยู่ใกล้เขตทหารมากที่สุดและเป็นโรงแรมที่อยู่ภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวดของกองทัพจึงมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยได้
หยางจุ้นจอดรถนิ่งสนิทแล้วแต่เขายังเห็นเด็กสาวนั่งนิ่งเหม่อลอยอยู่จึงคิดอยากกลั่นแกล้งเธอด้วยความรู้สึกรักใคร่อย่างแท้จริง เขาขยับตัวเข้าไปใกล้อย่างเงียบเชียบแล้วแอบหอมแก้มเธออย่างรวดเร็ว
“อ๊ะ!” เสิ่นลี่อิงสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
เธอไม่คิดว่าหยางจุ้นจะขโมยหอมแก้มในขณะที่เธอกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่ พอจะหันหน้าไปต่อว่าเขา เธอพบว่าตนเองมาถึงหน้าโรงแรมแห่งหนึ่งแล้ว จึงเข้าใจทันทีว่าคงเหม่อลอยจนเปิดโอกาสให้ชายหนุ่มรังแกตนได้
“คุณ!.....” เสิ่นลี่อิงกำลังจะเปิดปากต่อว่าเขา
พลันมีนิ้วมือเย็นชืดของเขาที่ผ่านการสัมผัสแอร์ในรถยนต์เป็นเวลานานแตะริมฝีปากเธอเพื่อหยุดการส่งเสียงออกมาหยางจุ้นปิดปากเด็กสาวไว้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงมีเลศนัยเป็นการเตือนเธอว่า
“ถ้าไม่ลงไปตอนนี้ผมจะจูบอิงเอ๋อร์อีกนะ”
เสิ่นลี่อิงตาโตเบิกกว้างอย่างตกตะลึงอีกครั้งเธอกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าเป้ที่วางเท้าอยู่ ก่อนเปิดประตูลงไปจากรถยนต์ทว่าถูกอ้อมแขนของเขากักขังเธอไว้ภายในอีกครั้ง โดยเขาเอ่ยเตือนเธอด้วยน้ำเสียงลึกลับอีกครั้งว่า
“เอ๋! อิงเอ๋อร์ไม่คิดจะมอบอะไรให้ผมหรือ?”
หยางจุ้นอยากรู้ว่ากล่องของขวัญที่อยู่ในกระเป๋าเป้ของเด็กสาวนั้นจะเป็นของขวัญที่เธอนำมาให้เขาหรือไม่ ซึ่งเขาคาดเดาไว้อย่างมีความหวัง เนื่องจากพบโดยบังเอิญขณะนั่งรอเธอในเขตรักษาพยาบาล
เสิ่นลี่อิงกระพริบตาปริบๆ เพื่อนึกทบทวน พลันนึกขึ้นมาได้ว่าเธอเตรียมของขวัญเพื่อนำมามอบให้กับเขาด้วยจึงเอ่ยร้องขออย่างคนถือไพ่เหนือกว่าว่า
“หากคุณอยากได้.....ก็ปล่อยฉันสิคะ”
หยางจุ้นเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเขาอยากจะจุมพิตเป็นการขอบคุณเธอที่นำของขวัญมาให้เขาถึงที่ด้วยระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งคืบ
สุดท้ายเขาตัดสินใจที่จะอดทนรอคอยให้เด็กสาวเติบโตเป็นผู้ใหญ่เสียก่อนจึงคลายอ้อมแขนที่กักขังเธอไว้ แล้วเอ่ยออกมาอย่างยอมแพ้ว่า
“โอเคคราวนี้ผมยอมก็ได้ เห็นแก่ที่อิงเอ๋อร์ตั้งใจนำมาให้ผมนะเนี่ย”หยางจุ้นเอ่ยอย่างจำยอม
เขาไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องยอมแพ้เด็กสาวที่คว้าหัวใจเขาไปครองได้ทำให้เขาต้องยอมถอยออกมาก่อน
เสิ่นลี่อิงลอบอมยิ้มอย่างพึงพอใจที่สามารถกำชัยชนะได้เธอหยิบกระเป๋าเป้ที่วางอยู่เท้าขึ้นมา แล้วเปิดนำกล่องของขวัญออกมาให้กับชายหนุ่มก่อนที่จะเปิดประตูรถลงไปทันที โดยทิ้งเพียงข้อความสั้น ๆ ไว้ว่า
“ขอบคุณนะคะอาจารย์มังกรดำราตรีสวัสดิ์ค่ะ”
หยางจุ้นก้มหน้าดูกล่องของขวัญที่ถูกยัดเข้าไว้ที่หน้าอกแทนตัวของเด็กสาวเขายิ้มมุมปากอย่างมีความสุขที่การคาดเดาจากความบังเอิญในการเห็นกระเป๋าเป้เผยอออกจึงอยากรู้ความจริงเกี่ยวกับกล่องของขวัญนั้น
“วันนี้เป็นวันที่ดีจริงๆ ได้ทั้งแฟน ได้ทั้งของขวัญ ต้องรอเปิดดูเวลาเที่ยงคืนไหมเนี่ย?”
หยางจุ้นรู้สึกหัวใจพองโตที่ได้รับกล่องของขวัญจากแฟนสาวเขาเริ่มรู้สึกว่าการมีแฟนไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อหน่ายเหมือนเดิมแต่เป็นความรู้สึกของการมีใครอีกคนเข้ามาสร้างสีสันให้กับชีวิต
เขาขับรถกลับบ้านเพื่อพูดคุยกับพ่อในภารกิจสำคัญของลัทธิปีศาจต่อพรุ่งนี้เช้าโดยตั้งใจที่จะแกะกล่องของขวัญออกดูเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนซึ่งเป็นความเชื่อส่วนตัวของเขาเอง
..........
เสิ่นลี่อิงไปติดต่อห้องพักกับพนักงานต้อนรับของโรงแรมทำให้เธอรับรู้ว่าน้องชายเพิ่งกลับเข้าห้องพอดีจึงรีบกลับห้อง
เพื่อสอบถามเรื่องการฝึกฝนทักษะพิเศษด้านการวาดรูปด้วยความสนใจ
โชคดีที่โรงแรมแห่งนี้มีห้องสูทสำหรับครอบครัวเด็กสาวจึงได้พักกับน้องชายในห้องใหญ่ โดยมีห้องนอนย่อยอยู่ภายในสองห้องพอดี
เสิ่นลี่อิงใช้บัตรสแกนผ่านประตูเข้าไปอย่างง่ายดายเพราะน้องชายยังไม่ได้ล็อกประตูห้องโดยคาดเดาว่าเขาน่าจะรอเธออยู่แน่นอน
“เจี่ยเจียหรือครับ?” เสิ่นลี่หยางร้องทักมาจากในห้องรับแขกทันที
“ใช่.....เสี่ยวหยางกินข้าวหรือยัง?”เสิ่นลี่อิงทักทายน้องชายกลับอย่างรู้สึกผิดที่ถูกหยางจุ้นหลอกลวงไปบ้าน
“กินแล้วครับพอดีครูหลีพาไปกินที่ภัตตาคารกับพวกพี่ ๆ หลายคน สนุกดีครับ ว่าแต่เจี่ยเจียไปทำภารกิจอะไรหรือครับ? ถึงได้กลับมาป่านนี้ พวกพี่ชายทั้งหลายชวนผมไปต่ออยู่แต่ผมเป็นห่วงเจี่ยเจียก็เลยขอตัวกลับก่อน”
เสิ่นลี่หยางตอบกลับตามจริงพร้อมกับนำแก้วน้ำดื่มมาให้พี่สาว แล้วสอบถามภารกิจพิเศษของเธอด้วยความอยากรู้ เนื่องจากสมาชิกทีมมังกรดำไม่มีใครสามารถตอบคำถามเขาได้สักคน
เสิ่นลี่อิงนิ่งอึ้งแวบหนึ่งก่อนยื่นมือไปรับแก้วน้ำจากน้องชายเธอเลือกที่จะโกหกน้องเพราะคิดว่าทีมมังกรดำคนอื่นคงไม่รู้เรื่องแผนการของหยางจุ้นแน่นอนว่า
“อ้อ! พอดีหัวหน้าพาไปรู้จักเจ้านายใหญ่โตมีเรื่องที่จะต้องตามต่อเกี่ยวกับพวกลัทธิปีศาจน่ะว่าแต่การฝึกวาดรูปของเราเป็นไงบ้างละ?”
เด็กสาวเลี่ยงไปให้ความสนใจในการเรื่องฝึกฝนของน้องชายแทนเธอไม่อยากให้เขาสอบถามมากเกินไป จนต้องเผลอ
บอกความจริงอันน่าอับอายของตนที่ถูกหลอกล่อให้กลายเป็นแฟนหยางจุ้นโดยไม่รู้ตัว
“ดีมากเลยครับแต่ผมยังอ่อนหัดอยู่ เจี่ยเจียรู้ไหมว่าในทีมมังกรดำน่ะ มีแต่คนเจ๋ง ๆทั้งนั้นเลย”
เสิ่นลี่หยางนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้ามกับพี่สาวเขามีประกายตาตื่นเต้นยินดี พลางเอ่ยถึงสมาชิกทีมมังกรดำอย่างมีความสุข
จากนั้นสาธยายทักษะพิเศษของแต่ละคนให้พี่สาวฟังอย่างละเอียดว่า
“อย่างครูหลีก็เก่งกาจเรื่องคอมพิวเตอร์เขาแฮ็กฐานข้อมูลลับของซีไอเอให้ผมดูด้วยแหละ น่าตื่นเต้นที่สุดเลย”
“ยังมีพี่ชายหานหลางเขายิงปืนระยะไกลแม่นมาก แต่แปลกที่ชอบทำงานเป็นพ่อครัว พี่ชายเหลียงฟาหยางก็ทำสวนส้มเหมือนบ้านเราด้วยก็เลยใช้ชื่อว่าส้มยิ้ม”
“ส่วนพี่ชายจ้าวลี่หงเรียนจบหมอแล้วค่อยมาสมัครที่นี่เขาเป็นศัลยแพทย์ที่เก่งมาก มิน่าถึงใช้ชื่อว่ามีดคม แต่ที่เจ๋งสุดผมว่าน่าจะเป็นพี่ชายติงเจี๋ยที่ผมไปฝึกด้วยนั่นแหละครับ เขาวาดภาพซ่อนรหัสได้ด้วยแต่ผมยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ ไหนจะรหัสที่ใช้สื่อสารในทางลับผ่านรูปภาพอีกวิธีลงสีและเขียนรหัสสอดแทรกในภาพก็ยากทีเดียว ผมคงต้องเรียนรู้อีกเยอะเลยครับ”
เสิ่นลี่อิงพยักหน้ารับรู้คำกล่าวของน้องชายเป็นระยะเพื่อให้น้องมีโอกาสบอกเล่าลักษณะของสมาชิกทีมมังกรดำให้ละเอียดเนื่องจากเธอไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับพวกเขาเพราะมัวเสียเวลาไปกับหยางจุ้นแทน
เสิ่นลี่หยางแสดงความแปลกใจเมื่อเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วสอบถามพี่สาวด้วยความสงสัยว่า
“เจี่ยเจียครับผมเข้ากลุ่มแชตสตาร์แล้ว ทุกคนผมรู้จักหมด เหลือแต่รีเทิร์นนี่แหละพี่รู้ไหมว่าเป็นใคร?พี่ชายคนอื่นไม่มีใครยอมบอกผมเลย ว่าแต่พี่เข้าร่วมกลุ่มในวีแชตหรือยัง?เห็นพวกพี่ชายบอกว่าจะมีไว้ใช้สื่อสารเรื่องงาน”
เสิ่นลี่อิงกระแอมไอเมื่อน้องชายสอบถามไอดีของเธอในกลุ่มแชตสตาร์เธอได้เข้าร่วมกลุ่มโดยบังเอิญจากหนังสือที่ได้มาจากหลีอี้เฉินจึงตอบน้องชายตามจริงโดยรู้สึกสงสัยว่าทำไมคนอื่นถึงไม่บอกน้องชายตามตรง
“เอ่อ.....ไอดีรีเทิร์น เป็นไอดีของพี่เองแหละพอดีพี่ได้หนังสือคอมพิวเตอร์มาจากครูหลี เลยลองอ่านและฝึกทำบังเอิญเข้าร่วมกลุ่มแชตสตาร์ได้พอดี”
“อย่างนี้นี่เองเจี่ยเจียเก่งจังเลยครับ เรียนรู้เองได้ด้วยไม่เหมือนผมที่เอาดีได้บางเรื่องเท่านั้น”
เสิ่นลี่หยางพยักหน้าเข้าใจเขาเอ่ยออกมาอย่างน้อยใจที่ตนเองไม่ได้เก่งกาจเหมือนพี่สาวแต่เขาปลอบใจตัวเองที่สามารถวาดภาพได้สวยงามซึ่งเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแน่นอน
“เสี่ยวหยางเก่งกว่าพี่อีกอย่าน้อยใจไปเลย พี่วาดภาพได้ไม่เก่งเหมือนน้องหรอก นี่ก็ดึกแล้วพวกเราพักผ่อนกันเถอะ พรุ่งนี้จะได้กลับบ้านแต่เช้า”
เสิ่นลี่อิงชักชวนน้องชายแยกย้ายไปพักผ่อนอย่างมีแผนการเพราะเธอต้องการที่จะแอบไปดูอาการของหยวนมี่ ซึ่งเธอแฮ็กข้อมูลก่อนเดินทางมาเมืองหลวงทำให้รู้ว่าศัตรูเก่าได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล จึงอยากไปดูให้เห็นกับตาว่าอีกฝ่ายมีสภาพเป็นอย่างไร
ทั้งนี้เธอยังไม่คิดที่จะชำระหนี้แค้นในเวลานี้เพราะต้องการรับรู้เรื่องแม่ผู้ให้กำเนิดจากอีกฝ่ายก่อนจึงเลือกที่จะปล่อยให้ศัตรูมีเวลาหายใจต่ออีกหลายปี จนกว่าเธอจะได้รับรู้ความจริง
ต่อจากนั้นสองพี่น้องแยกย้ายเข้าห้องนอนพักผ่อนส่วนตัวเสิ่นลี่อิงอาบน้ำแล้วสวมเสื้อยืดกางเกงยีนซึ่งเป็นชุดที่เธอเตรียมมาสำหรับเดินทางกลับอีกหนึ่งชุดพอดีโดยตั้งใจใส่ชุดนี้เดินทางไปยังโรงพยาบาลฟิวเจอร์
“โชคดีที่โรงแรมนี้อยู่ห่างจากโรงพยาบาลฟิวเจอร์ไม่ไกลนักไม่งั้นฉันคงต้องเสียเวลาเดินทางนานแน่ ๆ”
เสิ่นลี่อิงพึมพำขณะทอดสายตามองตำแหน่งที่ตั้งของโรงพยาบาลฟิวเจอร์ที่ตั้งสูงตระหง่านอยู่ด้านหนึ่งของโรงแรมเธอยืนมองจากหน้าต่างห้องด้วยความสนใจ พลางคำนวณเส้นทางที่ใกล้ที่สุดเพราะไม่ต้องการเสียเวลาเดินทางไปกลับนานเกินไปจนอาจทำให้น้องชายตื่นขึ้นมาพบความผิดปกติได้
เมื่อได้เวลาที่เธอตั้งใจจะไปดูสภาพของศัตรูเก่าในเวลาเที่ยงคืนเธอแอบออกจากห้องพักไปอย่างเงียบเชียบ