วันนี้โรงเรียนคึกครืนเป็พิเศษเพราะครั้งนี้โรงเรียนของเราเ้าภาพจัดงานขึ้นมีทั้งการจัดแข่งขันสแตนด์เชียร์รวมถึงกีฬาต่างๆ หลากหลายประเภท ผมก็รอเวลาที่ต้องลงแข่งขันเหมือนกันผมรู้สึกตื่นเต้นมากเพราะนี้จะเป็การแข่งขันแบดมินตันแบบเป็ทางการของผมแต่ความตื่นเต้นหายไปแทบจะทันทีที่เห็นพี่มาร์คเดินนำขบวนถือป้ายโรงเรียนมาคู่กับพี่น้ำข้าวที่ผมเคยเจอครั้งนั้นผมหายใจติดขัดความรู้สึกมันหนักอึ้งไปหมดเมื่อเห็นทั้งสองคนที่เดินเคียงคู่กันพี่มาร์คที่สวมชุดสูทเข้ารูป ขนาดไม่ได้แต่งหน้าเหมือนคนอื่น ๆยังดูดีมีออร่าราศีจับขนาดนี้ส่วนพี่น้ำข้าวที่อยู่ในชุดเดรสสีขาวก็สวยสง่าราวกับเ้าหญิงมันปวดอกไปหมดเมื่อปฏิเสธไม่ออกเลยว่าทั้งสองคนดูเหมาะสมกันมากแค่ไหนและยิ่งได้ยินผู้คนรอบข้างพูดถึงสองคนนั้นว่า
เหมาะสมกันขนาดนี้ถ้าได้คบกันจริงๆ คงเป็คู่ที่เฟอร์เฟ็กมากแน่ ๆ
เหมือนเ้าหญิงเ้าชายเลย
นี่ถ้าไม่ใช่พี่น้ำข้าวฉันไม่ยอมจริงๆ ด้วย
น่าจะคบกันจริงๆ ไปเลยเนอะ
และอีกมากมายหลายเสียงที่ผมไม่อยากจะยินใจผมก็ปวดร้าวราวกับมันจะแตกเป็เสี่ยง ๆ แค่หายใจยังเจ็บอกไปหมดแล้วที่ทำให้ผมเสียใจมากกว่าคำพูดพวกนั้นคือพี่มาร์คไม่คิดจะบอกผมสักคำว่าตัวเองได้เดินนำขบวนทั้ง ๆ ที่เราอยู่ด้วยกันแทบทุกวัน ผมคงไม่สำคัญพอที่พี่จะบอกสินะความน้อยใจมันจุกอยู่ในอกยิ่งคิดน้ำตาแทบจะไหลอยู่ลอมล่อและจังหวะหนึ่งที่กำลังขบวนกำลังจะเดินผ่านไป พี่มาร์คก็หันมองทางผม พี่มาร์คเหมือนพยายามจะสื่ออะไรสักอย่างแต่เพราะระยะห่างของเราทำให้ผมสามารถรับรู้ได้นั้นสินะเราออกจะอยู่ห่างไกลกันขนาดนี้ผมจึงตัดสินใจหันหน้าหนีแล้วเดินออกไปก่อนที่น้ำตาบ้า ๆนี่มันจะไหลให้น่าสมเพจไปมากกว่านี้
เดินออกมาได้ไม่ไกลนักก็พบกับบีมที่ยืนดูขบวนอยู่ไกล ๆ เพราะมันสูงมากเลยไม่เป็ปัญหาในการมองผมจะเดินผ่านบีมไปแต่ก็โดนคว้าไหล่เอาไว้ก่อน
“แบมแบมร้องไห้?”
“อึกเปล่าใครร้อง ไม่มี” ผมรีบปฏิเสธทั้ง ๆ ที่หลักฐานก็คาหน้าอยู่ผมไม่อยากให้บีมไม่สบายใจไปด้วยอีกคนเพราะบีมก็เป็เพื่อนไม่กี่คนที่ยอมมาสนิทกับผมผมไม่อยากให้เขารู้สึกแย่
“เห็นๆ อยู่ยังจะบอกเปล่าอีก” บีมส่ายหัวหน่าย ๆ
“ฮึกไม่มีอะไร ไม่มีอะไร จริง ๆ ฮึก” ยิ่งโดนถามน้ำตาที่ผมพยายามกลั้นไว้ก็ยิ่งไหลออกา
พรึบ
“มานี่”จู่ ๆผมก็โดนดึงเข้าไปบีมกดหัวผมให้ซบอยู่บนไหล่บีมไม่ได้ล่วงเกินกอดผมแค่ดึงให้ผมซบลงเท่านั้นแหละน้ำตาที่กลั้นไว้ก็พังทลายเป็เขื่อนแตกผมกำเสื้อบีมแน่นหวังว่าจะคลายความเ็ปลงได้บ้างแต่ไม่เลยสักนิดภาพทั้งสองคนที่เดินมาด้วยกันกับเสียงเชียร์ๆ ต่างๆ นานา ที่ผมได้ยินมามันยังดังก้องอยู่ในหัวตอกย้ำว่าสองคนนั้นเหมาะสมกันมากแค่ไหน
“ชอบเขามากเหรอ”บีมถามขึ้นเมื่อผมเลิกสะอื้นและยืนปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบ ๆ
“รู้เหรออึก” ผมถาม
“อืมสายตาที่นายมองเขามันบอกทุกอย่าง” ผมชะงักไปเมื่อได้ยินแบบนั้น
“มันเป็ไปไม่ได้หรอก”ผมส่ายหน้า
“ไม่ใช่ว่าเป็ไปได้หรือไม่แต่นายรักเขาใช่ไหมถึงได้เป็ขนาดนี้” บีมพูดเสียงเรียบ
“ฉันอึก ฉันไม่รู้ ฉันรู้แค่ว่าพี่เขาเป็ทุกอย่างสำหรับฉัน”
ั้แ่ตอนนั้นที่แม่พาผมไปทักทายเพื่อนบ้านข้างๆ แล้วได้เจอเด็กผู้ชายท่าทางน่ากลัวคนนนั้นและมารู้ทีหลังว่าพี่เขาแค่ดูเหมือนน่ากลัวแต่จริงๆพี่มาร์คเป็พี่ชายที่ใจดีแค่ไหนทั้งยอมแบ่งขนมของโปรดตัวเองให้กินทั้งคอยเป็เพื่อนเล่นคอยสอนทุกอย่างให้ไม่เคยทิ้งเขาไปไหนโดยไม่บอกเป็คนเดียวที่ทำให้เขาไม่รู้สึกเหงาอีกต่อไปั้แ่วันนั้นสายตาผมก็จดจ่ออยู่แค่ที่พี่มาร์คคนเดียวเสมอมาพึ่งจะรู้ตัวว่าไอ้ที่ตัวเขารู้สึกมาตลอดมันคือความรักแต่ถ้ารู้ตัวแล้วว่ารักแล้วต้องเจ็บแบบนี้สู้เขากลับไปเป็ไม่รู้ยังจะดีกว่า
“ฉันมันน่าสมเพจใช่ไหม”ผมถาม
“ใช่น่าสมเพจที่มาร้องไห้ทั้งๆ ที่ตัวเองยังไม่คิดจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้มันมา”
อึก คำพูดของบีมเหมือนเป็ลูกศรปักกลางใจจุกหนักยิ่งกว่าเดิมผมยังไม่เคยสู้แต่อย่างผมจะเอาอะไรไปสู้เขาล่ะ
“มันเป็ไปไม่ได้หรอก”ผมส่ายหัวยังไงมันก็เป็ไปไม่ได้เราสองคนก็เป็แค่พี่น้องกันแถมผมยังเป็ผู้ชายอีก
“นั้นมันก็แล้วแต่นายจะคิดแต่ตอนนี้เลิกร้องไห้แล้วไปล้างหน้าล้างตาเถอะ” บีมดันผมออกเบา ๆก้มลงมามองหน้าตาที่ดูไม่ได้ของผมแล้วไล่ผมไปล้างหน้า
“...”
“ดูสิดูได้ที่ไหนกันอีกไม่นานก็จะต้องลงแข่งแล้วนะตั้งสมาธิให้ดี นายซ้อมมาก็เพื่อการแข่งครั้งนี้นะ” บีมเตือนสติผมใช่ผมควรตั้งสติแล้วเตรียมแข่งได้แล้ว ผมไม่อยากทำให้ใครผิดหวังในตัวผม
“อือ”ผมรับคำแล้วไปห้องน้ำล้างหน้าล้างตาพยายามทำให้ตัวเองสดชื่นตามที่บีมบอกโดยไม่รู้ตัวสักนิดว่าเหตุการณ์เมื่อครู่นี้มีใครบางคนคอยมาอยู่
“ออกมาเถอะครับพี่”บีมเอ่ยขึ้นหลังจากที่แบมแบมเดินออกไปแล้ว
มาร์คเดินออกมาจากมุมตึกเขารีบที่สุดแล้วหลังเสร็จจากเดินขบวนเขาก็ขอตัวออกมาก่อนแทบจะทันทีชุดยังไม่ทันได้เปลี่ยนไม่ได้แม้แต่ถ่ายรูปรวมทั้ง ๆ ที่เพื่อน ๆ คนอื่น ๆพยายามรั้งเอาไว้
“พี่มีอะไรจะพูดกับผมหรือเปล่าครับ”บีมมองหน้ามาร์คตรง ๆ ไม่ได้เกรงกลัวใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้ง ๆที่บรรยากาศรอบตัวมาร์คไม่น่าพิสมัยสักนิด
“นายเป็ใครสนิทกันขนาดไหน” มาร์คถามบีมเสียงเรียบเขาอยากจะพุ่งเขามากระชากแบมแบออกจากไอ้หมอนี้ั้แ่ที่เห็นแต่เพราะแบมแบมร้องไห้อยู่และเขาก็พอรู้ว่านั่นอาจเป็เพราะตัวเขาเองมันเลยทำให้เขาใจเย็นลงบ้างและพยายามหาจังหวะเข้ามาอธิบายว่าที่เขาต้องมาเดินขบวนแทนเป็เพราะเพื่อนเขาดันท้องเสียจนต้องไปเดินแทน แต่ดันได้ยินสิ่งที่เด็กคนนี้ถามแบมแบมเสียก่อน
“นั่นไม่ใช่เื่ของพี่”ไอ้เด็กนั้นมันตอบกลับมาหน้าตาย
“เื่ของแบมแบมก็คือเื่ของฉัน”มาร์คกัดฟันพูดพยายามข่มความรู้สึกเดือดพล่านในใจของตัวเองเอาไว้
“พูดแบบนี้พี่กับแบมแบมเป็อะไรกันครับ”บีมถามคำถามจี้ใจดำใช่เขาเป็อะไรกับแบมแบมมทำไมต้องรู้สึกอะไรแบบนี้ด้วยถ้าตอบว่าเป็น้องแค่เป็น้องเขาต้องโมโหที่เห็นแบมแบมยืนกอดกับไอ้เด็กนี่ขนาดนี้เลยหรือ
“ถ้าตอบไม่ได้พี่ก็อย่าพึ่งไปเจอหน้าแบมแบมมันดีกว่านะ”
“...”
“อีกไม่กี่นาทีมันก็จะแข่งแล้วอย่าทำให้มันเสียสมาธิดีกว่า”
“ฉัน…”
“ผมว่าพี่ไปหาคำตอบให้ตัวเองให้ได้ก่อนเถอะและถ้ามันยังร้องไห้เพราะพี่อยู่แบบนี้ผมขอล่ะ”
“...”
“ผมจะทำให้มันมีความสุข”
“...”
“ผมไม่ชอบเห็นมันร้องไห้”
“...”
“ถ้าพี่ทำไม่ได้ให้ผมทำแทนเถอะ”
มาร์คพูดไม่ออกสักคำเมื่อคนตรงหน้ามองมาที่เขาด้วยสายตาแน่วแน่และพูดสิ่งนั้นออกมาด้วยท่าทีจริงจัง จริงจังยิ่งกว่าเขาที่ไม่กล้าคิดไม่กล้ายอมรับควารู้สึกตัวเองเพราะแค่ตัวเองมั่นใจเขาทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนกัดฟันกรอดอยู่แบบนั้น ตอนนี้เขารู้แค่ว่ากำลังโกธรโกธรมากแต่ที่โกรธที่สุดก็คือตัวเองที่ไม่แน่นอนอะไรสักอย่าง
เมื่อมาร์คไม่ได้พูดอะไรต่อบีมก็เดินออกไปจากตรงนั้นเพื่อจะตามแบมแบมไปเพราะกลัวจะเดินย้อนกลับมาหาแล้วเจอมาร์ค เขากลัวมันร้องไห้ออกมาอีก
เขาช่วยได้เท่านี้ถ้าพี่มันยังโง่ไม่ยอมรับความรู้สึกตัวเองอีกฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้วนะ
และการแข่งขันก็เริ่มขึ้นการแข่งขันมันไม่ได้อย่างที่แบมแบมคิดอีกฝ่ายเก่งกาจเอาการกว่าจะตบลูกขนไก่ลงอีกฝั่งได้ก็เล่นเอาเกือบใจหายใจคว่ำเสียงเชียร์ข้างสนามยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ จะทั้งสองฝั่งของสนามผมพยายามตั้งสติตัวเองไม่คิดเื่อื่นนอกจากการแข่งขันในตอนนี้ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าพี่มาร์คจะมาเชียร์เขาอย่างที่ตกลงกันไว้หรือเปล่า และแค่พอคิดถึงพี่แค่แวบเดียวผมก็เสียสมาธิจนเสียคะแนนที่สำคัญไป
ปรี๊ดดดด
เสียงนกหวีดบอกว่าการแข่งขันเซทนี้จบลงคะแนนเซตนี้เป็ของโรงเรียนฝั่งตรงข้ามผมเข้าออกมาพักข้างสนามพี่จินยองยื่นน้ำมาให้
“ไม่เป็ไรนะยังไม่ได้แพ้สักหน่อย” พี่จินยองเดินมาตบบ่าผมเบา ๆ
“ขอโทษนะพี่”
“ไม่เป็ไรๆ แค่นี้ก็เก่งมากแล้ว แต่แบมเหมือนไม่ค่อยมีสมาธิเล่นนะคิดอะไรอยู่หรือเปล่า”พอโดนถามแบบนั้นผมก็ชะงักกึกขึ้นมาว่าจะไม่ให้อารมณ์พวกนั้นกระทบความรู้สึกแล้วแต่ก็ยังทำไมได้
“ขอโทษนะครับพี่จินยองผมจะพยายามให้มากกว่านี้” ผมบอกปัดไม่อยากพูดถึงเื่ก่อนหนี้
“แบมแบม”จู่ ๆ บีมที่ยืนเงียบอยู่ก็เดินเข้ามาแล้วก้มหน้าลงมากระซิบผมเกิดเสียงฮือฮาเกิดขึ้นข้างสนามแต่ผมไม่รู้ตัวเพราะกำลังตื่นใกับคำพูดของบีมอยู่
“ถ้านายแพ้แมทนี้ฉันจะไปกระทืบพี่มาร์คของนาย” บีมพูดเสียงเหี้ยมแบบที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้พูดเล่น
“ไม่ได้นะจะบ้าหรือไง” ผมรีบหันหน้าไปทางบีม ทำให้จมูกผมเฉียดแก้มบีมจนบีมชะงักไปนิดเสียงรอบข้างยิ่งดังกว่าเดิมผมเองก็ใไม่น้อยบีมที่ตั้งตัวได้ก่อนหยัดลุกขึ้นวางมือใหญ่ ๆ ลงบนหัวผมอีกครั้ง และย้ำคำพูดนั้นอีกที
“ตั้งใจเล่นให้ดีฉันไม่ได้พูดเล่น”พอบีมพูดจบก็ถึงเวลาที่ผมต้องลงสนามอีกครั้งคราวนี้ฟอร์มการเล่นของผมดีกว่าที่ผ่านๆ มาไม่ได้คิดเื่ที่ทำให้ตัวเองเศร้าเพราะตอนนี้กลัวคำที่บีมขู่มากกว่าจะบ้าหรือไงจู่ ๆ จะไปกระทืบพี่มาร์คเขาแบบนั้นและในความรู้สึกผมผมว่าบีมกล้าทำจริง ๆ ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากตั้งใจแข่งรู้สึกแปลกนิดหน่อยทีรู้สึกเสียงเชียร์ผมดังขึ้นกว่าเดิมทำให้เืในกายผมสูบฉีดและเล่นได้อย่างสนุกสนานกว่าที่ผ่านมา และผลการแข่งขันก็ออกมาว่าผมชนะทั้งสนามโห่ร้องอย่างดีใจ พวกพี่ ๆ เพื่อน ๆ ในชมรมก็เข้ามาแสดงความยินดีที่ผมได้เข้ารอบชิง เพราะการแข่งกีฬาสัมพันธ์นี่มีแค่ 4 โรงเรียนแข่งแบบไขว้แล้วก็เข้าชิงได้เลยผมยิ้มกว้างรู้สึกดีหัวใจพองโตอย่างบอกไม่ถูกพี่แจบอมะโเข้ามากอดคอผมขยี้หัวผมจนฟูไปหมดจนพี่จินยองต้องมาดึงตัวออกไปดูพี่มันจะภูมิใจเสียเหลือเกินที่ผมชนะก็นะพี่แจบอมเป็คนช่วยฝึกผมมาตลอดนี่นาคนรอบข้างต่างดีอกดีใจใหญ่แต่ผมยังคงมองหาคนที่ผมอยากบอกว่าผมชนะแล้วมากที่สุดแต่ผมกับไม่เห็นแม้แต่เงา สงสัยงานพี่มาร์คจะยุ่งมากจนไม่มีเวลามาดูผมผมพยายามคิดในแง่ดี
หลังจากการแข่งจบลงพี่จินยองก็บอกให้ผมอยู่ซ้อมต่อมีบีมที่เป็คู่ซ้อมให้ เพราะการแข่งรอบชิงพรุ่งนี้เป็แมทที่สำคัญมากผมเองก็อยากจะซ้อมให้ได้มากที่สุดเวลาก็ล่วงเลยมาจนพระอาทิตย์ตกดินแล้วพี่แจบอมเดินมาบอกผมว่าพี่มาร์คฝากมาบอกว่าให้รออีกสักพักขอเคลียงานและเตรียมงานวันพรุ่งนี้อีกสักหน่อยผมก็พยักหน้ารับเหนือย ๆ วันนี้ผมใช้พลังงานไปเยอะ เหนื่อนจนจะหลบคาสแตนด์อยู่แล้ว
“แบมแบม”ผมทำท่าจะหลับก็โดนใครสักคนปลุก
“หืม”ผมสลิมสลือยังไม่ทันได้มองหน้าคนที่ปลุกผมให้ดีก็โดนดึงขึ้นให้เดินไปด้วยกัน
“กลับกัน”ผมเดินตามอีกฝ่ายที่จูงมือผมให้เดินตามผมง่วงเกินกว่าจะต่อล้อต่อเถียงกับใครเลยปล่อยให้เขาจูงไป
“หาว”หาววอดน้ำตาปริมขอบตาพอจะขยี้ตาก็โดนดึงมือไว้แล้วโดนพลักเข้าไปในรถยนต์แอร์เย็นฉ่ำเพราะความคุ้นเคยผมเลยสะดุ้งขึ้นพอหันไปมองหน้าอีกฝ่ายก็พบว่าเป็บีมนั่นเองที่นั่งอยู่ฝั่งคนขับ
“เฮ้ยฉันมาอยู่ตรงนี้ได้ไง” ผมถามบีมด้วยความใ
“กำลังจะปลุกอยู่พอดีก็ฉันนี่แหละพามา” บีมถอนหายใจเขาพอจะรู้ล่ะว่าทำไมพี่มันถึงได้ห่วงขนาดนี้
“แล้วจะพาไปไหน”
“ไปส่งบ้านไง”
“แล้วรู้จักเหรอ”
“ก็บอกอยู่นี่ว่ากำลังจะปลุกมาถาม”
“แต่ว่าพี่มาร์ค...”
“จะอยู่รอพี่เขาทำใจเื่วันนี้ได้แล้วเหรอ” บีมถามย้ำทำให้ผมฉุกคิดเื่วันนี้ขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่ต้องคิดเยอะฉันบอกพี่แจบอมให้ไปบอกพี่เขาให้แล้วว่าฉันจะไปส่งนาย”บีมว่าพลางใส่เกียร์เตรียมตัวออกรถ
“แต่ว่า...”
“ลองห่างกับพี่เขาบ้างเผื่อนายกับเขาจะได้มีเวลาใช้ความคิดบ้าง”
ก็จริงอย่างที่บีมบอกผมยังไม่เคยอยู่ห่างกับพี่มาร์คสักครั้งลองห่างออกมาบ้างก็ดีเผื่อจะได้คิดอะไรออกบ้างและก็อย่างที่บีมบอกผมยังไม่พร้อมที่จะเจอหน้าพี่มาร์คจริง ๆ