มุมหนึ่งของถนนมีซอยเล็กๆถูกบดบังด้วยเงาของบ้านเรือนสูงข้างเคียงหากไม่สังเกตก็จะไม่เห็นเลยว่ามีทางให้เดินเข้าไปหรือต่อให้เห็นก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปเพราะมิรู้ว่าข้างในเป็เช่นไรอีกทั้งทางเดินทั้งแคบทั้งมืดใครจะอยากเข้าไปกันแต่ทว่าไม่ใช่กับหญิงร่างบางนางนี้ที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทั้งชุดแม้กระทั้งผ้าปิดหน้าที่ใช้ก็ยังสีดำตัดกับผิวขาวราวกับหิมะของนางข้างเอวผกมีดสั้นเก่าๆ สะพายย่ามไว้ด้านข้าง
เสิ่นเฟยอวี้เดินไปตามทางแคบๆนั่นอย่างชำนาญไม่นานนักก็มาถึงจุดหมาย
"เด็กๆ"
เสียงเรียกดังขึ้นทำให้เหล่าเด็กน้อยหันมามองก่อนจะพากันวิ่งกรูเข้ามาหา
"เฟยอวี้เจี่ยเจีย"
เสิ่นเฟยอวี้อ้าแขนรับเด็กตัวน้อยที่วิ่งมาล้อหน้าล้อมหลังต่างก็ส่งยิ้มมาให้อย่างสดใส
"เฟยอวี้เจี่ยเจียข้าคิดถึงท่าน"เด็กหญิงตัวน้อยหน้าตามอมแมมหน่อยเอ่ยขึ้นมาเสิ่นเฟยอวี้ยกมือขึ้นลูบหัวเด็กตัวน้อยเบาๆพร้อมกับยิ้มให้
"ข้าก็คิดถึงอาเหมยเหมือนกันคิดถึงทุกๆคนเลยพวกเ้าเป็ยังไงบ้าง"
นางหันไปถาม
ที่นี่เป็แหล่งรวมเด็กกำพร้าเด็กที่ถูกทอดทิ้งหรือเด็กที่พ่อแม่เสียชีวิตเป็เด็กเร่ร่อนที่ไม่มีที่ไป
ทั้งที่เคยคิดว่าชีวิตนางลำบากแต่พอมาเจอเด็กๆที่นี่นางกลับรู้สึกโชคดีที่อย่างน้อยๆนางยังมีท่านแม่แต่ไม่ใช่กับเด็กๆที่นี่
ถึงอย่างนั้นเด็กๆที่นี่ก็โชคดีที่มีป้าฉินค่อยดูแล
เเรกเริ่มเเต่เดิมเสิ่นเฟยอวี้ก็ไม่รู้ว่ามีสถานที่แบบนี้แต่เพราะโดนอาหยางเด็กชายที่อายุ10หนาวขโมยเงินนางถึงวิ่งตามมาจนถึงที่นี่
ถึงได้รู้จักที่นี่รู้ว่าที่อาหยางทำก็เพราะอยากได้เงินไปซื้อยามารักษาอาการป่วยไข้ของอาเหมย
ั้แ่นั้นมานางจึงมาที่นี่บ่อยๆมาดูแลบ้างเอาของกินเอายามาให้บ้างเท่าที่นางจะให้ได้จนสนิทกับเด็กๆ
อาหยางเองก็ดูเหมือนจะรู้ถูกผิดโตขึ้นเยอะเเถมยังเป็พี่ใหญ่ที่คอยดูแลน้องๆอย่างดี
"เเม่นางเฟยอวี้นั่นท่านมานั่งก่อนสิ"หญิงชราที่เดินออกมาเห็นนางก็เอ่ยเชิญพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่มอบให้ก่อนจะพูดกับอาหยาง
"อาหยางไปเอาน้ำมาให้แม่นางเฟยอวี้"
"ขอรับ"
เสิ่นเฟยอวี้ละจากเด็กๆแล้วมาประคองหญิงชราไปนั่ง
"ท่านป้าฉินท่านเป็อย่างไรบ้าง"
หญิงชรายกมือนางขึ้นมากุมพร้อมกับลูบไปมาอย่างแ่เบา
"เเม่นางเฟยอวี้อาการข้าก็ป่วยออดๆแอดๆไปตามวัยชราไม่มีอะไรหรอกไม่ต้องห่วง"
พูดพร้อมกับเสียงหอบเบาๆ
"จะไม่ให้ข้าห่วงได้อย่างไรท่านเป็เสาหลักของเด็กๆหากท่านเป็อะไรไปเด็กๆคงเสียใจมากท่านต้องดูแลตัวเองดีๆนะ"
เสิ่นเฟยอวี้พูดกำชับก่อนจะเอายาในย่ามออกมาประจวบเหมาะกับที่อาหยางยกน้ำมาให้พอดีนางจึงสอนเื่ยาสมุนไพรให้อาหยางทั้งอาการเบื้องต้นและการดูแล
ก่อนจะลาป้าฉินและเด็กๆกลับ
เมื่อครั้งยังเด็กต้องเร่ร่อนไปทั่วจนสุดท้ายได้ความช่วยเหลือจากหมอพเนจรคนนึงท่านแม่ของนางจึงตัดสินใจอยู่ที่นี่
ท่านหมอคนนั้นมีบุญคุณกับนางนักรับนางเป็ศิษย์ถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้ก่อนจะจากไปนางเคารพเเละนับถืออาจารย์ไม่ต่างจากเทพเซียนยิ่งคำสอนของอาจารย์ที่ว่า
'ในเมื่อเกิดมาแล้วก็จงดิ้นลนมีชีวิตต่อไปไม่จำเป็ต้องเเกร่งกล้าเยี่ยงวีรบุรุษกู้ชาติขอเพียงมีคนเคารพเ้ายามเ้าจากโลกนี้เเม้เพียงคนเดียวก็นับว่าไม่เสียชาติเกิดแล้ว'
มันทำให้เสิ่นเฟยอวี้นี้มีจุดหมายในชีวิตจากที่ใช้ชีวิตราวคนไร้ิญญากลับมามีชีวิตชีวาดิ้นลนต่อโชคชะตาก็ได้แต่หวังว่าชะตานางจะไม่อาภัพเยี่ยงท่านยายหรือท่านแม่
กระท่อมหลังเล็กชายป่าเป็บ้านของเสิ่นเฟยอวี้กับท่านแม่ที่นี่ทั้งเงียบสงบและอุดมสมบูรณ์ไม่ไกลจากกระท่อมมีลำธารไหลผ่านกั้นเขตที่อยู่อาศัยกับเขตป่า
"ท่านเเม่ข้ากลับมาแล้ว"
เสิ่นเฟยอวี้เอาย่าไปเเขวนไว้ก่อนจะถอดหน้าปิดหน้าเดินเข้าไปกอดท่านแม่
"ท่านกำลังทำอะไร กลิ่นหอมจังเลย"
นางว่าท่าทางสูดดมก่อนจะชะโงกหน้าไปดูสิ่งที่อยู่ในกระทะปรากฏว่าท่านแม่กำลังเจียวไข่อยู่นั่นเอง
นางยังคงยืนกอดท่านแม่จนคนเป็แม่พูด
"เ้านี่นะโตเป็สาวแล้วยังจะกอดออดอ้อนเป็เด็กๆไม่อายบ้างหรือไง"
ถึงปากว่าเเต่กลับไม่มีท่าทีต่อต้านซ้ำยังเจียวไข่ต่อ
"ข้ายังไม่โตสักหน่อยพึ่งจะพ้นวัยปักปิ่นมาไม่นานเองนะ"
นางว่าท่านแม่เพียงเเค่ยิ้มส่ายหัวเบาๆก่อนจะตักไข่ใส่จานยื่นให้เสิ่นเฟยอวี้จึงผละออกแล้วรับจานไข่เจียวไปวางบนโต๊ะ
"ท่านแม่จะผัดผักบุ้งหรอให้ข้าทำเถอะ"หลังจากนั้นก็เดินไปหาท่านแม่ก่อนจะยื่นไปหยิบตะหลิวแต่กลับโดนท่านแม่คว้าไปก่อน
เสิ่นเฟยอวี้หน้าจ๋อยลงก่อนจะกล่าว
"ท่านเเม่"
แต่คราวนี้ท่านเเม่กลับตอบเสียงเเข็ง
"ข้ารู้ว่าเ้าเก่งเื่ต้มยาสมุนไพรแต่ไม่ใช่กับเื่กับข้าว เ้าลืมไปแล้วหรือว่าครั้งก่อนเ้าเกือบทำครัวไหม้"
พอได้ฟังก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆแล้วย้ายสังขารไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว
หลังจากที่วางจานผักบุ้งผัดทั้งสองก็เริ่มกินข้าวแม้จะไม่มีอะไรมากแต่นับว่าชีวิตของสองแม่ลูกดีขึ้นมากแล้วจากแต่ก่อน
การใช้ชีวิตกับท่านแม่แบบนี้ไปเรื่อยๆเสิ่นเฟยอวี้ก็มีควาสุขดีไม่ได้วาดฝันถึงอนาคตที่สวยหรูอะไรแค่นี้ก็พอใจมากแล้ว
แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อท่านแม่เอ่ยขึ้น
"เ้าคิดจะออกเรือนเมื่อไหร่"สำหรับเสิ่นเฟยอวี้นั้นไม่ได้สนใจเื่นี้สักนิดแต่ไม่ใช่กับท่านแม่ของนาง
หากเสิ่นเฟยอวี้แต่งงานและมีบุรุษคอยดูแลช่วยเหลืบางทีอาจจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ไม่ต้องลำบากเช่นนาง
แต่พอเห็นท่าทางโง่งมของบุตรสาวก็ได้เเต่ถอนหายใจเบาๆ
"ท่านแม่ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ได้คิดเื่นี้เลยข้าแค่อยากอยู่กับท่านไปตลอดชีวิต"
เสิ่นเฟยอวี้วางตะเกียบลงแล้วพูดอย่างจริงจัง
"เเต่หากเ้ามีสามีคอยช่วยเหลือปกป้องจะไม่ดีกว่าหรือ เ้ายังเด็กอาจจะยังไม่คิดเเต่ถ้าหากต่อไปไม่มีข้าแล้วใครจะปกป้องเ้า"
นางรู้ดีว่าบุตรสาวคิดเช่นไรกลัวว่าจะมีชะตาเหมือนๆกับนางและเเม่จึงไม่อยากแต่งงานแต่ในฐานะแม่แล้วหากวันข้างหน้าไม่มีใครเป็เสาหลักไม่มีใครคอยปกป้องบุตรสาวของนางจะเป็อย่างไร
"ท่านแม่เื่นี้ไว้ค่อยคุยเรามากินข้าวกันดีกว่าหากปล่อยไว้จนกับข้าวเย็นจะไม่อร่อยเเล้วนะ"
สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจ ช่างเถอะยังมีเวลาอีกเยอะค่อยไปเกลี้ยกล่อมไปเดี๋ยวเสิ่นเฟยอวี้คงยอมเองนั่นแหละ
ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยคิดเสิ่นเฟยอวี้ล้วนเห็นสตรีมากมายที่แต่งงานไปแล้วมีควาสุขชีวิตดีขึ้นมีสามีค่อยดูแลแต่ก็เห็นอีกหลายๆคู่ที่แต่งเพราะอำนาจเงินหลงในรูปโฉมสตรีอีกมากมายที่โศกเศร้าเพราะสามีมีอนุเต็มจวน
หากนางเจออย่างแรกก็ดีไปแต่หากเจออย่างหลังไม่สู้ใช้ชีวิตกับท่านแม่เเบบนี้ก็มีความสุขแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้นวันนี้อาการร้อนอบอ้าวั้แ่เช้ามองขึ้นไปก็เห็นเมฆตั้งเค้ามาแต่ไกลดูครื้มฟ้าครึ้มฝนเสิ่นเฟยอวี้ตั้งใจจะหยุดแต่ก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อเห็นว่าสมุนไพรที่เตรียมนำไปขายหมดแล้วจึงตัดสินใจผกมีดสั้นสวมผ้าปิดหน้าก่อนจะสวมหมวกคลุมหน้าอีกชั้นแล้วสะพายเป้สานไม้ไผ่เดินไปข้ามลำธารไปยังเขตป่า
เห็นเป็ทางเดินเล็กๆเพราะเป็เส้นทางที่เสิ่นเฟยอวี้เดินเข้าป่าเป็ประจำ
เป้สานไม้ไผ่ฐานมีขนาดเล็กและเเคบกว่า้าแต่ก็ใหญ่พอให้บรรจุของได้หลายอย่าง เมื่อมาถึงก็เริ่มเด็ดยาสมุนไพรที่จะนำไปขายก่อนจะหยิบจอบเล็กที่อยู่ในเป้ออกมาขูด
ในป่าที่อุดมสมบูรณ์นี้เพียงหาไม่นานก็ได้ครึ่งเป้ไม้ไผ่แล้ว
ทั้งที่คิดว่าจะรีบหารีบกลับก่อนฝนจะตกแต่ดูเหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว เพราะเมฆที่เห็นตั้งเค้ามาแต่ไกลบัดนี้ลอยอยู่เหนือหัวบดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิดพร้อมกับที่ได้ยินเสียงฟ้าร้องลั่นสลับกับสว่างวาบสองสามทีก่อนจะตามมาด้วยเม็ดฝนที่เทลงมาอย่างกระหน่ำชนิดที่แทบจะมองไปข้างหน้าไม่เห็นทาง
เสิ่นเฟยอวี้ได้แต่หลบใต้ต้นไม้ใหญ่ทั้งที่แทบจะบังน้ำฝนไม่ได้เลยเสื้อผ้าที่เปียกฝนแนบลำตัวพายุที่พัดมารอบทิศทำให้นางหนาวสั่นถึงกระดูก
ริมฝีปากบางซีดเผือกสั่นระริกผิวขาวราวหิมะซีดเซียวจนแทบไม่เห็นเื
เสิ่นเฟยอวี้ยามนี้แทบไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำหากนางอยู่ต่อคงไม่พ้นเป็ไข้หรือหนาวตายแต่หากเดินต่อไปไม่แน่อาจมีที่ให้หลบฝนดีๆก็ได้ยังไงก็ยังดีกว่าอยู่เฉยๆนั่นเเหละ
เพราะดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้วฝนคงไม่หยุดง่ายๆแน่เมื่อคิดได้เช่นนั้นเสิ่นเฟยอวี้เลยเดินไปข้างหน้านางไร้ซึ่งจุดหมายปลายทางหวังเพียงจะมีที่ไหนสักเเห่งให้ได้บังลมหลบฝน
ดูเหมือนโชคชะตาจะเข้าข้างนางอยู่บ้างหลังจากที่ตากฝนฝ่าพายุมาสักพักก็เห็นบ้านรางๆทำให้เสิ่นเฟยอวี้มีเเรงที่จะก้าวไปข้างหน้า
แม้นางจะไม่เคยเห็นที่นี่มาก่อนแต่ไว้ฝนหยุดตกก่อนอย่างอื่นค่อยว่ากัน
พอไปใกล้บ้านที่เห็นไกลๆกลับเป็บ้านร้างถึงอย่างนั้นเสิ่นเฟยอวี้กลับไม่ได้สนใจขอเพียงใช้หลบฝนลมพายุได้ไม่ว่าจะเป็อะไรนางก็ยินดี
แต่ทว่าพอไปใกล้เท้ายังไม่ทันก้าวเข้าบ้านก็ต้องหยุดชะงักเพราะเห็นอะไรประกายเงินลอยผ่านหน้านางไปปักที่ประตู
เสิ่นเฟยอวี้เหลือบหางตาไปมองมันคือกระบี่ยังไม่ทันหายใกระบี่ที่ปักตรงประตูก็ลอยมาพาดที่คอของนางพร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งยืนอยู่ตรงหน้านาง
"เ้าเป็ใคร หากไม่อยากตายก็บอกมา"
เสิ่นเฟยอวี้ชาวาบไปทั้งตัวนางทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะใครจะไปคิดล่ะว่ามาเก็บสมุนไพรดีๆจะโชคร้ายเจอพายุฝนไม่พอซ้ำร้ายยังเจใครก็ไม่รู้เอากระบี่พาดคอ
"หากไม่พูด"เสียงที่เอ่ยเย็นจนนางสะดุ้งก้มหน้าลง
"ข..ข้า ข้าเป็หมอเเค่มาเก็บสมุนไพรเเล้วติดฝนแค่เพียงอยากมาหลบฝน"
เอ่ยเสียงตะกุกตะกักติดจะสั่นเล็กน้อยด้วยตากฝนกระบี่ที่พาดคออยู่ก็ดูจะลดความระแวงลงไปบ้าง
ดูเหมือนจะรอดแล้วล่ะเสิ่นเฟยอวี้ผ่อนลมหายใจก่อนจะสะดุ้งอีกครั้ง
"เหตุใดต้องปิดดหน้าปิดตา ถอดออกซะ"
จู่ๆเหงื่อเม็ดใหญ่ก็ผุดขึ้นมาที่ขมับทั้งที่ร่างกายนางหนาวจนสั่น เผลอกลืนน้ำลายผ่านลำคอที่แห้งผากจนแสบ
เสิ่นเฟยอวี้พูดไม่ออกนางสัญญากับตัวเองเเล้วว่าจะไม่ให้ใครเห็นใบหน้านี้ไปชั่วชีวิตแล้วจู่ๆจะให้ผิดคำสัญญาเนี่ยนะ
แต่ระหว่างแค่ผิดสัญญากับตายจะเลือกอันไหนเสิ่นเฟยอวี้นะเสิ่นเฟยอวี้เ้าจะยอมตายแต่จะไม่ยอมเผยใบหน้าหรือ
ในขณะที่ลังเลปลายกระบี่ก็ตวัดขึ้นผ้าที่ปิดหน้าหล่นลงพื้นส่วนหมวกคลุมหน้าถูกฝ่าออกเป็สองส่วนเสิ่นเฟยอวี้ยืนเเข็งทื่อราวกับพึ่งผ่านความตายมาก็ไม่ปานมือบางยกขึ้นมาจับใบหน้าตัวเองอย่างช้าๆ
ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองผู้กระทำการอุดอาจ
นัยต์ตากลมโตเปิกกว้างด้วยความตะลึง เืในกายพลันสูบฉีดเร็วขึ้นส่งผลให้หัวใจเต้นเเรงอย่างไม่อาจจะอธิบายได้
เสิ่นเฟยอวี้สาบานเลยว่าทั้งชีวิตที่นางเกิดมายังไม่เคยเห็นใครสง่างามเท่าคนผู้นี้มาก่อนทั้งรูปร่างสูงใหญ่องอาจงามสง่าท่าทางสุขุมใบหน้านิ่งราวกับไม่แยเเสโลกใบนี้
หากบอกว่าคนผู้นี้คือเทพเซียนนางก็เชื่อ
เสิ่นเฟยอวี้เผลอสบนัยต์ตาคมสีอำพันอย่างลืมตัวนางพึ่งจะเคยเห็นดวงตาที่ทั้งสวยเเละเปร่งประกายคู่นี้เป็ครั้งแรกดูมีเสน่ห์และน่าหลงใหลในเวลาเดียวกัน
"แคก แคก"ราวกับตื่นจากภวังค์เห็นบุรุษตรงหน้ากระอัดเืคำโตล้มลงคุกเข่าข้างนึงตรงหน้านางอีกฝ่ายใช้กระบี่ค้ำก่อนจะกระอัดเือีกสองสามครั้งก่อนยกมือขึ้นเช็ดมุมปากเม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มขมับฝ่ามือกำกระบี่เเน่น
เสิ่นเฟยอวี้ได้แต่ตะลึงทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะทั้งชีวิตที่ผ่านมานางเจอเเต่ป่วยโรคหรือาเ็เล็กน้อยไม่เคยเจคนกระอัดเืต่อหน้าเช่นนี้
ต่อให้เก่งกาจแค่ไหนนางก็เป็เพียงเด็กสาวคนนึงที่พึ่งพ้นวัยปักปิ่นเท่านั้น
"ช่วย แคก ประคองข้าหน่อย"
น้ำเสียงนุ่มทุ้มดึงสตินางกลับมาเห็นว่าคนผู้คนมองนางอยู่ก็จึงพยักหน้า
"ได้ ได้"
ว่าพร้อมกับวางเป้สานไม้ไผ่ที่สะพานบนหลังลงก่อนจะหันไปเผชิญกับบุรุษตรงหน้า
"เช่นนั้นล..ล่วงเกินท่านแล้ว"นางว่าอย่างขัดเขินก่อนจะจับแขนอีกฝ่ายพาดคอแล้วประคองขึ้นไปนั่งดีๆ
นางพึ่งสังเกตว่าภายนอกที่ดูเหมือนบ้านร้างภายในกลับไม่แตกต่างจากบ้านที่มีคนอาศัยอยู่เพียงแต่อาจจะรกนิดหน่อยเพราะไม่มีคนมาดูแล
ภายในบ้านมีทั้งโต๊ะไม้ผุๆกับเตียงไม้มีกองฟางเก่าๆสองสามกองมีราวตากผ้าด้วยร่องรอยใหม่ดูท่าบุรุษผู้นี้คงจะพึ่งทำไว้เเขวนเสื้อผ้าอีกทั้งอีกฝ่ายก่อไฟไว้ด้วยคงจะหลบฝนที่นี่สักพักแล้ว
หลังจากที่วางอีกฝ่ายนั่งลงดีๆบนฟางใกล้ๆกองไฟเสิ่นเฟยอวี้จึงเดินกลับไปยกเป้สานไม้ไผ่มาวางข้างๆกองไฟแล้วนั่งผิงไฟใกล้ๆ
เสิ่นเฟยอวี้แอบมองบุรุษที่นั่งหลับตาเหมือนอีกฝ่ายกำลังเดินลมปราณนางลังเลอยู่สักครู่ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยขึ้น
"ข้าขอหลบที่นี่จนกว่าฝนจะหยุดข้าสัญญาว่าจะไม่รบกวนท่านเเน่นอน"
ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะได้ยินที่นางพูดไหมแต่ถือว่านางพูดแล้วนะเสิ่นเฟยอวี้เหล่ตาไปมองยังคงเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไม่มีท่าทีอะไรก็จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"หากท่านไม่พูดถือว่าอนุญาตแล้วนะ"
พอพูดเองเออเองเสร็จสรรพเสิ่นเฟยอวี้จึงลุกขึ้นย่องไปหาอีกฝ่ายก่อนจะนั่งยองๆแล้วใช้มือโปกไปมาตรงหน้าเเละเมื่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีปฏิกรริยาใดๆนางจึงลุกขึ้นเดินไปยังราวตากผ้าก่อนจะถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกไปแขวนไว้ที่ราวแล้วเดินกลับมานั่งผิงไฟ
เวลาราวผ่านไปหนึ่งก้านธูปเสิ่นเฟยอวี้กอดเข่าเเน่นลมที่พัดเข้ามาดูท่าจะเเรงกว่าก่อนหน้ามากนักทั้งฝนตกแรงจนมองแทบไม่เห็นข้างนอก
การที่นางตัดสินใจในครั้งนี้เหมือนจะถูกหากนางไม่ตัดสินใจเดินมาไม่แน่ว่าอาจจะแข็งตายข้างนอกแล้วก็เป็ได้
โครก~คราก~
อา...นี่เวลาไหนแล้วนะเนี่ยตอนนี้นางเริ่มจะหิวขึ้นมาซะแล้วสิ
เมื่อเป็เช่นนี้นางจึงหยิบผลไม้ที่เก็บได้ตอนเก็บสมุนไพรขึ้นมากิน สมุนไพรที่เปียกฝนผลไม้ที่เย็นเฉียบเพราะลมหนาวทำเอาร่างบางสั่นน้อยๆเพียงกินไม่กี่คำก็วางลง
กองไฟกองน้อยที่ก่อก็ดูจะริบหรี่ด้วยแรงลมจู่ๆบุรุษที่นั่งเดินลมปราณใกล้ๆเหมือนอาการจะแย่ลงเห็นเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นมาเต็มใบหน้าก่อนที่จะกระอัดเืออกมาแต่คราวนี้เืกลับดำสนิทก่อนที่อีกฝ่ายจะล้มพับไป
เสิ่นเฟยอวี้ใก่อนจะเข้าไปดู นางจับฝ่ามือซีดเซียวนั้นขึ้นมาตรวจชีพจรสายตากวาดมองไปยังกองเืสีดำ
อืมชัดเลยว่าอีกฝ่ายโดนพิษเข้าให้เเล้วแต่วินาทีต่อมาใบหน้าของนางกลับร้อนวูบวาบขึ้นมา
ใครจะไปคิดล่ะว่าพิษที่อีกฝ่ายโดนเป็พิษกำหนัด!!