ระหว่างทางที่เดินไป หลี่หยางหันมองไปยังแหวนมิติที่ติดอยู่ที่นิ้วของเขา ไข่มังกรที่เขาได้มาใจากพ่อค้าในเมืองครั้งก่อนยังคงอยู่ในแหวนมิติ
“ไข่มังกร…” หลี่หยางคิดในใจ ขณะที่เขาหยุดเดินไปชั่วครู่และหยิบแหวนมิติขึ้นมา ไข่มังกรน้ำแข็งที่เขารู้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพลังมหาศาลรอการฟักตัว หากเขาสามารถทำให้มันเติบโตและฟักออกมาได้ มันอาจจะกลายเป็นพันธมิตรที่ทรงพลังที่สามารถช่วยเสริมทัพได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ไข่มังกรน้ำแข็งนี้มีพลังในการควบคุมอุณหภูมิและสามารถสร้างภูมิภาคที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็งได้
มันไม่เพียงแต่มีความสามารถในการต่อสู้ที่รุนแรง แต่ยังสามารถใช้พลังทำลายล้างและป้องกันได้หลากหลายรูปแบบ หากเขาสามารถควบคุมมันได้ ก็จะกลายเป็นอสูรที่ทรงพลังและสมบูรณ์แบบในการต่อสู้กับศัตรูที่ท้าทาย
หลี่หยางนึกถึงมันด้วยความหวัง “หากไข่มังกรฟักออกมาในเวลานี้ มันจะช่วยให้การผจญภัยครั้งนี้ง่ายขึ้นอย่างมาก และยังสามารถใช้มันในสถานการณ์ที่ต้องการความแข็งแกร่งในระดับสูง”
“แต่ตอนนี้ข้าไม่รู้วิธีฟักเจ้านี่ ได้แต่คอยส่งพลังจิตวิญญาณหล่อเลี้ยงมันไปเรื่อยๆ“เขาพึมพำ
”ช่างมันเถอะเจ้านี่เก็บไว้ทีหลังรอมันฟักออกมาค่อยว่ากัน“
ทันใดนั้น เสียงครืนดังเบา ๆ ใต้พื้นดิน…
หลี่หยางสะดุ้งทันที “มีบางอย่างกำลังมา”
เขาเห็นสัตว์อสูรสองสามตัว วิ่งมาทางพวกเขา หลี่หยางเตรียมตัวต่อสู้ทันที แต่แล้วพวกมันก็วิ่งเลยเขาไป
“มันกำลังหนีบางอย่างมา ระวังด้วย” เขาเอ่ยขึ้นเตือนหลี่เซียน
พื้นดินเริ่มสั่นไหวมากขึ้นก่อนที่เงาเคลื่อนไหวรวดเร็วจะพุ่งออกจากแนวป่าเบื้องหน้า สัตว์อสูรนับสิบสายพันธุ์ ทั้งพยัคฆ์เพลิง, งูเหล็กเกล็ดดำ, และวานรหินป่าต่างพากันวิ่งหนีมาทางหลี่หยางและหลี่เซียนด้วยท่าทางตื่นตระหนก สายตาทุกตัวเต็มไปด้วยความหวาดกลัวราวกับกำลังหลบหนีบางสิ่งที่เหนือกว่าความเข้าใจ
หลี่เซียนลุกขึ้นทันที มือคว้าอักขระป้องกัน “พวกมัน…ไม่ได้มาหาเรา แต่กำลังหนีอะไรบางอย่าง!”
หลี่หยางขมวดคิ้วก่อนจะก้มลงดูรอยเท้าของสัตว์อสูร เขาสัมผัสได้ถึงไอสังหารอ่อน ๆ เจือในอากาศ และที่สำคัญ…
“ร่องรอยของความมืด…” เขากระซิบ
เขาย่อตัวลง ลากนิ้วแตะลงบนพื้นซึ่งเย็นเฉียบอย่างประหลาด ทั้งที่ควรเป็นป่าธรรมดา ราวกับพลังจากความมืดมิดได้ไหลผ่านที่นี่เมื่อไม่นาน
“วิหคเงาทมิฬ…” หลี่หยางเอ่ยเบา ๆ
หลี่เซียนเบิกตากว้าง ? “หรือว่า—”
“มัน…อาจตื่นแล้ว หรือกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในแดนลับนี้” หลี่หยางพูดด้วยสีหน้าหนักแน่น
เบื้องหน้าคือทางเข้าสู่ใจกลางแดนลับ แหล่งพลังมืดที่แม้แต่อสูรยังไม่กล้าเหยียบย่าง…
เสียงก้าวเท้าของทั้งสองแผ่วเบา แทรกผ่านหมอกจางที่เริ่มปกคลุมหนาทึบขึ้นเมื่อยิ่งลึกเข้าไปในใจกลางแดนลับสระทมิฬ ทุกย่างก้าวมีแต่ความเงียบงัน ราวกับสรรพสิ่งรอบตัวหยุดหายใจ
หลี่เซียนเม้มริมฝีปากแน่น “ที่นี่…พลังมันหนักมาก ข้าหายใจไม่ทั่วท้องเลย”
หลี่หยางพยักหน้าเบา ๆ เขาเองก็รู้สึกได้ — คลื่นพลังวิญญาณที่แผ่ซ่านรอบบริเวณนี้ไม่ได้เพียงแค่รุนแรง แต่ยังแฝงความมืดเย็นยะเยือกจนแทงเข้ากระดูก
เบื้องหน้าคือหุบเหวเล็ก ๆ มีเสาหินสีเทาดำผุดขึ้นประปราย รอบ ๆ เต็มไปด้วยคราบโลหิตแห้งกรังและร่องรอยการต่อสู้นานัปการ บ่งบอกว่านี่เคยเป็นสมรภูมิแห่งความตาย
“พลังวิญญาณจากใต้พื้นดิน…มันคล้ายกับผลึกจันทราที่มืดมิด” หลี่หยางกล่าวในใจ
จู่ ๆ เสียงร้องแหลมต่ำดั่งเสียงกรีดของเหล็กเสียดสีดังสะท้อนขึ้นจากทิศเหนือของหุบเหว เสียงนั้นดังแค่ครั้งเดียว…แต่ก้องสะท้อนในหัวใจของทั้งสองคน
หลี่เซียนหันมามองหลี่หยาง “นั่นมัน—?”
หลี่หยางจ้องไปยังทิศที่เสียงนั้นมาด้วยแววตาแน่วแน่ “นั่นอาจเป็น…เป้าหมายของข้า”
ทั้งสองไม่ลังเลอีกต่อไป พวกเขาก้าวต่อไปข้างหน้า สู่พื้นที่ที่แม้แต่สัตว์อสูรยังหวาดกลัว…
ใจกลางของแดนลับสระทมิฬ
เสียงลมหอบแรงพัดวูบ ราวกับจักรวาลทั้งผืนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ…
กลางอากาศเหนือหุบเหว เงาดำขนาดมหึมาพลันโฉบผ่านราวสายฟ้าฟาด เกล็ดสีดำสนิทสะท้อนแสงจันทราเป็นประกายสลัว สองปีกอันใหญ่โตแผ่คลุมฟ้าราวม่านมืด เงาร่างนั้นคือ วิหคเงาทมิฬ — อสูรเงาปีกดำผู้ครอบครองพลังแห่งจันทราและความมืด
มันหยุดกลางอากาศก่อนสายตาจะจ้องมาที่เขาทั้งสองคน แววตาสีแดงฉานเปล่งแสงวาวโรจน์ จอมอสูร พลังระดับจอมพลขั้นที่ 1 แผ่ซ่านทั่วบริเวณ ดินยังสั่นสะเทือนแม้ไม่มีฝีเท้ากระทบพื้น
หลี่หยางสบตากับมัน “จิตสังหาร…รุนแรงกว่าที่คิด” เขากระซิบ ก่อนตวัดมือออก
“แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์ ออกมา!”
พริบตานั้น พุ่มบุปผาพิษเรืองแสงก็ระเบิดออกกลางอากาศ ก่อนจะรวมตัวเป็นอสูรบุปผาร่างสูงเพรียว เถาวัลย์รอบกานประหนึ่งสวมชุดเกราะสีม่วงอมดำ พร้อมแส้เถาวัลย์พิษในมือ
“จิ้งจอกเงาจันทร์!”
เงาร่างพลิ้วไหวของจิ้งจอกสีเงินอมฟ้า ปรากฏเคียงข้างด้วยดวงจันทร์เงาสะท้อนในดวงตา ส่งเสียงคำรามเบา ๆ
“ข้าจะสนับสนุนให้” หลี่เซียนกล่าว ก่อนเต่ามรกตวารีพ่นม่านน้ำป้องกันขึ้นรอบตัว และบุปผาน้ำแข็งหกแฉกปล่อยเกล็ดหิมะเยือกเย็นที่มีผลลดความเร็ว
การปะทะเริ่มขึ้นทันที—
วิหคเงาทมิฬ แผดเสียงกึกก้อง สะบัดปีกปล่อยคลื่นพลังเงาทมิฬกรีดฟ้า พลังนั้นไม่เพียงเฉือนอากาศได้ ยังทำให้เกล็ดน้ำแข็งสลายเป็นผุยผง จิ้งจอกเงาจันทร์หลบได้ฉิวเฉียด ก่อนโต้กลับด้วย เงาจันทร์ทะลวงวิญญาณ โถมเข้าใส่ด้านข้างของมัน
แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์พุ่งเข้าใช้เถาวัลย์พิษพุ่งใส่ขาของมัน พิษเรืองแสงไหลตามรอยแผล แต่ วิหคเงาทมิฬ ปัดออกด้วยปีกอีกข้าง พลังมหาศาลทำให้แม่ทัพบุปผาสะบัดถอยไปไกล
หลี่หยางผสานพลังกับสัตว์อสูรอย่างแม่นยำ สายลมสีทองพัดแทรกเข้าตัดคลื่นเงา ชั่วพริบตา ร่างของเขาพุ่งเข้าใกล้ได้อีกระยะ
เต่ามรกตวารีปล่อย ม่านมหาสมุทร คลื่นน้ำบางเบาถาโถมใส่เพื่อนร่วมทีมเพื่อคอยรักษา ส่วนบุปผาน้ำแข็งหกแฉกชิงจังหวะใช้ คลื่นน้ำแข็ง แช่แข็งปลายปีกของมัน แต่ก็ได้เพียงครู่เดียว
หลี่หยางไม่พลาด—
“ตอนนี้แหละ!” เขาสั่งจิ้งจอกเงาจันทร์ จู่โจมซ้ำตรงบาดแผลเดิม
เสียงร้องเจ็บปวดดังก้องป่า วิหคเงาทมิฬตวัดปีกพาร่างทะยานขึ้นสูงอีกครั้งก่อนจะเตรียมจะถอยหนีด้วยบาดแผลหลายแห่งทั่วร่าง มันกำลังจะโบยบินจากไป
ภายใต้แรงกดดันอันหนักหน่วงจากพลังจอมอสูรของ วิหคเงาทมิฬ หลี่หยางตัดสินใจ รีบจบการต่อสู้ โดยไม่ลังเลก่อนที่มัจจะหนีไปได้
“แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์—เปิด อาณาเขตพิษสวรรค์!”
เสียงคำสั่งแผดขึ้น ฟ้าทั้งผืนพลันแปรเปลี่ยน บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นม่วงหม่น อากาศหนาวยะเยือกราวถูกดูดกลืน แรงกดดันจากพิษระดับสวรรค์แผ่ซ่านออกไปในทุกทิศ มวลพิษหนืดแน่นแผ่คลุมพื้นดิน แผ่นดินแตกร้าว พืชพรรณเหี่ยวเฉา มองไม่เห็นแม้แสงจันทร์
แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์ยกเถาวัลย์ขึ้นเหนือหัว ก่อนทิ่มลงพื้น ปลดปล่อยกลิ่นพิษรุนแรงออกเป็นระลอกๆ ค่อยซึมซาบเข้าสู่ร่างของ วิหคเงาทมิฬ แต่ด้วยที่ตัวมันเองเป็นธาตุมืด พิษทำอันตรายแก่มันได้เพียงเล็กน้อย แต่ก็ทำให้มันไม่อาจหนีได้อีกต่อไป