
.....ค่ำคืนที่ลึกลับของสำนักอวิ๋นหลินปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบ กลิ่นสมุนไพรและพลังปราณจาง ๆ ผสมผสานกันจนกลายเป็บรรยากาศที่ทั้งน่ากลัวและน่าหลงใหล
หานเหวินและเจี้ยงหยวนยืนหยัดอยู่หน้าประตูหอปรุงยาเซียนอีกครั้ง… ครั้งที่ไม่ใช่ง่ายเหมือนหลายคืนก่อน ๆ ที่ผ่านมา
“จำคืนที่ล้มเหลวได้ไหม?” หานเหวินพูดเสียงต่ำ ขณะจ้องมองยันต์เรืองแสงที่ประดับบนประตูหิน
“คืนที่ข้าถูกแรงกดดันแทบจะกระเด็นออกไปถึงนอกสำนัก...”
เจี้ยงหยวนยิ้มกวน “อืม... ข้าน่าจะเอามือไปแปะตรงแผ่นยันต์มากกว่ากวาดมือเล่น ๆ นั่นแหละ!”
“เล่นซะ...” หานเหวินแอบยิ้ม “แต่คืนนี้ เราต้องเอาจริง”
ทั้งสองเตรียมตัวมาอย่างดี พกเครื่องรางโบราณที่ได้รับจากผู้รู้ในสำนัก สมุนไพรที่ช่วยบรรเทาพลังกฎเกณฑ์ และฝึกจิตใจให้สงบนิ่งดุจน้ำในบึงลึก
“ถ้าเราใจอ่อนหรือปราณไม่แข็งพอ... มันก็จะขับไล่เราออกไปเหมือนทุกที”
“ข้าเองก็ยอมไม่ได้เหมือนกันนะ จะให้ล้มเหลวอีกครั้ง คงดูแย่เกินไปสำหรับคนที่ชอบกวนประสาทอย่างข้า” เจี้ยงหยวนแสยะยิ้ม “คืนนี้ข้าเตรียมมุกใหม่ไว้กระตุ้นใจพวกยันต์พวกนี้ด้วย”
เมื่อพวกเขาก้าวผ่านประตูหินั์ เสียงดังประหนึ่งฟ้าร้องก้องกังวานในหัวใจ
ทันทีที่ก้าวเข้าไป พลังกฎเกณฑ์ ‘ค่ายกลจิติญญา’ ก็พุ่งเข้าปะทะร่างกายทั้งสอง เหมือนพายุถาโถมใจและพลังปราณจนแทบขาดใจ
“ศิษย์พี่อย่าปล่อยให้ใจฟุ้งซ่าน” หานเหวินกระซิบ “ปล่อยใจให้นิ่งดั่งน้ำสงบ”
“ข้าไม่ปล่อยให้ใจสงบหรอก... ข้าจะปล่อยมุกกวน ๆ ให้ค่ายกลนี้หัวเราะจนสลายไปเลย!” เจี้ยงหยวนตอบด้วยแววตาเ้าเล่ห์
ในพริบตา แสงวูบวาบรอบตัวกลายเป็ภาพลวงตาของเซียนปรุงยายุคโบราณ พวกเขาพูดคุยท้าทายด้วยปริศนาและคำถามที่ลึกซึ้ง
แต่เจี้ยงหยวนกลับพูดสวนขึ้นด้วยคำคมกวน ๆ “โอ้ เซียนปรุงยา เ้าคิดว่าข้าเป็นักเรียนใหม่ที่งุ่มง่ามเหรอ? ข้าไม่ใช่เด็กอนุบาลนะ!”
เสียงหัวเราะแหบแห้งของภาพลวงตาสั่นคลอน เมื่อพลังใจของเจี้ยงหยวนแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้
....ผ่านค่ายกลจิติญญามาได้ หานเหวินและเจี้ยงหยวนเข้าสู่โถงใหญ่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรสดใหม่และพลังปราณที่สอดประสานกันเป็หนึ่งเดียว
แต่ยังไม่จบ... บันไดเวียนนำพวกเขาสู่ชั้นบนสุดของหอปรุงยาเซียน
ประตูชั้นบนสุดถูกปิดสนิทด้วยยันต์ทองคำเรืองแสงราวกับไฟสว่างในความมืด
“นี่แหละ ด่านสุดท้ายก่อนความลับ” หานเหวินพูดด้วยน้ำเสียงระทึกใจ
ทันทีที่ััประตู พลังกฎเกณฑ์เรืองรองทะลุผ่านจิตใจราวกับพายุไฟฟ้าแรงสูงที่แผดเผาความคิดฟุ้งซ่าน
ภาพลวงตาปรากฏขึ้นเป็เซียนปรุงยายุคโบราณ ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับ ‘รสชาติชีวิต’ และ ‘พลังสมุนไพร’ พร้อมท้าทายความรู้และความนิ่งของจิตใจ
เจี้ยงหยวนไม่ยอมแพ้ ตอบโต้ด้วยมุกกวน ๆ “ข้าอาจจะไม่ได้รู้ทุกอย่าง... แต่ข้ารู้ว่าพวกเ้าชอบมุกตลกแบบนี้”
เสียงหัวเราะของเขาทำให้ภาพลวงตาเลือนรางลง
ระหว่างนั้น เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นอย่างเงียบเชียบ
“ยาม!” หานเหวินสะดุ้งพลางซ่อนตัวในเงามืด
เจี้ยงหยวนยิ้มแสบ “ยามไม่ใช่ปัญหา เดี๋ยวข้าจัดการเอง”
เขาใช้เทคนิคปราณเงียบพลันและอุปกรณ์ซ่อนเสียง คลำหาและปลดกลไกตรวจจับที่ซ่อนอยู่ในผนัง
“โถ่เอ๊ย ยามพวกนี้ ปล่อยให้ใครผ่านง่าย ๆ งั้นหรือ!”
ในที่สุด ทั้งคู่ผ่านค่ายกลชั้นในและยามเงียบ ๆ เข้าไปสู่หอตำรายาลับที่เต็มไปด้วยตำราโบราณสมบัติล้ำค่า
เจี้ยงหยวนยิ้มกวน “ไอ้ห้องตำราโง่ๆนี่ทำข้าเสียเวลาเข้ามาตั้งนาน ตาเฒ่าพวกนี้แทนที่จะให้ศิษย์พัฒนาฝีมือ มาอ่านได้ฟรี ๆ แต่นี่อะไรทำซะเป็ความลับสุดยยอดยังไงยังงั้นแหละ”
เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ ทั้งคู่ค้นคว้าและตีความตำราโบราณในนั้นด้วยความระมัดระวัง
ความมืดและเงียบสงัดทำให้ทุกเสียงกระซิบทุกฝีเท้าดูเหมือนสัญญาณอันตราย
หัวใจเต้นแรงทุกครั้งที่มีเสียงดังผิดปกติ ทั้งลมพัด เสียงหนังสือพลิก และแม้แต่เสียงลมหายใจของตัวเอง
แต่ท้ายที่สุด ความลับสำคัญก็ค่อย ๆ เผยออกมา พร้อมกับความหวังใหม่ที่จะนำพาพวกเขาไปสู่เส้นทางของเซียนปรุงยาที่แท้จริง
เจี้ยงหยวนหันมาทางหานเหวินพร้อมรอยยิ้มกวน ๆ “หานเหวินเอ๋ย… ถ้าไม่มีข้า เ้าคงหลงทางในโลกแห่งตำราเหล่านี้แน่ ๆ”
หานเหวินหัวเราะเบา ๆ “ศิษย์พี่ ท่านนี่กวนได้ทุกสถานการณ์จริง ๆ แต่นั่นแหละที่ทำให้เราผ่านคืนนี้มาได้ และเราจะหาสิ่งที่เรา้าให้เจอจากตำราใดตำราหนึ่งในนี้!”