เมื่อสิบปีก่อน
“คุณจางลี่ิ ผมมารับคุณแล้วครับ" เสียงพูดเรียบ ๆให้ความรู้สึกเย็นชืดดังขึ้นจอมอนิเตอร์บอกสัญญาคลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยนจากเส้นที่มีความชันอยู่เพียงน้อยนิดเป็เส้นตรงราบและในวินาทีนั้นเอง ภายในห้องก็ตามมาด้วยเสียงร่ำไห้
"คุณเป็ใคร แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้"ชายวัยกลางคนท่าทางค่อนข้างสับสนงุนงงเมื่อสักครู่เขายังนอนอยู่บนเตียงด้วยแรงหายใจเฮือกสุดท้ายอยู่เลยจึงทำให้เขาสับสนที่ตนเองลุกขึ้นมายืนได้
แต่ดูเหมือนว่าจะมีอะไรผิดแปลกไป
ทำไมในห้องนี้ถึงมีตัวเขาสองคนล่ะ ไม่ใช่สิ....ไม่ใช่....นั่นเป็ร่างของเขาที่นอนอยู่ต่างหากส่วนตัวเขานั้นหากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วคงจะเป็ดวงิญญาของร่างที่นอนอยู่บนเตียงนั้น
"คุณจางลี่ิ อายุห้าสิบสามปี สาเหตุการเสียชีวิตคือหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน กรุณาตามผมมาครับ”
เมื่อได้ยินบุคคลซึ่งอยู่ถัดจากตนยืนยันความคิดเมื่อสักครู่แล้วิญญาของชายผู้ถูกเรียกชื่อก็หันกลับไปมองร่างของตนอย่างแทบไม่เชื่อสายตาก่อนจะปรายตามองมายังคนที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเขามากนัก
ปรากฏให้เห็นร่างของชายหนุ่ม อายุประมาณยี่สิบกลาง ๆ ใบหน้าหล่อเหลาสันจมูกเด่นชัด กรอบหน้าเรียวยาวรวมถึงผิวพรรณของเขาซึ่งดูขาวซีดราวกับโดนแช่แข็งมาเป็พันปีชุดสีดำมืดสนิทช่างเหมือนกับั์ตาของคนที่กำลังสวมใส่มันและด้วยองค์ประกอบเ่าั้จึงทำให้ผู้ถูกเชื้อเชิญให้ก้าวเดินตามเขาไปเกิดอาการตื่นตระหนกไม่มากก็น้อยอยู่พอควร
“ผ...ผม....ตายแล้วเหรอ?”
“อย่าเป็กังวลไปเลยครับคนที่เพิ่งเสียชีวิตก็สับสนแบบคุณทุกคนนั่นล่ะ”ชายหนุ่มตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉยราวกับตนไร้ความรู้สึกแล้วเดินผ่านหน้าของอีกคนไปยังประตูห้อง
“อย่าเพิ่งพาผมไปได้ไหมครับ ข...ขอร้องเถอะ ผมยังไม่พร้อมจะไป!”
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้น ก็ทำเอาคนที่เดินนำไปก่อนหน้าเกิดอาการไม่พอใจเล็กน้อย
“นี่คุณครับ รู้ไหมว่าในหนึ่งวันมีคนเสียชีวิตมากมายขนาดไหนผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็ธุระให้คุณคนเดียวหรอกนะ”
“ผมยังไม่ทันได้บอกลาลูกชายเลย”
“..........”
“ขอเวลาผมอีกสักนาทีได้ไหมครับ”
ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทยืนรอตามคำขอของิญญาที่เขาต้องพาไปส่ง
ที่เขาพูดกันอาจเป็เื่จริง....ว่าไม่มีคำพูดไหนพิเศษเท่าคำสั่งเสียสุดท้ายก่อนจากลา.....
แต่นี่มันจะมากเกินไปหรือเปล่า อีกอย่างถึงพูดไปคนเป็ก็ไม่มีทางได้ยินคนในโลกหลังความตายได้หรอก.....
“พ่อขอโทษ....ขอโทษนะที่ไม่ได้รออยู่ดูความสำเร็จของลูก....แต่ไม่ว่ายังไงพ่อก็ภูมิใจในตัวลูกที่สุดเลยนะ....”
ร่างสูงในชุดสีดำยืนกอดอกอย่างหน่าย ๆ ราวกับอยากจะเดินหนีไปให้ไกลอันที่จริงแล้วเขาก็ผ่านการฟังคำสั่งเสียอะไรแบบนี้มาเยอะพอสมควรแต่ไม่ว่าจะได้ยินมันกี่ครั้ง ก็เหมือนว่าจะยังทำใจให้ชินไม่ได้สักที.....
เพราะมันทำให้มีความรู้สึกบางอย่างแทรกเข้ามาในจิตใจและนั่นเป็สิ่งที่ทำให้เขาไม่ค่อยจะสบอารมณ์สักเท่าไหร่ เสียชื่อสถาบันปีศาจหมด
“พอกันที.....”มือหนาจับเข้าที่ตัวของิญญาที่ยืนโอบกอดลูกชายของตัวเองก่อนจะมาโผล่เข้าที่ป่าลึกลับแห่งหนึ่งซึ่งตรงสุดปลายทางของป่าแห่งนี้มีแสงสว่างจ้าราวกับเตรียมต้อนรับของผู้มาเยือนก็ไม่ปาน
“เหตุใดจึงช้าเช่นนี้”เมื่อเดินมาถึงสุดทางของป่าก็ยินเสียงของชายอีกคนพูดขึ้นเขายืนรอทั้งคู่มาพักใหญ่เห็นจะได้แต่น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมากลับทำให้ิญญาที่เดินทางมาด้วยนั้นรู้สึกอบอุ่นมากขึ้นเหลือเกินแถมชุดที่สวมใส่ก็ยังดูแตกต่างจากคนที่นำทางมาอีกด้วย
เขาสวมใส่ชุดฮั่นฝูสีขาวและมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าซึ่งโดยรวมแล้วทุกอย่างช่างเป็ความสมบูรณ์แบบเป็ที่สุด
“จะอะไรเสียอีกล่ะ ก็สั่งเสียไง...” ชายในชุดดำตอบไปด้วยใบหน้าเรียบเฉยต่างจากอีกคนที่กำลงยิ้มอย่างเป็มิตร
ลักษณะการพูดของเขาแปรเปลี่ยนไปตามการพูดคุยกับผู้คนที่มาจากแต่ละยุคสมัยที่ต่างกัน
ดังเช่นชายชุดขาวท่านนี้ เขาเป็ศิษย์ของเทพแห่งความสุขซึ่งบำเพ็ญตบะอยู่มานานเกือบพันปี ดังนั้นการพูดจาจึงค่อนข้างโบราณไปเสียหน่อย
“นี่...ข้าขอถามอะไรเ้าหน่อยสิ พอดีมีเื่สงสัย”ชายชุดขาวเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินก้าวเข้ามาในเขตของป่าลึกลับเพื่อให้ระยะทางของเขากับยมทูตหนุ่มตนนี้ได้เข้าใกล้กันมากขึ้น
“มีอะไรรีบว่าม าข้าไม่ได้ว่างทั้งวัน”พูดพลางปรายตามองไปทางอื่นด้วยสีหน้าแสนเบื่อหน่าย
เ็าเป็ที่สุด
“ตอนเ้าไปรับดวงิญญาช่วยอ่อนโยนกับพวกเขาหน่อยไม่ได้หรือทำไมต้องทำหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้เล่า” หลังจากชายชุดขาวพูดิญญาซึ่งยืนอยู่ถัดจากเขาก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย
“เ้าคิดว่าคนตายอยากเห็นรอยยิ้มจากพวกเราหรือไง แล้วอีกอย่าง หากข้ายิ้มก็คงเหมือนไปยินดีกับการตายของเขาน่ะสิ”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น หากเ้าจะไม่ยิ้มนั้นย่อมได้แต่คำพูดและน้ำเสียงของเ้ามันแข็งกระด้างเกินไป”
“.........” ชายชุดดำส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่ายราวกับไม่เห็นด้วยกับความคิดเช่นนั้น เป้าหมายหลักของเขามีเพียงอย่างเดียวคือมาเร็วเคลมเร็วและจากกันโดยเร็วเท่านั้นส่วนเื่การปลอบประโลมิญญาให้หลุดพ้นจากบ่วงหรือคลายความกังวลให้พวกเขานั้นไม่ใช่หน้าที่ของเขา
เขาเป็เพียงผู้นำทางที่เดินมาส่งไม้ต่อให้พวกเดียวกับชายชุดขาวตรงหน้าเพียงเท่านั้น
“นี่ก็ผ่านมาเป็พันปีแล้วนะ”ชายชุดขาวตรงหน้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายไม่อย่างเชื่อว่าเ้ายมทูตผู้หล่อเหลาตนนี้จะแสดงใบหน้าอมทุกข์มาได้นานถึงเพียงนี้
เนิ่นนานหลายพันปีช่างเป็หลายพันปีที่ทำให้เขารู้สึกว่างเปล่าเสียเหลือเกินราวกับมีบางสิ่งบางอย่างถูกฝังลึกเอาไว้อยู่ภายในจิตใจแต่เขากลับจดจำมันไม่ได้เลยสักนิดเขาจำได้เพียงชื่อของตัวเองเท่านั้นแต่สิ่งอื่นกลับว่างเปล่า
รู้เพียงแค่ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ติดค้างอยู่ในภพชาติก่อนซึ่งทำให้เขาต้องมาเป็ยมทูตจนถึงทุกวันนี้
เขาได้ฟังเื่เล่าของการมาจุติเป็ยมทูตอยู่หลายครั้งโดยส่วนใหญ่มาจากท่านเทพและท่านเซียนทั้งหลายซึ่งเป็เื่ของตำนานการจุติของยมทูตพวกท่านเอ่ยว่าทุกคนล้วนเคยทำบาปแสนหนักหนาเมื่ออดีตชาติจึงต้องมาจุติเป็ยมทูตเพื่อชดใช้บาปกรรมของตนที่เคยก่อไว้
ิเยว่พยายามบำเพ็ญตบะของตนทุกวัน เพื่อหวังว่าวันหนึ่งเขาจะเปิดผนึกความทรงจำในอดีตชาติของตนได้
แต่สิ่งนั้นทำได้ยากมาก....
มีเพียงสองคนในประวัติกาลเท่านั้น ที่อยู่ ๆกลับจำอดีตชาติของตนเองได้
ิเยว่ใคร่อยากร็เสียเหลือเกินว่าตนทำบาปอะไรไว้หนักหนาถึงต้องมาทนทุกข์ดูการเวียนว่ายตายเกิดของดวงิญญาเช่นนี้
เพราะบางครั้งมันก็ปวดใจ....ที่ต้องเห็นพวกเขาต้องตายจากคนที่รักและตนก็เป็ผู้พรากดวงิญญาอันเป็ที่รักของพวกเขามาด้วย
“เอาเถอะ จะทำสีหน้าอย่างไรก็เื่ของเ้าแล้วกัน ข้าหมดคำจะพูดแล้ว”อู๋ไป่พูดตอบกลับมา หลังจากนั้นทั้งสามคน (?) ก็พากันเดินไปตามทางแสงสว่างจนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเรือนตำหนักหนึ่งซึ่งเป็สถานที่ให้ดวงิญญามานั่งลำลึกความหลังของตนก่อนจะได้ดื่มชาแล้วเดินข้ามสะพานไปยังภพหน้า
ชายชุดขาวเดินนำดวงิญญาเข้าไปในที่แห่งนั้น
“ทางนี้ขอรับ....” มือหนาเปิดประตูให้ิญญาแล้วพาเดินเข้าไปในห้องซึ่งในแต่ละห้องจะมียมฑูตคอยนั่งรับฟังิญญาอยู่เหมือนแผนกให้คำปรึกษาโลกหลังความตาย
“เ้าอย่าเพิ่งไปนะ มีคนเรียกหาที่สำนักเซียวเหยา”อู๋ไป่โผล่หน้าออกมาจากเรือนรับรองิญญาก่อนจะพูดบอกธุระสำคัญ
หลังจากนั้น ิเยว่ก็มาปรากฎกายอยู่ตรงหน้าสำนักเซียวเหยา ซึ่งเป็สำนักศึกษาเซียนแห่งดินแดนทวยเทพ
ทุกคน ณ ที่แห่งนี้แต่งกายสีขาวบริสุทธิ์ผุดผ่องต่างกับตัวเขาซึ่งสวมใส่ชุดสีดำทมิฬทั้งตัวนั่นจึงทำให้เขาเป็จุดสนใจในตำหนักเซียนอยู่ไม่น้อย
“มาแล้วหรือ เชิญ ๆ” อยู่ ๆน้ำเสียงของบุคคลที่ิเยว่ไม่ค่อยสบอารมณ์ที่จะเสวนาด้วยก็ดังขึ้นวันนี้ทำไมถึงได้วุ่นวายเช่นนี้กันนะ แต่ก็ใช่ว่าวันอื่นจะราบรื่นอะไรนักหรอกแต่วันนี้เหมือนจะที่สุดของที่สุดอย่างไรไม่รู้
“ท่านมีธุระอะไรจึงเรียกหาข้าหรือ?” ิเยว่ยืนพูดหน้านิ่งอยู่ตรงหน้าตำหนักของบุคคลผู้เชื้อเชิญให้เข้าไป
“เชิญท่านยมทูตเข้ามาในตำหนักของข้าก่อนเถิดข้ามีเื่อยากวิงวอนท่านเสียหน่อย”ไม่น่าเชื่อว่าระดับเทพเ้าแห่งาจะต้องมาขอร้องให้เขาช่วย
ชายหนุ่มเดินนำหน้าเข้าไปในห้องก่อนจะสะบัดพริ้วชายเสื้อแล้วนั่งลงอย่างสง่างามพร้อมกับยื่นบัตรสีดำที่ระบุรายชื่อคนพร้อมสาเหตุการตายมาให้
“.........”
“รายชื่อนี้...ข้าอยากให้ท่านช่วยปล่อยนางไปก่อนได้ไหม”
“นี่มันอยู่เหนือขอบเขตหน้าที่ของข้า”
"ถึงจะนอกเหนือก็เถอะ ข้าแค่อยากให้ท่านคอยตามดูแลนางอยู่ห่าง ๆไม่ให้นางต้องเผชิญกับเื่ร้ายอะไรก็ตาม ข้าขอเพียงเท่านี้รบกวนท่านหน่อยนะ"
"อัสนีฟาดหมื่นครั้งในตอนนั้นยังไม่สาแก่ใจท่านอย่างนั้นหรือ? หากสำคัญเช่นนั้นเหตุใดท่านจึงไม่ลงมือทำเองเสียเล่า"ิเยว่เตรียมจะออกไปข้างนอก แต่ก็ต้องหยุดชะงักด้วยคำพูดของเยว่หานอีกครั้ง
"แม่นางคนนั้น....ชีวิตนางช่างน่าสงสาร....ข้าแค่อยากจะทำให้นางสมหวังในสิ่งที่เธออธิษฐานก่อนขอเวลาเพียงเท่านั้น เ้าให้ข้าได้หรือไม่"
ิเยว่ยืนนิ่งไปสักพักก่อนจะหันกลับมามองหน้าอีกคนที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในตำหนักของตนเอง
"ท่านทำตัวน่าเหนื่อยหน่ายจริงข้าขอพิจารณาดูก่อนแล้วกันว่าจะหาทางช่วยนางได้หรือไม่" ิเยว่ก้าวเดินกลับมาคว้าบัตรรายชื่ออย่างจำใจก่อนจะเดินออกไปด้วยความหงุดหงิด
หงุดหงิดด้วยความที่ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็คนใจอ่อนมากกว่าที่เขาแสดงออกมาให้เห็น
เพราะแบบนี้หรือเปล่า เยว่หานจึงเลือกให้เขาทำงานนี้.....
เอาไว้ดวงิญญานั้นสมความปรารถนาทุกข้อแล้ว เขาค่อยตามเก็บดวงิญญาของเธอก็ไม่เสียหาย
หากแต่ท่านมัจจุราชแห่งนรกเบื้องล่างไม่ทราบเป็พอถึงอย่างนั้นอาจพอช่วยเหลือได้อยู่….
พูดคุยกับ writer : ฝากด้วยนะค้าบ หวังว่าทุกคนจะชอบน้าาา