“หึ!” ลู่เฉินลอบยิ้มในใจ
“กลับไปบอกคุณหนูของเ้าว่าข้าไม่้าเงินเหล่านี้!” ลู่เฉินไม่มองถุงเงินที่เสี่ยวชุ่ยยื่นให้แม้แต่น้อย
เขาหาใช่คนไร้ศักดิ์ศรีและยิ่งมิใช่คนไร้อารมณ์ ไม่ต้องพูดถึงว่าบัดนี้ลู่เฉินก้าวเข้าสู่โลกแห่งการฝึกตนแล้วต่อให้จะเป็คนธรรมดา เขาก็ไม่้าให้ใครมาสงสาร
“เ้า...”เสี่ยวชุ่ยกลอกตา
เดิมทียังคิดว่าอีกฝ่ายจะรับถุงเงินด้วยความซาบซึ้งนางถึงกับเห็นภาพยามเขารีบร้อนตรวจนับเหรียญทองในถุงเสียด้วยซ้ำ ไม่นึกว่าลู่เฉินจะไม่เหลือบมองแม้แต่น้อยซ้ำยังปฏิเสธทันทีเช่นนี้
“ในนี้มีหนึ่งร้อยเหรียญทองเชียวนะ!”เสี่ยวชุ่ยย้ำ พลางเขย่าถุงเงินในมือ จนได้ยินเสียงโลหะกระทบกันดังมาจากข้างใน
หนึ่งร้อยเหรียญทอง มิได้มีค่าอันใดสำหรับคุณหนูแต่น่าจะมากสำหรับลู่เฉิน
“ข้าบอกว่าไม่้าอย่างไรเล่าตอนนี้ข้ามีธุระต้องทำ เ้ากลับไปเถอะ!” ลู่เฉินโบกมือไล่ แล้วเดินเข้าห้อง
เสี่ยวชุ่ยมองตามแผ่นหลังอีกฝ่ายรู้สึกพูดไม่ออกอยู่พักใหญ่
ความจริงแล้ว นางเป็สาวใช้ของลู่เหยียนหรานซึ่งมิได้รู้จักหรือคุ้นเคยกับลู่เฉินมาก่อน เพราะนางเป็เพียงศิษย์ตระกูลลู่ ในขณะที่เขาเป็ทายาทสายตรงแต่หากจะพูดกันตามตรง นางหาได้นับถืออีกฝ่าย เพราะแม้เขาจะเป็คุณชายทว่าก็เป็ได้แค่คนธรรมดา ส่วนเสี่ยวชุ่ยคือผู้ฝึกตน... ถึงจะอยู่ในขั้นหลอมกระดูกตอนต้นแล้วอย่างไร? สุดท้ายก็ยังเป็ผู้ฝึกตนอยู่ดี!
หากมีผู้ฝึกตนมาอยู่ตรงหน้าคนธรรมดาเช่นเขาสมควรรู้ที่ต่ำที่สูง...
“หึ! แสร้งทำเป็สูงส่งไปเถอะ”
เมื่อเห็นลู่เฉินปิดประตูเสี่ยวชุ่ยก็บ่นพึมพำ ก่อนหันหลังออกจากเรือนรับรองไปอย่างรวดเร็ว
...
“เขายอมรับเงินหรือไม่?” ลู่เหยียนหรานในอาภรณ์สีฟ้าดวงหน้าหวานละมุน เอ่ยถามเบาๆ ทันทีที่เสี่ยวชุ่ยกลับมา
แม้สาวใช้จะมีสีหน้าไม่ดีนัก แต่นางก็ค่อนข้างแน่ใจ ว่าลู่เฉินจะยอมรับเงินไปแต่โดยดี
ลู่เหยียนหรานรู้ว่าเขาอยากเลื่อนเป็หมอยาระดับกลางและการทำเช่นนั้น จำเป็ต้องมีสมุนไพรจำนวนมากมาฝึกหลอมยา จึงต้องใช้เงินไม่น้อย สำหรับนางแล้วความหวังของเขาไม่น่าจะเป็ไปได้...
ความรู้สึกของหญิงสาวที่มีต่อลู่เฉินค่อนข้างซับซ้อนนางจำได้ว่าเคยเล่นกับเขาเมื่อครั้งยังเด็ก แต่เมื่อโตขึ้น นางก็ต้องทุ่มเทไปกับการฝึกตนขณะที่ลู่เฉินไม่อาจฝึกพลังได้ พวกเขาจึงมิได้พูดภาษาเดียวกัน
นางหวังเพียงว่าเขาจะสบายดีหากลู่เฉินมุ่งมั่นที่จะเป็หมอยา นางก็อยากสนับสนุนแต่นั่นเป็เพียงความฝันอันเลือนราง ลู่เหยียนหรานคิดว่าเขาควรยอมแพ้ แล้วกลับสู่โลกแห่งความเป็จริงเสียทีอย่างน้อยเขาอาจมีชีวิตที่ดีได้ ด้วยการเป็หมอยาระดับต้น หลอมยาทั่วไปเพื่อยังชีพ
เมื่อวานนี้ ตอนที่นางเห็นลู่เฉินหน้าหอสมบัติประจำตระกูลเดิมทีก็อยากเข้าไปทักทาย แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้ไม่อาจทำเช่นนั้นได้ แม้จะรู้ว่าลู่เฉินเห็นตนแล้วก็ตาม
“คุณชายปฏิเสธเ้าค่ะ!”เสี่ยวชุ่ยกัดฟันพูด
“อะไรนะ?” ลู่เหยียนหรานเหลือบมองสาวใช้ ด้วยความแปลกใจ
“คุณหนู ท่านอย่าไปสนใจเขาเลยเ้าค่ะ จบพิธีบรรลุนิติภาวะครั้งนี้ เขาคงต้องออกจากตระกูลแล้วท่านอาจมิได้เจอเขาอีกก็เป็ได้!” เสี่ยวชุ่ยกล่าวเสียงฉุนเฉียว พลางคืนถุงเงินให้ลู่เหยียนหราน
“เฮ้อ...!” ลู่เหยียนหรานถอนหายใจ มิได้เอ่ยอันใดอีก
...
ภายในบ้าน ลู่เฉินกำลังเตรียมหลอมโอสถ
จากนั้น เขาก็ตรวจสอบพลังิญญาของตนอีกครั้งพลังปัญจธาตุในร่างยังโคจรตามปกติ
“เกิดอะไรขึ้น? พลังธาตุไม้ของข้า เปลี่ยนเป็พลังธาตุทองได้อย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินพึมพำเบาๆ
“แน่นอน ว่ามันเปลี่ยนได้!” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย
พอได้ยิน เขาก็รู้ทันทีว่าเป็บรรพจารย์ลู่เจี๋ย
“มิใช่แค่พลังธาตุไม้เท่านั้นที่เปลี่ยนเป็พลังธาตุทองได้แต่ยังรวมไปถึงพลังธาตุอื่นๆ ในร่างของเ้าด้วย เ้าคิดว่าร่างปัญจธาตุเป็เื่ล้อเล่นหรืออย่างไร?”
“ร่างปัญจธาตุแข็งแกร่งที่สุดในทวีปัทะยานไม่มีใครเทียบเคียงคนเช่นเ้าได้!” ลู่เจี๋ยพูดเสียงเนิบ
“ข้าสามารถเปลี่ยนพลังธาตุได้ตามใจชอบอย่างนั้นหรือขอรับ?” ลู่เฉินมองผู้าุโด้วยแววตาวาววับ
“ถูกต้อง!” ลู่เจี๋ยพยักหน้า
“แล้วหากข้าหลอมรวมพลังปัญจธาตุให้กลายเป็พลังแห่งธาตุใดธาตุหนึ่งล่ะเช่นนั้นความแข็งแกร่งของข้าจะไม่ไร้เทียมทานเลยหรือ?” ลู่เฉินเริ่มไม่กล้าคิดแล้ว
“ย่อมเป็เช่นนั้น! หาไม่แล้ว ข้าจะกล้าพูดหรือ? ว่าร่างปัญจธาตุของเ้าแข็งแกร่งที่สุดในดินแดน!” ลู่เจี๋ยกลอกตา พลางกัดฟันพูดเสียงขุ่น
“ผู้าุโแล้วผู้ฝึกตนคนอื่นๆ เล่า? อย่างเช่นผู้ฝึกตนพหุธาตุประเภททองและไม้ พวกเขาสามารถเปลี่ยนพลังธาตุไปมาได้หรือไม่?” ลู่เฉินเปลี่ยนประเด็นอย่างรวดเร็ว
“ไม่ได้แน่นอน! นอกจากผู้ฝึกตนที่มีร่างปัญจธาตุแล้วไม่ว่าจะเป็ร่างพหุธาตุหรือร่างไตรธาตุ พวกเขาไม่อาจเปลี่ยนพลังธาตุตามใจชอบได้” ลู่เจี๋ยส่ายศีรษะ “ดังนั้น ร่างปัญจธาตุจึงวิเศษยิ่งนัก พลังธาตุที่อยู่ในร่างจะโคจรเป็วัฏจักรดูผิวเผินจึงเหมือนร่างไร้ธาตุ เป็คนธรรมดาทั่วไป เพราะพลังธาตุถูกซุกซ่อนเอาไว้จนยากจะมองเห็นทั้งยังแปรเปลี่ยนไปมาได้ตามธรรมชาติ”
“แต่หากปราศจากเคล็ดวิชาดวงจิตเอกภพเ้าก็ทำมิได้เช่นกัน เพราะแม้แต่ผู้ฝึกตนร่างปัญจธาตุ ก็ยังต้องรู้เคล็ดวิชาดวงจิตเอกภพด้วยจึงจะสามารถเปลี่ยนพลังธาตุในร่างได้” ลู่เจี๋ยปรายตามอง ขณะพูด
“ข้าจะลองดู!”ลู่เฉินนั่งสมาธิทันที เพื่อฝึกแปรเปลี่ยนพลังธาตุในตัว
คราแรก การเปลี่ยนพลังธาตุยังติดขัดอยู่มากซ้ำหลายครั้งยังลงท้ายด้วยความล้มเหลว แต่หลังฝึกอย่างต่อเนื่อง เขาก็ค่อยๆ เชี่ยวชาญขึ้นเรื่อยๆั้แ่การหลอมรวมพลังสองธาตุ ไปจนถึงสามธาตุ สี่ธาตุ และในที่สุด เขาก็สามารถหลอมรวมพลังปัญจธาตุให้เหลือเพียงธาตุใดธาตุหนึ่งได้
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เขาสามารถทำตัวเป็‘ร่างเอกธาตุ’ ของธาตุใดธาตุหนึ่งได้นั่นเอง
พรึ่บ!
กว่าเขาจะลืมตาขึ้น ก็เป็่บ่ายของวันต่อมาแล้ว
“รู้สึกทรงพลังเหลือเกิน!”
“ข้าหลอมรวมพลังปัญจธาตุในร่างให้กลายเป็หนึ่งเดียวกันแล้วตอนนี้ความแข็งแกร่งของข้า น่าจะเอาชนะผู้ฝึกตนขั้นหลอมกระดูกตอนปลายได้” ลู่เฉินรู้สึกได้ถึงพลังของตนอย่างชัดเจน
“ดี!”เพื่อมิให้เป็การเสียเวลา ลู่เฉินจึงลุกขึ้น และเริ่มหลอมโอสถ
ครึ่งชั่วยามต่อมา ยาอายุวัฒนะหลอมกระดูกขวดแรกก็เสร็จสิ้น
“การใช้พลังิญญาช่วยเสริมประสิทธิภาพการหลอมโอสถได้จริงๆ ด้วย ก่อนหน้านี้ข้าใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวันถึงจะปรุงโอสถหลอมกระดูกได้หนึ่งขวด แต่ตอนนี้ข้าทำได้ในเวลาแค่ครึ่งชั่วยามยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนฤทธิ์ยาจะดีกว่าคราวก่อนเสียอีก” ลู่เฉินเก็บยาขวดแรกอย่างระมัดระวัง
“หืม... เด็กน้อยเ้าหลอมโอสถเป็ด้วยเหรอ?”
“แต่ของดีๆเช่นนี้ เ้ากลับทำให้กลายเป็ขยะไปเสียแล้ว” ขณะลู่เฉินกำลังจะหลอมยาเพิ่มเสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้นข้างๆ อีกครั้ง
ลู่เฉินขมวดคิ้ว “จะเป็ขยะได้อย่างไร? โอสถที่ได้มาดีกว่าที่ข้าเคยทำเป็ไหนๆ!”
เขามองผู้าุโลู่เจี๋ย แล้วชี้ไปยังขวดกระเบื้องสีขาวตอนเขายังเป็คนธรรมดา ต้องปรุงยาอายุวัฒนะหลอมกระดูกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งกว่าจะสำเร็จ อย่างน้อย หากเทียบกับเมื่อก่อนแล้วฝีมือหลอมยาของเขาดีขึ้นมากเลยทีเดียว แต่ผู้าุโลู่เจี๋ยกลับบอกว่าเขากำลังใช้วัตถุดิบสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ?
“เ้าเด็กหน้าเหม็นสิ่งที่เ้าทำ ยังถือว่าเป็ยาอีกหรือ? ดูเหมือนเ้าจะไม่รู้ว่ายาของจริงมีสรรพคุณอย่างไรสินะ!”ลู่เจี๋ยถลึงตา ไม่สนใจโอสถหลอมกระดูกในขวดกระเบื้องสีขาวของลู่เฉินแม้แต่น้อย
“ของที่เ้าทำหากดื่มเข้าไป คงได้ผลเพียงแค่ยี่สิบส่วน[1]เท่านั้น” ลู่เจี๋ยกล่าวตามตรง
“ยาอายุวัฒนะหลอมกระดูกของข้าเป็แค่ขั้นสามัญข้ารู้ว่ายังมีโอสถหลอมกระดูกที่ยอดเยี่ยมกว่านี้ แต่ยาประเภทนั้น ต่อให้เป็หมอยาระดับสูงก็ยังต้องอาศัยโชคช่วยกว่าจะปรุงออกมาได้” ลู่เฉินกล่าว
ในโลกนี้ ยาอายุวัฒนะแทบทุกชนิดแบ่งออกเป็สามระดับ
ระดับหนึ่งเป็ขั้นสามัญระดับสองเป็ชั้นดี และระดับสามเป็ชั้นเลิศ
ยาขั้นสามัญ เมื่อผู้ฝึกตนกินเข้าไปจะมีประสิทธิภาพเพียงยี่สิบส่วนเท่านั้น ส่วนยาชั้นดี จะมีประสิทธิภาพสี่สิบส่วนและยาชั้นเลิศ จะมีประสิทธิภาพหกสิบส่วน แต่โอสถชั้นเลิศเป็ของหายาก แทบเป็ไปไม่ได้เลยที่จะพบมันตามท้องตลาด
ตอนนี้ลู่เฉินไม่กล้าคิดฝันว่าตนจะหลอมโอสถชั้นดีออกมาได้ แต่ในอนาคต หากเขาเลื่อนขั้นเป็หมอยาระดับสูงแล้ว ก็อาจปรุงโอสถชั้นดีได้ส่วนยาอายุวัฒนะชั้นเลิศนั้น แทบจะเรียกได้ว่าเป็ตำนานเลยทีเดียว
อีกอย่าง โอสถชั้นดีก็เป็ของล้ำค่าหากผู้ฝึกตนกินยาอายุวัฒนะหลอมกระดูกชั้นดีเข้าไป จะได้ประสิทธิภาพราวสี่สิบส่วนในขณะที่ยาขั้นสามัญจะได้ประสิทธิภาพเพียงยี่สิบส่วน แต่มิได้หมายความว่ายาขั้นสามัญสองขวดจะสามารถทดแทนยาชั้นดีขวดเดียวได้
ต้องรู้ด้วย ว่าใน่เวลาหนึ่งๆผู้ฝึกตนแต่ละคนจะมีความสามารถในการดูดซับยาได้จำกัด อีกทั้งยาชั้นดีก็หาได้ยากกว่าแต่กินเข้าไปแล้ว จะเพิ่มความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว และโดยทั่วไป ยาชั้นดีหนึ่งขวดจะมีมูลค่าอย่างน้อยห้าเท่าของยาขั้นสามัญ
“เ้าเด็กหน้าเหม็นไร้ความสามารถคือไร้ความสามารถ เหตุใดต้องแก้ตัว?” ผู้าุโลู่เจี๋ยโบกมือ แล้วพูดกับลู่เฉินอย่างไม่เกรงใจ
“มานี่... ข้าจะแสดงให้เ้าดู ว่าการหลอมโอสถที่แท้จริงเป็เช่นไร!”
“มาสิ แล้วทำตามที่ข้าบอก”ลู่เจี๋ยชี้ไปที่สมุนไพร “ก่อนอื่นนำน้ำจากหญ้าชิงเสอ...”
…
ครึ่งชั่วยามต่อมา
“เป็ไปได้อย่างไร!?”
ลู่เฉินมองยาที่ตนหลอมออกมาด้วยความตะลึงงัน
“ทั้งๆ ที่ข้าเป็เพียงหมอยาระดับต้นแต่กลับหลอมโอสถชั้นดีขนาดนี้ได้!”
เขาเบิกตากว้าง แล้วพลิกยาอายุวัฒนะหลอมกระดูกในมือไปมา
“อืม...ง่ายมากใช่หรือไม่? แค่ทำตามที่ข้าบอก สอนถึงขนาดนี้แล้วหากเ้ายังทำมิได้ ก็ถือว่าโง่งมเกินเยียวยา ไปสิ... ทำต่อไป!” กล่าวจบ ร่างของลู่เจี๋ยก็ค่อยๆ เลือนหาย
----------------------------------
[1] ยี่สิบส่วน หมายถึงยี่สิบจากร้อยส่วน หรือยี่สิบเปอร์เซ็นต์นั่นเอง