“ดูฉันสิทำไมถึงลืมเรื่องสำคัญแบบนี้ไปได้”
สวีหว่านหนิงเขกหัวตัวเองอย่างแรงจากนั้นก็เอาเงินหนึ่งพ้นหยวนที่เพิ่งได้รับวันนี้ออกมา
“พี่รองน่าจะบอกทุกคนแล้วว่าฉันขายสูตรอาหารไปสองสูตร ได้เงินมาหนึ่งพันหยวนค่ะ”
พูดจบสวีหว่านหนิงก็แบ่งเงินออกเป็นหลายส่วน
เธอให้เงินป้าสะใภ้ใหญ่ป้าสะใภ้รอง และแม่ของตนคนละสองร้อยหยวน
จากนั้นก็ให้เงินกับสืออันและสืออี๋อีกคนละหนึ่งร้อยหยวน
“ก่อนหน้านี้ตอนฉันอยู่ที่หมู่บ้านต้าเจียงทั้งตระกูลให้การสนับสนุนฉันอย่างเต็มที่ ฉันรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งใจมากค่ะตอนนี้ฉันหาเงินเองได้แล้วเลยอยากตอบแทนทุกคน แม้เงินสองร้อยหยวนจะไม่เยอะมากแต่มันคือเงินก้อนใหญ่ก้อนแรกที่ฉันหามาได้ ไม่ต้องห่วงนะคะ อนาคตฉันจะหาเงินให้ได้มากกว่านี้และจะนำมาตอบแทนทุกคนค่ะ”
“อาหนิงพวกเราขอรับน้ำใจไว้ก็พอ คงรับเงินพวกนี้ไว้ไม่ได้หรอก เอากลับคืนไปเถิดเอาไปซื้อของบำรุงร่างกายให้กับต้าชุน เยาเม่ย และแม่สามีเถอะนะ”
“บ้านของพวกเราไม่ขาดแคลนอาหารหรอกค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็เก็บออมไว้อนาคตยังมีเรื่องต้องให้ใช้เงินอีกมาก”
ป้าสะใภ้ทั้งสองคนพูดอย่างไรก็ไม่ยอมรับเงินจากสวีหว่านหนิงต่างจากแม่สวีที่เตรียมเอาเงินใส่กระเป๋าเสื้ออย่างสิ้นเชิง
“พี่สะใภ้ใหญ่พี่สะใภ้รอง พวกพี่อย่าปฏิเสธอีกเลย นี่คือเงินก้อนแรกที่อาหนิงให้กับพวกเราเราจำเป็นต้องรับเอาไว้”
“แต่ว่า...”
ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ลุงใหญ่จึงเป็นฝ่ายเอ่ยปาก “รับไว้เถิด มันคือน้ำใจจากหลานอีกอย่างฉันเชื่อว่าอาหนิงของเราพูดคำไหนคำนั้นอนาคตหลานจะต้องหาเงินได้มากกว่านี้อย่างแน่นอน”
“ลุงใหญ่ เมื่อถึงตอนนั้นฉันจะให้มันกับลุงแน่นอนค่ะ!” สวีหว่านหนิงยกนิ้วโป้งให้กับลุงใหญ่ของตนทำเอาเสือยิ้มยากอย่างเขายิ้มกว้างจนตาแทบปิด
ตกกลางคืนครอบครัวของลุงใหญ่และลุงรองกลับกันไปแล้วสวีหว่านหนิงแอบย่องเข้าไปในห้องของสวีเม่าหนิงแล้ววางธนบัตรสิบหยวนลงไปบนโต๊ะสิบใบ
“ทำอะไร”
“พี่สาวอย่างฉันอยากให้นาย”
ใบหน้าหล่อเหลาของสวีเม่าหนิงหน้าแดงก่ำ“ฉันทำงานมาหลายปีแล้ว ไม่ขัดสนเงินทอง”
“มันเหมือนกันที่ไหนเงินที่นายหาได้เป็นของนาย แต่นี่เป็นของพี่สาวอย่างฉัน รับเอาไว้”
จู่ๆสวีเม่าหนิงก็รู้สึกอยากจะร้องไห้
เขากับสวีหว่านหนิงอายุห่างกันแค่ปีเดียวและเป็นเด็กสองคนที่อายุน้อยที่สุดในรุ่น พวกเขาสองคนจึงสนิทกันมากเรียกได้ว่าสนิทสนมกันที่สุดในบรรดาพี่น้องทุกคน
แต่หลังจากพี่สาวของเขาเจอกับกู้จวิ้นและหลี่เชี่ยนเชี่ยนทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
สายตาของเธอเหมือนมีแต่ไอ้อัปลักษณ์กู้จวิ้นเขาพยายามห้ามไม่ให้พี่สาวเจอกับคนพวกนั้น จนทำให้ทะเลาะกับพี่สาวยกใหญ่หลังจากนั้นเป็นต้นมา ความสัมพันธ์ของเขากับพี่สาวก็ห่างเหินกันไปไม่น้อย
สวีเม่าหนิงคิดมาโดยตลอดว่าเขากับพี่สาวคงคืนดีกันไม่ได้ไปตลอดชีวิต แต่นึกไม่ถึงเลยว่าในที่สุดพี่สาวจะเป็นฝ่ายแสดงความหวังดีกับเขาก่อน
ใช่เงินหนึ่งร้อยหยวนก้อนนี้สำหรับสวีเม่าหนิงแล้ว มันคือสัญญาณขอการขอคืนดีกับเขา
“ก็ได้เห็นแก่ความจริงใจของเธอ ฉันจะฝืนใจรับเอาไว้ก็แล้วกัน”
สวีหว่านหนิงกลอกตาใส่เขา“อวดดีไม่เปลี่ยน!”
“จริงสิกลับหมู่บ้านต้าเจียงไปคราวนี้ ระวังหลี่เชี่ยนเชี่ยนกับกู้จวิ้นเอาไว้หน่อยล่ะ”
“พวกเขาสองคนทำตัวมีพิรุธอีกแล้วใช่ไหมเดี๋ยวนะ นายรู้ได้ยังไง?”
“ก่อนหน้านี้ฉันรับปากว่าจะช่วยจับตาดูพ่อแม่ของหลี่เชี่ยนเชี่ยนเพื่อไม่ให้พวกเขามาก่อกวนเธอไม่ใช่เหรอ แต่ฉันพบว่าสองคนนั้นไม่ได้อยากมาหาเธอไม่ใช่แค่นั้น พวกเขายังพยายามเข้าหาพ่อแม่ของกู้จวิ้นอีกด้วยฉันเห็นพวกเขาไปส่งจดหมายที่ไปรษณีย์บ่อยๆ แถมยังยอมจ่ายเงินแพงๆเพื่อส่งโทรเลขหากู้จวิ้นด้วย”
คำพูดของสวีเม่าหนิงเต็มไปข้อมูลที่มีประโยชน์ทำให้สวีหว่านหนิงต้องครุ่นคิดอย่างจริงจัง
แสดงว่าพ่อแม่ของกู้จวิ้นกับพ่อแม่ของหลี่เชี่ยนเชี่ยนร่วมมือกันด้วยสาเหตุบางอย่างแถมยังแจ้งข่าวไปหาลูกๆ ที่อยู่หมู่บ้านต้าเจียงอีกด้วย
แม้จะไม่รู้ว่าเนื้อหาของโทรเลขคืออะไรแต่สวีหว่านหนิงชักตั้งตารอคอยชีวิตที่หมู่บ้านต้าเจียงหลังกลับไปคราวนี้แล้วสิ
ไม่ได้สั่งสอนชายโฉดหญิงชั่วคู่นั้นมานานมันทำให้เธอเริ่มคันไม้คันมือ
อีกด้านแม่สวีแอบเรียกหลินอันไปที่ประตูหลังบ้าน
“อาหนิงไปอยู่ชนบทมาหลายปีครอบครัวของลุงใหญ่และลุงรองของเธอให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างมากมิเช่นนั้นครอบครัวเล็กๆของพวกเราคงไม่มีทางให้คุณภาพชีวิตที่ดีกับอาหนิงได้ขนาดนั้นแม้ป้าสะใภ้ใหญ่กับป้าสะใภ้รองของอาหนิงจะรักอาหนิงมากและไม่เคยบ่นตัดพ้อแต่อย่างใด แต่เจ็ดถึงแปดปีที่ผ่านมาพวกเขาเสียเงินเสียทองให้กับอาหนิงไปมากโขจริงๆ”
“ดังนั้นวันนี้ตอนอาหนิงให้เงินกับพวกเขาฉันจึงบอกให้พวกเขารับเอาไว้ แม้เราจะเป็นครอบครัวเดียวกันแต่อย่างน้อยก็ควรตอบแทนกันและกันบ้าง เธอคงเข้าใจเจตนาของฉันใช่ไหม”
“ผมย่อมเข้าใจอยู่แล้วละครับอีกอย่างผมก็คิดเหมือนกับแม่ต่อไปผมกับอาหนิงจะตอบแทนครอบครัวของลุงใหญ่และลุงรองอย่างเต็มที่ครับ”
แม่สวีฟังแล้วโล่งใจ
หลินอันคนนี้แค่ดูเย็นชาไปสักหน่อยแต่ไม่ใช่คนเลวร้าย ทั้งยังเป็นคนใจกว้าง เข้าอกเข้าใจคนตระกูลสวีเป็นอย่างดี
“เงินก้อนนี้เก็บเอาไว้เถิดหาข้ออ้างให้กับอาหนิงในภายหลังถ้าพวกลูกจะย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่ปักกิ่งคงมีค่าใช้จ่ายอีกมาก”
เมื่อเห็นมือของแม่สวีที่ยื่นมาแล้วหลินอันรีบก้าวถอยหลัง “ผมรับไว้ไม่ได้ครับ แม่ครับ ผมอยากให้แม่เชื่อว่า ผมสามารถทำให้อาหนิงและลูกทั้งสองคนมีชีวิตที่ดีได้”
แม่สวีโน้มน้าวเขาไม่สำเร็จจึงต้องเก็บเงินกลับมา
คิดในใจว่า ไว้รอให้หลานชายกับหลานสาวมาปักกิ่งแล้วเธอจะพาพวกเขาไปเดินเที่ยวที่ร้านค้ามิตรภาพทุกวัน
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นสวีเม่าอิ๋งเอาตั๋วรถไฟมาให้
“ตั๋วนอนหมดเลยเหรอคะ”สวีหว่านหนิงร้องกรี๊ด “พี่สาม เพื่อให้ได้ตั๋วพวกนี้มาพี่คงทุ่มเทมากเลยใช่หรือเปล่า”
“เส้นสายที่สั่งสมมามีไว้เพื่อการนี้มิใช่หรือ”
สวีหว่านหนิงเงียบไป
อย่างนั้นหรือ?
เส้นสายไม่ใช่ว่าควรใช้ในยามจำเป็นเท่านั้นหรอกหรือ?
เอามาใช้กับการซื้อตั๋วรถไฟไม่เห็นจำเป็นสักนิด!
สวีเม่าอิ๋งทำงานอยู่ที่การรถไฟอยากซื้อตั๋วนอนค่อนข้างทำได้ง่ายกว่าคนทั่วไป แต่ใครจะไปคิดว่าพี่สามของเธอจะเหนือชั้นขนาดนี้ เขาสามารถซื้อตั๋วนอนชั้นหนึ่งให้กับเธอได้
ราคาตั๋วประเภทนี้แพงกว่าตั๋วปกติถึงสามเท่า
“พี่สามฉันซาบซึ้งมากที่พี่ซื้อตั๋วนอนให้ฉัน แต่พี่น้องควรแบ่งแยกเรื่องเงินให้ชัดเจนฉันต้องจ่ายค่าตั๋วรถไฟให้พี่ ไม่อย่างนั้นอีกหน่อยคงไม่กล้ารบกวนพี่อีกแล้ว”
สวีเม่าอิ๋งอยากปฏิเสธเงินแค่นี้เขาจ่ายได้
แต่เมื่อเห็นสายตาของน้องสาวที่ไม่เหมือนน้องน้อยคนเดิมที่เคยวิ่งตามหลังพวกเขาอีกต่อไป
แต่เป็นสายตาของหญิงสาวที่เป็นแม่ของลูกถึงสองคน
บางสิ่งบางอย่างได้เปลี่ยนไปแล้วโดยไม่รู้ตัวสวีเม่าอิ๋งไม่อยากให้ความสัมพันธ์แสนบริสุทธิ์ของพี่น้องต้องเปลี่ยนไปเพราะเรื่องเงินฉะนั้นเขาจึงจำใจรับเงินมาจากสวีหว่านหนิง
ตั๋วรถไฟของสวีหว่านหนิงคือรอบสี่โมงเย็นซึ่งหมายความว่าเธอยังเหลือเวลาอีกครึ่งวันกว่าๆ
ด้วยเหตุนี้สวีหว่านหนิงจึงไปที่ร้านค้ามิตรภาพเพื่อซื้อสินค้าที่หาไม่ได้ในมณฑลเฮย และเตรียมนำกลับไปเป็นของฝากให้แม่หลินกับเด็กๆอีกสี่คน
เธอซื้อเสื้อผ้าอีกสี่ชุดนอกจากเสื้อผ้าของต้าชุนกับเยาเม่ยแล้ว เธอยังซื้อเสื้อผ้าให้กับต้ายาและเถี่ยตั้นอีกด้วย
ไม่ทันไรเธอก็ใช้เงินหนึ่งพันหยวนที่หามาได้จนหมดเกลี้ยง