ความเดิมตอนที่แล้ว
ขณะที่เฉินเสวี่ยหยางมาที่เรือนเพาะชำและใช้เวลาอยู่กับหลินเพ่ยหนิงสององครักษ์ก็ได้รู้เื่ราวความสัมพันธ์พี่น้องภายในจวนเ้าเมืองหลิน โดยสาวรับใช้อย่างลั่วชีชีที่เผลอกระดกสุราหอมหมื่นลี้เข้าไปและได้ระบายความในใจออกมาเื่ราวความวุ่นวายภายในจวนแห่งนี้ ทำให้เฉินเสวี่ยหยางเข้าใจในความลำบากของหลินเพ่ยหนิงและสิ่งที่นางต้องประสบพบเจอมาตลอดเวลาสิบกว่าปีเดิมทีจุดประสงค์หลักของการเดินทางมายังหนานจิ้งก็เพื่อสืบหาตัวการสร้างความวุ่นวายในเยียนเป่ยรองลงมาก็คือการแต่งงานผูกสัมพันธ์ บัดนี้ เฉินเสวี่ยหยางเริ่มจะเข้าใจว่าสิ่งที่เขาต้องหวงแหนไม่น้อยไปกว่าสิ่งอื่นใดคือรอยยิ้มอันงดงามขององค์หญิงรองสกุลหลินทางด้านเ้าเมืองหลินที่ยังคงหารือกับผู้นำทั้งสามพร้อมกับหลี่ซู่เหลย เขาพยายามสอบถามถึงสาเหตุที่หลี่ซู่เหลยต้องหายตัวไปจากหนานจิ้งเพราะไม่เชื่อว่าเหล่าหลีผู้มีอุดมการณ์จะละทิ้งหนานจิ้งเพียงเพราะอยากมีชีวิตที่เรียบง่ายแม้ว่าเ้าเมืองหลินจะยังไม่รู้คำตอบ แต่ทุกคนในที่ประชุมก็ได้รู้แล้วว่าเื่นี้เกี่ยวพันเป็วงกว้างทั้งยังลุกลามไปถึงดินแดนมหาอำนาจอย่างเยียนเป่ย
จวนสกุลซ่ง
“ ว่าไงนะ! ”
ซ่งเจียอีอุทานเพราะไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินเมื่อนางเอ่ยถามพี่ชายถึงบุรุษผู้หล่อเหลาที่นั่งเด่นสง่าอยู่ในงานเลี้ยงเมื่อคืน
ซ่งเจียอี : “ คุณชายรูปงามท่านนั้น คือองค์ชายจากเยียนเป่ยงั้นเหรอ?”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ก็ใช่น่ะสิ ”
ซ่งเจียอี : “ ก็ไหนว่ารูปร่างอัปลักษณ์ไม่ใช่หรือยังไง นี่ต้องมีการเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ไม่เชื่อ เ้าก็ลองไปที่จวนเ้าเมืองอีกทีสิ แล้วถามดูว่าคนคนนั้นเป็ใครเผื่อจะได้ฉลาดขึ้นบ้าง ”
ซ่งเจียอี : “ ใครจะไปเชื่อกันล่ะ ได้ยินว่าเ้าเมืองน้อยเฉินร่างกายผอมซูบอย่างกับคนไม่มีแรงบ้างล่ะเป็คนอ้วนผิวคล้ำบ้างล่ะ ไม่ก็รูปร่างกำยำแต่สกปรกไร้สง่าราศีบ้างล่ะแต่นี่มันตรงข้ามเลยมิใช่เหรอ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เ้านี่โง่จริง เห็นอย่างนั้นก็น่าจะรู้แล้ว งานเลี้ยงเมื่อคืนจัดขึ้นเพื่อต้อนรับเขาคนรุ่นราวคราวเดียวกันก็มีแต่หลินจื่อหรานกับหม่าเสียนเย่ที่เ้าก็รู้จัก ดังนั้นคนแปลกหน้าที่นั่งอยู่คงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากว่าที่เ้าเมืองเยียนเป่ยเฉินเสวี่ยหยาง ”
ซ่งเจียอี : “ ฮือ ๆ.. ไม่จริงอ่ะ ์ช่างไม่ยุติธรรมไยคนดี ๆ ไม่เคยตกถึงข้า มีแต่หลินเพ่ยหนิงที่ได้ทุกอย่างไปเสียหมดก่อนนี้ข้าหมายตาคุณชายหม่า เขารึก็แอบมีใจให้นาง มาคราวนี้ยังเป็เขาอีก ใจคอนางจะเหมาไปหมดเลยรึยังไงกันน่ะ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เ้าเกิดมาชาติตระกูลดีมีฐานะแต่กลับทำอะไรไม่เป็ ดีแต่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายไปวัน ๆ จะไปสู้หลินเพ่ยหนิงได้ยังไงนางเป็ถึงองค์หญิง อีกอย่างพวกเขามีสัญญาหมั้นหมายกัน แล้วเ้าล่ะมีอะไร ”
ซ่งเจียอี : “ นี่.. ข้าเป็น้องท่านนะ ว่าแต่ข้าเถอะหน้าท่านน่ะไปโดนอะไรมา? ”
ซ่งเจียอีโต้กลับผู้เป็พี่อย่างทันควัน หลังจากที่โดนถากถางเพราะนางเห็นรอยแผลที่อยู่บนแก้มของซ่งจื่อรุ่ย เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยน ..ฟืด!.. ซ่งจื่อรุ่ยถอนหายใจอย่างเสียอารมณ์
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เื่ของข้าน่ะ ”
ซ่งเจียอี : “ อย่าบอกนะว่าเสียพนันเลยเกิดทะเลาะวิวาทกันน่ะท่านพ่อห้ามท่านแล้วมิใช่เหรอว่าไม่ให้ท่านไปที่นั่นอีกอ่ะ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ยุ่งน่ะ บอกว่าเื่ของข้าไง ”
..ฟุบ ตึก ๆ ๆ..
ซ่งจื่อรุ่ย : “ น่ารำคาญจริง ”
ซ่งเจียอี : “ แล้วนั่นท่านจะไปไหน? ท่านพ่อบอกให้เรารออยู่ที่นี่นะ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เ้าอยากรอก็รอไปคนเดียวเถอะ ”
ซ่งจื่อรุ่ยเดินออกไปด้วยสีหน้าหงุดหงิดเพราะถูกซักไซ้ถึงาแที่เกือบทำให้เขาเสียโฉมแผลซึ่งเกิดจากจอกสุราที่แตกจนไปบาดแก้มของเขา หลังจากที่ผู้เป็พี่ให้หลังไปซ่งเจียอียังคงคิดอยากเอาชนะหลินเพ่ยหนิง จึงมีความคิดตื้น ๆของคนไม่ฉลาดผุดขึ้นมาในหัว ..“ หากวันหน้าข้าได้เป็ชายาเยียนเป่ยขึ้นมาละก็.. ต่อให้มีหลินเพ่ยหนิงสักกี่คนข้าก็ไม่กลัว องค์ชายเฉินต้องเป็ของข้า ”.. ไม่นานก็มีสตรีผู้หนึ่งเดินสวนทางคุณชายซ่งเข้ามาในเรือนนางก็คือฮูหยินซ่ง มารดาของเขาทั้งสอง
ฮูหยินซ่ง : “ เจียอี นั่นพี่เ้าจะไปไหน? ”
ซ่งเจียอี : “ ข้าไม่รู้ คงจะไปบ่อนอีกกระมัง ”
ฮูหยินซ่ง : “ เฮ้อ.. เ้าลูกคนนี้นี่ เช้าเย็นไม่เคยเห็นหน้านี่ถ้าพ่อเ้ากลับมา ต้องโดนเขาดุอีกแน่ ”
ซ่งเจียอี : “ ช่างเขาเถิดน่าท่านแม่ท่านก็รู้ มีใครห้ามเขาได้ซะที่ไหน นี่ท่านแม่ คือ..ข้าอยากจะขอเบิกเงินล่วงหน้าหน่อยน่ะ ”
ฮูหยินซ่ง : “ หา! เบิกอีกแล้วเหรอ ของเดือนหน้าก็เพิ่งเบิกไปเมื่อสามวันก่อนนี่อย่าบอกนะว่าใช้หมดแล้วน่ะ ”
ซ่งเจียอี : “ โธ่.. ท่านแม่ ทุกอย่างต้องมีการลงทุนน่า ท่านไม่อยากมีลูกเขยเป็ถึงองค์ชายหรือยังไงไม่อยากเห็นข้าสุขสบายเหรอ หากข้าได้เป็ชายาขึ้นมาเมื่อไหร่ ข้าจะคืนให้ท่านสิบเท่าก็ยังได้น่า.. ท่านแม่ ถือว่าช่วยข้าน่ะ ให้ข้ายืมก่อนก็ได้ ”
ฮูหยินซ่ง : “ พวกเ้าพอกันเลยทั้งพี่ทั้งน้อง คิดการใหญ่แต่ทำไม่สำเร็จสักอย่างครั้งก่อนที่ลงทุนเปิดเหลาสุราก็ขาดทุนย่อยยับจนต้องปิดกิจการไป ครั้งนี้อะไรอีก ยังไงก็ช่างรอพ่อเ้ากลับมาก่อนแล้วกัน เขายิ่งบ่นอยู่ว่าเ้าน่ะใช้เงินฟุ่มเฟือย ขืนใจอ่อนอีกแม่กับเขาคงได้ทะเลาะกันอีกแน่ ”
ซ่งเจียอี : “ ท่านแม่อ้ะ ”
พูดจบ ฮูหยินซ่งก็เดินหนีบุตรสาวออกไปปล่อยให้คุณหนูซ่งยืนหน้าหงิกเพราะไม่ได้ดั่งหวัง นั่นเป็เพราะแม่อย่างนางรู้ว่าบุตรสาว้าเงินเพื่อไปซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับอีกเช่นเคยและเพราะนางเคยถูกสามีตำหนิว่าตามใจลูกจนเสียคน ครั้งนี้ซ่งเจียอีจึงต้องผิดหวัง
เรือนยลเหมันต์ จวนเ้าเมืองหลิน
สององครักษ์ช่วยพาลั่วชีชีที่เมาหมดสติกลับมายังเรือนพักเมื่อมาถึง องค์หญิงก็มองหาจูซือฉีแต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา กระทั่งหูจิงเดินตามหลังเข้ามา
หูจิง : “ องค์หญิง เดี๋ยวข้าให้คนในครัวต้มน้ำแกงสร่างเมาให้นางเองขอรับ”
หลินเพ่ยหนิง : “ ขอบใจนะ น้าหู ข้ารบกวนอีกอย่าง ท่านช่วยดูเสี่ยวจูให้ทีวันนี้ยังไม่เห็นนางเลย ” (ภาษามือ)
หูจิง : “ ขอรับ ”
หูจิงรับคำสั่งและเดินออกไปที่ครัวแล้วเฉินเสวี่ยหยางก็เข้ามาหาหลินเพ่ยหนิง
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เหนื่อยรึเปล่า? ”
เขายกมือขึ้นซับเหงื่อบนใบหน้าของนางต่อหน้าองครักษ์ที่พากันหันหลังหลบเพื่อไม่ให้เสียมารยาทหลินเพ่ยหนิงเงยหน้ามองเขาก่อนจะหลบสายตาอย่างเอียงอาย จากนั้นนางก็ส่ายหน้าตอบ
หลินเพ่ยหนิง : “ ท่านล่ะ? ” (ภาษามือ)
เฉินเสวี่ยหยางส่ายหน้าตอบนางเช่นกันในขณะที่สายตาจ้องมองนางไม่วางดูเหมือนว่าเขาจะไม่อยากกลับเรือนพัก แต่ด้วยยังมีเื่ต้องหารือกับองครักษ์ เขาจึงจำใจต้องเอ่ยลา
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เ้าพักผ่อนเถิด ข้ากลับก่อน ”
นางคารวะเฉินเสวี่ยหยางก่อนที่เขาจะหันหลังเดินออกไปทว่าสายตาของนางมองตามเขาอย่างไม่ลดละ แม้ว่าเรือนรับรองจะห่างออกไปไม่ไกลนัก
เฟยฉี : “ ดูสิ เรือนรับรองอยู่ห่างแค่นี้เองทั้งสองท่านทำอย่างกับไกลสักร้อยลี้ ”
เฟยิ : “ อย่าให้ข้าเห็นเ้ามองแม่นางลั่วแบบนั้นนะ ”
เฟยฉี : “ แนะ! รู้ทัน ”
เฟยฉียังชอบพูดเล่นกับเฟยิตามนิสัย ในขณะที่พวกเขาเดินตามเฉินเสวี่ยหยางกลับไปยังเรือนพักแต่หลังจากนั้น องค์หญิงก็มองเห็นจูซือฉีเดินกลับเข้ามาและตรงไปยังเรือนพักคนรับใช้ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกันนางมองเสี่ยวจูด้วยความรู้สึกเป็ห่วง หลังจากที่แอบเห็นรอยแดงที่อยู่บนแก้มของจูซือฉีรวมทั้งแผลเล็กๆ ที่มุมปากซึ่งเกิดจากฝีมือของซ่งจื่อรุ่ย
และที่เรือนรับรองภายในจวนเ้าเมืองหลินหลังจากที่เฉินเสวี่ยหยางกลับมาถึงเรือนพัก เขาก็ตรงไปยังห้องโถงเพื่อหารือกับองครักษ์คนสนิท
เฟยฉี : “ คนพวกนั้นไม่กลัวว่าจะถูกจับได้หรือยังไงกันเล่นบุกเข้ามาอย่างนั้น ”
เฟยิ : “ พวกนั้นเป็หน่วยกล้าตาย ถูกจับได้ก็คือตายอย่างเดียวผู้ที่ซ่องสุมกำลังคนแบบนั้นไว้คงเป็อย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากฏ แต่ว่าแผนของซ่งจื่อรุ่ยมันดูหละหลวมไปหน่อยนะขอรับ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ สองเหตุการณ์นี้มีเป้าหมายต่างกัน จุดประสงค์ของพวกชุดดำคือกำจัดองค์ชายและองค์หญิงส่วนซ่งจื่อรุ่ยคิดสังหารทุกคนในจวน ”
เฟยฉี : “ มิน่าล่ะลูกดอกนั่นพุ่งเป้าไปที่องค์ชายกับองค์หญิง แทนที่จะเป็คนสำคัญอย่างเ้าเมืองหลิน”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ คนที่บงการคงอยากเก็บเขาไว้เป็รายสุดท้ายเพื่อทรมานเขาคนที่รักลูกมากกว่าเกียรติและศักดิ์ศรีอย่างเขา ถึงยามนั้นคงยิ่งกว่าตายทั้งเป็ ”
เฟยฉี : “ อะไรจะแค้นกันปานนั้น ”
เฟยิ : “ แต่ที่ข้าสงสัยคือสิ่งที่จู่โจมปีศาจดำคนนั้นมันดูโเี้ผิดมนุษย์เหมือนไม่ใช่ฝีมือคนเลยขอรับ แล้วก็เหมือนจะไม่ใช่พวกเดียวกันด้วย”
เฟยฉี : “ จะใช่สิ่งที่สังหารคนกลุ่มนั้นหรือไม่ขอรับ? ”
..“ วิธีจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวเหมือนกันไม่มีผิด”.. เฉินเสวี่ยหยางฉุกคิดขึ้นมาในใจ เพราะ่เวลานั้น เขารับรู้ถึงพลังอันชั่วร้ายที่แฝงอยู่ในความมืดสิ่งที่ฉุดคร่าชีวิตของปีศาจดำ ช่างเหมือนกับการจู่โจมกลุ่มชายฉกรรจ์ที่บุกเข้าไปลักพาตัวหลี่ซู่เหลย
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เื่นี้อันตรายเกินไป จนกว่าเราจะรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรพวกเ้าอย่าได้เข้าไปเสี่ยง ”
เฟยิ : “ ขอรับ ”
เฟยฉี : “ ขอรับ ”
เฟยิ : “ แต่เป็ไปตามคาดขอรับ จูซือฉีถูกหลอกใช้ และนางยังมีญาติเป็เหมือนตัวประกันอยู่กับซ่งจื่อรุ่ยขอรับคนคนนั้นเป็ป้าของนาง ”
เฟยฉี : “ แปลว่าหลังจากนี้ต้องมีเื่เกิดขึ้นอีกแน่ขอรับ เขาคงไม่หยุดอยู่แค่นี้ ซ่งจื่อรุ่ยรับมือยากกว่าหานฉีซง เขาดูฉลาดมีเล่ห์เหลี่ยมเ้าเมืองน้อย ดำเนินตามแผนเลยไหมขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ อาิ ”
เฟยิ : “ ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เสี่ยวจู ให้คนของเราตามดูห่างๆ ก็พอ ”
เฟยิ : “ ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ คนทะเยอทะยานอย่างเขา คงคิดแผนการนี้เพียงคนเดียวเพราะอยากสิ่งที่เป็ไปไม่ได้ไม่นานพวกนั้นก็จะขัดขากันเอง เราแค่ช่วยเร่งให้มันเร็วขึ้นเท่านั้น อาฉี ”
เฟยฉี : “ ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เื่นั้นคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว? ”
เฟยฉี : “ พร้อมเปิดทำการในอีกสองวันขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ได้เวลาไปเยี่ยมทหารของเราที่ค่ายสรรพาวุธแล้วหลี่ซู่เหลยคงมีเื่อยากคุยกับเราหลายเื่ทีเดียว ”
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อยจะให้ฮูหยินหลี่ดูแลที่นั่นหรือขอรับ?”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ จะมีใครเหมาะสมไปกว่านี้อีก ”
เฟยิ : “ เช่นนี้ หออวี้ชุนก็มีอยู่ทุกที่ในใต้หล้า ”
เฟยฉี : “ ดีเลยอย่างนี้เหนือใต้ออกตกล้วนอยู่ในสายตาเรา ”
เฟยิ : “ คงใกล้ได้เวลาล่อเหยื่อมาติดกับแล้วสินะขอรับ”
เฟยฉี : “ ข้าล่ะอยากเห็นสีหน้าคุณชายซ่งตอนนั้นจริง ๆ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เื่นั้นล่ะว่ายังไง? ”
เฟยฉี : “ คือ.. สายของเรารายงานมาว่าวัดที่น่าจะเป็เป้าหมายของคนพวกนั้นมีอยู่สามแห่งขอรับ คือวัดเลี่ยงหลิงวัดซือจิ้ง แล้วก็วัดหนิงอัน ทั้งสามแห่งก่อตั้งสมัยที่สกุลเหอยังรุ่งเรืองที่สำคัญยังเป็สถานที่ที่อดีตเ้าเมืองพาองค์หญิงเดินทางไปสักการะทุกปีด้วยขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่หรอก มีแค่ที่เดียว วัดหนิงอัน ”
เฟยฉี : “ ทำไมถึงเป็ที่นั่นล่ะขอรับ? ”
เฟยิ : “ อาฉี จำนักเลงสองคนนั้นได้รึเปล่า? ”
เฟยฉี : “ อืม.. นักเลงสองคน อ๋อ! พวกที่หาเื่เด็กขอทานนั่นน่ะเหรอ ได้ยินว่าถูกฆ่าตายแถว ๆ นั้นแล้วมันเกี่ยวกันยังไง? ”
เฟยิ : “ จุดที่พบศพห่างจากวัดเพียงแค่ห้าลี้เท่านั้น เ้าคิดว่าคนแบบนั้นจะเข้าวัดฟังธรรมกันรึยังไง”
เฟยฉี : “ เออ จริงด้วยเนอะ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เด็กคนนั้นไม่ใช่แค่ขอทาน ”
เฟยฉี : “ หือ! ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เขาไม่ได้ขอเศษเงินหรืออาหารเลย แต่กำลังรีบไปที่ไหนสักที่เลยไปชนสองคนนั้นเข้า ”
เฟยฉี : “ จริงด้วย! ”
เฟยิ : “ หรือว่านั่น.. ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ถูกต้อง คนเ่าั้เป็คนของนาง ”
เฟยฉี : “ จอมยุทธไป๋นี่เข้าใจคิดเนอะ แต่ว่าใช้แรงงานเด็ก ผิดกฎหมายนะเนี่ย ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ขอทานส่วนใหญ่คือคนไร้บ้านและเด็กกำพร้าไม่มีญาติที่ไหนพวกเขาสามารถแทรกซึมได้ทุกที่โดยไม่ต้องกลัวว่าคนจะสงสัย หากนางเป็คนสำคัญของหนานจิ้งและยังเป็ผู้มีพระคุณด้วยแล้วพวกเขาจะเต็มใจถวายชีวิตมันก็ไม่แปลก ”
เฟยฉี : “ พูดอย่างนี้ เ้าเมืองน้อยรู้แล้วใช่ไหมขอรับว่านางเป็ใคร? ”
เฟยิ : “ รู้สิ ”
เฟยฉี: “ หา! ”
เฟยิ : “ รู้นานแล้วด้วย ”
เฟยฉี: “ เหตุใดถึงมีแต่ข้าล่ะที่ไม่รู้น่ะ ”
เพราะเฉินเสวี่ยหยางไม่ตอบคำถามทั้งยังอมยิ้มอยู่ลำพัง เฟยิจึงช่วยคลายความสงสัยให้กับเฟยฉี
เฟยิ : “ แปลว่าขอทานพวกนั้น รู้ตัวตนของนางหรือขอรับ?”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ รู้หรือไม่ไม่สำคัญ สำคัญคือหากเื่นั้นถูกเปิดเผยมีแต่จะเป็อันตรายทั้งต่อตนเองและคนรอบข้างรวมถึงทุกคนที่รู้ ดังนั้นถึงพวกเขาจะรู้ก็ไม่พูดออกไปอยู่แล้ว ”
เฟยิ : “ แล้วเื่องค์หญิงล่ะขอรับ ดูเหมือนว่าเื่ชักจะซับซ้อนมากขึ้นทุกทีสิ่งที่แม่นางลั่วเล่ามา สรุปว่าใครอยู่เื้ักันแน่? ”
เฟยฉี : “ นั่นสิขอรับ! ที่น่าสงสัยที่สุดดูจะเป็องค์หญิงสาม”
เฟยิ : “ ชายารอง ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ยังมีอีกคนนึง จ้าวส่วนเหวิน แม่นมจ้าวคนสนิทของอดีตเ้าเมือง สิบปีที่แล้วนางเคยมีตัวตนอยู่ที่นี่ แต่หลังจากที่อดีตเ้าเมืองจากไปนางก็หายไปเช่นกัน ”
เฟยิ : “ เื่นี้ข้าแอบสืบจากบรรดาคนรับใช้เก่าแก่ที่นี่เลยได้เื่มาว่า คนคนนี้ขอกลับไปเยี่ยมญาติที่บ้านเกิด แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่พบตัวเลยขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ การที่คนคนนึงจะหายตัวไปในเวลาแบบนั้นถ้าไม่ใช่ดันไปรู้เื่ที่ไม่ควรรู้ ก็ต้องเข้าไปพัวพันกับอะไรสักอย่าง สั่งคนของเราตามสืบให้ละเอียด ”
เฟยิ : " ขอรับ "
เฉินเสวี่ยหยาง : " อีกอย่าง ใกล้เวลาที่ท่านแม่ทัพจะมาเยี่ยมเยียนเราแล้ว เตรียมต้อนรับให้ดี "
เฟยิ/เฟยฉี : “ ขอรับ ”
จวนแม่ทัพเหลียง
เหลียงจิ่งเสียนกลับจากจวนเ้าเมืองโดยมีเซี่ยเซิ่งิ่เดินตามหลังเขาตรงไปยังห้องตำราซึ่งมีโต๊ะไม้ตั้งอยู่ด้านใน มันเป็ที่ที่เขานั่งทำงานอยู่เป็ประจำเขานั่งลงบนเก้าอี้โดยไม่ทันได้สังเกตอะไรและพูดคุยกับคนสนิท
เหลียงจิ่งเสียน : “ เซิ่งิ่ ”
เซี่ยเซิ่งิ่ : “ ขอรับ ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ ส่งคนของเราตามดูเ้าเมืองน้อยเฉินอยู่ห่าง ๆแล้วห้ามทำอะไรโดยที่ข้าไม่ได้สั่ง ”
เซี่ยเซิ่งิ่ : “ ขอรับ ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ หากเขาคิดรวมอำนาจขึ้นมาจริง ๆ ละก็ แม้ฝูตงกับหลิงซีไม่กล้าทำอะไรแต่ข้าไม่ปล่อยเขาไว้แน่ ”
เซี่ยเซิ่งิ่ : “ ดูท่าจะรับมือยากกว่าที่คิดนะขอรับเดาไม่ออกเลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ คนคนนี้ดั่งเสือหมอบัซ่อนพึงระวังไว้ก่อนเป็ดี เหยาเอ๋อล่ะ นางกลับมารึยัง? ”
เซี่ยเซิ่งิ่ : “ เหมือนจะยังขอรับ เห็นว่าไปที่เรือนชมวสันต์พร้อมกับคุณหนูคุณชายสกุลหม่า”
เหลียงจิ่งเสียน : “ ช่างเถอะ เ้าไปได้แล้ว ”
เซี่ยเซิ่งิ่ : “ ขอรับ ”
เหลียงจิ่งเสียนดูครุ่นคิดด้วยสีหน้าตึงเครียดเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนภาพเ่าั้ติดตาของเขาจนทำเอานอนไม่หลับ เพราะแม่ทัพผู้ห้าวหาญรู้สึกกลัวจนนอนไม่หลับอย่างนั้นหรือผู้กล้าที่ถือดาบติดมือจนแทบจะเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย ทั้งยังผ่านการรบราฆ่าฟันมานับครั้งไม่ถ้วนจะหวาดหวั่นเพียงเพราะคนชุดดำไม่กี่สิบคน นั่นไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด สิ่งที่เขาหวาดกลัวไม่ใช่สิ่งเ่าั้แต่เป็เพราะคนที่เขาห่วงใยเกือบต้องมีอันตรายเพราะเหตุการณ์ดังกล่าว เขาหลับตาลงพลางยกมือกุมขมับของตนเองเพื่อสงบสติอารมณ์แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พลันเหลือบไปเห็นกล่องไม้ใบเล็ก ๆ ใบหนึ่งถูกวางให้เห็นเด่นอยู่เบื้องหน้าครั้นนึกสงสัยว่าใครกันที่นำมาวางไว้แต่ก็คร้านจะเรียกบ่าวในจวนมาไต่ถามเขาตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาและเปิดออกดู และแล้ว..
..กึก เพล้ะ!..
เขาผงะจนเผลอทำกล่องไม้หล่นลงบนโต๊ะ ดวงตาของเขาเบิกกว้างใบหน้าซีดเผือด อีกทั้งเหงื่อกาฬไหลผ่านขมับลงมาถึงข้างแก้ม มือไม้ของเขาสั่นพอ ๆกับเสียงหัวใจที่เต้นราวกับกลองศึก เสียงลมหายใจหอบถี่แสดงถึงความใอย่างสุดขีด สองตาของเขามองค้างไปยังชิ้นส่วนนิ้วมืุ์ที่กลิ้งออกมาจากกล่องใบนั้นใช่ว่าแม่ทัพจะไม่เคยเห็นภาพอันน่าสยดสยอง ใช่ว่าชีวิตเขาไม่เคยผ่านความเป็ความตายและการหลั่งเืแต่สิ่งที่ทำให้เขาใจนแทบขาดสติก็คือแหวนหยกที่สวมติดอยู่กับนิ้วมือเปื้อนเืนั่นแน่นอนว่าเหลียงจิ่งเสียนจดจำแหวนวงนั้นได้เป็อย่างดี และนี่ก็เป็คำเตือนจากคนคนหนึ่งที่ส่งถึงเขาเพื่อย้ำเตือนว่าเขาควรทำอะไรและควรยืนอยู่ฝ่ายไหนทว่าใครเลยจะรู้ว่าขีดจำกัดของแต่ละคนนั้นคือสิ่งใด เมื่อคนหนึ่งคนถูกบีบบังคับให้อยู่ภายใต้อำนาจอย่างเลี่ยงไม่ได้เมื่อคนหนึ่งคนอดทนกับสิ่งเ่าั้มานานหลายปี และเมื่อคนหนึ่งคนที่เริ่มจะเห็นหนทางซึ่งเป็ดั่งความหวังความเสี่ยง รวมไปถึงจุดจบของการทรยศต่อเจตนารมณ์ของตัวเอง ในขณะที่คนคนนั้นเดินมาถึงจุดที่ไร้ทางถอยเมื่อรวบรวมสติได้ สีหน้าของเขาก็เริ่มเปลี่ยน เหลียงจิ่งเสียนกำหมัดแน่นจนมือสั่นแววตานิ่งแต่แฝงไว้ด้วยความดุดันนี่อาจเป็จุดเปลี่ยนหรืออาจเป็การทนรับกับความละอายใจต่อไป ใครเลยจะรู้
ติดตามตอนต่อไป