อลินตา... หมอผีข้ามภพ

    บทที่ 123

    ผีโหงพรายที่แปลงกายเป็นอลินตาไม่สามารถหลอกล่อให้มานพออกมาจากกุฏิของหลวงตาอ่อนได้มันก็ใช้กรงเล็บข่วนไปตามฝาผนังและเสียงขีดข่วนนั้น ช่างกรีดแก้วหูจนหูเกือบดับมานพแทบอยากจะลุกขึ้นพังฝากุฏิซะนี่กระไร ยังไม่พอ แม่เล่นตบฝาบ้านส่งเสียงเดินตุบตับๆ รอบบริเวณกุฏิอีกตะหาก มารอบนี้จัดหนักจัดเต็มเกินเบอร์จริงแม่คุณเอ๊ยแม้จะมาแรงดุจพลังม้าฮ่อ แต่กระนั้นก็ยังไม่สามารถกรายเข้ากุฏิได้เนื่องจากอลินตาสร้างเขตหลักมนต์ไว้ถึงสองชั้น

                    ทางด้านอลินตาและเจ้าภูแสนกำลังสวดมนต์นั่งสมาธิอยู่ในโบสถ์นั้น ทั้งสองลืมตาขึ้นหันมองสบตากันก่อนจะอุทานพร้อมกัน

                    “มันมาแล้ว!”อลินตายกขันน้ำที่เตรียมพร้อมไว้เดินมาที่ประตูโบสถ์ ซึ่งขันน้ำและเทียนนั้น อลินตาได้ให้มานพจัดแจงเตรียมไว้ให้ก่อนหน้านั้นแล้วอลินตามองเจ้าภูแสน พลางยื่นดาบให้เล่มหนึ่ง

                    “มีอะไรโผล่มาก็เชือดได้เลยไม่ต้องกลัวว่าดาบฉันจะเปรอะเปื้อน..” เจ้าภูแสนรับดาบมาถืออลินตาแอบสังเกตว่าเขาดูจะคุ้นชินกับอาวุธพวกนี้เป็นอย่างดี ส่วนดาบอีกเล่ม อลินตายื่นไปให้หมิงลูกน้องสุดหล่อของเธอ

                    “นายน่ะคอยอยู่ช่วยเจ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลจัดการได้เลย สองแรงแข็งขัน เรียกว่าคนเดียวหัวหาย สองคนตายคู่ฮ่าๆๆๆ..” ยัง ยังอุตส่าห์เล่นมุข เจ้าภูแสนค่อนข้างขัดใจ อดที่จะบ่นไม่ได้

                    “เสียงหัวเราะยังกับเครื่องตัดหญ้า เป็นผู้หญิงหัวเราะให้มันเบาๆ หน่อยสิ...” อลินตาหุบปากแทบจะไม่ทัน หนอย.. เวลาแบบนี้ยังมาตำหนิติเตียนกันได้แต่ก็ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าภูแสนต่อเพราะตอนนี้อลินตาสัมผัสได้ว่าพวกมันใกล้เข้ามาทุกที อลินตามองขันน้ำมนต์ก่อนจะหันมาบอกทุกคนด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

                    “ฉันจะทำพิธีล้างอาถรรพ์เวทย์มนต์ทั้งหมดของไอ้หมอผีที่พ่อเลี้ยงนั่นมันส่งมาอาจจะต้องใช้พลังจิตมากสักหน่อย เป๋าตุง นายห้ามออกไปจากโบสถ์เด็ดขาดเพราะนายตกชะตาขาดมันจะเกิดอันตรายกับนายได้ ส่วนเจ้ากับหมิงเต๋อ ระหว่างที่ฉันทำพิธีถ้ามีอะไรเกิดขึ้นฉันฝากกายหยาบของฉันด้วยนะ ดาบสองเล่มนั้นฉันลงอาคมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว” อลินตาพูดยังไม่ทันขาดคำทั้งหมดก็ได้ยินเสียง ปึงปึง จากทางด้านนอกพร้อมด้วยเสียงลมกระหึ่มมากเหมือนกับว่าจะเกิดพายุก็ไม่ปานเจ้าภูแสนได้ยินดังนั้นก็จับดาบแน่น ดวงตาดุดัน พร้อมบวกเต็มที่ส่วนหมิงก็จับดาบแน่นแต่กระนั้นอีกมือก็มิใยจะอาราธนาปวงพระเครื่องในคอให้มาปกป้องคุ้มครองตนด้วย ทางด้านเป๋านั่งจับแหวนและด้ายสายสิญจน์ที่อลินตาให้ไว้เมื่อสักครู่ดูๆ ไปก็เหมือนกับความสามัคคีที่บังเกิดขึ้นอย่างมิได้ตั้งใจ

                    เมื่อสั่งความเสร็จเรียบร้อยอลินตาก็นั่งขัดสมาธิบัลลังก์นิ่งต่อหน้าขันน้ำมนต์และเทียนที่จะใช้ประกอบพิธีด้วยความมีสติเจ้าภูแสนหันมาสบตาแว้บหนึ่งกับอลินตาเขาพยักหน้าให้เธอช้าๆแววตาของเจ้าภูแสนบ่งบอกกับอลินตาว่า ไม่ต้องห่วงกังวล ทางนี้ฉันจัดการเอง จากนั้นอลินตาก็ปิดเปลือกตาลงด้วยความวางใจพร้อมตั้งสมาธิมั่นเพื่อยกระดับจิตเข้าสู่ฌานอันทรงฤทธิ์...

                    ขณะที่ยุคปัจจุบันเริ่มเดือดขึ้นทุกขณะทางด้านเมืองเชียงภูแสนแห่งยุคอดีต ก็เข้าสู่ช่วงดึกสงัดคนในคุ้มบางส่วนพากันหลับใหลไปแล้ว เหลือเพียงทหารเวรยาม และ... ใครบางคนบนต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็นต้นไม้ที่สูงชะลูดจนเห็นทัศนียภาพของตำหนักแต่ละตำหนักภายในคุ้มได้อย่างชัดเจนโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ ยืนเพ่งมองฝ่าความมืดไปยังตำหนักต่างๆ ด้วยแววตาเรียบนิ่งแต่เปล่งประกายสีน้ำเงินวาววับด้วยพลังนี้ทำให้โหรหลวงสามารถมองฝ่าความมืดเห็นความชัดเจนยามค่ำคืนได้อย่างทะลุทะลวงขณะที่หนานเมืองอินทร์กำลังเพ่งมองแต่ละตำหนักอยู่ในความมืดนั้นเสียงหนึ่งก็เอ่ยขึ้นจากทางด้านหลัง

                    “มีความเคลื่อนไหวบ้างรึยัง?”

                    “ยังไม่มีเจ้า..”หนานเมืองอินทร์ตอบอย่างนอบน้อม แต่สายตายังคงเล็งแลไปยังกลุ่มตำหนักตางๆเหมือนเดิม ซึ่งถ้ามองไปทางด้านหลังของโหรหลวงผู้ปราดเปรื่องก็จะพบว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้นมีเพียงความว่างเปล่า!เสียงลึกลับนั้นนิ่งไปสักพัก แล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง              

                    “เรื่องผู้อื่นอาคมและอาถรรพ์อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเราก็ปล่อยไป ถึงเวลาจะโดนจัดการเองเอาเรื่องของคนที่พวกเราเฝ้าจับตาก่อนครั้งนี้อย่างไรเสียเราจะต้องกำจัดพวกมันให้ได้ข้าอยากจะให้มันเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของพวกข้าเสียที... คงไม่นานหรอกหนานเมืองอินทร์ เจ้าจงเตรียมตัวไว้เถอะ” หนานเมืองอินทร์ไม่พูดอะไรแต่แววตานั้นดูขึงขังจริงจังอย่างยิ่ง...

                    ข้ามห้วงเวลากลับมายังภพปัจจุบันอลินตานั่งนิ่งหลังตรงรวบรวมสมาธิอยู่ตรงหน้าพระประธานองค์ จากนั้นไม่นานก็บริกรรมคาถาที่ตนได้ร่ำเรียนมามันเป็นคาถาอาคมถอนของ หรือถอนมนต์ดำทุกอย่างออกจากฝ่ายตรงข้ามซึ่งพิธีกรรมนี้ต้องใช้สมาธิขั้นสูงบทถาคาการสวดถอนนั้น เป็นคาถาที่ยาวและต้องใช้บทแก้พิษอาถรรพ์ทั้งหมดสวดกำกับลงไปอีกชั้นนั่นจึงทำให้อลินตาต้องตั้งเขตหลักมนต์และแปะยันต์สีน้ำเงินเอาไว้ถึงสองชั้น

                    ในช่วงที่อลินตาทำพิธีเธอจะไม่สามารถปกป้องกายหยาบของตัวเองได้ แม้แต่ตาข่ายสีน้ำเงินก็ยังอ่อนกำลังลงเพราะอลินตาจะต้องรวมสรรพพลังไว้ที่ขันน้ำมนต์ทั้งหมดเพราะการถอดอาคมจากฝ่ายตรงข้ามที่เขาได้ร่ำเรียนและฝึกฝนจนช่ำชองก็ต้องมีอาคมและพลังวิญญาณของตนเองเป็นประกันด้วยมิเช่นนั้นก็จะถือว่าเปล่าประโยชน์ อลินตายังคงทำพิธีของตัวเองต่อไปอย่างมีสติและสมาธิตั้งมั่น

                   เจ้าภูแสนมองอลินตานิ่ง จากนั้นก็นั่งลงกราบประธานด้วยความเคารพในพระรัตนตรัยก่อนจะลุกขึ้นเดินวนรอบภายในโบสถ์พร้อมกวาดสายตามองทั่วบริเวณด้วยความระแวดระวังภัย หมิงเองก็นั่งไม่ติด เขาหันไปสบตาเป๋าเพื่อนรักหมิงได้แต่พยักหน้าให้เป๋าทำใจดีๆ อย่างตื่นตระหนกจนเกินไปสองเพื่อนรักต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกันโดยไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมา และ..ในที่สุดสิ่งที่ทุกคนรอคอยมันก็มา...!

                    “ปัง..! ปังๆๆๆๆๆ” เสียงทุบประตูโบสถ์ดังกระหน่ำรัวขึ้นด้วยเสียงอันดังเป๋าสะดุ้งเฮือก หมิงเหงื่อตกแต่กำดาบแน่น เจ้าภูแสนกระชับดาบไว้ในมือ รีบเดินออกมาจากด้านข้างพระประธานอย่างรวดเร็วขณะที่เดินเจ้าภูแสนก็ชำเลืองมองดูอลินตาเล็กน้อยก่อนจะหันไปจ้องมองที่ประตูโบสถ์ด้วยสายตาแข็งกร้าวเมื่อเจ้าภูแสนเดินมาถึงประตูโบสถ์ เขาก็หันมาทางเป๋าและหมิงพลางทำมือจุ๊ที่ปากเป็นสัญญาณว่าให้อยู่นิ่งๆ อย่าเอะอะโวยวาย เจ้าภูแสนจ้องไปที่ประตูเขม็งไม่พูดอะไรกระทั่ง..

                    “อลิน.. อลินตา..”เสียงมานพดังขึ้นท่ามกลางเสียงทุบประตู

                     “คุณมานพ..”เป๋ากับหมิงพูดเบาๆ พร้อมกัน แต่เจ้าภูแสนหันกลับมาบอกทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่ต่างไป

                    “มันไม่ใช่มานพพวกนายอยู่เงียบๆ ห้ามส่งเสียง” แม้เสียงที่พูดจะดูเบา แต่ดุดันยิ่งนักเจ้าภูแสนเดินประชิดประตูโบสถ์อย่างมิกลัวเกรงสิ่งใด ระหว่างที่เดินก็ปรายตามองอลินตาเป็นระยะเมื่อเห็นเจ้าหล่อนยังคงนั่งสมาธิดีอยู่ก็หันกลับไปมองที่บานประตูเมื่อเดินไปถึงประตูโบสถ์ได้ในระดับหนึ่ง เจ้าภูแสนก็วาดดาบลงปลายดาบเกือบจรดพื้น และยืนนิ่งอยู่หน้าประตูฉับพลันสายตาของเจ้าภูแสนก็เขียววาบขึ้นมา เจ้าภูแสนยืนนิ่งเป็นรูปปั้น จนเป๋าอดไม่ได้เอ่ยถามหมิง

                    “เฮ้ย.. ไอ้หมิงเจ้าโดนผีเข้าหรือเปล่าวะ?” หมิงเต๋อได้ยินเป๋าถามแบบนั้นก็แทบอยากจะเอาดาบหั่นปากเป๋าแบบหั่นถั่วฝักยาวซะจริง

                    “ปากแกนี่นะไอ้เป๋าอยู่เฉยๆ เถอะ ถ้าเจ้าโดนผีเข้าจริง ฉันจะยุให้มาหลอกแกคนแรก ปากเสียจริงๆ ไอ้นี่”เป๋ารีบรูดซิปปากโดยฉับพลัน แล้วสองเพื่อนรักก็ต้องสะดุ้งอีกคราเมื่อเสียงทุบประตูโบสถ์ดังขึ้นอีกครั้งและครั้งนี้ดังอย่างเกรี้ยวกราดเสียด้วย...!

    คล้ายกับเรื่องอลินตา... หมอผีข้ามภพ ที่คุณอ่าน