รุ่งเช้าวันถัดมา หมอกบางยังลอยคลอเหนือทุ่งหญ้านอกค่ายทหาร เสียงม้าศึกและทหารที่กำลังเตรียมเคลื่อนทัพดังระงมไปทั่ว
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ชายหนุ่มร่างสูงในชุดเกราะแม่ทัพควบม้ามาด้วยความเร่งรีบ
โจเหวินหย่วนตามกองทัพมาทันในที่สุด ทันทีที่สายตาของเขาเห็นร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าแถวทหาร
ดวงตาคมก็พลันลุกวาว
“กู้จิ้งเฉิง!”
ยังไม่ทันให้ผู้ใดตั้งตัว หมัดหนักของแม่ทัพหนุ่มก็พุ่งเข้าใส่ใบหน้าของอีกฝ่ายเต็มแรง
ผัวะ!
กู้จิ้งเฉิงเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เืซึมออกจากมุมปาก แต่เขากลับมิได้ยกมือขึ้นป้องกัน
โจเหวินหย่วนพุ่งเข้าคว้าคอเสื้อของเขาอย่างเดือดดาล
“ไอ้จิ้งเฉิง!” เสียงคำรามต่ำดังขึ้น
“เ้ามันสารเลว! เ้ากล้าทิ้งน้องสาวข้าให้อับอายต่อหน้าผู้คนทั้งเมือง!”
หมัดอีกหลายหมัดกระแทกลงอย่างไม่ยั้ง เสียงกระทบเนื้อดังอื้ออึง เืไหลกลบมุมปากของกู้จิ้งเฉิง
ทว่าชายหนุ่มกลับยืนนิ่ง มิได้ตอบโต้แม้แต่น้อย เพราะแท้จริงแล้ว… สองคนนี้สนิทกันราวพี่น้องแท้ ๆ
กู้จิ้งเฉิงนั้นนับถือโจเหวินหย่วนดุจพี่ชาย เมื่อหมัดสุดท้ายหยุดลง
โจเหวินหย่วนหอบหายใจแรง มือยังคงกำเสื้ออีกฝ่ายแน่น กู้จิ้งเฉิงจึงกล่าวเสียงต่ำ
“หากพี่อยากชกข้าอีกก็เชิญเถิด” เขายิ้มฝืนเล็กน้อย
“จนกว่าพี่หย่วนจะพอใจ”
ดวงตาของเขาฉายแววสำนึกผิด
“เื่ครั้งนี้…ข้าผิดเอง”
โจเหวินหย่วนยังคงจ้องเขาอย่างแข็งกร้าว
กู้จิ้งเฉิงจึงกล่าวต่อ “แต่ข้าอยากออกศึก” เสียงของเขานิ่งขึ้นเล็กน้อย
“และที่สำคัญ…ข้ามิได้รักหลิงเยว่” คำพูดนั้นเบา แต่หนักแน่น
“หากนางแต่งกับข้า นางอาจต้องเสียใจในภายหลัง”
โจเหวินหย่วนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยมือออก
แม่ทัพหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนก้อนหินข้างทาง หอบหายใจแรง
“เ้าพูดก็ถูก…” เขาถอนหายใจยาว “แต่เ้าก็ไม่ควรทำลายน้องข้าเช่นนั้น”
ลมเช้ายามรุ่งพัดผ่านเงียบงัน ครู่หนึ่ง โจเหวินหย่วนก็โบกมืออย่างไม่อยากกล่าวต่อ
“เอาเถิดๆ ถือเสียว่าข้าชกแทนน้องสาวข้าไปแล้ว”
เขายกสายตาขึ้นมองอีกฝ่าย
“อีกสองปี ถึงครากองทัพจะต้องกลับเมืองหลวง”
มุมปากของเขายกขึ้นน้อย ๆ
“ถึงเวลานั้น เ้าก็เอาไม้เรียวตามไปขอขมาน้องข้าเสียก็แล้วกัน”
กู้จิ้งเฉิงยกมือประสานคำนับ
“ข้าน้อมรับคำสั่งท่านแม่ทัพขอรับ”
ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ราวกับความขุ่นเคืองเมื่อครู่ค่อย ๆ คลายลงไปกับสายลมยามเช้า
กาลเวลาผ่านไปดุจสายน้ำไหล สองปีให้หลัง เมืองหลวงกลับมีเื่เล่าขานใหม่เพิ่มขึ้นมาเงียบ ๆ
ร้านผ้าไหมที่สตรีผู้สูงศักดิ์ต่างแย่งกันสั่งตัดชุด
ภัตตาคารหรูที่ขุนนางต้องจองโต๊ะล่วงหน้าเป็เดือน
แม้แต่ร้านเครื่องสำอางที่ทำให้เหล่าคุณหนูงดงามจนสามีแทบจำไม่ได้
ล้วนมีเ้าของคนเดียวกัน ทว่า…ไม่มีผู้ใดเคยเห็นตัวจริงของเขา ผู้คนรู้จักเพียงนามลึกลับนามหนึ่ง
“คุณชายอวี้เหยา”
และสถานที่ที่โด่งดังที่สุดในบรรดากิจการทั้งหมดก็คือ หอรุ่ยอวี้
โรงน้ำชาหรูหรา ซึ่งแม้จะเปิดรับแขกทั่วไป แต่บนชั้นสามคือสถานที่ลับที่เหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์มานั่งจิบชา สนทนา และซุบซิบข่าวในเมืองหลวงอย่างออกรส
“ได้ยินหรือไม่ คุณชายรองตระกูลหลี่แอบไปเลี้ยงนกนางแอ่นไว้ข้างนอก”
“จริงหรือ! ฮูหยินของเขาดุจะตาย”
เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นเบา ๆ
บุรุษหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งยกถ้วยชาไปวางอย่างนุ่มนวล
“คุณหนูทั้งหลาย โปรดดื่มชาดอกเหมยก่อนเถิด หากเล่าข่าวลือมากไป คอจะแห้งเอาได้”
คำพูดสุภาพแต่แฝงอารมณ์ขัน ทำให้เหล่าคุณหนูหัวเราะชอบใจ
ชายหนุ่มในหอรุ่ยอวี้ล้วนหน้าตาดี รู้จักพูดจา และชงชาเป็เลิศ
จนบางคนแอบกระซิบกันว่า
“มาที่นี่สนุกกว่างานเลี้ยงในวังเสียอีก”
แน่นอน…แินี้มาจากเ้าของตัวจริง ซึ่งกำลังนั่งอยู่หลังม่านชั้นบน โจหลิงเยว่ยกถ้วยชาขึ้นจิบ พลางมองภาพด้านล่างด้วยรอยยิ้มบาง
“บาร์โฮสของข้า… ช่างครึกครื้นยิ่งนัก”
นางพึมพำกับตัวเองอย่างพอใจ นอกจากกิจการเหล่านี้แล้ว
ทุกปี “คุณชายอวี้เหยา” ยังบริจาคเงินหลายล้านตำลึงให้ราชสำนัก เพื่อนำไปซื้อเสบียง อาหาร และเสื้อผ้าส่งไปยังกองทัพชายแดน
จนฮ่องเต้ถึงกับพระราชทานป้ายเกียรติยศ
“ผู้มีคุณูปการต่อแผ่นดิน”
ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า บุรุษผู้ใจบุญและลึกลับผู้นั้นแท้จริงแล้วคือ โจหลิงเยว่
คุณหนูผู้เคยถูกทิ้งในวันแต่งงาน และบัดนี้…กำลังร่ำรวยยิ่งกว่าครึ่งหนึ่งของขุนนางทั้งเมืองหลวงรวมกันเสียอีก
ยามค่ำคืนเงียบสงบเมื่อโจหลิงเยว่กลับถึงจวน ความเหน็ดเหนื่อยจากทั้งวันทำให้นางเดินตรงไปยังเรือนส่วนตัวที่ตั้งแยกอยู่ด้านหลังจวนตระกูลโจ เรือนนี้บิดาของนางสร้างขึ้นด้วยความรัก เพื่อให้นางได้พักผ่อนอย่างเป็ส่วนตัว
เสี้ยวเซียวเดินตามอยู่ข้างกาย เมื่อถึงหน้าประตูห้อง โจหลิงเยว่หยุดก้าว ก่อนจะหันไปกล่าวเบา ๆ
“เ้ากลับไปพักเถิด วันนี้เ้าก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” เสี้ยวเซียวโค้งกายทันที
“เ้าค่ะ คุณหนู”
เมื่อสาวใช้จากไป โจหลิงเยว่ผลักประตูเข้าไปในห้อง ประตูเพิ่งปิดลง จู่ ๆ รอบเอวของนางก็ถูกแขนแข็งแรงคู่หนึ่งสวมกอดจากด้านหลัง
กลิ่นอายของบุรุษหนุ่มอบอวลอยู่ใกล้เพียงลมหายใจ โจหลิงเยว่แทบไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็ผู้ใด
“เจียงิเซิ่น…” นางเอ่ยเสียงแ่
ชายหนุ่มผู้นั้นคือญาติผู้น้องฝ่ายมารดาที่มาอาศัยอยู่ในจวนตระกูลโจเมื่อปีก่อน
และนับวันเขายิ่งหลงใหลนางราวกับลูกสุนัขตัวหนึ่งที่เฝ้าตามเ้าของไม่ห่าง
โจหลิงเยว่พลิกตัวกลับ ช้อนแขนโอบรอบคอของเขาอย่างแ่เบา ริมฝีปากคลี่ยิ้มอ่อน
“อุ้มข้าไปที่เตียงหน่อยสิ ข้าเหนื่อยเหลือเกิน”
เพียงได้ยินคำขอ เจียงิเซิ่นก็ยิ้มกว้างอย่างดีใจ เขาช้อนร่างของนางขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนพาไปวางลงบนเตียงอย่างแ่เบา
โจหลิงเยว่เอนกายเล็กน้อย แพขนตางามทอดสายตามองเขาอย่างอ่อนหวาน สายตานั้นชวนให้หัวใจชายหนุ่มเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่
เจียงิเซิ่นนั่งลงปลายเตียงก่อนกล่าวเบา ๆ
“พี่สาว…ให้ข้าล้างเท้าให้ท่านก่อนเถิด”
เขารีบไปหยิบอ่างน้ำอุ่นเล็ก ๆ มาวาง จากนั้นค่อย ๆ ถอดรองเท้าของนางออกอย่างอ่อนโยน มือของเขาประคองเท้าขาวนวลลงในน้ำอุ่น
ล้างอย่างเบามือราวกับกำลังดูแลของล้ำค่า นิ้วมือของเขาเคลื่อนไปช้า ๆ ก่อนจะหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดอย่างแ่เบา
เมื่อเสร็จสิ้น เขาก็กลับมานั่งข้างเตียง ดวงตาของเจียงิเซิ่นเต็มไปด้วยความเว้าวอนและภักดี
โจหลิงเยว่หัวเราะเบา ๆ นางเอื้อมมือคว้าสาบเสื้อของเขา ดึงให้โน้มตัวเข้ามาใกล้ ลมหายใจอุ่นของนางกระซิบแ่ข้างใบหู
“ทำดี…ก็ต้องได้รางวัล”
ริมฝีปากนุ่มขบเบา ๆ ที่ติ่งหูของเขา ก่อนจะเลื่อนจูบแ่ไปตามสันกรามอย่างเชื่องช้า เจียงิเซิ่นตัวเกร็ง มือกำแน่นอยู่ข้างกาย
เมื่อริมฝีปากของนางแตะลงบนริมฝีปากของเขา ชายหนุ่มก็ไม่อาจอดกลั้นอีกต่อไป เขาตอบจูบกลับอย่างเร่าร้อน ลมหายใจอุ่นผสานกันเนิ่นนาน
จนในที่สุดโจหลิงเยว่ก็เป็ฝ่ายผละออกก่อน ริมฝีปากของนางยังคงแตะแต้มรอยยิ้ม
“รางวัลสำหรับวันนี้…คงพอแล้วกระมัง”
เจียงิเซิ่นทำท่าจะพูด “พี่สาว แต่ข้า—”
ดวงตาของโจหลิงเยว่พลันเปลี่ยนเป็ดุเล็กน้อย นางเอื้อมมือไปจับคอเสื้อของเขาเบา ๆ
“ได้คืบจะเอาศอกหรืออย่างไร” น้ำเสียงเย็นลงเล็กน้อย
“อย่าลืมฐานะของตน”
แทนที่ชายหนุ่มจะถอยกลับ ดวงตาของเขากลับคลอไปด้วยน้ำตาเล็กน้อย
“คืนนี้อากาศหนาวนัก…” เสียงของเขาอ่อนลง “ให้ข้านอนอยู่ข้างพี่สาว คอยให้ไออุ่นได้หรือไม่”
โจหลิงเยว่มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ในใจนางอดคิดไม่ได้ ...หมาน้อยออดอ้อนเช่นนี้ ใครจะทนไหวกันเล่า...
แต่บนใบหน้าของนางยังคงวางท่าขึงขัง
“เห็นว่าเ้าหวังดี…” นางกล่าวช้า ๆ “ก็เอาเถิด ตามใจเ้า”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น เจียงิเซิ่นก็ยิ้มออกมาทันที เขารีบเอนตัวลงบนเตียงรออย่างว่าง่าย
เมื่อโจหลิงเยว่เอนกายนอนลง แขนแข็งแรงของเขาก็โอบกอดนางไว้ทันที ราวกับกลัวว่านางจะหายไปจากอ้อมแขน
ยามฟ้ายังไม่ทันสาง แาอ่อนของรุ่งอรุณเพิ่งคลี่ตัวเหนือหลังคาจวน เจียงิเซิ่นก็ลุกจากเตียงอย่างเงียบเชียบ
เขามองสตรีที่ยังหลับสนิทอยู่ข้างกายครู่หนึ่ง แววตาอ่อนโยนราวสุนัขตัวน้อยที่เฝ้าดูเ้าของอย่างภักดี ก่อนค่อย ๆ คลายอ้อมแขนออกอย่างระมัดระวัง
“พี่สาว…พักผ่อนเถิด” เขาพึมพำเบา ๆ
ไม่นานก็แต่งกายเรียบร้อย รีบออกจากเรือนและออกจากจวนั้แ่ยามเช้า เพื่อไปดูแลร้านผ้าไหมตามหน้าที่ที่โจหลิงเยว่มอบหมายให้
มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่า ผู้สร้างอาณาจักรการค้าทั้งหมดคือสตรีผู้หนึ่ง… คุณชายลึกลับนามว่า อวี้เหยา
ภายในเรือน โจหลิงเยว่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แท้จริงนางตื่นมาสักพักแล้ว
“หมาน้อยของข้า…ขยันเสียจริง” นางพึมพำพร้อมรอยยิ้มจาง
ทว่าไม่นานความคิดก็วกกลับไปยังเื่อื่น เจียงิเซิ่นมิได้มาเพียงลำพัง
ยังมี เจียงอี้ว่าน ผู้มีศักดิ์เป็น้าสาวของนาง และ เจียงอี้หรง บุตรสาวของนาง ซึ่งนับว่าเป็ลูกพี่ลูกน้อง
สองแม่ลูกเข้ามาพำนักในจวนด้วยท่าทีอ่อนแอ บีบน้ำตาขอความเมตตาจากบิดาของนาง อัครเสนาบดีโจ
โจหลิงเยว่หรี่ตาลงเล็กน้อย ในนิยายกล่าวไว้ชัด เจียงอี้ว่านหาใช่คนดีไม่ ครั้งหนึ่งเคยคิดล่อลวงบิดาของนาง จนมารดาต้องลงมือสั่งสอน
คิดไม่ถึงว่าหลายปีผ่านไป ยังกล้ากลับมาอีก
“ส่วนเจียงอี้หรง…” นางพึมพำ “คงหวังปีนเตียงพี่ชายข้าเป็แน่” มือเรียวเล่นปอยผมเบา ๆ
“วางแผนกันมาดีแล้วสินะ” ริมฝีปากแดงค่อย ๆ ยกยิ้มบาง “แต่พวกเ้าคิดผิดแล้ว”
ดวงตาของโจหลิงเยว่ฉายประกายเฉียบคม
“ที่คิดมาลองดีกับคนอย่างข้า…”
.....