บทที่ 9 สิ่งประดิษฐ์ของอวิ๋นเหลียน (2)
่หัวค่ำวันต่อมา อวิ๋นเหลียนก็มาถึงร้านค้าของตัวเองวันนี้ทุกคนเตรียมตัวพร้อมอยู่แล้ว จึงไม่มีใครสวมใส่ชุดนอนออกมายั่วยวนนางอีกทุกคนแต่งตัวเรียบร้อย นั่งเรียงกันอย่างเป็ระเบียบอวิ๋นเหลียนเห็นแล้วรู้สึกว่าน่าขำ จึงหัวเราะเสียงสดใสแล้วเอ่ยแซวพวกเขาว่า“ที่นี่ไม่ใช่ค่ายทหารนะ พวกเ้าจะนั่งเข้าแถวกันทำไม”
ฟางเจ๋อซูบ่นว่า“ทุกคนกลัวท่านจะหาว่าพยายามยั่วยวนน่ะสิ”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็เช่นนี้เอง”อวิ๋นเหลียนนั่งลงบนเก้าอี้ รอจนกระทั่งจางจ่งรินน้ำชาหอมกรุ่นให้นางแล้วมู่ซีเหิงที่รออยู่นานแล้วก็พุ่งเข้ามาด้วยท่าเดินที่คล่องแคล่วขึ้นมา เขาวางโคมลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวังโคมของเขาเป็แบบที่เรียบง่ายที่สุด แต่เนื้อไม้เกลี้ยงเกลาเชื่อมด้วยกันอย่างลงตัวแทบไม่เห็นรอย บ่งบอกว่าเป็ผลงานชั้นยอด
เขายังส่งแผ่นไม้สี่เหลี่ยมจัตุรัสซึ่งเป็ส่วนฐานโคมให้นางด้วยสายตารอคอยระคนสงสัยอวิ๋นเหลียนก็รับมาด้วยรอยยิ้มพลางถามเขาว่า “มีมีดแกะสลักหรือไม่”
มู่ซีเหิงประหลาดใจแต่ก็หยิบมีดแกะสลักมาส่งให้นางอวิ๋นเหลียนจึงวางแผ่นไม้ลงบนโต๊ะแล้วเริ่มลงมือแกะสลัก เริ่มจากเส้นวงกลมลากเชื่อมโยงจากซ้ายไปขวา จากบนลงล่างบางจุดยังบรรจงใช้ปลายมีดแกะเป็อักษรที่ไม่คุ้นตา จากนั้นนางก็คว้านตรงกลางแผ่นไม้เป็ช่องเล็กๆเสร็จแล้วก็ยื่นให้มู่ซีเหิงแล้วกล่าวว่า “เอาไปใส่ตรงฐานดู”
มู่ซีเหิงทำตาม เขาติดแผ่นไม้เข้าไปด้านล่างโคมก่อนจะหันมามองนางด้วยสายตาตั้งคำถาม อวิ๋นเหลียนจึงหยิบหินวิเศษก้อนหนึ่งออกมาก่อนหน้านี้ตอนอยู่บ้างนางใช้พลังตัดมันจนเป็ชิ้นเล็กๆเท่าลูกแก้วแล้วทั้งยังสลักลวดลายบางอย่างไว้แล้วด้วยแต่คนทั่วไปไม่อาจมองเห็นลวดลายเ่าั้ได้เด็กสาวหย่อนก้อนหินลงไปในช่องที่นางคว้านเอาไว้พริบตานั้นหินวิเศษก็เรืองแสงสว่างออกมาพร้อมกับความอบอุ่น
ทุกคนมองโคมที่สว่างขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องจุดไฟอย่างตกตะลึง
อวิ๋นเหลียนกล่าวว่า“นี่ก็คือหนึ่งในสินค้าที่ร้านของเราจะขายเป็โคมวิเศษที่ให้ทั้งแสงสว่างและความอบอุ่น วิธีใช้ก็คือใส่หินพลังงานลงไปซึ่งเ้าหินพลังงานนี้จะมีอายุการใช้งานแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้นหลังจากที่หมดพลังงานแล้วก็จะต้องมาซื้อก้อนใหม่”
“นายหญิง ท่านทำอย่างไรถึงเป็เช่นนี้ได้”มู่ซีเหิงถามทันที
“สิ่งที่ข้าวาดลงไปตรงฐานคือค่ายกลนี่ก็คือสิ่งที่ข้าบอกว่าจะสอนเ้าหากเ้าเริ่มเป็วรยุทธ์แล้วตอนนี้โคมทุกชิ้นข้าจะเป็คนสลักค่ายกลตรงฐานเอง แต่ในอนาคตข้าจะให้เ้าเป็คนทำแน่นอนว่าในส่วนของโคมก็จะกลายเป็ผลงานของเ้าเช่นกันอีกหน่อยเ้าจะออกแบบโคมอย่างไรก็ได้ จะสลักลายหรือทำทรงแปลกตาล้วนแล้วแต่เ้าจะแสดงฝีมือ เป็อย่างไร น่าสนใจมากใช่หรือไม่”อวิ๋นเหลียนถามด้วยรอยยิ้ม
มู่ซีเหิงพยักหน้าแรงๆหลายทีตื่นเต้นเป็อย่างยิ่ง “ที่แท้นายหญิงก็เป็ผู้ฝึกตนด้วย!”
อวิ๋นเหลียนถอนหายใจ “ถือว่าเป็กระมังเ้าเอาฐานไม้ที่เตรียมไว้แล้วมาให้ข้า เดี๋ยวข้าจะทำให้เสร็จคืนนี้เลยวันพรุ่งนี้เ้าตามจางจ่งเอาโคมสองใบไปให้เฉิงหู่ บอกเขาว่าเป็ของขวัญจากข้า”
“หากนายหญิงจะส่งให้ตัวแทนของหอการค้าข้าขอทำโคมที่ดีกว่านี้หน่อยขอรับ จะได้สร้างความประทับใจให้พวกเขายิ่งขึ้นข้าจะไปลงมือเดี๋ยวนี้เลย” มู่ซีเหิงเอ่ยจบก็ทำท่าจะออกไปเอาไม้มาทำงานทันทีอวิ๋นเหลียนต้องรีบเรียกเขาเอาไว้ก่อน “เดี๋ยวอย่าเพิ่งไปเอายาขวดสุดท้ายของเ้าไปดื่มด้วย”
มู่ซีเหิงเบิกตากว้าง รับยาไปแล้วดื่มจนหมดทันทีที่ยาออกฤทธิ์เขาก็ทดสอบขาของตัวเองดูพอเห็นว่าหายดีแล้วจริงๆก็ะโโลดเต้นไปทั่วอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ทุกคนหัวเราะพอหายดีใจแล้วเขาถึงวิ่งออกไปหาไม้มาทำโคม โดยมีคนงานวิ่งตามหลังเขาไปอีกสองคน
เมื่อเห็นมู่ซีเหิงเป็ตัวอย่างแล้ว ไป๋เซียงซือก็เริ่มกระสับกระส่ายขึ้นมาขยับตัวมาใกล้อวิ๋นเหลียนพลางหยิบเอาถุงหอมที่ยังไม่ได้ใส่ไส้ด้านในออกมาสี่ถุงพลางอธิบายเสียงเบาว่า“นายหญิง ข้าลองทำมาสี่แบบก่อน สีชมพูปักลายดอกท้อเหมาะสำหรับเด็กผู้หญิงสีขาวปักลายเหมยแดงเหมาะสำหรับหญิงสาว สีน้ำเงินปักลายเมฆมงคลเหมาะสำหรับบุรุษแล้วสุดท้ายเป็สีแดงปักลายอักษรฝูสีทองสำหรับเทศกาลปีใหม่”
อวิ๋นเหลียนตาเป็ประกายเมื่อเห็นถุงหอมทั้งสี่ใบนางเองก็ให้หอการค้าไห่ถังเตรียมดอกไม้อบแห้งมาให้นางเช่นกันซึ่งพวกมันรักษาคุณภาพอยู่ในแหวนมิติ เด็กสาวนำดอกท้อแห้งออกมายัดใส่ในถุงหอมลายดอกท้อจนเต็มดึงเชือกที่รัดมัดจนสุด นางทำเช่นนี้กับถุงหอมทั้งสี่ใบด้วยดอกไม้ต่างชนิดกันก่อนจะหันมาเอ่ยยิ้มๆกับไป๋เซียงซือว่า “คอยดูดีๆนะ”
เอ่ยจบก็ร่ายอาคมบางอย่างก่อนจะโบกมือไปทางถุงหอมทั้งสี่เด็กสาวหยิบถุงหอมสีน้ำเงินที่ปักลายเมฆด้วยด้ายสีฟ้าขาวงดงาม ยื่นให้ไป๋เซียงซือเมื่อชายหนุ่มรับไปก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าถุงหอมส่งไอร้อนออกมาประหนึ่งกับเป็เตาอุ่น
“นี่จะเป็สินค้าเปิดตัว่ฤดูหนาวอีกชนิดของร้านเราเรียกว่าถุงหอมอุ่น” อวิ๋นเหลียนเอ่ยนางพลิกดูลายปักบนถุงผ้าก่อนจะถอนหายใจอย่างชื่นชม “เ้าปักผ้าได้ดีจริงๆฝีเข็มละเอียดเรียงเป็ระเบียบ ด้ายทุกเส้นเรียงตัวสวย สีสันก็เข้ากันดีข้าเห็นแล้วละอายใจจริงๆ งานปักของข้าพอฝืนชมว่าใช้ได้ได้เท่านั้นเอง”
“นายหญิงมีความสามารถมากมายแล้วขอรับ”ไป๋เซียงซือยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ให้ความรู้สึกดั่งดอกเหมยงามที่บานท่ามกลางหิมะ“ต่อไปนี้เื่เย็บปักนายหญิงก็ให้ข้าจัดการเถิด”
“เอาสิ” อวิ๋นเหลียนไม่ปฏิเสธแต่นางกลับถอนหายใจกล่าวว่า “แต่สินค้าพวกนี้ต้องใช้ในปริมาณมากคงจะต้องจ้างคนนอกช่วยกันทำถึงจะมีพอขายได้”
“ถ้านายหญิงไม่รังเกียจข้าสามารถติดต่อร้านของมารดาได้” ไป๋เซียงซือกล่าวขึ้นมา “ไม่ปิดบังนายหญิงตอนนี้ร้านของมารดาตกอยู่ในสภาพย่ำแย่เพราะร้านแพรพรรณของสกุลซูแย่งชิงลูกค้าไปจนหมด ท่านแม่ยังถูกหลอกให้ติดหนี้สินข้ากับน้องๆถึงได้ยอมขายตัวเป็ทาส หากนายหญิงมอบหมายงานนี้ให้ท่านแม่ข้าจะต้องยินดีมากแน่ๆ ด้วยฝีมือของนาง ในหนึ่งวันจะทำถุงหอมสิบยี่สิบใบย่อมไม่เป็ปัญหา”
อวิ๋นเหลียนนิ่งอึ้งไปก่อนจะถามว่า“แล้วน้องๆเ้าตอนนี้...”
“พวกนางหน้าตางดงามจึงล้วนกลายเป็ทาสบำเรอกามขอรับ” น้ำเสียงของไป๋เซียงซือแ่เบาหดหู่“พวกนางเป็สตรีจึงไม่ได้ถูกคัดเลือกมาให้นายหญิง หาก...หากนายหญิงเมตตา...”
อวิ๋นเหลียนหยิบตั๋วเงินสองร้อยตำลึงยัดใส่มือเขา“พรุ่งนี้ไปซื้อตัวน้องสาวของเ้ามาแล้วก็เอาพับผ้าไหมหลิงไปให้ร้านของมารดาเ้าจัดการ ข้าให้เ้าเป็คนดูแลงานนี้ทำงานให้ดีๆล่ะ ค่าจ้างก็ให้มารดาเ้าคิดตามราคาปกติที่รับทำถุงหอมทั้งสี่ใบนี้ข้าคงต้องมอบให้หอการค้าไห่ถังเป็ของขวัญก่อนเพราะรับปากพวกเขาเอาไว้ส่วนถุงหอมใบอื่นๆข้าอยากได้ภายในห้าวันนี้ กี่ใบก็แล้วแต่กำลังของพวกเ้า”
“ถ้าเช่นนั้นข้าสามารถกลับไปค้างที่บ้านของตัวเองได้หรือไม่ขอรับ”ไป๋เซียงซือถามอย่างคาดหวัง
“ได้ ข้าอนุญาตแต่เมื่อครบห้าวันแล้วเ้าต้องกลับมา ไม่เช่นนั้น...” อวิ๋นเหลียนยิ้มหวานให้เขาแต่พลังกดดันบางอย่างกลับแผ่ออกมาจากร่างบอบบางทำเอาไป๋เซียงซือรู้สึกหวั่นผวาขึ้นมา รีบยืนยันว่าตัวเองจะกลับมาแน่อวิ๋นเหลียนจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจแล้วยกแหวนมิติหยกให้เขาไปหนึ่งวงเพื่อบรรจุพับผ้าและสินค้าที่ทำเสร็จแล้ว
“เอาล่ะ ร้านเราจะเปิดตัวทั้งทีคงจะมีสินค้าแค่สองอย่างไม่ได้หรอกจริงไหม” อวิ๋นเหลียนถามคนที่เหลือก่อนจะให้จางจ่งไปยกเอาของที่ได้มาใหม่วันนี้ออกมา “ผิงหนิง เ้าเคยเป็บัณฑิตปกติใช้พู่กันที่ต้องจุ่มหมึกตลอด ถ้าหากมีพู่กันที่เติมหมึกเองตลอดเวลาเ้าจะชอบหรือไม่”
ผิงหนิงผู้เงียบขรึมชะงักไปเมื่อถูกขานชื่อก่อนจะตอบว่า “นายหญิง ผิงหนิงเป็บัณฑิตบ้านนอกทั้งชีวิตรวบรวมเงินหาซื้อพู่กันดีๆได้เพียงด้ามเดียวไม่อาจให้ความคิดเห็นที่เป็ประโยชน์ได้ แต่หากให้คิดๆดูข้าคิดว่าพู่กันที่ไม่จำเป็ต้องจุ่มเพิ่มหมึกน่าจะช่วยบัณฑิตยามเขียนบทความได้ดียิ่งไม่ทำให้อารมณ์หรือจินตนาการขาดห้วงยามร่างบทประพันธ์”
อวิ๋นเหลียนพยักหน้าอย่างพึงพอใจบอกให้เขายกหีบที่บรรจุขนหางสัตว์สำหรับทำพู่กันไปแล้วเอ่ยว่า“พรุ่งนี้เ้าไปที่ร้านพู่กัน สั่งให้พวกเขาทำพู่กันที่ด้ามกลวงขึ้นมา ทำขึ้นมาทั้งแบบคุณภาพสูงกลางต่ำเลยนะนี่เงินกับแหวนมิติวงใหม่ของเ้า”
ผิงหนิงไม่คาดคิดว่าตัวเองก็จะได้รับหน้าที่ให้รับผิดชอบแต่ก็ได้สติอย่างรวดเร็ว รีบรับคำแล้วเก็บของทุกอย่างใส่แหวนมิติวงใหม่ในตอนนั้นเองอวิ๋นเหลียนก็ถามขึ้นมาว่า “เ้ามีครอบครัวที่้าความช่วยเหลือหรือเปล่า”
ชายหนุ่มอึ้งไปอีกครั้งก่อนจะส่ายหน้า“ข้าตัวคนเดียว เพราะสอบหน้าพระที่นั่งไม่ติดมาหลายปีต่อมายังเสียเงินไปกับสุรานารีเพราะตรอมใจจนหมดตัว ทำให้ต้องขายตัวเป็ทาสขอรับพ่อค้าทาสเห็นหน้าตาข้าค่อนข้างดูดี จึงให้ข้ามาเป็ทาสบำเรอกาม”
เขาหล่อเหลาสง่างามมีมาดบัณฑิตอย่างมากหากไม่ได้เป็คนไปรับมาจากร้านค้าทาสด้วยตัวเองอวิ๋นเหลียนก็คงไม่มีทางคาดคิดหรอกว่าเขาจะเป็ทาสคนหนึ่ง
“อืม ในเมื่อเ้าตัวคนเดียวเช่นนั้นก็ตั้งใจทำงานนะ ตราบใดที่เ้ายังไม่เบื่อเสียก่อน ข้าจะเลี้ยงดูเ้าเอง!” อวิ๋นเหลียนเอ่ยพลางหัวเราะ ผิงหนิงผู้มักทำสีหน้าสุขุมหน้าแดงวูบก่อนจะรีบก้มหน้าลงแล้วล่าถอยออกไป พยายามปกปิดสายตาวูบไหวของตัวเองอย่างสุดกำลัง
ฟางเจ๋อซูทำปากยื่น“พี่ผิงหนิงอายุมากกว่านายหญิงหลายปี มีกลิ่นอายของชายชาตรีเต็มตัวหล่อเหลาสง่างาม ฮึ่ม ที่แท้นายหญิงก็ชอบคนอายุมากกว่าหลายๆปีนี่เองทั้งคุณชายฉางซุน ทั้งพี่ผิงหนิง มิน่าถึงไม่สนใจข้าเลย”
อวิ๋นเหลียนเบิกตากว้างมองเขาขณะที่ฟางเจ๋อซูคิดว่านางจะเอ่ยต่อว่าหรือโต้แย้งคำพูดของเขา นางกลับโพล่งว่า“เ้าก็อายุมากกว่าข้านะ”
ฟางเจ๋อซูเป็ฝ่ายใเสียเอง “นายหญิงท่านอายุเท่าไรกันแน่”
“สิบสี่”
“สิบสี่!?”เสียงที่อุทานกลับมาไม่ได้มีแค่เสียงเดียว
ฟางเจ๋อซูละล่ำละลักว่า “ข้าข้านึกว่าท่านจะอายุสิบหกสิบเจ็ดแล้ว แต่ว่าหน้าเด็กเพราะว่าท่าน...ท่านมีความสามารถเพียงนี้ อย่างน้อยก็น่าจะร่ำเรียนมานับสิบปี...”
อวิ๋นเหลียนโบกมือปฏิเสธ “ข้าอายุแค่สิบสี่จริงๆความสามารถพวกนี้ล้วนติดอยู่ในหัวของข้า ข้ามีความทรงจำจากชาติที่แล้วน่ะ”
ทุกคนอ้าปากค้างแต่ไม่นานก็ทำใจยอมรับได้อย่างรวดเร็วเพราะไม่เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่อาจจะหาเหตุผลใดๆมาบรรยายความพิสดารของเด็กสาวตรงหน้าได้อีกแล้วฟางเจ๋อซูพอรู้ว่านายหญิงของตนเป็เพียงเด็กสาวอายุสิบสี่ก็หน้าแดงขึ้นมาอึกๆอักๆอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “ขออภัย ก่อนหน้านี้ล่วงเกินนายหญิงแล้ว”
เด็กหนุ่มอายุสิบหกนับว่าโตเป็หนุ่มแล้วส่วนเด็กสาววัยสิบสี่ก็เพิ่งเป็ดอกไม้แรกแย้ม ในสายตาของฟางเจ๋อซูเขาที่ถูกฝึกมาสามารถยั่วยวนสาวน้อยสาวใหญ่ได้อย่างไม่กระดากอายตอนแรกที่แกล้งเข้าหาก็เพราะคิดว่าอย่างมากอวิ๋นเหลียนก็คงอยู่ในวัยเดียวกับเขาอีกทั้งนางยังมีความคิดอ่านค่อนข้างเป็ผู้ใหญ่ทำเอาเขาแอบคิดว่านางกับฉางซุนจิ้งคงขาดแค่หมั้นหมายกันอย่างเป็ทางการเท่านั้นชายหนุ่มกับเด็กสาวคงผูกพันกันถึงขั้นไหนต่อไหนแล้วเพราะเขาเห็นทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกันสองคนโดยไม่รักษาระยะห่าง
แต่พอรู้ว่านางอายุสิบสี่ก็แทบอยากจะเอาหัวตัวเองไปโขกตู้เสียเดี๋ยวนั้นเด็กสาวตระกูลขุนนางที่อายุสิบสี่แทบจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกบ้านด้วยซ้ำมิน่านางถึงต้องคอยแอบออกมาสั่งงานพวกเขาตอนกลางคืน ฟางเจ๋อซูรู้สึกละอายใจและเก้อเขินที่เข้าใจผิดอย่างมาก
อวิ๋นเหลียนกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆว่า“ไม่เป็ไร ข้าไม่ถือหรอก ข้าแค่ไม่อยากให้พวกเ้าพยายามยั่วยวนข้า ไม่ได้บอกว่าพวกเ้าห้ามทำตัวสนิทสนมหรือคุยเล่นกับข้าเสียหน่อยข้าแค่คิดว่าหากคนเราจะชอบพอกันก็ต้องเกิดด้วยใจมิใช่ร่างกายก็เท่านั้นเอง”
ฟางเจ๋อซูยิ่งมีท่าทางละอายใจหนักขึ้นไปอีกสุดท้ายก็หลบไปอยู่ด้านหลังผิงหนิง ก้มหน้าไม่พูดไม่จาอีก
อวิ๋นเหลียนผู้ซึ่งมีความเข้าใจด้านอารมณ์ค่อนข้างต่ำมองเขาอย่างงงๆก่อนจะหันไปหาจางจ่งเป็เชิงขอความคิดเห็น จางจ่งจึงถอนหายใจเอ่ยว่า“เขาเข้าใจนายหญิงผิดไปหลายจุด ให้เวลาเขาหน่อยเถอะขอรับเดี๋ยวก็กลับมาร่าเริงเอง”
ได้ยินดังนั้นอวิ๋นเหลียนจึงพยักหน้าแล้วทำงานของนางต่อไปนางหยิบกระดาษที่จดตัวอักษรละเอียดยิบแผ่นหนึ่งออกมาจากในแหวนแล้วเรียกหลี่ลิ่วหยางเข้ามาบอกเขาว่า “ลองอ่านดู”
หลี่ลิ่วหยางเองก็อยากรู้อยู่แล้วว่านางจะมอบหมายอะไรให้เขาพออ่านข้อความในกระดาษ ดวงตาก็เป็ประกายขึ้นเรื่อยๆ “นายหญิงนี่มัน...สามารถทำได้ด้วยหรือขอรับ”
“ได้สิ ถ้ามีอาคมของข้าช่วย”อวิ๋นเหลียนกล่าวด้วยความมั่นใจ “สูตรทั้งหมดอยู่ในกระดาษแล้วแต่ของสิ่งนี้ต้องทำตอนที่เพิ่งปรุงเสร็จใหม่ๆดังนั้นจึงต้องรอให้ข้ามาถึงก่อนถึงจะทำได้แต่หากเ้าอยากลองทำตามสูตรเหล่านี้เพื่อชิมรสชาติกับพิสูจน์สรรพคุณก็สามารถเข้าครัวไปทำได้ทุกเมื่อ...ถ้าหากครัวสร้างเสร็จแล้วน่ะนะ”
“เห็นหัวหน้าช่างบอกว่ามะรืนนี้ก็เสร็จแล้วขอรับเพราะนายหญิงจ่ายหนัก พวกเขาจึงเกณฑ์คนมาทำได้เยอะ หน้าหนาวไม่ค่อยมีคนจ้างงานพวกเขาเลยขยันกันเต็มที่เพราะอยากได้ค่าแรงเร็วๆ”หลี่ลิ่วหยางผู้ตามติดสถานการณ์สร้างครัวมาโดยตลอดเอ่ยทันที
จางจ่งสอบถามว่า “นายหญิงให้เ้าทำอะไรหรือ”
“ในกระดาษนายหญิงเขียนว่าแกงก้อนให้ทำเครื่องแกงขึ้นมา แบบเข้มข้นมากๆในหม้อเสร็จแล้วนายหญิงจะใช้อาคมทำให้น้ำระเหยกลายเป็ผง นำมาอัดรวมเป็ก้อนของสิ่งนี้เก็บรักษาได้นาน เมื่อคิดจะใช้ทำอาหารก็แค่ต้มน้ำใส่หม้อถึงเวลาน้ำเดือดก็โยนแกงก้อนลงไป เคี่ยวอยู่ครู่หนึ่งก็รับประทานได้แล้ว”หลี่ลิ่วหยางกล่าวอย่างตื่นเต้น “จะทำแกงก้อนต้องรอนายหญิงอยู่ด้วยแต่สูตรแกงเหล่านี้นายหญิงเขียนอธิบายไว้ว่ามีสรรพคุณต่างๆจัดเป็อาหารยาชนิดหนึ่ง เ้าดูนี่ แกงเผ็ดชนิดนี้ทำให้คนมีอุณหภูมิในร่างอุ่นขึ้นขับเหงื่อและขับของเสียได้ด้วย ยังมีแกงใสที่ดื่มแล้วช่วยให้จิตใจแจ่มใสสมองทำงานได้ดีขึ้น พรุ่งนี้ข้าจะลองทำให้พวกเ้ากิน ฮ่าๆๆถึงข้าจะเชื่ออยู่แล้วว่าของที่นายหญิงนำมาจะต้องเป็ของดีอยู่แล้วก็เถอะ”
“ต้องหากระดาษสวยๆมาห่อแกงก้อนพวกนี้ตอนวางขายด้วยนะโอ้ ข้านึกออกแล้ว” อวิ๋นเหลียนเอ่ย“จางจ่งเดี๋ยวว่างๆเ้าพาหลี่ลิ่วหยางไปทำตราประทับเป็ชื่อแกงแต่ละชนิดเอามาปั๊มลงบนกระดาษใช้อักษรดอกเหมยสวยๆน่ารักๆก็แล้วกัน เื่เงิน...”
“นายหญิง ท่านให้เงินพวกข้ามามากพอแล้วขอรับพวกเราแบ่งๆกันได้ เดี๋ยวจะลงบัญชีเอาไว้อีกทีว่าใช้ซื้ออะไรกันไปบ้าง”จางจ่งรีบห้ามไม่ให้นายหญิงหยิบเอาตั๋วเงินออกมาอีก แม้เขาจะรู้แล้วว่านางรวยมากแต่เห็นนางควักเงินออกมาทีละหลายพันตำลึงก็รู้สึกตาลายอยู่ดี
“อ้อ งั้นก็เอาตามที่เ้าว่าก็แล้วกัน”อวิ๋นเหลียนยิ้มพลางลุกขึ้นยืน “เอาล่ะ พวกเ้าก็พักผ่อนกันเถอะใครอยากทำงานต่อก็ทำไป ใครจะนอนก็ไปนอนข้าจะลงไปทำงานข้างล่างประเดี๋ยวถึงยามไฮ่ก็กลับแล้ว”
จางจ่งส่งสัญญาณให้ทุกคนแยกย้ายส่วนตัวเขาเองเดินตามนางลงมาที่ชั้นล่าง
“เ้าไม่ไปนอนหรือ?”
“รอนายหญิงกลับไปแล้วข้าค่อยนอนขอรับ”จางจ่งเอ่ยอย่างนอบน้อม
“อืม งั้นก็มาช่วยงานข้าก็แล้วกัน”อวิ๋นเหลียนเอ่ยพลางสั่งให้เขาไปเอาหีบไม้มาตั้งรอไว้ส่วนนางก็นั่งขัดสมาธิลงบนพื้น เรียกเพลิง์ออกมากลายเป็เตาหลอมจำแลงก่อนจะเริ่มทำการปรุงน้ำยาปรับอุณหภูมิไปพลาง ชวนจางจ่งคุยไปพลาง
“พนักงานร้านหกคน ถูกสามคนนั้นเลือกไปแล้วใช่ไหม”
“ขอรับ”
“แล้วคนงานอีกหกคนนั้นล่ะ”
“สองคนไปทำงานกับซีเหิงส่วนลิ่วหยางบอกว่ายังไม่มีห้องครัวก็เลยไม่้าลูกมือตอนนี้ขอรับดังนั้นอีกสี่คนจึงยังว่างอยู่ ว่างๆพวกเขาก็ไปช่วยคนงานตกแต่งร้าน”
อวิ๋นเหลียนบดหินวิเศษเป็ผงแล้วใส่ลงไปในเตาคิ้วก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “ทำไมข้ารู้สึกเหมือนจะต้องหาคนเพิ่มอีกมากเลย?”
“เพราะว่าคนที่ตอนแรกจะให้เป็พนักงานขายกลายเป็คนผลิตสินค้าไปแล้วน่ะสิขอรับ”จางจ่งกล่าวตามความจริง “ถึงจะยังเหลือเจ๋อซูอยู่แต่เขาคนเดียวคงขายของทั้งวันไม่ไหว ข้าเองก็ต้องคอยจดบัญชีด้วยดูจากสินค้าของเรากับความช่วยเหลือของหอการค้าแล้ว ลูกค้าจะต้องมีจำนวนมากแน่ๆนายหญิงจะลองพิจารณาซื้อทาสเพิ่มหน่อยไหมขอรับในอนาคตยังจะผลิตสินค้าอื่นๆออกมาอีกใช่ไหมขอรับ”
“อืม หน้าร้านอีกสามร้านที่เหลือไม่นานก็คงได้เปิดใช้งานแล้วล่ะ”อวิ๋นเหลียนใส่สมุนไพรหลายชนิดลงไปแล้วปล่อยให้น้ำเดือดคิ้วก็ขมวดมุ่นไปด้วยขณะที่เอ่ยว่า “ร้านขายของเบ็ดเตล็ดหนึ่งร้านร้านขายน้ำยาวิเศษหนึ่งร้าน ยังมีร้านขายของกินแบบพิเศษอีกหนึ่งร้าน...”
จางจ่งคิดตามที่นางพูดแล้วก็พลอยขมวดคิ้วไปด้วย“ดูเหมือนต้องใช้คนเยอะมากเลยนะขอรับ”
“ข้าต้องหาเวลาออกมาตอนกลางวันเสียแล้วเพราะข้าอยากจะเลือกคนด้วยตัวเอง” อวิ๋นเหลียนถอนหายใจเมื่อเห็นว่ายังมีเื่ที่นางต้องทำอีกมากมาย “เฮ้อตอนนี้ก็เอาแค่ร้านแรกของพวกเราให้รอดก่อนก็แล้วกันเนอะ”
“ขอรับ...”
อวิ๋นเหลียนเรียกขวดแก้วใบเล็กร้อยใบออกมาก่อนจะใช้พลังยกเตาหลอมที่ปรุงยาเสร็จแล้วค่อยๆไล่เทน้ำยาสีเหลืองอำพันที่มีกลิ่นหอมหวานลงในขวดแก้วเ่าั้“จางจ่ง เ้าเอาจุกไปปิดฝาขวดแล้วเรียงลงในหีบ น่าจะได้หีบละห้าสิบขวดสินะ”
“นายหญิง นี่คือ...”
“นี่คือน้ำยาปรับอุณหภูมิแบบร้อนดื่มเข้าไปแล้วเ้าก็จะสามารถใส่เพียงกางเกงในเดินกลางหิมะได้เลย”อวิ๋นเหลียนกล่าวอวดอ้างสรรพคุณพลางเริ่มปรุงน้ำยาหม้อที่สอง“ข้าตั้งใจว่าจะส่งหนึ่งหีบให้หอการค้า ที่เหลืออีก250ขวดพวกเราเก็บเอาไว้ข้าจะแถมให้ลูกค้าที่ซื้อของร้านเราถึง50ตำลึงเป็การโฆษณา อ้อบางทีหอการค้าอาจจะช่วยพวกเราหาลูกค้าด้วย หนึ่งขวดออกฤทธิ์สิบสองชั่วยามเป็ของที่ดีมากเลยล่ะ”
“นายหญิงตั้งใจจะขายขวดละเท่าไรหรือขอรับ”จางจ่งรู้สึกว่าสินค้าทุกอย่างของนายหญิงแปลกแต่ใช้งานได้จริง และค่อนข้างฟุ่มเฟือยนั่นหมายความว่าลูกค้าที่ทดลองใช้ไปแล้วจะไม่มีทางเลือกนอกจากมาซื้ออีกเรื่อยๆเพราะมันช่างมีประโยชน์มากในเวลาหน้าหนาวเช่นนี้
“5ตำลึง” อวิ๋นเหลียนเอ่ยนางเห็นใบแจ้งราคาที่แนบมาในกล่องหินวิเศษแล้ว หินหนึ่งก้อนราคาไม่กี่อีแปะด้วยซ้ำมันเป็สินค้าขยะที่ไม่มีใคร้าหอการค้าจึงหามาให้ได้ในปริมาณที่ทั้งมากและถูกส่วนสมุนไพรก็รวมๆแล้วอยู่ที่60อีแปะต่อขวด ขาย5ตำลึงก็ได้กำไรมากพอแล้ว
จางจ่งจดจำราคาเอาไว้ก่อนจะสอบถามต่อด้วยความอยากรู้ “แล้วโคมของซีเหิงล่ะขอรับ”
“เ้าเป็ผู้จัดการร้านไม่ใช่เหรือเ้าลองตั้งดู”
“ต้นทุนของโคมแบบเรียบง่ายอยู่ที่ราวๆ80อีแปะแต่พอดูคุณสมบัติกับมูลค่าของค่ายกลที่นายหญิงลงมือทำเองอย่างน้อยก็ต้อง20ตำลึงแล้วขอรับ ยังมีหินพลังงานที่นายหญิงต้องขายแยกอีกข้าคิดว่าราคาก้อนละ4ตำลึงน่าจะกำลังดี”จางจ่งก็รู้ต้นทุนทุกอย่างดีพอๆกับอวิ๋นเหลียน จึงตั้งราคาที่ดูเอื้อมถึงแต่ก็ได้กำไรไม่น้อยออกมาได้อย่างคนมีประสบการณ์“ถุงหอมอุ่นนั้นต้นทุนค่อนข้างสูงเพราะเป็ผ้าไหมหลิง ทั้งยังเพิ่มลายปักและลงอาคม อีกทั้งยังใช้ได้นานถึงสี่เดือน ข้าคิดว่าสมควรตั้งราคาแพงกว่าโคมขอรับสัก25-35ตำลึงแล้วแต่ความซับซ้อนของลายและกลิ่นดีไหมขอรับ”
อวิ๋นเหลียนแทบจะปรบมือให้ผู้จัดการร้านมืออาชีพนางถึงกับต้องเอ่ยว่า “คนที่ไล่เ้าออกมานี่ตาไร้แววจริงๆ”
จางจ่งยิ้มเขินพลางเอ่ยขอบคุณเขาชื่นชอบทำการค้าขาย ตอนนี้ได้มีโอกาสกลับมาทำหน้าที่ผู้จัดการร้านอีกครั้งเขาก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะต้องทำให้ดีที่สุด
“งั้นวานเ้าตั้งราคาแกงก้อนกับพู่กันด้วยนะของอย่างอื่นเอาไว้ก่อน เท่านี้พวกเราก็ต้องผลิตกันจนหน้ามืดแล้ว”อวิ๋นเหลียนปรุงยาอย่างไม่รีบไม่ร้อน“อีกหนึ่งสัปดาห์หลังจากนี้พวกเราจะทดลองเปิดร้านวันแรกดูถึงตอนนั้นสินค้าส่วนใหญ่ก็น่าจะทำออกมาได้สักจำนวนหนึ่งแล้ววันแรกๆไม่ต้องขายให้ได้เยอะ เพียงแค่ให้ชื่อเสียงค่อยๆกระจายออกไปก็พอ”
“ร้านขายของเบ็ดเตล็ดที่ไม่ต่างอะไรกับร้านขายของวิเศษเช่นนี้ไม่มีทางไม่ดังหรอกขอรับ” จางจ่งกล่าวจากใจ