' รอยหมากใต้หิมะ '
ความเดิมตอนที่แล้ว
สิบสองปีหลังถูกพากลับจากเหวกลืนฟ้า หลิวหยางเติบโตอยู่ในตำหนักหลอมโอสถฝ่ายนอก ภายใต้ฉากหน้าของเด็กกำพร้าที่หลัวจิ้งหยวนเมตตา ทว่าความจริง เขาถูกเลี้ยงไว้เพื่อรับไอพิษโอสถและแรงสะท้อนจากเตาหลอมยาแทนผู้อื่น
กลางลานฝ่ายนอก จ้าวเหวินชางหมายกดข่มหลิวหยางต่อหน้าศิษย์จำนวนมาก แต่กลับเสียหลักจนทำลายสมุนไพรของยอดเขาหลิงเหยา และถูกเยี่ยชิงหลันพาไปหอคุมกฎ
คืนนั้น หลิวหยางถูกหลัวจิ้งหยวนเรียกเข้าหอหลอมโอสถอีกครั้ง แรงสะท้อนจากเม็ดยาสีม่วงดำปลุกเงาปราณสายแรกในกายเขาให้ตื่นขึ้น และในจังหวะที่อักขระตรงขอบค่ายกลสั่นไหว หลิวหยางก็รับรู้ได้ว่า สิ่งที่เคยกักเขาไว้ เริ่มมีรอยให้ััได้เป็ครั้งแรก
หิมะหยุดตกก่อนรุ่งสาง ตำหนักหลอมโอสถฝ่ายนอกจมอยู่ในม่านหมอกบาง กลิ่นสมุนไพรค้างคืนลอยปะปนกับกลิ่นควันเตาหลอมที่ดับไปแล้ว บนชายคามีเกล็ดหิมะเกาะเป็แนวขาว ส่วนพื้นหินหน้าเรือนพักเล็กด้านหลังตำหนักมีรอยเท้าศิษย์รับใช้พาดผ่านไปยังลานตักน้ำั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง
หลิวหยางลืมตาขึ้นบนเตียงไม้แคบ
ราวมีเข็มพิษนับพันฝังอยู่ใต้ิั ทุกครั้งที่หายใจ กระดูกสันหลังคล้ายถูกเส้นปราณแปลกปลอมลากผ่านอย่างแ่เบา ทว่าเด็กชายวัยสิบสองเพียงนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นแตะข้อมือตนเอง
ชีพจรอ่อนกว่าปกติ แต่ไม่แตกกระจายเหมือนหลายครั้งก่อน
ทว่าใต้ความปวดที่ค้างอยู่ตามเส้นชีพจร กลับมีไอปราณสายหนึ่งแฝงตัวอยู่อย่างเงียบงัน
มันบางเบาจนแทบไม่อาจรับรู้ หากมิใช่เพราะเศษแรงสะท้อนจากเม็ดยายังคงไหลวนอยู่ในร่าง หลิวหยางคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีสิ่งใดตื่นขึ้นแล้ว
ทุกครั้งที่ไอร้อนจากโอสถเคลื่อนผ่านเส้นชีพจร ไอปราณสายนั้นจะขยับเพียงเล็กน้อย แล้วกลืนเศษพลังแปลกปลอมเข้าไปทีละส่วน มันไม่เหมือนปราณฟ้าดินที่ศิษย์ฝ่ายนอกฝึกดูดซับยามเช้า ไม่เหมือนปราณโอสถที่ลอยออกจากเตาหลอม และไม่เหมือนไอพิษที่เคยกัดกินเส้นชีพจรของเขาจนชา
มันไม่ผลัก ไม่ต้าน ไม่ปะทะ
เพียงกลืนสิ่งที่เข้ามาในร่างเขาอย่างเงียบงัน
หลิวหยางไม่รู้ว่าควรเรียกไอปราณสายนั้นว่าอะไร
เขาไม่รู้ชื่อของมัน ไม่รู้ที่มา ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตื่นขึ้นในกายตนเป็วาสนาหรือเคราะห์ภัย
เขารู้เพียงอย่างเดียว เมื่อคืน แรงสะท้อนจากเม็ดยาที่ควรฉีกเส้นชีพจรของเขา ถูกกระแสนี้กลืนหายไปส่วนหนึ่ง และสิ่งที่กลืนได้ ย่อมแยกได้
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น
บนโต๊ะเตี้ยข้างเตียงมีเศษกระดาษบัญชีที่ใช้ห่อสมุนไพรเหลืออยู่หนึ่งแผ่น ข้าง ๆกัน มีพู่กันปลายแตกซึ่งหลิวหยางใช้เขียนป้ายกำกับสมุนไพรอยู่เป็ประจำ
หลัวจิ้งหยวนไม่เคยสอนเขาหลอมโอสถอย่างจริงจัง ทว่าสอนให้เขาอ่านออก เพื่ออ่านชื่อสมุนไพร สอนให้เขาเขียนได้ เพื่อให้เขาเขียนป้ายกำกับลงบนห่อสมุนไพรที่เก็บและคัดเพื่อส่งให้เขาหลิงเหยา ั้แ่อายุยังน้อย
คนที่ถูกเลี้ยงไว้เพื่อรับไอพิษโอสถและแรงสะท้อนจากเตาหลอมยา ย่อมต้องรู้จักแยกแยะสมุนไพรเสียก่อน
ในสายตาหลัวจิ้งหยวน นั่นมิใช่การสั่งสอนศิษย์ หากเป็เพียงการทำให้เครื่องมือชิ้นหนึ่งใช้งานได้สะดวกขึ้น
หลิวหยางหยิบพู่กันขึ้นมา จุ่มปลายพู่กันกับน้ำหมึกจางในถ้วยเล็ก แล้วเขียนชื่อสมุนไพรสองสามชนิดลงบนขอบกระดาษตามความเคยชิน
หญ้าน้ำค้างหิมะ
รากกระดูกขาว
เถาเงาจันทร์
ลายมือของเขางดงาม เรียบสะอาด หนักเบาพอดี ตัวอักษรทุกตัวตั้งมั่นราวถูกวางไว้ด้วยความตั้งใจ ไม่มีเส้นใดเกินจำเป็
ปลายพู่กันหยุดอยู่เหนือพื้นที่ว่างข้างชื่อสมุนไพร
ภาพอักขระตรงขอบค่ายกลเมื่อคืนผุดขึ้นในความทรงจำ
หลิวหยางจำได้ว่า ตอนแรงสะท้อนจากเม็ดยาเข้าสู่ร่างเขา เส้นอักขระรอบแท่นหินสว่างขึ้นสามชั้น ชั้นแรกเชื่อมกับเตาหลอม ชั้นที่สองลากผ่านแท่นหินซึ่งเขานั่งอยู่ ส่วนชั้นสุดท้ายวนกลับไปยังถาดหยกข้างมือหลัวจิ้งหยวน
เขาจรดพู่กันลงบนกระดาษ ค่อย ๆ วาดวงหยาบ ๆ ตามตำแหน่งที่จำได้ เส้นหมึกบนกระดาษไม่สว่าง ไม่สั่นไหว และไม่มีไอปราณตอบรับ
หลิวหยางมิได้้าให้เกิดผล
เขาเพียง้าจำว่า เมื่อคืนแรงสะท้อนจากเม็ดยาเข้าสู่ร่างเขาจากทิศใด ไอพิษถูกระบายออกทางใด และจุดใดของวงอักขระเคยสั่นไหวในจังหวะที่หลัวจิ้งหยวนละสายตา
สิ่งที่อยู่บนกระดาษมิใช่ค่ายกล
เป็เพียงแผนที่หยาบ ๆ ของกรงที่ขังเขาไว้เมื่อคืน
ข้างเส้นแรก เขาเขียนคำว่า เข้า
ข้างเส้นที่สอง เขียนว่า ออก
ตรงตำแหน่งที่อักขระเคยสั่นไหว เขาไม่เขียนคำใด เพียงแต้มจุดดำเล็กเท่าปลายเข็มไว้หนึ่งจุด
จุดนั้นอาจไม่มีความหมาย
หรืออาจเป็รอยแรกของกรงที่เริ่มเผยช่องว่างให้เขาเห็น
เสียงระฆังฝ่ายนอกดังขึ้นไกล ๆ สามครั้ง
หลิวหยางพับกระดาษแผ่นนั้นเก็บไว้ใต้แผ่นไม้ข้างเตียง แล้วลุกขึ้นสวมอาภรณ์ฝ่ายนอกอย่างเงียบงัน
ก่อนออกจากห้อง เขาเหลือบมองถ้วยหมึกจางบนโต๊ะอีกครั้ง
ในน้ำหมึกสีดำซีด มีเงาของเด็กวัยสิบสองสะท้อนอยู่เลือนราง
ใบหน้านั้นยังอ่อนเยาว์
ท่าทางยังเป็เพียงศิษย์ฝ่ายนอกผู้หนึ่ง
แต่ั้แ่คืนที่ผ่านมา สิ่งที่หลัวจิ้งหยวนป้อนเข้าสู่ร่างเขา มิได้เหลือเพียงความเ็ปอีกต่อไป
บางอย่างในกายเขาเริ่มแยกแยะ
บางอย่างเริ่มจดจำ
และบางอย่างเริ่มเรียนรู้จากกรงที่ขังตนเองทีละเส้น
ลานคัดแยกสมุนไพรหลังหิมะหยุดตกมีไอขาวลอยจากพื้นหิน
ตะกร้าไม้ไผ่เรียงอยู่ใต้ชายคา หญ้าน้ำค้างหิมะ รากกระดูกขาว เถาเมฆาคราม และดอกเมฆาเจ็ดกลีบถูกเก็บจากแปลงสมุนไพรหลังตำหนัก แล้วนำมาวางเรียงไว้ั้แ่ก่อนยามเฉิน*
ศิษย์ฝ่ายนอกหลายสิบคนก้มหน้าคัดราก ตัดใบช้ำ และแยกสมุนไพรตามป้ายไม้หลิวหยางนั่งอยู่มุมเดิม ตรงหน้าเขาคือถาดหญ้าน้ำค้างหิมะสามถาด ใบของสมุนไพรชนิดนี้บางราวแผ่นหยกอ่อน หากมือหนักเกินไปเพียงนิด เส้นปราณในใบจะเสียรูป ใช้หลอมโอสถชั้นดีไม่ได้
เขาคัดแยกอย่างสม่ำเสมอ
ต้นที่สมบูรณ์อยู่ซ้าย ต้นที่ใบช้ำอยู่ขวา ต้นที่มีกลิ่นไอขุ่นเจืออยู่ในก้านถูกวางแยกไว้ต่างหาก
ก่อนหน้านี้ เขาแยกได้จากสี กลิ่น น้ำหนักราก และประสบการณ์หลายปีในตำหนักหลอมโอสถ แต่วันนี้ต่างออกไป
เมื่อปลายนิ้วแตะก้านสมุนไพร หลิวหยางกลับรับรู้สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้กลิ่นได้ชัดกว่าเดิม
ไอปราณไร้ชื่อในกายแยกความหวาน ความฝาด และไอขุ่นอ่อนจางออกจากกันอย่างเงียบงัน
ราวสมุนไพรแต่ละต้นมิได้มีเพียงสีและกลิ่น หากยังมีทางเดินของปราณซ่อนอยู่ภายใน
ก้านแรก กลิ่นหวานปลายขม เส้นปราณในลำต้นสม่ำเสมอ ใช้ได้
ก้านที่สอง ใบยังงาม แต่ปลายรากมีไอฝาดเกินไป น่าจะถูกเก็บช้าไปหนึ่งยาม
ก้านที่สาม ภายนอกไร้ตำหนิ แต่กระแสปราณในลำต้นขาด่กลางก้าน หากนำไปหลอมรวมกับรากกระดูกขาว จะทำให้โอสถจับตัวช้า
หลิวหยางชะงักเพียงเสี้ยวลมหายใจ
จากนั้นจึงวางก้านที่สามลงในถาดแยก
เขาไม่ได้รู้ชื่อความผิดปกตินั้น
ไม่มีผู้ใดสอนว่าเส้นปราณในสมุนไพรควรเรียกว่าอะไร
แต่ร่างของเขากำลังบอกว่า สมุนไพรแต่ละต้นมีทางเดินของปราณต่างกัน และทางเดินเ่าั้ไม่เคยโกหก
“หลิวหยาง”
เสียงเรียกเบา ๆ ดังจากหลังชั้นไม้
อาเหิงโผล่หน้าออกมาพร้ะกร้าฟืนใบเล็ก บนแก้มยังมีรอยเถ้าจางเหมือนเดิม เขามองซ้ายขวาอย่างระวัง ก่อนยื่นหมั่นโถวครึ่งลูกที่ห่อด้วยผ้าขาวมาให้
“ข้าเก็บไว้ให้ เ้าอย่าให้ใครเห็นเล่า เมื่อเช้าคนลานฝึกตะวันตกมาเดินแถวนี้หลายคน ข้ากลัวพวกเขาหาเื่เ้าอีก”
หลิวหยางรับหมั่นโถวไว้
“ขอบใจ”
อาเหิงย่อตัวลงข้างตะกร้าฟืน น้ำเสียงเบาลงกว่าเดิม
“ข้าได้ยินคนโรงครัวพูดกันว่า จ้าวเหวินชางยังไม่ออกจากหอคุมกฎ แต่คนของเขาไม่ยอมจบง่าย ๆ เ้าอย่าเดินผ่านลานฝึกตะวันตกนะ ถ้าจะกลับเรือนพัก หลังยามโหย่ว*เดินอ้อมทางโรงครัวดีกว่า ประตูหลังตรงนั้นผู้คุมยามมักหลับตอนเปลี่ยนเวร”
หลิวหยางกัดหมั่นโถวคำเล็ก ๆ
“ประตูหลังโรงครัวเปิดถึงยามใด”
อาเหิงไม่ทันคิดมาก รีบตอบทันที
“ก่อนยามซวี*ครึ่งชั่วยาม ข้าต้องขนฟืนจากโรงครัวไปส่งเรือนหลอมยาเล็ก พอส่งเสร็จจึงปิดประตู แต่ถ้าวันใดหอหลอมโอสถใช้ไฟมาก ประตูก็เปิดนานกว่าเดิม เพราะต้องขนฟืนเพิ่ม”
พูดจบ อาเหิงพลันชะงัก
“ข้าพูดมากไปหรือไม่”
หลิวหยางส่ายหน้า
“ไม่”
อาเหิงถอนหายใจ แล้วดันผ้าห่อหมั่นโถวให้เขา
“เ้ากินให้หมดเถิด ร่างกายเ้าดูไม่ค่อยดี”
หลิวหยางมองผ้าขาวในมือ บนผ้ามีกลิ่นฟืน กลิ่นแป้ง และกลิ่นข้าวจากโรงครัว ป้ายไม้ข้างเอวของอาเหิงแกว่งเบา ๆ บนนั้นมีอักษรของโรงครัวฝ่ายนอก และรอยไหม้ข้างมุมล่างหนึ่งรอย เขาเก็บสายตากลับมา
“อาเหิง”
“หืม?”
“ขอบใจ”
อาเหิงยิ้มกว้าง
“เื่เล็กน้อย เ้าอย่าถูกพวกเขารังแกก็พอ”
เด็กโรงครัวรีบแบกตะกร้าฟืนจากไป ทิ้งรอยเท้าเล็ก ๆ บนหิมะหลังลานไว้เป็ทางยาว
หลิวหยางก้มหน้าคัดสมุนไพรต่อ
ประตูหลังโรงครัว เปลี่ยนเวรก่อนยามซวี*
วันที่หอหลอมโอสถใช้ฟืนมาก ประตูเปิดนานขึ้น เขาไม่ได้จดลงกระดาษ แต่คำพูดเ่าั้ถูกเก็บไว้เงียบ ๆ เหมือนสมุนไพรที่ถูกแยกลงถาด
ไม่รีบใช้
ไม่ทิ้ง
รอเพียงวันที่เหมาะสม
ยามเฉิน* ศิษย์ผู้ดูแลหีบสมุนไพรของเรือนหลอมยาเล็กก็มาถึงลานคัดแยก
เขาเป็ศิษย์ฝ่ายโอสถวัยราวสิบแปดปี ข้างเอวมีกระบอกไม้ใส่กระดาษเหลือง หมึกชาด และพู่กันด้ามเล็ก ปลายแขนเสื้อยังมีกลิ่นสมุนไพรติดอยู่จาง ๆ
วันนี้มิใช่รอบส่งสมุนไพรตามปกติ
ยอดเขาหลิงเหยามีคำสั่งเร่งลงมาั้แ่รุ่งสาง ้าหญ้าน้ำค้างหิมะ รากกระดูกขาว และดอกเมฆาเจ็ดกลีบจำนวนหนึ่ง เพื่อนำไปเข้าหม้อหลอมโอสถประคองชีพให้ผู้าุโฝ่ายในผู้หนึ่งที่เพิ่งออกจากการปิดด่านแล้วปราณแปรปรวน
ด้วยเหตุนี้ หีบสมุนไพริญญาสามใบใต้ชายคาจึงต้องถูกตรวจซ้ำ ผนึกซ้ำ และส่งขึ้นยอดเขาหลิงเหยาก่อนตะวันคล้อย มิอาจรอรอบส่งประจำของวันถัดไปได้
ศิษย์ผู้ดูแลหีบคุกเข่าลงข้างหีบใบแรก ใช้ปลายนิ้วแตะขอบยันต์เก่าบนฝาหีบ แล้วค่อย ๆ ลอกออก กระดาษเหลืองที่ถูกไอสมุนไพรซึมมาหลายวันเปราะกว่าปกติ เพียงดึงพ้นรอยผนึก มุมล่างก็ขาดเป็ริ้วเล็ก ๆ
เขาขยำเศษยันต์เก่าใส่ตะกร้าข้างชั้นไม้ ก่อนใช้ผ้าสะอาดเช็ดรอยหมึกชาดที่เหลืออยู่บนฝาหีบ จากนั้นจึงคลี่กระดาษเหลืองแผ่นใหม่ลงแทน แตะพู่กันกับหมึกชาด แล้ววาดอักขระสามเส้นอย่างชำนาญ
เส้นแรกปิดกลิ่น
เส้นที่สองกั้นไอปราณ
เส้นที่สามรั้งตราให้แนบสนิทกับฝาหีบ
เมื่อเขาส่งปราณลงไป แสงสีทองอ่อนวาบขึ้นเพียงครู่เดียว กลิ่นสมุนไพรที่เคยลอดออกมาตามรอยฝาพลันจางหาย
หลิวหยางคัดสมุนไพรอยู่ไม่ไกลนัก ปลายนิ้วยังเคลื่อนบนรากหญ้าน้ำค้างหิมะอย่างสงบ ทว่าสายตากลับจำลำดับเส้นอักขระเ่าั้ไว้ทีละเส้น
เส้นแรกปิด
เส้นที่สองกั้น
เส้นที่สามรั้ง
ศิษย์ผู้ดูแลประสานนิ้ว ส่งปราณบางสายเข้าไปในแผ่นยันต์ แสงสีทองอ่อนวาบขึ้นเพียงครู่เดียว กลิ่นสมุนไพรที่เคยลอดออกมาตามรอยฝาพลันจางหาย
“เสร็จแล้ว ของชุดนี้เป็คำสั่งเร่งจากยอดเขาหลิงเหยา ผู้ไม่มีเวรห้ามแตะต้อง ห้ามเปิดหีบ และห้ามให้คนนอกล่วงเข้าเขตสวนสมุนไพร”
ศิษย์ผู้ดูแลกล่าว
ศิษย์ฝ่ายนอกคนหนึ่งถามด้วยความสงสัย
“ศิษย์พี่ ยันต์นี้ต้องใช้กระดาษเหลืองเท่านั้นหรือ”
ศิษย์หอยันต์ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
“กระดาษเหลืองรับปราณได้ดีกว่ากระดาษธรรมดา หมึกชาดนำปราณได้มั่นคงกว่า หากใช้กระดาษทั่วไปขีดเขียนเล่น ต่อให้ลายเส้นเหมือนกันทุกประการ ก็เป็เพียงรอยหมึกไร้พลัง ไม่มีปราณผนึกอยู่ภายใน ย่อมไม่อาจก่อผลใด
แต่เมื่อเส้นอักขระถูกวางลงบนสื่อที่รับปราณได้ ใช้หมึกชาดเป็ทางนำ และมีผู้ส่งปราณปิดผนึกลงไป รอยหมึกเ่าั้จึงไม่ใช่เพียงรอยหมึกอีกต่อไป หากกลายเป็ตราที่สั่งให้กลิ่นยา ไอสมุนไพร และรอยรั่วบนฝาหีบค่อย ๆ สงบลง”
คำตอบนั้นผ่านหูศิษย์ส่วนใหญ่แล้วจบลงเพียงเท่านั้น
แต่หลิวหยางจำไว้ครบ
กระดาษเหลืองเก็บปราณ
หมึกชาดนำปราณ
ลายเส้นต้องถูก
ผู้เขียนต้องใส่ปราณ
ไร้ปราณผนึกไว้ ย่อมเป็เพียงรอยหมึก
ศิษย์ผู้ดูแลเดินจากไปหลังเปลี่ยนยันต์เสร็จ ทิ้งเศษกระดาษเหลืองเก่าที่ฉีกออกจากฝาหีบไว้ในตะกร้าขยะข้างชั้นไม้
ไม่มีผู้ใดสนใจเศษกระดาษเลือนค่าเ่าั้ หลิวหยางลุกขึ้นไปเทเศษรากสมุนไพรตามหน้าที่
เมื่อเดินผ่านตะกร้าขยะ ปลายนิ้วของเขาหยิบเศษกระดาษเหลืองขาดมาชิ้นหนึ่ง ซ่อนไว้ใต้ผ้าห่อหมั่นโถวอย่างแเี
หลังลานคัดแยก มีมุมหนึ่งซึ่งหิมะตกทับจนพื้นขาวสะอาด หลิวหยางย่อตัวลง วางตะกร้าเปล่าไว้ข้างกาย แล้วใช้กิ่งไม้เล็กวาดเส้นบนพื้นหิมะตามลายยันต์ที่เพิ่งเห็น
รอยบนหิมะไม่สว่าง
ไม่สั่นไหว
ไม่เก็บปราณ
เพียงไม่นาน ลมหิมะก็ทำให้ขอบเส้นพร่าเลือน
หลิวหยางมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใช้แขนเสื้อปาดทิ้ง
ยันต์ต้องมีสื่อรองรับ
ต้องมีหมึกที่รับปราณ
ต้องมีปราณผนึกไว้
รอยบนหิมะจึงเป็เพียงแบบร่าง
เขาไม่ได้ผิดหวัง ตรงกันข้าม เด็กชายเพียงวาดซ้ำอีกครั้ง ช้ากว่าเดิม เพื่อจำลำดับเส้นให้แม่นขึ้น
เส้นแรกปิดกลิ่น
เส้นที่สองกั้นไอปราณ
เส้นที่สามรั้งตราให้แนบสนิทกับฝาหีบ
จากนั้นจึงปาดทิ้งจนพื้นขาวราบเรียบดังเดิม
เขาไม่ได้สร้างยันต์ เขาเพียงจำว่า ยันต์หนึ่งแผ่นสั่งให้ปราณอยู่ในหีบได้อย่างไร
นั่นก็พอแล้วสำหรับวันนี้
หลังหีบสมุนไพรสามใบถูกผนึกเรียบร้อย หลิวหยางยังคงก้มหน้าคัดสมุนไพรอยู่ในสวนของเรือนโอสถ
หิมะบางส่วนบนปลายใบละลายเป็หยดน้ำใส ไหลลงตามก้านหญ้าน้ำค้างหิมะทีละหยด เขาใช้มีดหยกตัดรากช้ำออกอย่างระมัดระวัง แยกต้นสมบูรณ์ไว้ในถาดซ้าย ต้นที่ไอปราณขุ่นจางไว้ถาดกลาง ส่วนเศษรากเสียถูกใส่ไว้ในตะกร้าไม้ไผ่ด้านขวา
จากประตูสวนสมุนไพรเข้ามาถึงแนวแปลง ต้องเดินผ่านทางหินแคบอีกสิบกว่าก้าว ลานคัดแยกอยู่ลึกเข้าไปใต้ชายคาด้านใน มิใช่ที่ที่คนนอกจากตำหนักสายนอกอื่นจะเดินเข้ามาได้ตามใจ
หน้าเรือนโอสถมีเส้นหินสีดำฝังเป็แนว แบ่งเขตสวนสมุนไพรกับทางเดินส่วนนอกไว้อย่างชัดเจน ผู้ไม่มีเวร ไม่มีป้ายคำสั่ง หรือไม่มีศิษย์โอสถนำทาง ย่อมทำได้เพียงยืนรออยู่หน้าประตู
หลิวหยางเพิ่งวางหญ้าน้ำค้างหิมะต้นสุดท้ายลงในถาดซ้าย เสียงของศิษย์เวรหน้าประตูก็ดังขึ้น
“หลิวหยาง มีคนมาหาเ้า”
ปลายมีดหยกหยุดลงเพียงชั่วครู่
หลิวหยางเงยหน้าขึ้น มองไปยังประตูไม้บานเตี้ยด้านนอก ก่อนวางมีดลงบนถาดอย่างเรียบร้อย แล้วลุกเดินออกไปอย่างสงบ
หน้าประตูมีศิษย์ฝ่ายนอกผู้หนึ่งยืนก้มหน้าอยู่ รูปร่างผอมสูง เสื้อคลุมสีหม่นเปื้อนฝุ่นเล็กน้อย ข้างเอวห้อยป้ายไม้ฝ่ายนอกธรรมดา มิใช่คนของเรือนโอสถ และมิใช่ผู้ที่หลิวหยางคุ้นหน้า
ศิษย์ผู้นั้นยื่นตลับหยกขนาดเล็กออกมา สีหน้าคล้ายไม่อยากอยู่นาน
“ศิษย์พี่หญิงเยี่ยฝากมาให้เ้า”
เขากล่าวเสียงเบา
“นางเป็ห่วงแผลบนมือของเ้า จึงให้ยาตลับใหม่ที่ดีกว่าตลับเดิมมา”
ศิษย์เวรหน้าประตูเหลือบมองตลับยา ก่อนหันมาทางหลิวหยาง
“มารับไว้แล้วกลับไปทำงาน อย่าให้เสียเวลา”
หลิวหยางประสานมือรับตลับหยกไว้
ปลายนิ้วของเขายังไม่ทันแตะฝาตลับ กลิ่นบางอย่างก็ลอดออกมาจากรอยผนึกที่ปิดไว้ไม่สนิทนัก
กลิ่นยาสมานแผลถูกแต่งไว้ชั้นนอก อ่อนจางและเรียบเนียนคล้ายของดี ทว่าใต้กลิ่นนั้นกลับมีไอฝาดแหลมซ่อนอยู่ ราวเศษเข็มเล็ก ๆ ที่ถูกห่อไว้ในผ้าไหม ต่อให้ปิดไว้มิดชิดเพียงใด ปลายแหลมก็ยังแทงทะลุออกมาให้รู้สึกได้
ไอปราณไร้ชื่อในกายหลิวหยางนิ่งอยู่ใต้เส้นชีพจร
เพียงชั่วพริบตา กลิ่นในตลับก็ถูกแยกออกเป็ชั้น
สมุนไพรสมานผิว
ผงรากเผาชีพจร
ไอร้อนที่ใช้กัดแผลให้ปริแตก
และกลิ่นชาดหยาบจากตราปิดตลับที่ไม่ใช่ฝีมือของเยี่ยชิงหลัน
หลิวหยางไม่เปิดตลับ
ไม่ถาม
ไม่กล่าวหาผู้ใด
เขาเพียงก้มศีรษะเล็กน้อย
“ฝากขอบคุณศิษย์พี่หญิงเยี่ยด้วย”
ศิษย์ฝ่ายนอกผู้นั้นพยักหน้าลวก ๆ แล้วรีบหันหลังจากไป เสียงฝีเท้าของเขาเร่งขึ้นเล็กน้อยเมื่อพ้นประตูสวนสมุนไพร ราวผู้ที่เพิ่งโยนของร้อนออกจากมือสำเร็จ
หลิวหยางมองแผ่นหลังของศิษย์ผู้นั้นเพียงครู่เดียว
ฝีเท้าอีกฝ่ายเร่งขึ้นทันทีที่พ้นประตูสวนสมุนไพร เร็วเกินกว่าคนที่เพียงนำของมาส่ง และหวาดระแวงเกินกว่าคนที่ไม่รู้เื่ใด
หลิวหยางหลุบตาลง เขาเก็บมันเข้าแขนเสื้ออย่างสงบ ไอฝาดแหลมยังคงซึมออกมาจากรอยผนึกบนฝาตลับ บางเบาจนศิษย์เวรหน้าประตูไม่ทันสังเกต ทว่าสำหรับเขา กลิ่นนั้นชัดเจนพอจะรู้ว่าไม่ควรถูกแตะต้อง
ศิษย์เวรหน้าประตูหันไปตรวจตะกร้าสมุนไพรอีกด้านแล้ว ไม่มีผู้ใดสนใจตลับหยกเล็ก ๆ ในแขนเสื้อของเด็กฝ่ายนอกผู้หนึ่งอีก
หลิวหยางกลับไปนั่งหน้าแปลงสมุนไพร หยิบมีดหยกขึ้นมา แล้วคัดรากเสียออกจากหญ้าน้ำค้างหิมะต่ออย่างประณีต
ใบหน้าของเขายังคงสงบ มีเพียงปลายนิ้วที่แตะขอบแขนเสื้อเบา ๆ หนึ่งครั้ง คล้ายยืนยันว่าของชิ้นนั้นยังอยู่
ก่อนยามอู่* เยี่ยชิงหลันมาถึงสวนสมุนไพรของเรือนโอสถวันนี้นางมิได้มาคนเดียว ข้างกายมีศิษย์ฝ่ายในจากเขาหลิงเหยาสองคน และด้านหลังยังมีผู้บันทึกบัญชีสมุนไพรถือม้วนไม้ไผ่ตามมาด้วย
ศิษย์เวรโอสถหน้าประตูรีบประสานมือคารวะ แล้วเปิดทางให้นางเข้าสวนสมุนไพร ผู้ที่ไม่มีเวรเกี่ยวข้องต่างถอยออกไปจากแนวประตูโดยไม่ต้องให้ผู้ใดสั่ง
เมื่อเห็นนาง ศิษย์ฝ่ายนอกทั้งหมดในสวนรีบประสานมือ
“คารวะศิษย์พี่หญิงเยี่ย”
เยี่ยชิงหลันพยักหน้า
“วันนี้ตรวจสมุนไพรต่อหน้าข้า หลังบันทึกชื่อแล้ว ห้ามผู้ใดแตะต้องตะกร้าอีก”
เสียงของนางไม่ดังนัก แต่พอให้ทั้งสวนได้ยิน
หลิวหยางวางมีดหยกลง แล้วถอยออกมาครึ่งก้าวตามระเบียบ
เยี่ยชิงหลันตรวจทีละแถว เมื่อมาถึงตะกร้าของหลิวหยาง นางหยุดลง
ถาดสมุนไพรสามถาดเรียงเป็ระเบียบ ต้นสมบูรณ์ ต้นช้ำ และเศษรากเสียถูกแยกไว้อย่างชัดเจนกว่าตะกร้าอื่น ไม่มีไอขุ่นปน ไม่มีรอยช้ำเกินควร และไม่มีต้นใดถูกจัดอย่างลวก ๆ เพื่อให้ผ่านตา
นางหยิบหญ้าน้ำค้างหิมะต้นหนึ่งขึ้นมาดู
“เ้าคัดเองทั้งหมดหรือ”
หลิวหยางประสานมือ
“ข้าคัดส่วนที่ใช้ส่งตรวจไว้แล้ว ส่วนรากเสียกับใบช้ำ ข้าแยกไว้ต่างหาก ยังมิได้รวมเข้าหีบ”
เยี่ยชิงหลันพยักหน้าเล็กน้อย
“เหตุใดจึงแยกละเอียดถึงเพียงนี้”
“รากเสียมีกลิ่นฝาดหนักกว่าต้นช้ำ หากวางรวมกับต้นดีนานเกินไป กลิ่นจะติดกัน ยามส่งขึ้นหลิงเหยาอาจถูกตีกลับทั้งถาด”
สิ่งที่เขาแยกออก มิใช่เพียงกลิ่น
ใต้กลิ่นฝาดเ่าั้ ยังมีไอขุ่นบางเบาปะปนอยู่ เพียงแต่ถ้อยคำเช่นนั้น ไม่ควรหลุดออกจากปากเด็กฝ่ายนอกผู้หนึ่ง
ผู้บันทึกบัญชีสมุนไพรชะงักปลายพู่กันเล็กน้อย ก่อนเหลือบมองหลิวหยางอีกครั้ง
เด็กผู้นี้อายุเพียงสิบสองปี ทว่ากลับมิได้คัดสมุนไพรตามคำสั่งอย่างทื่อ ๆ เขารู้ว่ารากเสีย กลิ่นฝาด และต้นช้ำจะส่งผลต่อการตรวจรับบนหลิงเหยาอย่างไร ถ้อยคำเรียบง่ายไม่กี่ประโยค กลับเผยความรอบคอบเกินวัยออกมาอย่างชัดเจน
เยี่ยชิงหลันไม่ได้ชม เพียงวางสมุนไพรกลับลงถาด
“ถือว่ารอบคอบ”
หลิวหยางก้มศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนล้วงตลับหยกในแขนเสื้อออกมา แล้วยื่นให้นางด้วยสองมือ
“เมื่อครู่มีผู้ฝากสิ่งนี้มาให้ข้า บอกว่าเป็ยาที่ศิษย์พี่หญิงเมตตาส่งมา”
เยี่ยชิงหลันชะงัก
สายตาของนางตกลงบนตลับหยกขนาดเล็กในมือเขา
หลิวหยางกล่าวต่ออย่างนอบน้อม
“ยาตลับเดิมที่ศิษย์พี่หญิงให้ไว้ยังเหลืออยู่มาก ของมีค่าเช่นนี้ ข้าไม่กล้ารับเพิ่ม จึงขอคืนแก่ศิษย์พี่หญิง”
ทั่วบริเวณเงียบลงเล็กน้อย
เยี่ยชิงหลันไม่ได้รับตลับทันที นางมองฝาตลับ มองเส้นตราปิดกลิ่นบนขอบหยก แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทีละน้อย
“ข้าไม่เคยส่งยาตลับนี้ให้เ้า”
อธิบายศัพท์ท้ายตอน
ยามเฉิน — ่เวลาประมาณ 07.00–09.00 น.
ยามอู่ — ่เวลาประมาณ 11.00–13.00 น.
ยามเซิน — ่เวลาประมาณ 15.00–17.00 น.
ยามโหย่ว — ่เวลาประมาณ 17.00–19.00 น.
ยามซวี — ่เวลาประมาณ 19.00–21.00 น.
ครึ่งก้านธูป — ระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 15 นาทีโดยคร่าว ๆ