บริเวณลานหินซึ่งเป็จุดพักระหว่างทางเชื่อมไปยังโรงครัวเยว่ซินเอาแต่เดินไปเดินมาเพราะคิดไม่ตกเื่ที่ได้ยินเฟยฉีคุยกับลู่เสียนเมื่อวานนี้ในที่ประชุมของวังเฟิ่งหวง นอกจากจะมีการทวงถามถึงฤกษ์ยามในการจัดงานมงคลแล้วเวลานี้เผ่าจิ้งจอกแดงยังล้วนแต่อยากขับไล่เยว่ซินออกจากหุบเขา
ภูตต้นไม้น้อยเดินไปแล้วก็เดินกลับอยู่หลายเที่ยวกระทั่งเกือบชนกับผู้าุโท่านหนึ่งรายนี้ถึงได้หยุดความคิดฟุ้งซ่านลงได้
“พ่อบ้านหลี่ ท่านกลับมาแล้วหรือ”น้ำเสียงของนางดีใจเป็อย่างยิ่ง นั่นเพราะว่าต่อจากนี้จะได้ไม่ต้องทำอาหารให้ประมุขน้อยอีกแล้ว
ผู้าุโที่มีใบหน้าเคร่งขรึมหยุดมองสภาพอิดโรยของคนตรงหน้าก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“เ้าก่อเื่ไว้มากมายเลยใช่หรือไม่เ้าอิงเถาน้อย”แน่นอนว่าเขาได้ยินวีรกรรมของนางั้แ่ปากทางเข้าป่าเทียนสุ่ย ปีศาจาุโยิ้มนิดๆอย่างให้กำลังใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
“ใช่ที่ไหนกัน มีแต่ข้าที่ถูกรังแก ตอนท่านกับเฟยฉีไม่อยู่ข้าแทบไม่ได้หยุดพักเลยข้าขอลาหยุดแค่วันเดียวเขากลับจะเอาข้าไปปลูกลงดิน นี่ถ้าท่านกลับมาช้ากว่านี้อีกสักนิดไม่แน่ว่าข้าอาจกลายเป็ต้นอิงเถาหน้าเรือนเฟิ่งหย่าไปแล้วก็ได้” นางฟ้องพลันน้ำตาก็ดันเอ่อออกมาจริงๆ
พ่อบ้านหลี่หัวเราะนิดๆก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วปลอบ “เอาล่ะๆ ตอนนี้ข้าก็กลับมาแล้ว เช่นนั้นเ้าอยากทำอะไรก็ไปทำเถอะ”เขาว่า มองเยว่ซินที่จากเดิมทำหน้าเหมือนท้อแท้ก็กลับกลายเป็เบิกบานขึ้นทันที
“อ้อนี่ ข้าให้เ้า” ก่อนแยกทางกันไปพ่อบ้านหลี่ยังแบ่งขนมที่นำมาจากเผ่าอินทรีให้นางเยว่ซินมองขนมอัดรูปดอกไม้ห้าชิ้นในห่อผ้าอย่างอดซาบซึ้งไม่ได้
“ขอบคุณพ่อบ้านหลี่ ท่านคงจะสงสารข้าที่เป็ภูตน้อยถูกรังแก”
“ใครว่าข้าได้ยินมาแต่ว่าเ้าน่ะรังแกประมุขน้อยของข้า”
“...” ผิดคาด เยว่ซินเหยียดริมฝีปากนิดๆแต่เห็นอีกฝ่ายไม่ถือสาทั้งยังทำหน้าเอ็นดูนางด้วย
“ต่อไปเ้าก็ก่อเื่ให้มันน้อยๆ หน่อย...อ้อแล้วอีกอย่าง เ้าเรียกข้าว่าอาหลี่เถอะ”
“ท่านอาหลี่” เยว่ซินพยักหน้ารู้สึกว่าการถูกไว้เนื้อเชื่อใจมันช่างอบอุ่นดีเหลือเกินความจริงแล้วนอกจากลู่เสียนและเฟยฉีก็ยังมีพ่อบ้านหลี่ที่ดีกับนาง ในป่าเทียนสุ่ยแห่งนี้ก็ใช่จะไร้ซึ่งที่พึ่งพิงทางใจเสียทีเดียวว่าแล้วก็รีบเอ่ยปากขอบคุณสำหรับขนมและเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
ระหว่างทางที่เดินกินขนมของพ่อบ้านหลี่ตาก็มองตรงไปเบื้องหน้าด้วยความคิด ว่าระหว่างออกตามหาเหยียนโม่โฉวกับการไปเอาศิลาอาบแสงจันทร์เพื่อชดใช้ในสิ่งที่ติดค้างอี้ฉางเฟิงนางควรทำสิ่งไหนก่อนดี
ว่าแล้วก็เลี้ยวตามทางที่มุ่งตรงไปยังถ้ำจิ้งจอกขาวเก็บขนมอัดอีกสามชิ้นที่เหลือลงห่อผ้าซุกไว้ในอกเสื้อเพราะจะเอาไปแบ่งให้ลู่เสียนแต่ระหว่างที่เดินถึงลานหินซึ่งเป็ทางแยก เยว่ซินไม่คิดว่าจะพบกับอวี้หนิงเหอที่ดูเหมือนนางตั้งใจมาดักรอ
“ข้ารู้มาว่าเ้ากำลังตามหาศิษย์พี่ของเ้า”
คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้เยว่ซินรู้สึกแปลกใจเท่าไหร่นักเพราะที่ผ่านมานางเองก็เที่ยวสอบถามจากเหล่าปีศาจตนอื่นๆ ไปทั่วเช่นนั้นอวี้หนิงเหอจะทราบด้วยก็ไม่แปลก เยว่ซินเห็นนางเดินมาหยุดยืนตรงหน้าแล้วเอ่ยต่อ
“ศิษย์พี่เ้าเป็เซียนที่หน้าตาคล้ายกับฉางเฟิงใช่หรือไม่บางทีข้าอาจจะช่วยเ้าได้”
“นี่ท่านไม่โกรธข้าแล้วหรือ?”
“จะว่าโกรธข้าก็ย่อมโกรธแต่เมื่อลองทบทวนดู ถ้าข้าช่วยให้เ้าสมหวังเ้าก็จะได้กลับเขาหลุนซานของเ้าไปซะที”
“ท่านนี่ช่างตรงไปตรงมาดีจริง เช่นนั้นก็ได้เอาเป็ว่าถ้าท่านช่วยข้า ข้าก็จะช่วยท่านให้ได้แต่งงานกับประมุขน้อย” เยว่ซินไม่เอาเปรียบใครอยู่ฝ่ายเดียวแน่ดังนั้นเมื่ออีกฝ่ายเสนอนางก็พร้อมที่จะแลกเปลี่ยน
“เ้าน่ะหรือจะช่วยข้าเ้าไม่ได้คิดอะไรกับฉางเฟิงจริงหรือ?”
สีหน้าของเยว่ซินจริงจังขึ้นต่างจากก่อนหน้านี้สิ้นเชิง
“คิดอะไร? ไยข้าต้องคิดอะไรกับอี้ฉางเฟิงข้าคิดแค่ว่าเขาเป็ปีศาจที่อันตรายกับข้า และข้าก็ไม่อยากอยู่ใกล้เขานานๆ” เยว่ซินพูดตามตรงเป็ครั้งแรกที่นางเห็นอวี้หนิงเหอยิ้มชอบใจ
“เช่นนั้นก็ดี ถ้าเ้ารับปากว่าเมื่อพบศิษย์พี่ของเ้าแล้วเ้าจะไม่กลับมาที่นี่อีกข้าก็จะช่วยเ้า”
“ข้าย่อมไม่อยากกลับมาที่นี่อยู่แล้ว...แต่ไม่สิข้ายังอยากเจอลู่เสียน เฟยฉี แล้วก็ท่านอาหลี่ เอาเป็ว่าข้าไม่เข้าไปเหยียบที่เรือนเฟิ่งิไม่ข้องเกี่ยวกับอี้ฉางเฟิงของท่านอีก แค่นั้นได้หรือไม่” เยว่ซินต่อรองและดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็ดูจะพอใจ
อวี้หนิงเหอบอกว่าปีศาจรับใช้ของนางพบเซียนผู้หนึ่งแถวหุบเขาด้านทิศตะวันออกแนะให้เยว่ซินลองไปสำรวจและสอบถามปีศาจแถวนั้นดู
“เทือกเขาด้านทิศตะวันออกแถวนั้นมิใช่ที่ตั้งของถ้ำชิงจันทราหรอกหรือ?”
“เ้ารู้จักถ้ำชิงจันทราด้วยหรือ?”
“ลู่เสียนบอกว่าด้านในมือศิลาอาบแสงจันทร์เดิมทีข้าทำแท่นฝนหมึกศิลาหยกน้ำค้างของอี้ฉางเฟิงแตก ข้าไม่อยากติดค้างเขา ข้าจึงคิดอยู่ว่าจะเข้าไปเอาศิลาอาบแสงจันทร์มาทำเป็แท่นฝนหมึกชดใช้เขาดีหรือไม่แต่ลู่เสียนบอกว่าที่นั่นอันตรายมาก”
“เ้าจะไปเอาอะไรกับคำพูดของจิ้งจอกขาวขี้ขลาดนั่น”
“อย่ามาว่าสหายข้านะ!” เยว่ซินออกโรงป้อง มองอวี้หนิงเหอที่ดูเหมือนจะทำหน้าสมเพชเวทนานาง
“ก็สุดแล้วแต่เ้า แต่ลองคิดดู ถ้าเ้าลองเสี่ยงนั่นไม่เท่ากับว่าเ้ายิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัวหรอกหรือ?”
เยว่ซินกำลังครุ่นคิดตามที่นางพูดหากยอมเสี่ยงไปที่นั่นย่อมหมายถึงโอกาสที่จะเจอเหยียนโม่โฉว เคราะห์ดีอาจจะเข้าไปเอาศิลาอาบแสงจันทร์ออกมาได้ด้วยแต่เพื่อไม่ให้ตกหลุมพรางของปีศาจจิ้งจอกเ้าเล่ห์เยว่ซินจึงต้องแบ่งรับแบ่งสู้
“ไว้ข้าจะลองทบทวนดู...แต่ถ้าเ้าอยากให้ข้ารีบออกไปให้พ้นๆจากอี้ฉางเฟิง มิสู้เ้าไปกับข้าด้วยดีหรือไม่ ด้วยพลังของเ้าบวกกับพลังของข้าแน่นอนว่าอาจ่ชิงศิลาอาบแสงจันทร์มาได้”
อวี้หนิงเหอได้ฟังก็ยกมุมปากขึ้นยิ้มเล็กน้อยภูตต้นไม้น้อยตนนี้ก็ฉลาดไม่เบา รู้จักที่จะระแวงไม่ไว้ใจเช่นนี้เห็นทีจะกำจัดนางได้คงไม่ง่ายแล้ว
“เช่นนั้นก็ย่อมได้ หากเ้าตกลงอย่างไรก็บอกข้าแต่อย่าลังเลนานแล้วกัน อย่าลืมว่าป่าแถบนั้นล้วนมีเผ่ามารบุกเข้าออกตลอดเวลาขืนชักช้าไม่แน่ว่าศิษย์พี่ของเ้าอาจถูกพวกมันแย่งชิงแก่นเซียนไปแล้วก็ได้”
ดูเหมือนเยว่ซินจะนิ่งไปเล็กน้อยคำบอกกล่าวของนางคล้ายกับที่ลู่เสียนเคยเล่า มารบางจำพวกเพื่อให้ได้พลังอำนาจและข้ามขั้นเป็จอมมารมักอาศัยิญญามนุษย์ แก่นปีศาจและเซียนเพื่อใช้ในการเพิ่มตบะและฝึกวิชามารขั้นสูง
หลังหมดเื่ที่จะพูดแล้วอวี้หนิงเหอก็ยืนกอดอกอย่างผ่อนคลายปล่อยให้อีกฝ่ายยืนชั่งใจอยู่ว่าควรจะเชื่อหรือไม่เชื่อดี “ตัดสินใจอย่างไรก็บอกข้าแล้วกัน”พูดจบก็สะบัดตัวหายวับไป
อุบายของอวี้หนิงเหอในครั้งนี้สามารถคิดได้หลายแง่แต่สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะหาทางหลอกล่อให้เยว่ซินไปติดกับแล้วสังหารนางเสียหรือจะทำให้นางสมหวังในการตามหาคู่หมั้นแล้วออกไปจากหุบเขาปีศาจ สุดท้ายก็คือการกำจัดนางไปให้พ้นจากอี้ฉางเฟิงอยู่ดี
- ข้าตกลง พบกันวันพรุ่ง ยามเฉิน[1]-
อวี้หนิงเหอสีหน้าผยองเมื่อได้รับข้อความตอบกลับจากเยว่ซินพลันรอยยิ้มชั่วร้ายก็ผุดพรายขึ้นที่มุมปาก น่าขันที่เยว่ซินไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าการไปครั้งนี้นางจะต้องเจอกับอะไรบ้าง
ทิศตะวันออกของหุบเขาปีศาจเต็มไปด้วยภยันตรายจากทั้งปีศาจชั่วและสัตว์ดุร้ายที่นี่อยู่นอกเขตอาคมของป่าเทียนสุ่ย เช่นนั้นจึงไม่ค่อยมีผู้ใดผ่านเข้าออก แม้แต่เหล่าปีศาจด้วยก็ย่อมรู้ดีว่าที่นี่เชื่อมต่อกับดินแดนมารและมักจะมีมารบางเผ่าแฝงตัวเข้ามาจับปีศาจไปดูดกลืนิญญาเพื่อฝึกวิชา
“ที่นี่เองหรือ หุบเขาชิงจันทร์”
เยว่ซินหยุดยืนและเงยหน้ามองไปยังูเาที่ตั้งตระหง่านจะว่าไป ป่าแถบนี้ก็ดูน่าวังเวงและลึกลับกว่าป่าสี่อสรพิษที่นางเคยผ่านตอนเข้ามายังหุบเขาปีศาจครั้งแรกเสียอีก
อวี้หนิงเหอไม่ได้สนใจคำพูดของนางสักเท่าไหร่ยังคงเดินนำหน้ามุ่งไปยังถ้ำแห่งหนึ่งที่อยู่ในหุบเขาแห่งนี้ กระทั่งถึงช่องเขาที่สองฝั่งขนาบด้วยหน้าผาสูงทะมึนดูเหมือนว่าแสงอาทิตย์ก็แทบจะส่องลอดลงมาไม่ถึง ปีศาจจิ้งจอกในชุดแดงที่อยู่ด้านหน้าจึงได้หันมาพูดกับนาง
“ผ่านจุดนี้ไปด้านหน้าถึงจะเข้าเขตหุบเขาเ้าต้องระวังด้วย ต้องผ่านโถงถ้ำไปอีกฝั่งให้ได้ก่อนถึงจะเจอทางเข้าแต่ระหว่างทางข้ามไปยังถ้ำชิงจันทรา ด้านล่างเป็หุบเหวที่เชื่อมต่อกับรอยต่อแดนมารอย่าได้ตกลงไปเชียว มิเช่นนั้นใครก็ช่วยเ้าไม่ได้”
เยว่ซินพยักหน้ารับทราบเหมือนศิษย์ที่ตั้งใจฟังอาจารย์สั่งสอนบรรยากาศตรงนี้อึมครึมด้วยต้นไม้ใหญ่ที่แผ่ใบกว้างแทบจะปิดกั้นแสงอาทิตย์จากท้องฟ้า
“จริงหรือที่ในถ้ำมีปีศาจดุร้ายเฝ้าอยู่?”
“ไว้เดี๋ยวเ้าก็รู้เอง”
พูดจบก็เดินดิ่งมุ่งหน้าไป่หนึ่งก่อนเข้าไปยังจุดที่เป็ช่องแคบระหว่างเขาอวี้หนิงเหอให้เยว่ซินใช้พลังตรวจสอบดูว่าััถึงพลังจิตหรือิญญาของเหยียนโม่โฉวหรือไม่ซึ่งหลังจากที่นางลองแล้วก็ปรากฏว่าไม่รู้สึกถึงสิ่งใดเลย เช่นนั้นทั้งสองจึงได้มุ่งหน้าต่อ
ในที่สุดก็พ้นออกจากช่องแคบระหว่างเขาที่มีต้นไม้เบียดบังจนเดินลำบากเข้ามายังส่วนที่เป็เหมือนโถงถ้ำขนาดใหญ่ที่มีหินย้อยลงมาจาก้าแหลมคมดั่งกรงเล็บปีศาจตามพื้นหินขรุขระเต็มไปด้วยหินงอกน้อยใหญ่พุ่งขึ้นมาราวกับผืนหนาม บริเวณนี้ค่อนข้างมืด้าที่เป็ช่องและปล่องเล็กๆ พอมีลำแสงส่องลอดลงมาได้แต่ไม่มากนัก ส่วนแสงที่ตกกระทบลงมายังพื้นนั้นเป็สีนวลส้มเหมือนแสงของดวงจันทรา
อวี้หนิงเหอหงายมือขึ้นและเสกไฟลูกหนึ่งขึ้นมาบนมือก่อนสั่งให้เยว่ซินแบมือและส่งต่อให้ไปอยู่ในมือของอีกฝ่ายลูกไฟดวงย่อมขนาดเท่าผลส้มส่องแสงวิบวับอยู่เหนือฝ่ามือของเยว่ซิน ไร้ซึ่งความร้อนและปราศจากน้ำหนักมีเพียงเปลวไฟพลุ่งพล่านที่ส่ายไปมาตามแรงเดิน
“เยว่ซิน เ้าใช้อาคมลอยตัวได้ใช่หรือไม่?”
“ทะทำไมถามเช่นนั้น”
แทนคำตอบอวี้หนิงเหอสะบัดหน้าให้นางเงยดูสภาพแวดล้อมเบื้องหน้า ก่อนจะใช้อาคมจิ้งจอกของนางกระโจนข้ามหินงอกและพื้นหินขรุขระนั่นไปโดยไม่เหลียวหลังมามอง
“ดะเดี๋ยวสิ...แม่นางอวี้ รอข้าด้วย” จังหวะที่เยว่ซินพยายามใช้อาคมยกตัวขึ้นเหยียบไปบนแง่หินแต่ละก้าวอวี้หนิงเหอก็พุ่งหายไปในความมืดเบื้องหน้าเสียแล้ว
ปีศาจจิ้งจอกแดงยืนรออยู่สักพักก็เห็นเยว่ซินเคลื่อนที่ตามมาจนได้จากจุดนี้ไปเป็เหมือนอุโมงค์คดเคี้ยวที่ลึกลงไปยังด้านล่าง มีรากไม้พันเกี่ยวไปตามซอกหินราวกับงูั์กระทั่งถึงโถงถ้ำอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ลึกลงไปใต้ผืนดิน อากาศเริ่มน้อยลงอวี้หนิงเหอให้เยว่ซินลองใช้พลังััดูว่ารู้สึกถึงพลังจิตของเหยียนโม่โฉวหรือไม่หลังเยว่ซินลองดูหลายรอบแล้วก็ส่ายหน้า
“บางทีศิษย์พี่เ้าอาจไม่ได้อยู่แถวนี้เช่นนั้นมิสู้เข้าไปเอาศิลาอาบแสงจันทร์ก่อนแล้วค่อยไปตามหายังส่วนอื่นของหุบเขา”อวี้หนิงเหอแนะ ซึ่งเยว่ซินก็เห็นว่าคงต้องเป็เช่นนั้นในเมื่อนี่ก็เกือบจะถึงถ้ำชิงจันทราแล้ว
ผ่านจากอุโมงค์ต้นไม้นี่ไปก็ถึงทางเข้าถ้ำเยว่ซินเห็นอวี้หนิงเหอใช้พลังและดาบทรงโค้งของนางกรีดผนึกที่ถูกปิดไว้ด้านหน้าเมื่อกำแพงที่เหมือนแก้วหลากสีเกิดเป็รอยแยก ร่างระหงก็ดึงมือเยว่ซินผ่านเข้าไปด้านในที่เห็นเป็โถงขนาดใหญ่ตรงกลางเป็ที่โล่งและขมุกขมัวจากตรงนี้รู้สึกได้ถึงไอร้อนและกลิ่นแร่ธาตุที่ลอยขึ้นมาจากใต้ดิน เบื้องหน้ามีทางหินแคบๆคล้ายสะพานทอดยาวไปยังอีกฝั่งที่มืดมิดจนมองไม่เห็นปลายทาง
“จากนี้เ้าก็เดินเข้าไปเองแล้วกันข้ารออยู่ตรงนี้ หากเกิดอะไรขึ้นจะได้ช่วยเ้าได้”
“นี่ท่านไม่ไปกับข้าหรอกหรือ?”เยว่ซินหมุนตัวกลับไปด้านหลัง ในมือยังมีเปลวไฟจิ้งจอกลอยอ้อยอิ่ง
แทนคำตอบอวี้หนิงเหอกลับเร่งให้นางเดินไปตามทางหินแคบๆ นั่นก่อนที่จะเสียเวลาไปมากกว่านี้ส่วนเยว่ซินได้แต่ผ่อนลมหายใจ รวบรวมความกล้าแล้วเดินมุ่งไปข้างหน้าช้าๆ เปลวไฟในมือพอให้แสงสว่างมองเห็นผิวทางขรุขระเล็กน้อยแต่สองข้างของทางเดินที่กว้างแค่่กางแขน นางรู้สึกว่าเหวด้านล่างนั้นลึกและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของปีศาจและมารปะปนกันคละคลุ้ง
นอกจากหุบเหวร่ำไห้แล้ว ในถ้ำชิงจันทราแห่งนี้ยังมีสถานที่เชื่อมต่อกับแดนมารอีกแห่งนั่นก็คือใต้ล่างนี้
“แม่นางอวี้! ท่านยังอยู่หรือไม่?!”
เยว่ซินะโเรียก แต่ว่าปลายเสียงนั้นเงียบหายไปแล้วเ้าตัวจึงหันกลับไปด้านหลังโดยใช้ไฟในมือส่องดูอีกครั้งก็เห็นแต่ความมืด จนไม่รู้เลยว่าเดินมาได้ครึ่งทางแล้วหรือยังด้านหลังก็มืด ด้านหน้าก็เงียบ รอบตัวมีแต่เสียงคล้ายกลับมวลพลังบางอย่างเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาเยว่ซินไม่รู้เลยว่าเบื้องหน้าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง และทันใดนั้นเอง
แววตาสีแดงสว่างวาบคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นในความมืดก่อนที่จะเคลื่อนตัวมาด้านหน้าภูตน้อยที่ได้แต่หยุดยืนนิ่ง ภาพของปีศาจครึ่งงูั์ตัวใหญ่เลื้อยตรงมาที่นางหากเมื่ออยู่ในระยะแสงสว่าง แววตาที่เห็นแดงวาบอยู่สูงเกือบสิบจั้งกลับกลายเป็แววตาของปีศาจสาวที่กำลังโน้มลำตัวลงมาผมยาวสยายพลิ้วไปมาโดยไม่มีลมพัด ท่อนบนเป็มนุษย์เปลือยเปล่าก็จริงแต่ไม่อุจาดตาลำตัวที่เป็ิัปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำ่แขนและหน้าอก ท่อนล่างเป็เกล็ดงูวาววับราวกับนิลปลายหางนั้นโค้งตวัดไปสิ้นสุดยังที่ใดก็มิอาจล่วงรู้
ไม่มีการสนทนาใดๆเกิดขึ้น มีเพียงแค่เสียงหัวใจของภูตน้อยที่เต้นแรง
เพียงแค่นางปีศาจงูั์อ้าปากพลังรุนแรงของนางก็พุ่งเข้าโจมตีฝ่ายตรงข้ามในทันที เยว่ซินรีบสะบัดเปลวไฟในมือทิ้งแล้วประสานพลังเพื่อต้านทานไว้จนเกิดเป็แสงสีฟ้าขาวและเขียวต้านทานกันอย่างรุนแรง พลังที่ขยายวงกว้างออกราวกับกำแพงกั้นระหว่างภูตน้อยและปีศาจงูั์ไว้ทำให้ทั้งโถงถ้ำสว่างจ้าด้วยพลังที่ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ตู้ม! ครืนนน!!!
ปลายหางของปีศาจงูั์ตวัดอ้อมมายังด้านหลังและฟาดเข้าใส่ร่างบอบบางของภูตน้อยทันทีเยว่ซินหลีกหลบได้แต่ก็ล้มลงาเ็ ท่อนหางแข็งแกร่งของนางปีศาจฟาดลงที่ก้อนหินอย่างแรงเสียงะเิดังลั่นถ้ำ ทางเดินบริเวณนั้นแยกออกจากกันและทรุดตัวลง เยว่ซินรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้แน่จึงได้หาทางหลบหนีแต่ปีศาจดุร้ายตนนี้ก็ยังเลื้อยอ้อมมาอีกฝั่งเพื่อขวางทางออกไว้และโจมตีเยว่ซินด้วยพลังสีเขียวอีกครั้งและคราวนี้ไม่ได้ออกมาแค่จากปากของนางปีศาจร้าย ทว่าเมื่อนางยกมือวาดขึ้นและผลักไปด้านหน้าพลังรุนแรงที่ออกมาจากตัวนางก็ถึงขั้นทำให้ก้อนหินในถ้ำนั้นร้าวและแตกออกจากกัน
‘นี่สินะที่ลู่เสียนบอกว่ามีปีศาจเฝ้าอยู่’ เยว่ซินไม่น่าหลงเชื่อคำพูดของอวี้หนิงเหอเลยแต่ถึงตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากต้องหาทางหนีออกไป
เวลานั้นเพดานถ้ำเหมือนจะถล่มลงมา หุบเหวด้านล่างเริ่มสั่นคลอนเหมือนมีการเคลื่อนไหวเสียงครืนของผนังหินที่ขยับเขยื้อนและเริ่มหักร่วงลงมา เยว่ซินต้องหลบทั้งคมแหลมของหินย้อยและท่อนหางงูั์ที่ฟาดลงมาหลายครั้งหลายคราวจนบัดนี้ขอบทางที่เป็หินแข็งได้แตกร่วงลงไปยังเหวด้านล่างแล้ว
แสงสีฟ้าปนขาวยังปรากฏขึ้นเรื่อยๆยามที่เยว่ซินใช้พลังตอบโต้ แต่ต้านทานได้ครั้งละไม่นานนักก็ต้องรีบหาจังหวะเบี่ยงหนีปีศาจงูั์ว่องไวมาก ไม่รู้ว่านางพูดไม่ได้หรือเคียดแค้นอะไรหนักหนาถึงเอาแต่จ้องจะโจมตีอย่างเดียว
“ว้าย!!” เยว่ซินล้มกลิ้งไปกับทางขรุขระที่พังทลายก่อนจะลื่นตกลงไปยังห้วงเหวแต่โชคดีที่มือข้างหนึ่งยังเกาะขอบทางที่ชำรุดไว้ได้
จังหวะนั้นเองเยว่ซินเห็นสตรีผู้หนึ่งพุ่งเข้ามาแล้วโจมตีปีศาจงูั์ด้วยพลังที่แข็งแกร่งไม่แพ้กันแต่ด้วยพลังที่รุนแรงมากนั้นทำให้พื้นหินสั่นะเื ขอบหินที่เยว่ซินเกาะอยู่จึงได้แยกออกจากกันทำให้นางหล่นลงไปในช่องรอยต่อของแดนมาร
[1] ยามเฉิน คือ ่เวลา 07.00 – 08.59 น.