“พี่สาวมู่ ท่านก็เช่นกันหวังว่าวันหนึ่งเราจะได้พบกันอีก”
ใช่แล้ว แม้นางจะเกลียดที่นี่สุดหัวใจเพราะความทรงจำที่ได้รับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสุขและความช่วยเหลือที่มู่หลินเคยมอบให้นั้น ทำให้นางมีชีวิตอยู่มาได้จนถึงตอนนี้ ซูเหยาคิดว่าหากนางเจริญรุ่งเรืองจะกลับมาตอบแทนอีกฝ่ายอย่างแน่นอน
มู่หลินปาดน้ำตาพลางยื่นห่อผ้าเล็กๆ ใส่มือซูเหยา “นี่เป็เงิน...”
ซูเหยาเห็นดังนั้นก็รีบชักมือกลับแล้วส่ายหน้า “พี่สาวมู่ ท่านยังมีลูกที่ต้องเลี้ยงดูอย่าทำให้เขาเดือดร้อน ข้ายังมีกู้เซียง เขาจะไม่ทำให้ข้าอดอยาก”
สหายของกู้เซียงได้ยินเช่นนั้นก็ช่วยกันพยักหน้า พวกเขาล้วนเป็ทหารที่มีความสามารถ การล่าสัตว์จึงเป็เื่ที่สามารถทำได้ แล้วยิ่งในขบวนมีทั้งภรรยาและลูกของหัวหน้าด้วยแล้ว...
พอเห็นว่าซูเหยาปฏิเสธอย่างแน่วแน่ มู่หลินก็ไม่ได้รบเร้าต่อเพราะมันจะทำให้การเดินทางล่าช้า เมื่อบอกลากันแล้วซูเหยาเอ่ยถามสหายของกู้เซียง
“พวกท่านมีใครบังคับรถม้าเป็บ้าง?” คนกลุ่มนี้มีกันอยู่ 20 คน มันต้องมีบ้างที่ทำได้สิน่า
เมื่อมีหลายคนยกมือซูเหยาก็วางใจลงในระดับหนึ่ง
“พี่สะใภ้ข้าจะบังคับรถม้าเอง” เสี่ยวหยวนรีบอาสา เขารู้ล่วงหน้าจากปากของกู้เซียงแล้วว่าการเดินทางครั้งนี้ตระกูลซูจะออกเดินทางด้วย ด้วยจำนวนคนที่เพิ่มมาหลายคนจึงเป็ไปไม่ได้ที่จะเดินเท้าเปล่า อีกทั้งยังมีคนชรา เด็กและสตรีการจะให้คนกลุ่มนี้ขี่ม้าก็เป็ไปไม่ได้ไปกันใหญ่
เพียงแต่ใครจะคิดว่าว่าจำนวนรถม้าจะมีมากถึงสี่คัน
อืม หัวหน้าบอกเพียงแต่ว่าให้ไปเอารถม้าสำหรับเด็กทั้งสองคนที่โรงไม้เท่านั้นเอง แล้วคันที่เพิ่มมานี่มาจากไหน?
ราวกับเห็นสายตาสงสัยของอีกฝ่าย ซูเหยากระแอมแล้วเอ่ยวาจาคลุมเครือ “คนมากมายจะนั่งเบียดกันได้อย่างไร สามีข้ามองขาดเสียจริง”
ได้ฟังเช่นนั้นเสี่ยวหยวนก็ไม่มีข้อสงสัยอื่นใดอีก ดีเสียอีกมีรถม้ามากขึ้นการเดินทางจะได้ไวขึ้น
เมื่อคนทั้งกลุ่มมาถึงโรงไม้ สายตาของซูเหยาก็เห็นก้อนดำๆ สองก้อนที่ค่อนข้างมอมแมมหลบอยู่ด้านหลังของลุงเสี่ยวอี้
หญิงสาวเลิกคิ้ว อืม นี่คงจะเป็ลูกชายราคาถูกของนางใช่หรือไม่?
ดวงตาของนางสบกับดวงตาสองคู่แวบหนึ่ง จากนั้นก็ส่งยิ้มให้พวกเขา ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “เอาล่ะ คนไหนคือต้าเปา คนไหนคือเอ้อเปา”
เด็กน้อยรีบถอนสายตาแล้วรีบก้มหน้าหลบหลังเสี่ยวอี้ ดังนั้นคำตอบที่ได้รับจึงมีแต่ความเงียบ
ซูเหยาไม่ได้คิดมากกับเื่นี้ นางเองก็พอรู้เื่จากปากของกู้เซียงและมู่หลินมาคร่าวๆ แล้วเกี่ยวกับเด็กทั้งสอง พอเห็นท่าทางของพวกเขาก็ไม่นึกแปลกใจอันใด
ทางด้านของต้าเปากับเอ้อเปาเห็นว่านางไม่โกรธที่พวกเขาไม่ตอบ จึงลอบมองซูเหยาเป็ระยะๆ
ซูเหยาไม่สนใจการกระทำของพวกเขาอีกต่อไป เพราะนางยังต้องไปรับคนตระกูลซูอีก เวลาที่ต้องใช้ร่วมกันในระหว่างเดินทางยังมีอีกเยอะ เอาไว้ค่อยทำความรู้จักในตอนนั้นก็ยังไม่สาย
ในขณะที่ทางด้านของซูเหยากำลังเดินทางไปรับคนตระกูลซูนั้น คนตระกูลซูเองก็รีบเดินทางไปยังจุดนัดหมายด้วยความกังวลระคนตื่นเต้น
แน่ล่ะ เื่นี้ต้องทำให้พ้นหูพ้นตาจากบ้านรองของซูอี้ฝาน แม้จะแยกบ้านกันไปแล้วก็ตามแต่หากคนพวกนั้นรู้ว่าคนในตระกูลซูคนอื่นโดยเฉพาะซูฉีฉีกำลังจะเดินทางออกจากเมืองซุ่ยหนิง มีหรือคนพวกนั้นจะยอม
“ท่านพ่อท่านไหวหรือไม่” ซูคังห่าวถามด้วยนำเสียงเป็กังวลเมื่อเห็นว่าใบหน้าของผู้เป็บิดาซีดเซียว
“ข้าทนได้ ขอเพียงอดทนไม่นานเมื่อไปถึงชีวิตจะได้เริ่มต้นใหม่”
แม่เฒ่าซูดูออกว่าแม้สามีจะทรมานแต่ก็ยังมีความหวัง เพียงแต่ไม่รู้ว่าการเดินทางในครั้งนี้...เขาจะทนไหวหรือไม่
รอราวๆ ครึ่งชั่วยามขบวนรถม้าของซูเหยาก็มาถึง ครั้นเห็นว่าขบวนรถม้าทั้งห้าเป็ผู้ใด คนตระกูลซูก็ถอนหายใจโล่งอก
ไม่จำเป็ต้องพูดอะไรมาก ประชากรของตระกูลซูถูกแบ่งเป็สองกลุ่ม กลุ่มที่ขึ้นรถม้าคันแรกคือกลุ่มผู้ใหญ่ และอีกกลุ่มคือเด็ก ส่วนต้าเปากับเอ้อเปานั้นอยู่บนรถม้าของกู้เซียงเรียบร้อยแล้ว และตัวซูเหยาเองก็คิดว่าจะไปขึ้นรถม้ากับเด็กทั้งสอง เพียงแต่นางต้องจัดการเื่ของชายชราเสียก่อน ซึ่งแน่นอนว่าเื่นี้ต้องเปิดเผยข้อมูลบางส่วนให้คนตระกูลซูรับรู้
จากความทรงจำของเ้าของร่างเดิมรวมกับสิ่งที่ซูเหยารับรู้ได้ในอนาคต ทำให้นางทราบว่าโลกใบนี้มีสิ่งที่เรียกว่าของวิเศษแม้จะเป็เพียงแค่ข่าวลือที่มีคนปั้นแต่งขึ้นมาก็ตาม แต่ก็มีหลายคนเชื่อว่ามีอยู่จริงๆ
และหนึ่งในของวิเศษที่พวกเขาพูดถึงก็มีสิ่งหนึ่งที่คล้ายคลึงกับฟาร์มที่ซูเหยามี ซึ่งก็คือแหวนมิติ ตามตำนานเล่าขานว่าการจะได้มาซึ่งแหวนมิตินั้นเป็เื่ยาก ด้วยที่ว่าการสร้างแหวนมิติมิใช่เื่ง่าย อีกทั้งปรมาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้มีน้อยลงไปทุกที
สำหรับสาเหตุที่มีปรมาจารย์ด้านนี้น้อยมากนั่นก็เพราะผู้ที่จะสร้างแหวนมิติได้จำต้องมีสภาวะจิตใจที่แข็งแกร่ง สภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง รวมถึงความรู้ความเข้าใจในแก่นสารของปรัชญา เท่านั้นยังไม่พอเพราะกว่าจะได้แหวนมิติสักหนึ่งวงยังต้องแลกกับบางสิ่ง
ในเมื่อมิติของแหวนนั้นคือการบิดเวลา ดังนั้นสิ่งที่ต้องแลกก็คือเวลา...เวลาในที่นี้ก็คืออายุขัยของผู้สร้าง
ขนาดของมิติจึงเป็สิ่งที่กำหนดอายุขัยที่ต้องแลกมา จึงจะเห็นได้ว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาปรัชญาจนเข้าขั้นปรมาจารย์ที่อายุยืนยาวจะไม่สามารถสร้างแหวนมิติขึ้นมาได้เลย
แหวนหนึ่งวงตามขนาดมิติมาตรฐานจะถูกหักอายุขัยของผู้สร้างไปราวๆ 10 ปี แต่การสร้างแหวนมิติใช่ว่าจะสร้างแล้วสมบูรณ์หรือสำเร็จทุกครั้งไป บางครั้งบางคราวก็มีอันต้องล้มเหลว และการล้มเหลวนั้นก็หมายถึงอายุขัยที่หายไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นแหวนมิติที่มีอยู่นี้จึงเป็สิ่งที่บรรพบุรุษส่งต่อกันมาเป็ทอดๆ คนในปัจจุบันไม่มีผู้ใดสามารถสร้างมันขึ้นมาได้แล้ว ตระกูลใหญ่และเหล่าราชวงศ์จึงเก็บรักษาแหวนไว้เป็อย่างดีและเป็ความลับ
ด้วยเหตุนี้แหวนมิติจึงมิใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะได้ แต่ถึงแม้ไม่เคยแต่ใช่ว่าคนในตระกูลซูจะไม่รู้เื่ข่าวลือ ครั้งหนึ่งในอดีตพวกเขาเองก็เคยเป็ตระกูลใหญ่โตในเมืองหลวงจึงได้ยินข่าวลือนี้เช่นกัน...
ซูเหยารีบรุดเดินเข้าไปในรถม้าที่พ่อเฒ่าซูนั่งอยู่ ก่อนจะเอ่ยเอื้อนถึงความลับของมิติ
“ที่เ้าหมายถึงก็คือเ้ามีมิติที่สามารถใส่สิ่งมีชีวิตเข้าไปได้อย่างนั้นหรือ?” แม่เฒ่าซูเอามือทาบอกแล้วอุทาน
แหวนมิติที่ทุกคนรู้จักนั้นไม่สามารถใส่สิ่งมีชีวิตเข้าไปได้ เพราะด้านในอยู่ในสภาวะสุญญากาศ สิ่งมีชีวิตจะถูกปฏิเสธการใส่เข้าไปในทุกกรณี ดังนั้นผู้ที่แหวนมิติอย่างพวกตระกูลขุนนางจึงมีไว้สำหรับใส่สมบัติสำคัญเท่านั้น ดีไม่ดีแหวนมิตินั่นแหละเป็สิ่งที่สำคัญที่สุดกว่าของล้ำค่าใดๆ
แต่ไม่ว่าจะแหวนมิติแบบใด คนตระกูลซูก็ไม่เคยได้ยินเื่การใส่คนเข้าไปได้
“ใช่เ้าค่ะท่านย่า เมื่อท่านปู่อยู่ด้านในนั้นจะไม่ได้ยิน ไม่รู้ ไม่เห็นสถานการณ์ด้านนอก ทุกสิ่งจะถูกหยุดนิ่งที่นั่น ข้าเลยคิดว่ามันคงจะดีกว่าที่ต้องให้ท่านปู่อยู่ด้านนอก”
ซูเหยานั่งอย่างไม่รีบร้อน นางรอให้ผู้ใหญ่ได้ปรึกษากันและสิ่งสำคัญที่สุดคือการตัดสินใจของพ่อเฒ่าซูเองว่าเขาจะเลือกแบบไหน
ราวๆ หนึ่งเค่อเสียงแหบพร่าของชายชราก็ดังขึ้น
“เหยาเหยาเอาเถิด ให้ข้าเข้าไปในนั้น เดิมทีก็คิดว่าการเดินทางครั้งนี้จะต้องเดินเท้าเปล่าด้วยซ้ำ”
เมื่อชั่งน้ำหนักในใจแล้ว พ่อเฒ่าซูก็ตัดสินใจจะหยุดชีวิตตัวเองชั่วคราว ซึ่งทุกคนก็ไม่คัดค้านอันใด เพราะสิ่งนี้มันดีกว่าที่จะให้พ่อเฒ่าซูทรมานในการเดินทาง แม้การเดินทางในครั้งนี้จะมีรถม้าที่พวกเขาไม่ได้นั่งมานานแล้วก็ตาม
ซูเหยาพยักหน้าก่อนจะแตะตัวพ่อเฒ่าซู แต่ก่อนที่จะส่งเขาเข้าไปด้านใน นางก็เอ่ยปลอบใจแม่เฒ่าซูที่น้ำตาไหลด้วยความเป็กังวล ด้วยกลัวสามีจะเป็อะไรไป