หลังจากวันที่ต้องลงพื้นที่พร้อมกัน แพรพิมก็คิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคินธารคงกลับไปอยู่ในโหมดงานเหมือนเดิม เพราะต่างคนต่างมีหน้าที่ของตัวเองและไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องสนิทกันมากไปกว่านั้น แต่พอเข้าสัปดาห์ใหม่ เธอกลับพบว่าตัวเองต้องเจอเขาบ่อยกว่าเดิมแบบแทบไม่มีเวลาให้ทำใจ ั้แ่ประชุมเช้า ดูรายงาน่สาย ไปจนถึงการคุยสรุปงานตอนเย็น จนบางครั้งแพรพิมเริ่มสงสัยว่าการที่เธอเข้ามาช่วยโครงการนี้คือการได้งานหรือการได้แพ็กเกจพบผู้บริหารรายวันกันแน่
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่แพรพิมกำลังนั่งดูอีเมลและพยายามจัดลำดับงานอยู่ที่โต๊ะ มิ้นท์ก็เอากล่องขนมมาวางข้าง ๆ พร้อมถามว่า “่นี้เป็ไงบ้าง สนุกกับโครงการไหม”
แพรพิมรับขนมมาแล้วตอบแบบไม่ต้องคิดมากว่า “งานสนุกค่ะ แต่ประชุมเยอะไปหน่อย หนูรู้สึกว่า่นี้ชีวิตมีสามอย่างคือกินข้าว ทำงาน แล้วก็มองหน้าคุณคินธารในห้องประชุม”
มิ้นท์รีบเงยหน้ามองทันทีด้วยรอยยิ้มที่ทำให้แพรพิมรู้ว่าพลาดอีกแล้ว
“โอ้โห พูดเองนะ พี่ไม่ได้แซวเลย”
แพรพิมรีบแก้ทันทีว่า “หมายถึงมองเพราะเขานั่งหัวโต๊ะค่ะ ไม่ได้มองแบบที่พี่คิด”
“พี่ยังไม่ได้คิดอะไรเลย”
“พี่นี่ชอบใช้ประโยคนี้ทุกครั้งเลยนะคะ แต่หน้าพี่มันฟ้องหมดแล้ว”
มิ้นท์หัวเราะแล้วเดินกลับโต๊ะของตัวเอง ส่วนแพรพิมก็ส่ายหน้าก่อนจะกลับไปดูงาน แต่ในใจกลับมีความรู้สึกแปลก ๆ อยู่จริง เพราะ่หลังเธอเริ่มสังเกตคินธารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็เวลาที่เขาตั้งใจฟังคนในทีม เวลาที่เขาเงียบแล้วคิดก่อนตอบ หรือแม้แต่ตอนที่เขาเดินผ่านบริเวณโต๊ะทำงาน ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้หวือหวา แต่ก็มากพอให้แพรพิมเริ่มระวังตัวเองมากกว่าเดิม เพราะเธอยังไม่อยากให้เื่งานปนกับเื่หัวใจจนวุ่นวายั้แ่ยังไม่ผ่านทดลองงานด้วยซ้ำ
่สายวันนั้นมีประชุมย่อยกับทีมวิเคราะห์ข้อมูล และคินธารเข้ามาช้ากว่าปกติเล็กน้อยเพราะติดประชุมอีกห้อง แพรพิมนั่งอยู่ด้านหนึ่งของโต๊ะพร้อมเอกสารที่เตรียมไว้ เมื่อเขาเดินเข้ามา เธอเผลอเงยหน้ามองก่อนจะรีบก้มลงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่คินธารกลับสังเกตเห็นและถามขึ้นเบา ๆ ว่า “มีอะไรหรือเปล่าครับ”
แพรพิมรีบตอบว่า “ไม่มีค่ะ แค่ดูว่าคุณมาหรือยัง”
“ฟังดูเหมือนรอผมอยู่เลยนะครับ”
เธอชะงักไปนิดหนึ่งก่อนตอบกลับทันทีว่า “รอประชุมค่ะ ไม่ได้รอคน อย่าตีความเกินงานนะคะ”
คินธารยิ้มบาง ๆ แล้วนั่งลงตรงตำแหน่งของตัวเอง ส่วนคนอื่นในห้องบางคนเริ่มยิ้มตามแบบคนที่รู้สึกถึงบรรยากาศบางอย่างแต่เลือกไม่พูดออกมา
การประชุมวันนั้นเป็ไปอย่างราบรื่นกว่าที่คิด แพรพิมเสนอข้อมูลใหม่จากผลสำรวจและคินธารช่วยถามต่อจนแนวทางชัดขึ้น ทั้งสองเริ่มมีจังหวะการทำงานซึ่งเข้าใจกันมากขึ้นโดยไม่ต้องอธิบายทุกอย่างยาวเหมือน่แรก แพรพิมกล้าพูดความเห็นตรง ๆ ขณะที่คินธารก็รู้วิธีถามให้เธอขยายความโดยไม่ทำให้รู้สึกเหมือนถูกสอบสวน ทุกอย่างยังคงอยู่ในขอบเขตงาน แต่ความสบายใจระหว่างกันกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนคนรอบข้างเริ่มสังเกตได้ชัด
หลังประชุมจบ คินธารเดินตามแพรพิมออกมาจากห้องและเรียกเธอไว้ก่อนจะถึงโต๊ะ
“คุณแพรพิม วันนี้ว่าง่เที่ยงไหมครับ”
แพรพิมหันกลับมามองทันทีด้วยสีหน้าสงสัย “ถ้าจะคุยงาน หนูว่างค่ะ แต่ถ้าจะเพิ่มงานก่อนกินข้าว ขอร้องนะคะ หนูเริ่มรู้สึกว่ามื้อเที่ยงเป็สิ่งเดียวที่ยังเหลือให้ชีวิต”
คินธารหลุดหัวเราะก่อนตอบว่า “ไม่ได้จะเพิ่มงานครับ แค่จะชวนไปกินข้าว เพราะมีเื่โครงการที่อยากคุยต่อแบบไม่ต้องเข้าห้องประชุม”
คำชวนง่าย ๆ นั้นทำให้แพรพิมนิ่งไปเล็กน้อย เพราะแม้เขาจะบอกชัดว่าเป็เื่งาน แต่การไปกินข้าวด้วยกันสองคนก็ฟังดูต่างจากการประชุมอยู่พอสมควร และเธอรู้ว่าหากมิ้นท์ได้ยินเื่นี้ คงมีรอยยิ้มที่แซวได้ทั้งบ่ายแน่นอน
“มีคนอื่นไปด้วยไหมคะ”
คินธารมองเธอแล้วตอบตรง ๆ ว่า “ไม่มีครับ ถ้าคุณไม่สะดวกก็ไม่เป็ไร”
แพรพิมลังเลอยู่สองวินาทีก่อนตอบว่า “สะดวกค่ะ แค่ถามเฉย ๆ จะได้เตรียมใจถูก”
“เตรียมใจกินข้าวกับผมต้องใช้เวลาขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
“นิดหน่อยค่ะ เพราะคุณชอบถามงานตอนคนกำลังกิน ถ้าหนูตอบผิดเดี๋ยวข้าวจะไม่อร่อย”
คินธารส่ายหน้าเบา ๆ แล้วบอกว่า “เที่ยงเจอกันที่ล็อบบี้นะครับ”
เมื่อเขาเดินจากไป แพรพิมยังยืนอยู่ที่เดิมครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมาและเจอมิ้นท์ที่ไม่รู้มายืนอยู่ข้างหลังั้แ่เมื่อไร
“พี่มิ้นท์คะ อย่าบอกนะว่าได้ยินหมด”
“พี่ไม่ได้ตั้งใจนะ แต่ยืนใกล้มากจริง ๆ”
“พี่จะพูดอะไรก็พูดมาเลยค่ะ หนูเตรียมใจไว้แล้ว”
มิ้นท์ยิ้มกว้างแล้วถามว่า “ไปกินข้าวกันสองคนเหรอ”
“เื่งานค่ะ เื่งานตัวใหญ่ ๆ เลย อย่าใส่ฟิลเตอร์โรแมนติกลงไปนะคะ”
“พี่ยังไม่ได้ใส่อะไรเลย แต่แพรดูรีบอธิบายมาก”
แพรพิมส่ายหน้าแล้วกลับไปนั่งทำงาน พร้อมพยายามไม่คิดมากกับมื้อเที่ยง แต่พอใกล้เวลา เธอกลับเช็กผมตัวเองในกล้องหน้าของโทรศัพท์โดยไม่รู้ตัว และทันทีที่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็รีบปิดหน้าจอพร้อมบ่นกับตัวเองเบา ๆ ว่า “นี่ไปคุยงานนะ ไม่ได้ไปเดต จะเช็กหน้าทำไม”
ตอนเที่ยง คินธารรออยู่ตรงล็อบบี้ตามที่บอก เขาไม่ได้ใส่สูทเต็มชุดเหมือนตอนประชุม เพียงพับแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อยจนดูเป็กันเองกว่าปกติ และภาพนั้นทำให้แพรพิมรู้สึกว่าเขาดูเหมือนคนอายุใกล้กันมากขึ้นแทนที่จะเป็ผู้บริหารที่มีระยะห่างอยู่ตลอดเวลา
“รอนานไหมคะ”
“ประมาณสองนาทีครับ ถือว่ายังไม่สาย”
แพรพิมหรี่ตามองเขาแล้วตอบว่า “ขอบคุณที่ยังไม่เปิดรายงานประเมินเวลามาถึงค่ะ”
ทั้งสองเดินไปยังร้านอาหารไม่ไกลจากบริษัทและเลือกโต๊ะมุมหนึ่งซึ่งค่อนข้างเงียบ ่แรกคินธารพูดเื่งานตามที่บอกจริง โดยถามความเห็นเกี่ยวกับกลุ่มลูกค้าใหม่และแนวทางที่จะนำเสนอในรอบถัดไป แพรพิมเองก็พูดตามที่คิดอย่างเป็ธรรมชาติ แต่พอเื่งานเริ่มจบ บรรยากาศกลับเข้าสู่ความเงียบชั่วครู่จนต่างคนต่างรู้สึกว่าไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี
สุดท้ายคินธารเป็ฝ่ายถามขึ้นว่า “ทำไมถึงเลือกมาทำงานที่นี่ครับ”
แพรพิมชะงักไปนิดหนึ่งเพราะไม่ได้คาดว่าจะถูกถามเื่ส่วนตัว ก่อนตอบตามตรงว่า “อยากมีชีวิตของตัวเองค่ะ อยากทำงาน เก็บเงิน แล้วก็ไม่อยากให้ครอบครัวรู้สึกว่าหนูยังต้องพึ่งเขาทุกอย่าง”
คินธารพยักหน้าแล้วถามต่อว่า “ครอบครัวกดดันเื่งานเหรอครับ”
“ไม่ได้กดดันแบบแย่นะคะ แค่เป็ห่วงเยอะจนบางทีรู้สึกเหมือนชีวิตตัวเองมีคณะกรรมการคอยให้ความเห็นทุกเื่ โดยเฉพาะเื่อนาคตกับเื่แต่งงาน”
คินธารยิ้มเล็กน้อย “ฟังดูเหนื่อยนะครับ”
“มากค่ะ บางวันหนูอยากติดป้ายหน้าห้องว่าไม่รับสมัครแฟน ไม่รับนัดดูตัว และไม่รับคำถามว่าเมื่อไรจะแต่งงาน”
คินธารหัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบว่า “ผมเข้าใจนะ บ้านผมก็มีเื่แบบนั้นอยู่เหมือนกัน”
แพรพิมมองเขาอย่างสนใจทันที “จริงเหรอคะ คุณดูเหมือนคนที่ผู้ใหญ่จะปล่อยให้เลือกชีวิตเองหมดนะ”
“ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ ยิ่งครอบครัวมีธุรกิจ เื่ส่วนตัวบางอย่างก็ถูกมองว่าเกี่ยวกับภาพรวมเสมอ บางทีแม้เราอยากใช้ชีวิตของตัวเอง คนอื่นก็ยังมีแผนสำหรับเราอยู่ดี”
คำตอบนั้นทำให้แพรพิมเงียบไปชั่วครู่ เพราะเป็ครั้งแรกที่เธอเห็นคินธารพูดถึงตัวเองด้วยน้ำเสียงซึ่งไม่ได้เป็ทางการหรือระวังคำเหมือนในบริษัท ภายใต้ภาพของคนซึ่งดูควบคุมทุกอย่างได้ กลับมีบางส่วนซึ่งถูกความคาดหวังของครอบครัวกดไว้เหมือนกัน และสิ่งนี้ทำให้ระยะห่างระหว่างพนักงานใหม่กับผู้บริหารดูหายไปชั่วคราวอย่างแปลกประหลาด
“งั้นเราก็มีเื่คล้ายกันกว่าที่คิดนะคะ”
คินธารมองเธอแล้วพยักหน้า “อาจจะครับ ต่างกันแค่คุณพูดออกมาตรง ๆ กว่าผมเยอะ”
แพรพิมยิ้มแล้วตอบว่า “ข้อเสียของหนูเลยค่ะ ปากเร็วกว่าสมองเป็ประจำ”
“ผมว่าไม่ใช่ข้อเสียทั้งหมดนะครับ อย่างน้อยผมไม่ต้องเดาว่าคุณคิดอะไร”
คำพูดนั้นทำให้แพรพิมเผลอหยุดช้อนในมือไปนิดหนึ่ง เพราะมันฟังดูเหมือนคำชมมากกว่าการคุยทั่วไป และไม่รู้ทำไมใจถึงรู้สึกเต้นแรงขึ้นแบบที่ไม่ควรเกิดกับประโยคธรรมดา เธอจึงรีบตอบแบบกลบเกลื่อนว่า “งั้นคุณก็ได้กำไรค่ะ เพราะคนอื่นต้องอ่านใจ แต่ของหนูอ่านจากปากได้เลย”
คินธารหัวเราะและบรรยากาศบนโต๊ะก็เบาขึ้นมาก หลังจากนั้นทั้งสองคุยเื่ทั่วไปมากขึ้นทั้งอาหาร การเดินทาง และเื่จุกจิกในบริษัท แพรพิมได้รู้ว่าคินธารไม่ได้กินกาแฟเยอะอย่างที่คิดและจริง ๆ แล้วไม่ค่อยชอบงานสังคมซึ่งต้องพูดกับคนจำนวนมากนอกเื่งาน ส่วนคินธารก็ได้รู้ว่าแพรพิมเป็คนชอบเที่ยวแบบไม่วางแผนละเอียดและมีนิสัยซื้อของจุกจิกจนบางครั้งกลับบ้านมาแล้วจำไม่ได้ว่าซื้อเพราะอะไร
“คุณเป็คนชอบวางแผนขนาดนี้ ถ้าไปเที่ยวกับหนูคงปวดหัวแน่ค่ะ” แพรพิมพูดขึ้นระหว่างเดินกลับบริษัท
คินธารหันมามองแล้วถามว่า “ทำไมครับ”
“เพราะหนูเป็สายตื่นเช้ามาแล้วค่อยคิดว่าจะไปไหน บางทีก็เปลี่ยนแผนกลางทาง ถ้าเห็นร้านน่าสนใจก็แวะเลย”
“ฟังดูไม่มีประสิทธิภาพเลยนะครับ”
แพรพิมหันขวับทันที “เห็นไหม หนูว่าแล้วว่าคุณต้องพูดแบบนี้”
คินธารหัวเราะก่อนตอบว่า “แต่ก็น่าสนุกดีครับ”
คำตอบนั้นทำให้แพรพิมเงียบไปเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าเขาจะต่อประโยคแบบนั้น และหัวใจก็เริ่มทำงานเกินหน้าที่อีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ เธอจึงรีบเปลี่ยนเื่ทันทีเพื่อไม่ให้ตัวเองคิดมากเกินไป
เมื่อกลับถึงบริษัท ทั้งสองแยกกันไปทำงานตามปกติ แต่บรรยากาศกลับไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว แพรพิมรู้สึกว่าหลังมื้อเที่ยง เธอไม่ได้มองคินธารเพียงในฐานะผู้บริหารหรือคนที่เคยเดินชนกันอีกแล้ว หากเริ่มเห็นเขาเป็คนคนหนึ่งซึ่งมีเื่ส่วนตัว ความกังวล และความรู้สึกเหมือนคนทั่วไปมากขึ้น และนั่นเองคือสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกว่าระยะห่างเริ่มอันตรายขึ้นกว่าเดิม
่เย็น ขณะที่แพรพิมกำลังเก็บของเตรียมกลับบ้าน มิ้นท์ก็เดินมาพร้อมรอยยิ้มที่เธอคุ้นเคยดี
“มื้อเที่ยงเป็ไงบ้าง”
แพรพิมถอนหายใจแล้วตอบว่า “กินข้าวค่ะ เหมือนคนปกติเลย ไม่มีดอกไม้ ไม่มีเพลง ไม่มีอะไรทั้งนั้น”
“พี่ไม่ได้ถามว่าเดตนะ”
“แต่หนูรู้ว่าพี่กำลังจะไปทางนั้น”
มิ้นท์หัวเราะก่อนถามต่อว่า “แล้วคุยกันเื่อะไร”
แพรพิมหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบแบบสั้น ๆ ว่า “หลายเื่ค่ะ เื่งาน เื่ครอบครัว เื่ทั่วไป”
“ฟังดูสนิทขึ้นนะ”
“ก็แค่คุยกันมากขึ้นค่ะ ไม่ได้แปลว่าอะไร”
คำว่าไม่ได้แปลว่าอะไรออกมาจากปากง่ายกว่าความรู้สึกจริงในใจ เพราะแพรพิมเองก็เริ่มรู้ว่ามันอาจมีความหมายบางอย่างกำลังก่อตัวอยู่ แม้จะยังเล็กและยังไม่ชัดเจนพอจะเรียกชื่อได้ก็ตาม
คืนนั้นหลังกลับถึงบ้าน แม่ถามว่าเป็อย่างไรบ้างในที่ทำงาน แพรพิมเล่าเื่ทั่วไปไปตามปกติ แต่กลับหลีกเลี่ยงชื่อคินธารโดยไม่รู้ตัว จนตัวเองยังแปลกใจว่าทำไมถึงไม่อยากพูดถึง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยเล่าเื่เขาเป็คนแรกเสียด้วยซ้ำ
เธอนอนเล่นโทรศัพท์บนเตียงและเปิดแชตทีมงานตามปกติ ก่อนจะเห็นข้อความจากคินธารซึ่งส่งไฟล์แก้ไขมาในกลุ่มพร้อมขอบคุณทุกคนสำหรับงานวันนี้ ไม่มีข้อความส่วนตัว ไม่มีอะไรพิเศษ แต่แพรพิมกลับอ่านชื่อผู้ส่งอยู่นานกว่าปกติอีกครั้ง
ไม่นาน โทรศัพท์ก็มีข้อความส่วนตัวเด้งขึ้นมา และชื่อคินธารทำให้เธอลุกขึ้นนั่งทันทีอย่างลืมความง่วง
“วันนี้ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นนะครับ แล้วก็ขอโทษถ้ามื้อเที่ยงคุยเื่งานเยอะไปหน่อย”
แพรพิมมองข้อความอยู่ครู่หนึ่งก่อนพิมพ์ตอบกลับว่า “ไม่เป็ไรค่ะ อย่างน้อยก็มีข้าวให้กินด้วย ถือว่าดีกว่าประชุมในห้องเยอะค่ะ”
อีกฝ่ายตอบกลับมาไม่นานว่า “งั้นคราวหน้าจะเลือกอาหารดีกว่านี้ครับ”
แพรพิมชะงักกับคำว่า “คราวหน้า” และเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะพิมพ์ตอบว่า “เดี๋ยวนะคะ ใครบอกว่ามีคราวหน้า”
คินธารตอบกลับเพียงว่า “ผมพูดเผื่อไว้ครับ”
แพรพิมมองหน้าจอแล้วหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงบนหมอน แต่ผ่านไปไม่ถึงนาทีก็หยิบขึ้นมาอ่านอีกครั้งเหมือนคนที่กำลังพยายามหาความหมายในประโยคธรรมดาเกินไป
“แพร หยุดเลย เขาก็แค่พูดเล่น” เธอบอกตัวเอง แต่รอยยิ้มกลับยังอยู่บนหน้าอย่างไม่ยอมเชื่อฟัง
ในอีกด้านหนึ่ง คินธารเองก็วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะหลังส่งข้อความ และรู้สึกแปลกใจกับตัวเองไม่น้อย เพราะปกติเขาไม่ใช่คนที่ชอบคุยกับพนักงานนอกเวลางานโดยไม่มีเหตุจำเป็ แต่กับแพรพิม กลับรู้สึกว่าการคุยเื่ธรรมดาสั้น ๆ ทำให้วันซึ่งเต็มไปด้วยงานดูเบาลงอย่างประหลาด และยิ่งเห็นเธอตอบกลับแบบไม่เกรงใจมากนัก เขาก็ยิ่งรู้สึกสบายใจกว่าการต้องอยู่กับคนซึ่งระวังทุกคำรอบตัว
ทั้งสองยังไม่มีใครคิดถึงคำว่าความรักจริงจัง และไม่มีใครยอมรับว่ากำลังชอบอีกฝ่าย เพราะตอนนี้มันยังเป็เพียงความรู้สึกดี ๆ ที่แทรกอยู่ระหว่างงาน การประชุม มื้อเที่ยง และข้อความสั้นหลังเลิกงาน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วอย่างชัดเจนคือ จากคนซึ่งครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็เื่น่าหงุดหงิด ตอนนี้กลับเริ่มกลายเป็คนที่ทำให้วันธรรมดาน่าสนใจกว่าเดิมเพียงเพราะได้เจอ
แพรพิมเองยังคงบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าทุกอย่างเป็เื่งานและความสนิทตามธรรมชาติของคนที่ต้องทำโครงการเดียวกัน แต่ลึกลงไปเธอเริ่มรู้แล้วว่า ถ้าวันหนึ่งคินธารไม่เข้าบริษัท ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม และไม่มีข้อความอะไรส่งมาเลย วันนั้นอาจจะเงียบกว่าที่ควรจะเป็นิดหนึ่ง และความรู้สึกเล็ก ๆ แบบนี้เองที่อันตรายที่สุด เพราะมันไม่ได้เข้ามาเสียงดังจนให้ทันระวัง แต่ค่อย ๆ แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันจนหัวใจเริ่มจดจำการมีอยู่ของใครบางคนไปแล้วโดยไม่ต้องขออนุญาตจากเ้าของเลยสักนิด