กลางสะพานข้ามแม่น้ำน่านเป็จุดจบเอพพิโซด1
เมื่อาย่อยที่กำแพงอุโบสถพระปรางค์สิ้นสุดลง แม่ทัพพม่ามองดูศพชาวบ้านที่นอนตายเกลื่อน บ้างก็โดนฟันาเ็สาหัสหายใจรวยรินกองอยู่บนพื้น แน่นอนน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ฤาจะสู้ทหารพม่าที่ฝึกปรือมาได้
“ชาวบ้านคนไทยที่รักษาวัดไว้ช่างกล้าหาญบังอาจต้านทัพเรา ทหารเราาเ็ล้มตายไปหลายคนช่างหวงแหนบ้านเมืองของเขายิ่งนัก แต่เราได้เห็นพระพุทธรูปในวัดนี้งดงามยิ่ง พระพุทธรูปเป็สมบัติล้ำค่าขดงเขา แสดงถึงบ้านเมืองมีความสุขอย่างยิ่ง มองแล้วก็รู้สึกสุขสงบ ช่างอิจฉาบ้านเมืองนี้ยิ่งนัก ไม่แปลกใจเลยว่านักรบชาวไทยเหล่านี้ปกป้องวัดนี้อย่างไม่คิดชีวิต เขาคงหวงแหนพระพุทธรูปฝีมือศิลปะที่ช่างปั้นที่เขาสร้างขึ้นมา เมืองเราก็มีพระพุทธรูปกราบไหว้เหมือนเขาแต่รูปลักษณะงดงามไม่เหมือนของเขา หากเราเผาวัดวาอารามแห่งนี้ก็เสียดายพระพุทธรูปงดงามต้องถูกทำลายลง” นายทัพพม่าตแคมรหน่องบ่นพึมพำ นายทัพพม่าจ้องมองพระพุทธรูป แต่เห็นพระพุทธรูปมองตอบกลับด้วยดวงหน้ายิ้มๆ
ทันใดนั้นมีทหารส่งข่าวขี่ม้ามาบอก “ท่านอแซหวุ่นกี้ได้รับท้องตราว่าพระเ้ามังระสิ้นพระชนม์ จิงกูวาราชบุตรได้รับราชสมบัติ มีรับสั่งให้กองทัพกลับอังวะโดยเร็ว ให้รวบรวมทรัพย์สมบัติ แลกวาดต้อนครอบครัว ราษฎรที่จับได้กลับพม่าโดยเร็ว”
นายทัพพม่าใมาก ทำให้นึกถึงคำพูดที่เทศนาจากพระพุทธรูปยืน” ชะรอยเราเผาวิหารพระพุทธรูปยืนไปสักครู่ บัดนี้พระเ้าอังวะสิ้นพระชนม์ลง เวรกรรมช่างตามสนองเร็วยิ่งนักตามที่พระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่เทศนา หากเราไม่หยุด ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีก”
“หยุด หยุดเผาวัดนี้ไว้ก่อน ให้พวกเรารีบถอนทัพกลับพม่าโดยเร็ว” นายทัพพม่าตัดสินใจฉับพลัน นายทัพพม่าตแคมรหน่องจึงให้ม้าเร็วตามไปส่งข่าวกองทหารพม่าที่ติดตามไล่ล่านักรบทหารไทยที่หนีไปได้ และให้รวบรวมทัพพม่าทั้งหมดยกทัพสมทบกับทัพหลวงกลับอังวะโดยเร็ว
ส่วนนายทหารพม่าปัญญีแยช่องพากันขี่ม้าไล่ติดตามหลังเ้าแพง เ้าแพงขี่ม้าหวังมุ่งขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำน่าน เพื่อหนีออกนอกเมือง แต่ที่เชิงสะพานมีทหารพม่าตั้งด่านดักรออยู่ทำให้เ้าแพงต้องหยุดลง ข้างหน้ามีกองทหารพม่า มือขวาของเ้าแพงกำหอกไว้แน่น มือซ้ายจับดาบออกจากฝัก เท้าทั้งกระแทกม้าให้เดินหน้าแล้วโจนทะยานตรงเข้าหากองทหารพม่า มือยกหอกขึ้นเหนือบ่า มือกำหอกแน่นทะยานไปข้างหน้า เมื่อเข้าใกล้กองทหารพม่า หอกถูกปล่อยออกจากมือพุ่งตรงกลางกองทหาร ทำให้ทหารที่รวมตัวกันกระจายแตกออก แต่หอกก็ทะลุเข้ากลางอกทหารพม่านายหนึ่งล้มลง เ้าม้าคู่ใจพุ่งฝ่ากองทหารพม่าอย่างไม่คิดชีวิต ในมือเ้าแพงกำดาบแน่น พร้อมตวัดดาบไล่ฟันทหารพม่าที่อยู่ข้างทาง ทหารพม่าพากันกรูมาด้านข้าง ดาบฟันต่อสู้ปะทะดาบที่แกว่งในมือของเ้าแพง เ้าแพงควบม้าคู่ใจกระโจนทะลวงทหารพม่าที่ขวางหน้าขึ้นสะพานไปได้ แต่ดาบของทหารพม่านายหนึ่งก็สามารถฟันเข้าที่ม้าแบบเฉียดฉิวที่เชิงสะพานก่อนขึ้น ม้าจึงได้รับาเ็เล็กน้อยแต่ก็ยังวิ่งตามขึ้นสะพาน ทหารพม่าถอยหนีม้าที่วิ่งฝ่ามาเร็วกระจายออก เ้าแพงสามารถขี่ม้าฝ่ากองทหารพม่าไปได้ถึงเกือบกลางสะพาน ม้าคู่ใจเซถลาล้มลงเพราพิษาแที่ทหารพม่าฟันที่โคนขาหน้าไม่ไหว ทำเอาเ้าแพงกลิ้งตกจากอานม้าลงบนพื้นที่กลางสะพาน มองไปข้างหน้ามีกองทหารพม่าทางด้านหน้าปลายสะพานตรงข้ามอีกด้านหนึ่ง ทำให้ฝ่าข้ามสะพานไปไม่ได้ ส่วนบนสะพานต้นทางทหารนายกองพม่าขี่ม้ามาพอดียืนจังก้าอยู่ แต่ไม่ทันลงจากม้า นายกองพม่าหยิบปืนยาวขึ้นประทับบ่าเล็งมาที่เ้าแพง ทั้งคู่ยืนมองปะหน้ากัน เ้าแพงยกแขนซ้ายเสมอตัวทอดยาวจากราวนมซ้ายไปขวา ส่วนมือขวาจับดาบยกดาบขึ้นเป็เกราะกำบัง ตั้งดาบหน้าแบนเข้าหาศัตรู วางพาดกับหน้าแขนซ้าย แตะกันเป็รูปไม้กางเขน พลิกดาบหันด้านแบนให้แนบกับแขนเป็โล่ะุ ค่อยๆ เดินย่างสามขุมเข้าหานายกองพม่าที่ถือปืนยาวอยู่ พร้อมกับท่องคาถา
“พระพุทโธอุด พระธัมโมอุด พระสังโฆอุด แคล้วคลาด” เ้าแพงท่องคาถามหาอุตม์ไว้ในใจ นายกองพม่าเหนี่ยวไกปืน เล็งให้ะุพุ่งตรงไปหาทรวงอกร่างเ้าแพง แต่หัวะุถูกดูดให้ตรงไปท่อนแขนที่ยกป้องไว้ ปะทะกับดาบที่อยู่ตรงหน้าที่ป้องกันแขนเสียก่อน แต่ดาบของเ้าแพงถูกลูกะุเจาะเป็รูบุ๋ม หัวะุไม่อาจทะลุผ่านดาบถูกหยุดตกลงบนพื้น ทำให้ดาบบิดเบี้ยวงอไปบ้าง
หลังเสียงปืนดังสนั่นทำให้ม้าใ ม้าของนายกองพม่าที่ขี่อยู่เกิดพยศ สะบัดคนที่ขี่ตกลงมานั่งจุกบนพื้นสะพาน เ้าแพงเห็นทีวิ่งเข้าข้าศึกขว้างดาบที่บิดงอไปข้างหน้าหวังให้ดาบเสียบอกทหารนายกองพม่า แต่นายกองพม่าพลิกตัวหลบทัน ลุกขึ้นแต่ไม่ทันได้ชักดาบออกจากฝัก เ้าแพงจึงวิ่งกระโจนะโเข้าสูงถึงศีรษะนายกองพม่าด้วยท่าฤาษีบดยาแม่ไม้มวยไทย ศอกเข้ากลางกระหม่อมจนนายกองพม่าล้มลงจนมึนงง รีบลุกขึ้นไม่ทันตั้งตัว กลับถูกอัดด้วยเข่าท่าหักคอเอราวัณ ฝ่ายนายกองพม่าะโรัดเอวเพื่อหยุดไม่ให้เ้าแพงตีเข่า หมายปล้ำเ้าแพงให้ล้ม นายกองพม่าดันให้เ้าแพงหมายให้ตกจากสะพาน เหวี่ยงกันจนพลัดตกจากสะพานสู่กลางแม่น้ำทั้งคู่
ทั้งคู่ตกลงแม่น้ำ ร่างของเ้าแพงตกกระแทกผิวน้ำดำดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำด้วยสายน้ำไหลเชี่ยว ที่สะบักหลังของเ้าแพงาเ็อยู่แล้ว ไม่สามารถว่ายน้ำเอาตัวรอดได้ ร่างเ้าแพงดำดิ่งสู่ก้นแม่น้ำ
รวมการรบครั้งนี้ั้แ่เดือนอ้าย พ.ศ.2319 จนถึงเดือนสิบ พ.ศ.2319 เป็เวลาสิบเดือน กองทัพพม่าถูกรวบรวมเท่าที่ทำได้รีบยกทัพกลับไปทางสุโขทัย และเมืองตาก ไปออกทางด่านแม่ละเมา เผาทำลายเมืองพิษณุโลก โดยมิได้เผาวัดพระศรีมหาธาตุแต่ประการใด ยกเว้นวิหารพระอัฏฐารส ถูกเผาวอดลง ทัพไทยยกทัพตามไปตีทัพพม่าที่ถอยกลับไปทางด่านเจดีย์สามองค์ ด่านเมืองตาก และทัพพม่าที่หลงเหลืออยู่ ส่วนแม่ทัพอะแซหวุ่นกี้ชีวิตทหารลุ่มๆ ดอนๆ ถูกปลดโดยพระเ้าจิงกูจาเพราะระแวงสงสัยในตัวอะแซหวุ่นกี้ แต่ถูกแต่งตั้งคืนตำแหน่งตามเดิมกลับมาอีกครั้งโดยพระเ้าปดุง แต่ไม่ได้ให้อำนาจทางทหารไว้ ต่อมาอะแซหวุ่นกี้ถูกตัดสินปะาชีวิต โดยเหตุว่าอะแซหวุ่นกี้สนับสนุนน้องอีกคนของพระเ้าปดุงยึดอำนาจแต่ไม่สำเร็จ