ปรมาจารย์ไร้เดียงสา
บทที่ 18 เจียวเหมย
มี่มี่และมาวมาวเดินทางไปเมืองหลวงพร้อมกับคุณหนูตระกูลหลี่และองค์ชายห้า ระหว่างทางพวกเขาได้หยุดแวะพักเป็ระยะๆ
มี่มี่ได้เห็นสิ่งแปลกตามากมาย นางที่ไม่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้มานานกว่าสิบปีก็รู้สึกตื่นเต้นเป็พิเศษ นางจึงถามนู่นถามนี่ตลอดทางโดยมีองค์ชายห้ากับจิวอิงช่วยกันตอบเป็ระยะๆองค์ชายห้าที่เห็นมี่มี่มีความชำนาญด้านการแพทย์มากกว่าเขาที่มีอายุมากกว่านางถึงสามปีจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"มี่มี่ เ้าเรียนวิชาแพทย์มากี่ปีแล้วงั้นหรือ"
มี่มี่ที่ได้ยินคำถามก็นับนิ้วตัวเองอย่างใช้ความคิดก่อนจะตอบขึ้นว่า
"ประมาณ13ปีเ้าค่ะ"
"ห๊ะ เ้านับผิดหรือไม่"
"ไม่นะเ้าคะ ก็มี่มี่เริ่มเรียนสมุนไพรมาั้แ่สองขวบ"
องค์ชายห้าที่ได้ยินถึงกับหัวเราะออกมา สงสัยนางคงถูกใครสักคนหลอกเอากระมัง สองขวบจะไปเรียนสมุนไพรได้อย่างไร แค่เดินกับพูดยังยากเลย เอาเถอะ ไม่ว่านางจะเริ่มเรียนั้แ่เมื่อใด แต่เขาก็นับถือในความสามารถของนางจริงๆ แล้วทั้งสองก็คุยเื่การแพทย์ไปเรื่อยๆ จิวอิงที่ไม่รู้เื่การแพทย์จึงไม่ได้เข้าร่วมบทสนทนา นางนั่งอ่านหนังสือของตัวเองเงียบๆอยู่ด้านข้าง ทั้งสามคนนั่งรถม้าคันเดียวกันรวมถึงมาวมาวที่หลับมาตลอดทาง จิวอิงและองค์ชายห้าที่เห็นมี่มี่นำสัตว์เลี้ยงมาด้วยก็ไม่มีใครว่าอะไร เพราะสัตว์เลี้ยงของมี่มี่ค่อนข้างแสนรู้และสะอาดมากๆดังนั้นมาวมาวจึงสามารถเข้าออกรถม้าได้ตามใจชอบ
รถม้าหยุดลงหน้าเหลาแห่งหนึ่งเหลาแห่งนี้มีขนาดใหญ่พอๆกับเหลาจินเป่าของจิวอิง จิวอิงมีเหลาแห่งหนึ่งที่เปิดอยู่ที่เมืองหลวง ซึ่งกิจการกำลังไปได้ด้วยดี ที่นางรีบเดินทางกลับส่วนหนึ่งเพราะห่วงกิจการเหล่านี้นั่นเอง ทั้งสามรวมทั้งสาวใช้ บ่าวรับใช้และเหล่าทหาร ลงจากรถม้าเข้าไปที่ห้องรับรองชั้นสอง โดยมีพนักงานของร้านนำทาง ทั้งหมดก้าวเข้าสู่ด้านในและสั่งอาหารที่ขึ้นชื่อของเหลาสองสามอย่าง ขณะที่นั่งรออาหารมาส่ง กลับมีบุรุษแปลกหน้าถือพัดในมือก้าวเข้ามาพร้อมบ่าวรับใช้และเอ่ยขึ้นว่า
"ขออภัยที่รบกวน พอดีข้ากำลังจะพาเหล่าสหายมาเลี้ยงอาหารที่นี่ ไม่ทราบว่าพวกท่านพอจะลุกออกไปทานอาหารที่ห้องอื่นได้หรือไม่"
ทั้งสามที่ได้ยินต่างหันไปมองหน้าผู้เข้ามาใหม่ในห้อง ก็พบกับบุรุษหน้าตาดูดีคนหนึ่งแต่งตัวภูมิฐาน น่าจะเป็คุณชายในตระกูลใหญ่สักตระกูลหนึ่งในเมืองหลวง เมื่อบุรุษผู้นั้นเห็นสตรีทั้งสองเข้าก็อดตาวาวชึ้นมาไม่ได้ ทั้งสองต่างเรียกได้ว่าเป็สาวงาม เขาที่ชื่นชอบสาวงามเป็ชีวิตจิตใจจะยอมปล่อยสาวงามทั้งสองไปง่ายๆได้อย่างไร เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า
"โอ้ ข้าไม่ทราบว่ามีสาวงามอยู่ในนี้ด้วย ไม่ทราบว่าพวกท่านสนใจทานอาหารพร้อมกันไหม"
มี่มี่มีสีหน้างุนงงก่อนจะหันไปถามจิวอิงว่า
"พี่จิวอิง ที่นี่เราจองไม่ใช่หรือเ้าคะ ทำไมมีคนแปลกหน้าเข้ามาได้"
"อืม สงสัยการทำงานเหลานี้จะไม่ดีพอ สงสัยต้องบอกหลงจู๊เสียหน่อยแล้ว ปล่อยสิ่งแปลกปลอมเข้ามาได้อย่างไร"
บุรุษผู้นั้นที่กำลังฉีกยิ้มให้สาวงามกลับชะงักเมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง นอกจากจะไม่สนใจคำพูดของเขาแล้ว ยังเอาแต่หันไปคุยกันเองอีก ช่างไร้มารยาทเสียอีก
"เ้ารู้ไหมว่าข้าเป็ใคร"
"เอ๋พี่ชาย ขนาดตัวเองท่านยังจำไม่ได้ข้าช่วยตรวจสมองให้ดีไหมเ้าคะ"
บุรุษผู้นั้นหลุดจากมาดผู้ดีกลายเป็เกรี้ยวกราดกล้าดีอย่างไรมาหาว่าเขามีปัญหาทางสมอง ดังนั้นเขาจึงตบโต๊ะอย่างแรงหนึ่งทีก่อนจะะโขึ้นว่า
"เฮอะ บิดาผู้นี้ให้โอกาสแล้ว พวกเ้าไม่รู้จักรับ เช่นนั้นก็รีบไสหัวออกไปจากห้องนี้ซะ ก่อนข้าจะโมโห"
องค์ชายห้าที่นั่งฟังอยู่นานก็หันไปมองทางบุรุษผู้นั้นก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"แล้วตกลงเ้าเป็ลูกหลานคนใหญ่คนโตขนาดไหนกัน ถึงกล้ามาลองดีกับข้า"
"ข้าแซ่ตวน เป็ลูกชายเพียงคนเดียวของเ้าเมืองแห่งนี้ ได้ยินแล้วยังไม่ไสหัวไปอีก"
หลงจู๊ที่วิ่งกระหืดกระหอบมาถึงรีบเข้าไปในห้องทันที แล้วเอ่ยกล่าวขอโทษแขกเ้าของห้อง ก่อนจะหันไปกล่าวกับบุรุษผู้นั้นว่า
"คุณชายตวน ข้าน้อยจะหาห้องใหม่ให้นะขอรับ"
"ข้าจะเอาห้องนี้ อีกทั้งแม่นางสองคนนี้ต้องอยู่รับใช้ข้าด้วย!!"
หลงจู๊ที่กำลังสับสนหันไปมองทางแขกเ้าของห้อง ก่อนจะหันมองทางลูกเ้าเมือง เขาไม่กล้าตัดสินใจในเื่นี้ จนมีเสียงสตรีผู้หนึ่งดังขึ้น
"คุณชายตวน มีเื่อันใดหรือเ้าคะ"
สตรีผู้นั้นสวมชุดสีแดงสดทั้งชุด ผิวขาวราวหิมะไม่ต่างจากมี่มี่ และนางมีความงดงามแบบหญิงสาว ที่ชายหนุ่มทุกคนเห็นแล้วต้องหลงใหล นางมีนามว่าเจียวเหมย เป็เ้าของเหลาแห่งนี้เมื่อบุรุษผู้นั้นเห็นนางเข้าก็ส่งตาหวานหยดย้อย ก่อนจะเล่าบอกสิ่งที่เขา้าแก่นาง
"หากข้าน้อยจัดห้องใหม่ให้ท่านไม่ทราบว่าคุณชายตวนจะรังเกียจไปที่ห้องนั้นได้ไหมเ้าคะ"
"ความตั้งใจของแม่นางเจียวเหมย ข้าจะรังเกียจได้อย่างไร"
"เช่นนั้นเชิญเ้าค่ะ"
กล่าวจบเจียวเหมยก็นำบุรุษผู้นั้นออกจากห้องไปยังห้องรับรองห้องอื่น ก่อนหน้านี้ไม่มีห้องว่าง แต่หลังจากบุรุษผู้นี้ไปหาเื่พวกของมี่มี่พักหนึ่ง ก็ได้มีห้องว่างแล้วในตอนนี้ หลังนางอยู่รับรองบุตรชายเ้าเมืองเสร็จนางก็ก้าวเข้ามาในห้องของทั้งสามอีกครั้งก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
"ข้าน้อยเจียวเหมย เป็เ้าของเหลาแห่งนี้ ต้องขออภัยกับเื่ที่เกิดขึ้นด้วยเ้าค่ะ หากไม่รังเกียจข้าน้อยขอเป็เ้ามือเลี้ยงอาหารทุกท่านในมื้อนี้เอง"
จิวอิงที่ได้ฟังก็ยิ้มน้อยๆก่อนจะพยักหน้ารับ สตรีผู้นี้นอกจากงดงามสะดุดตา ยังเต็มไปด้วยความสามารถมากมายจริงๆ มี่มี่ที่ได้ยินชื่อก็ขมวดคิ้วน้อยๆก่อนจะถามขึ้นว่า
"ท่านมีแซว่าเสวีย ใช่ไหมเ้าคะ"
เจียวเหมยถึงกับเลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความสงสัย แม่นางน้อยผู้นี้รู้ได้อย่างไรว่านางแซ่เสวีย ขนาดพนักงานในร้านยังไม่มีใครรู้เลยว่านางมีแซ่นี้ นางจำไม่ได้เลยว่าเจอแม่นางน้อยผู้นี้มาก่อน
"แม่นางน้อย เ้ารู้ได้อย่างไร"
มี่มี่ที่ได้ยินดังนั้นก็ดีใจ ะโตัวลอยลุกจากเก้าอี้วิ่งไปหาสตรีผู้นั้นทันที นางเข้าไปกระซิบบอกนามของอาจารย์ ที่เคยบอกกับนางไว้ เจียวเหมยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง แม่นางน้อยนี่หรือคือศิษย์น้องของนาง อาจารย์ที่นางกล่าวถึงเป็ถึงผู้ใช้พิษอันดับหนึ่งในใต้หล้า เช่นนั้นนางต้องลองทดสอบศิษย์น้องของนางหน่อยก็แล้วกัน เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็ล้วงขวดบางอย่างออกมาก่อนจะโปรยใส่มี่มี่ มี่มี่ที่ไม่ทันตั้งตัวยืนงงอยู่กับที่อย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เจียวเหมยที่เห็นอย่างนั้นก็พยักหน้า แม่นางน้อยผู้นี้เป็คงศิษย์น้องของนางจริงๆ ถึงได้มีภูมิต้านทานต่อพิษที่นางโปรยใส่ได้ เพราะอาจารย์ของนางจะใช้วิธีการฝึกฝนให้ลูกศิษย์โดยใช้ร่างกายในการทดลองยาพิษต่างๆนาๆ จนพิษธรรมดาทั่วไปไม่สามารถทำร้ายพวกนางได้อีก
หลังจากได้รู้ความจริง เจียวเหมยจึงขอร่วมโต๊ะกับทุกคน ซึ่งไม่มีใครคัดค้าน แล้วก็คุยเื่ต่างๆ จนจัดการกับอาหารเสร็จ ทั้งสามจึงบอกลาและเดินทางต่อ เจียวเหมยให้สัญญากับมี่มี่ว่าจะตามไปเที่ยวที่เมืองหลวง แต่ต้องรอให้นางจัดการกิจการของตัวเองให้เรียบร้อยก่อน ส่วนบุตรชายเ้าเมือง ได้ถูกองค์ชายห้าสั่งคนไปจัดการสั่งสอนเงียบๆั้แ่เริ่มออกเดินทาง