เยี่ยนเฟ่ยทำได้เพียงยกยิ้มในใจอย่างขมขื่น
เขาหายใจเข้าลึกๆ ความเย็นของเกล็ดหิมะและกลิ่นหอมของดอกเหมยปะทะใบหน้า ไหลผ่านเข้าสู่ปอดทำให้เขาได้สติ เยี่ยนเฟ่ยสงบสติอารมณ์พลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "เช่นนั้น พวกเราควรทำอย่างไรต่อไป?"
"ข้าต้องไปหารือกับเจิ้งอี้เฉิง" ซูตงเฉินมองหน้าเขา"เขาเป็นอัครมหาเสนาบดี มีเส้นสายและทรัพยากรนับไม่ถ้วนข้าต้องบอกเขาทุกเรื่อง ด้วยความช่วยเหลือของเขาพวกเราถึงจะสามารถทำภารกิจสำเร็จ"
"อืม" เยี่ยนเฟ่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง"ข้าเตรียมการให้เอง ถึงเวลาจะแจ้งให้เจ้าทราบ"
"ตกลง" ซูตงเฉินพยักหน้า"จริงสิ ได้ยินมาว่าอี้เฉิงโหวมอบบุตรสาวอนุของน้องชายต่างมารดาให้ฮ่องเต้ว่ากันว่าฮ่องเต้ทรงหลงใหลในความงามของนางมาก เรื่องนี้จริงหรือไม่? "
“เป็นเรื่องจริง ข้าเคยพบนางครั้งหนึ่ง งดงามราวกับนางฟ้าจริงๆ ”เยี่ยนเฟ่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย “แม่นางผู้นั้นเป็นบุตรสาวอนุของน้องชายต่างมารดาของอี้เฉิงโหวว่ากันว่าสถานะมารดาของนางต่ำต้อย ทว่ากลับงดงามอย่างมาก น้องชายต่างมารดาผู้นั้นรับนางเกอจี้[1] เข้ามาเป็นอนุและให้กำเนิดบุตรสาวอนุผู้นี้ แม่นางผู้นี้จึงสืบทอดพันธุกรรมความงดงามจากสองชั่วอายุคนงดงามน่ารักตั้งแต่วัยเยาว์ เดิมทีอี้เฉิงโหววางแผนที่จะใช้นางผูกสัมพันธ์กับองค์ชาย เขาจึงเชิญแม่เลี้ยงมาเพื่อสอนสั่งศิลปะและกฎต่างๆ ให้นางล่วงหน้า
ตอนนี้บุตรสาวภรรยาเอกของอี้เฉิงโหวเป็นถึงพระชายาจิ้งอ๋อง ทั้งนางยังให้กำเนิดบุตรชายเป็นไปไม่ได้ที่บุตรสาวอนุผู้นี้จะเข้าไปในจวนขององค์ชายได้อีก หลังจากล่าช้ามาหลายปีปีนี้นางอายุครบสิบแปดปีแล้ว ด้วยสถานะที่ต่ำต้อยของนาง ทั้งยังเกิดในเรือนอนุจึงทำได้เพียงแต่งงานกับชายที่มีอายุสักหน่อย หรือเป็นอนุให้กับชนชั้นสูงหรือแต่งงานกับครอบครัวยากจน ไม่ค่อยมีประโยชน์กับอี้เฉิงโหวและจิ้งอ๋องมากนัก
อี้เฉิงโหวฉลาดหลักแหลม เขาส่งนางเข้าวังให้หรงเฟย พระมารดาแท้ๆของจิ้งอ๋อง พระนางจึงประทานนางให้กับฝ่าบาท เพราะต้องการให้นางปรนนิบัติอยู่ข้างพระวรกายฮ่องเต้เพื่อช่วยให้จิ้งอ๋องมีคนใช้งานเพิ่มขึ้น ฮ่องเต้ทรงปฏิบัติต่อนางเป็นพิเศษ คราแรกพระราชทานตำแหน่งให้นางเป็นเพียงไฉเหริน[2] หลังปรนนิบัติได้ไม่กี่วันก็พระราชทานตำแหน่งเป็นสนมเจี๋ยอวี๋ เพียงสองเดือนก็เลื่อนตำแหน่งเป็นสนมซีผิน ในความคิดของข้าปีหน้านางต้องเลื่อนขั้นเป็นพระสนมแน่นอน"
“พระวรกายของฮ่องเต้ไม่แข็งแรงเหมือนคนหนุ่ม พระองค์ยังทรงเชยชมความงดงามไหวอีกหรือ?” ซูตงเฉินส่ายศีรษะ “ฮองเฮากับเหล่าพระสนมระดับสูงมองอย่างไร? ไม่คิดจะทำอันใดเลยหรือ? ไม่กังวลว่าหญิงงามผู้นี้จะให้กำเนิดองค์ชายหรือ?แม้พระชนมายุของฮ่องเต้จะพ้นห้าสิบชันษาแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าพระองค์จะมีองค์ชายไม่ได้ พระสนมซีผินอายุสิบแปดปีนับเป็นช่วงวัยที่กำลังเบ่งบาน ทั้งนางยังได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีตั้งแต่เด็กสุขภาพแข็งแรง ไม่แน่ว่าอาจให้กำเนิดองค์ชาย เช่นนี้จะเป็นภัยคุกคามกับพวกนางได้"
"ฮองเฮากับเสียนเฟยเกลียดชังนางมาก พยายามให้ยาทำแท้งหลายครั้ง ทว่าแม่นมที่อี้เฉิงโหวส่งไปอยู่ข้างกายสนมซีผินก็ตรวจพบเสียทุกครั้งและรอดพ้นมาได้ตลอด" เยี่ยนเฟ่ยหัวเราะเยาะประชดประชัน“เดิมทีหนิงอ๋องและตวนอ๋องมีโอกาสที่ดีกว่าจิ้งอ๋องมาก อย่างไรเสีย หนิงอ๋องก็ถือว่าเป็นโอรสองค์โตตวนอ๋องเป็นโอรสองค์สุดท้องของฮองเฮา ถือว่าเป็นบุตรของภรรยาเอก ทว่าจิ้งอ๋องไม่ได้เป็นทั้งโอรสองค์โตหรือบุตรของภรรยาเอกทั้งยังไม่เป็นที่โปรดปราน ชีวิตยากลำบากอย่างมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากสนมซีผินเป็นที่โปรดปรานจิ้งอ๋องก็เป็นที่ไว้วางพระทัยต่อพระพักตร์ฮ่องเต้ เดิมทีท่านอ๋องดูงานอยู่ที่กรมโยธาทั้งวันไม่มีอะไรทำ ทว่ายามนี้กลับย้ายไปอยู่กรมขุนนาง ซึ่งสำคัญที่สุดในทั้งหกกรม และมีส่วนร่วมในการบริหารอีกด้วยเห็นได้ชัดว่าการปรนนิบัติฮ่องเต้ของสนมซีผินมีอิทธิพลเพียงใด"
"อืม ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง" แววตาของซูตงเฉินปรากฏความครุ่นคิดเล็กน้อย"พระทัยของฮ่องเต้เปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่เอื้อประโยชน์ต่อพวกเราแม้แต่น้อยต้องบอกบุคคลสำคัญว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น"
"ตกลง เริ่มต้นจากเจิ้งอี้เฉิง เจ้าก็อย่าได้กังวลมากเกินไป"เยี่ยนเฟ่ยปลอบใจซูตงเฉินสองสามคำ ก่อนจะแยกทางกับเขาและเดินออกไปที่เรือนด้านนอก
ซูตงเฉินไปพบอันกั๋วกง และแอบเล่าเรื่องขบขันที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้เขาฟัง
เมื่ออันกั๋วกงได้ยินว่า อันหย่วนโหวฮูหยินส่งหลานสาวจากตระกูลต่ำต้อยมาเพื่อจะมัดมือชกหลานชายสุดที่รักของเขาทั้งยังใช้วิธีการสกปรก เขาก็โกรธอย่างมาก "ช่างไร้ยางอายสิ้นดี จ้งเอ๋อร์เพิ่งจะอายุเพียงสิบสองปี นางกล้ากระทำเช่นนี้หญิงสาวตระกูลต่ำต้อยที่ใดกล้าเข้ามาในจวนอันกั๋วกง ใจใหญ่เกินไปแล้วว่าด้วยนิสัยหรือภูมิหลังของนางล้วนไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นแม้แต่อนุของจ้งเอ๋อร์เสียด้วยซ้ำหึ นิสัยเป็นเช่นนี้ทั้งครอบครัว ป้าเป็นอย่างไร หลานสาวก็เป็นเช่นนั้นช่างไม่ยึดถือกรอบปฏิบัติของกุลสตรีบ้างเลย อยากตายก็ให้นางไปตาย หากทำร้ายหลานชายสุดที่รักของข้า ข้าจะเอาเรื่องจวนอันหย่วนโหวให้ถึงที่สุด”
ซูตงเฉินรินชาที่เพิ่งชงมาใหม่ให้เขา "ท่านพ่อดื่มชาให้ชุ่มคอเถิดไม่ต้องห่วง ท่านวางใจได้ ข้าบอกพวกนางแล้วว่า หากเจ้าต้องการมอบนางให้จ้งเอ๋อร์จริงๆข้าก็ไม่รังเกียจที่จะให้จ้งเอ๋อร์ได้ชื่อว่าเป็นคนดวงกินภรรยา"
“พูดได้ดี หากนางกล้าทำ ข้าก็กล้าฆ่านาง” อันกั๋วกงอารมณ์ดีขึ้นมาก จึงรับถ้วยชามาดื่มอึกใหญ่“เป็นถึงหลานชายคนรองของจวนอันกั๋วกง ต้องหาสะใภ้ในดวงใจได้แน่นอน”
ซูตงเฉินยกยิ้มเล็กน้อย "ส่วนใหญ่ลูกอยู่ในค่ายทหาร เรื่องของเมิ่งเอ๋อร์และจ้งเอ๋อร์ต้องขอให้ท่านพ่อใช้เวลาอบรมพวกเขามากขึ้นสักหน่อยเกิดเรื่องครั้งนี้ พวกเขาไม่กล้าแตะต้องเมิ่งเอ๋อร์ คงเพราะคิดว่าจ้งเอ๋อร์เป็นบุตรชายคนที่สองของลูกไม่สำคัญเท่าบุตรชายคนโต ทำให้จัดการเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น พวกเขาคงคิดว่าพวกเราจะยอมให้จ้งเอ๋อร์แต่งงานเพียงเพื่อเห็นแก่หน้าตาและชื่อเสียงช่างตาบอดยิ่งนัก”
อย่างไรก็ตาม คนโง่ที่มีพื้นฐานครอบครัวที่ดีนั้น ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า ในอนาคตพวกเขาจะไม่คิดจับเมิ่งเอ๋อร์ท่านพ่อต้องยึดมั่นและอย่าหลงไปกับคารมของผู้อื่น เรื่องหมั้นหมายของบุตรทั้งสองไม่ต้องเร่งรีบท่านน้าทั้งสองคนของเขายังไม่ได้หมั้นหมาย เรียงลำดับตามอาวุโสก่อนไม่จำเป็นต้องรีบร้อน"
“อืม ข้าเข้าใจดี” อันกั๋วกงพยักหน้า“เมื่อก่อนเจ้าก็เคยบอกเรื่องนี้ให้ข้าฟังบ้างแล้ว สถานการณ์ปัจจุบันซับซ้อน เด็กๆในครอบครัวยังไม่เหมาะกับการหมั้นหมาย งานแต่งงานของซูชิ่นหลานน้องเจ้าถูกกำหนดแล้วไม่มีทางอื่น เด็กๆ ยังเล็ก อีกสองปีค่อยว่ากันใหม่”
“ขอรับ” ซูตงเฉินแย้มยิ้ม “ท่านพ่อเองก็ต้องดูแลสุขภาพด้วยเรายังต้องพึ่งพาท่านในการดูแลจวนอันกั๋วกง”
อันกั๋วกงรู้สึกโล่งใจอย่างมาก “เจ้าเป็นลูกที่กตัญญูโดยแท้ ข้ารู้ดี ตระกูลยังต้องการให้ข้าดูแลเจ้าวางใจได้”
พวกเขาเป็นพ่อที่มีเมตตา เป็นลูกที่กตัญญู คนภายนอกต่างอิจฉาซิ่นกั๋วกงกับอันกั๋วกงเป็นคู่เขยและสหายที่ดีต่อกัน ในเวลานี้เขาหัวเราะอยู่ข้างๆและพูดว่า "เจ้ามีบุตรที่ดีเช่นนี้ ทำให้ผู้อื่นอิจฉา รู้หรือไม่? "
อันกั๋วกงเผยรอยยิ้มสดใส "เจ้าต้องการให้ข้าชมลูกชายคนโตของเจ้าหรือ?แม้ลูกของเจ้าจะเป็นลูกเขยที่ดีของข้าแต่เขาก็สู้บุตรชายคนโตของข้าไม่ได้ หลานชายคนโตของเจ้าก็ไม่เลว แต่ก็สูสีกับหลานชายทั้งสองคนของข้าเช่นกันและต้องขอชมว่าบุตรสาวของข้าเลี้ยงมาดี”
ซิ่นกั๋วกงหัวเราะเสียงดัง "เจ้าอายุมากแล้ว ไม่ละอายแก่ใจบ้างหรือกล้าพูดยกยอตนเอง ช่างหน้าไม่อายจริงๆ หลานชายทั้งสองของข้าเป็นคนเก่ง ย่อมเป็นสายเลือดตระกูลของข้า ไม่เกี่ยวกับเจ้าแม้แต่น้อย"
กั๋วกงทั้งสองเป็นทหารผ่านศึกในสนามรบที่ถอดเกราะและไม่ออกศึกแล้วเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่ทั้งคู่ยังหยอกล้อกันและกัน
ฉางอวิ๋นต๋าเดินเข้ามาสนทนากับซูตงเฉินด้วยรอยยิ้ม เขาแอบได้ยินมาว่า มีคนต้องการจับบุตรชายของซูตงเฉินและถึงกับใช้วิธีการหลอกล่อเข้าไปในห้องเพื่อมัดมือชกบีบบังคับให้เขายอมทำตามประเพณี เขาจึงอดส่ายศีรษะด้วยความขบขันไม่ได้หากต้องการเอาเปรียบมัจจุราชซู ต้องชั่งน้ำหนักความแข็งแกร่งของตนเองเสียก่อน
“อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในวันนี้ เกรงว่ามีคนต้องการให้พวกนางเป็นแนวหน้าก่อนมากกว่าเป็นเหยื่อล่อเพื่อดูปฏิกิริยาของเจ้า ก่อนที่จะวางแผนใหญ่” ฉางอวิ๋นต๋าพูดเบาๆ “เจ้าอย่าได้ประมาท จะดูแคลนคนร้ายไม่ได้”
"อืม ข้ารู้แล้ว" ซูตงเฉินพยักหน้าด้วยรอยยิ้มผ่อนคลาย"อย่ากังวลไปเลย ข้าทูลขอฝ่าบาทแล้ว พระองค์ทรงอนุญาตว่าจะไม่พระราชทานงานสมรสให้ข้าปัญหาส่วนใหญ่แก้ไขไปกว่าครึ่งแล้ว ส่วนบุตรชายของข้ายังเร็วเกินไปที่จะแต่งงานข้าวางแผนไว้ว่า เรื่องแต่งงานต้องรอให้พวกเขาอายุครบสิบแปดปีก่อนอย่างน้อยต้องรออีกหกปี หลังจากนี้หกปี ไม่มีผู้ใดกล้ายืนยันว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรถึงเวลานั้นข้าเองก็มีวิธีทำลายงานแต่งเหมือนกัน"
ฉางอวิ๋นต๋าอดหัวเราะไม่ได้ "เจ้านี่นะ ดูกันว่าต่อไปผู้ใดจะกล้าแต่งกับครอบครัวของเจ้า"
ซูตงเฉินยกยิ้มเล็กน้อย พลางหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่มช้าๆ ด้วยท่าทางมั่นใจ
ฉางอวิ๋นต๋าส่ายศีรษะอย่างอับจนหนทาง "มีบิดาเช่นเจ้าบุตรชายของเจ้าไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีภรรยาที่ดี แต่เจ้าก็อย่าหยิ่งยโสเกินไปขุนนางผู้ใหญ่พวกนั้นจะตำหนิเจ้าได้”
"ข้าเป็นผู้บัญชาการทหาร เหตุใดจะต้องทำตัวเปิดใจยอมเสียทุกเรื่อง"ซูตงเฉินวางถ้วยชาและพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ"ขอเพียงข้ากล้าหาญและต่อสู้ในการสงครามให้ดีเท่านั้นหากข้ายังแสดงคุณสมบัติของผู้มีคุณธรรม มิใช่เป็นการรนหาที่ตายหรือ? ”
ฉางอวิ๋นต๋าหัวเราะเสียงดังและพูดว่า "นั่นก็จริง"
ทั้งสองสนทนาและหัวเราะกันอย่างมีความสุข ในไม่ช้าก็ดึงดูดผู้คนมากมายไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือแม่ทัพรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขา อายุสามสิบปีเศษเป็นวัยที่เหมาะสมเต็มไปด้วยพลังและความมั่นใจ เด็กๆ จากครอบครัวที่ร่ำรวยย่อมเป็นเสาหลักของครอบครัวแม้จะเป็นเด็กจากครอบครัวยากจนก็จะค่อยๆ บุกเบิก และนำพาตระกูลของพวกเขาเชิดหน้าชูตาจนรุ่งโรจน์ขึ้นมาได้
กลุ่มคนที่โดดเด่นมารวมตัวกันเช่นนี้ทำให้ผู้อาวุโสของพวกเขาภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ทั้งยังทำให้หัวหน้าครอบครัวที่ไม่มีผู้สืบทอดรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก
หลังงานเลี้ยงตอนกลางวัน เสนาบดีต่างทยอยกันกลับ พวกเขางานยุ่งมาก ไม่ง่ายที่จะเจียดเวลามาครึ่งวันตอนนี้พวกเขาต้องกลับไปจัดการงานที่คั่งค้างต่อ
หลังพักกลางวัน เมื่อขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของตระกูลสูงศักดิ์ดื่มน้ำชาเสร็จแล้วต่างก็ทยอยกันขอตัวกลับ มีเพียงสหายสนิทและบรรดาญาติฝ่ายหญิงบางคนของจวนอันหย่วนโหวเท่านั้นที่ยังรั้งอยู่เพื่ออยู่ร่วมงานเลี้ยงอาหารเย็น
ฝ่ายชายและเด็กโตยังคงอยู่ในเรือนชั้นนอก ส่วนสตรีและเด็กเล็กอยู่ในเรือนชั้นในเวลานี้พวกเขาไม่ต้องมากพิธีอีกต่อไป สามารถเปิดใจพูดสิ่งใดก็ได้
ตอนนี้หลายคนรู้เรื่องอุบายของอันหย่วนโหวฮูหยินบ้างแล้วทุกคนต่างต้องการให้หลานสาวในตระกูลตนเองเป็นภรรยาของบุตรชายคนที่สองของอันกั๋วกงซื่อจื่อแต่ก็ไม่สำเร็จ อีกทั้งอันกั๋วกงซื่อจื่อยังตำหนิโดยไม่มีความเกรงใจพวกเขาส่วนใหญ่ดีใจในความโชคร้ายของผู้อื่น ทว่าภายนอกยังคอยพูดปลอบใจ
“หากพูดไปแล้ว น้องหว่านจับคู่กับหลานชายอันกั๋วกงก็ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรนักความจริงควรพิจารณาบุตรชายคนโตของคุณชายรองเยี่ยน ได้ยินมาว่าอายุสิบปีแล้ว”
“ถูกต้อง แม้พี่หว่านจะอายุมากกว่าพี่หงสิบปี ทว่าสตรีอายุมากกว่าถือว่าเป็นอิฐทองคำ”
"ถูกต้อง คุณชายรองเยี่ยนตอนนี้ได้ตำแหน่งเจี่ยหยวนแล้วการสอบครั้งต่อไปต้องผ่านอย่างแน่นอน และต้องได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางแน่"
“บุตรชายของคุณชายรองเยี่ยนก็เก่งกาจเหมือนบิดา สถานะก็ไม่ธรรมดาอีกด้วย”
“อีกอย่าง เจ้าเป็นมารดาของคุณชายรองเยี่ยน เป็นท่านย่าของพี่หงเรื่องงานแต่งงานคงพูดคุยได้บ้าง”
"ถูกต้อง ไม่ก็ตัดสินใจกำหนดหมั้นหมายกันไปเลยคุณชายรองเยี่ยนคงไม่โต้แย้งอะไรกระมัง เขากำลังจะเป็นขุนนางไม่กล้าอกตัญญูต่อมารดาแน่นอน"
ท่านป้าทั้งหลายต่างซุบซิบนินทาจนทำให้จิตใจของอู๋ซื่อบรรเทาความขุ่นเคืองลงไปได้บ้างในใจพลันครุ่นคิด แท้จริงแล้วนางคือเงามืดใต้โคมไฟ [3] นี่เองนางคิดวางแผนจับคุณชายจวนอันกั๋วกง แต่นางกลับลืมไปว่า บรรดาบุตรในตระกูลของเขาเองก็สามารถหมั้นหมายได้คิดจะให้หลานสาวของนางแต่งเข้าจวนอันกั๋วกงคงยาก ทว่าแต่งเข้าจวนอันหย่วนโหวง่ายกว่ามากที่นี่ไม่เพียงมีนาง ทว่ายังมีฮูหยินเฒ่าคอยช่วยอีกแรง เยี่ยนเฟ่ยกับอันหย่วนโหวไม่กล้าอกตัญญูแน่นอนผู้ใดจะอยากได้ชื่อว่าเป็นลูกอกตัญญูกันเล่า? นี่เป็นโอกาสอีกครั้งของนางและหลานสาวนาง
คำพูดของพวกนางรู้ไปถึงหูของเยี่ยนเฟ่ยอย่างรวดเร็ว เยี่ยนเฟ่ยรีบเตือนเจินซื่อทันทีว่า "ดูแลหงเอ๋อร์ให้ดี อย่าติดกับผู้อื่น"
เจินซื่อแย้มยิ้มหวาน "ไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ"
……
เชิงอรรถ
[1] เกอจี้ หมายถึง หญิงสาวที่ร้องเพลงเพื่อหากิน
[2] ไฉเหริน เป็นตำแหน่งนางสนมขั้นต่ำที่ปรนนิบัติฮ่องเต้
[3] เงามืดใต้โคมไฟ เป็นคำพังเพยของจีนเปรียบเปรยถึงคนที่อยู่ในเหตุการณ์หรือสถานการณ์ใกล้ตัวแต่กลับไม่รู้เรื่องเลยสักนิด