หลายชั่วโมงต่อมา
เสียงเพลงจังหวะสนุกสนานดังกระหึ่มทั่วห้องจัดเลี้ยง ทีมงานและนักแสดงจากซีรีส์ “โลกไร้สี” ต่างพากันดื่มฉลอง และปลดปล่อยความเหนื่อยล้าหลังการถ่ายทำที่กินเวลาหลายเดือนอย่างเต็มที่
ในตอนนี้คิรินนั่งอยู่ตรงกลางโต๊ะใหญ่ ข้างขวาเป็ไซซีที่หัวเราะอย่างน่ารักให้กับมุกตลกของเดช ส่วนข้างซ้ายเป็เดชที่ชนแก้วเบียร์กับคิริน และฝั่งตรงข้ามคือพิภพที่นั่งจ้องเขาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
“นายเก่งมากจริงๆ คิริน” พิภพเริ่มถามพลางยกแก้วชนกับเขา “ฉันเคยกำกับมาหลายเื่นะ แต่ยังไม่เคยเจอใครที่เล่นได้อินแบบนายเลย ขอถามตรงๆเลยนะ ก่อนหน้านี้นายไปเรียนการแสดงมาจากไหนเหรอ?”
คิรินหัวเราะเบาๆ พลางยกแก้วขึ้นมาจิบเบียร์เย็นๆไปอึกหนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “เอาจริงๆเลยนะครับ ผมไม่ได้เรียนการแสดงที่ไหนเลยครับพี่ ก่อนหน้านี้ผมทำงานเป็ Developer ที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งน่ะครับ”
ทันใดนั้น เดชที่กำลังหัวเราะอยู่ก็เงียบไปทันที เขาหันมามองคิรินตาโต ก่อนจะพูดขึ้น “เดี๋ยวนะ...นายทำงานเขียนโค้ดโปรแกรม แบบนั่งจ้องคอมทั้งวันอะไรแบบนั้นน่ะเหรอ?!”
“ใช่ครับ” คิรินพยักหน้า พร้อมหัวเราะแห้งๆ
“ไม่น่าเชื่อ! คนที่ทำงานสายไอทีแบบนั้นจะมาเล่นเป็ไวท์แล้วทำให้พวกเราหลอนขนาดนี้ได้!” เดชตบโต๊ะเสียงดังจนไซซีสะดุ้ง ก่อนจะหัวเราะตาม
“จริงค่ะ” ไซซีเสริม “ฉันอยากแสดงได้เหมือนคุณคิรินจริงๆ ขนาดฉันเรียนกับผ่านการแสดงมาก็หลายเื่ยังสู้คุณคิรินไม่ได้เลย”
“ฮะๆ” คิรินยิ้มเขินๆเมื่อได้ยินไอดอลที่ชอบเอ่ยชมตน
พิภพถามต่อ “แล้วนายไปทำยังไงถึงแสดงออกมาได้ขนาดนั้น? ไม่เคยเรียนจริงๆ เหรอ?”
คิรินเกาหัวเบาๆ พลางคิดคำตอบที่คนอื่นน่าจะยอมรับได้ออกมา เพราะถ้าเขาบอกว่าเขาได้ไปอยู่ในโลกของตัวละครก็คงจะมีคนหาว่าเขาบ้า ไม่ก็อาจพาเขาไปพบจิตแพทย์ก็ได้
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ...” เขาหยุดคิด ก่อนจะพูดต่อ “ผมแค่พยายามทำความเข้าใจกับบทแล้วแสดงออกมาตามที่เข้าใจน่ะครับ”
ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังซึมซับคำพูดของคิริน ก่อนที่เดชจะหัวเราะขึ้นอีกครั้ง
“ไอ้คำพูดของนายน่ะมันฟังดูเหมือนจะง่ายนะ แต่ฉันขอบอกเลยนะว่าคนที่ทำแบบนั้นได้จริงๆและทำได้ดีขนาดนายน่าฉันยังไม่เคยเห็นเลย มีนายนี่แหละที่เป็คนแรก ฮ่าๆ!”
คิรินยิ้มแห้งๆรับคำชมของเดช
เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ทีมงานของโลกไร้สีบางคนก็ลุกขึ้นเต้นตามเสียงเพลงที่เร้าใจ บางคนกำลังจับไมค์ร้องเพลงคาราโอเกะเสียงดังอย่างเมามัน เสียงหัวเราะและเสียงชนแก้วดังกึกก้อง
พิภพยกแก้วขึ้นอีกครั้ง “เอ้า! ดื่มให้โลกไร้สี! ดื่มให้ทีมงานทุกคนที่พยายามกันอย่างหนัก!”
“ดื่ม!” เดชะโตามพร้อมกับชนแก้วกับคิรินจนเบียร์ในแก้วแทบหก
“ถ้าดื่มมากเกินไปแล้วรู้สึกว่าไม่ไหวก็หยุดดื่มก็ได้นะคะ ฉันกลัวว่าพอคุณเมาแล้วเดี๋ยวไวท์อาจออกมาแทน คิกๆ” ไซซีพูดติดตลก ก่อนจะยิ้มหวานให้ชายหนุ่ม
คิรินยิ้มตอบหญิงสาวขณะแอบกัดลิ้นตัวเองเพื่อไม่ให้ร้องออกมาเพราะรู้สึกฟินที่ถูกหญิงสาวส่งยิ้มหวานให้
‘อา ถูกไซซียิ้มให้แบบนี้ ตายตาหลับแล้วเรา…’
หลังจากชนแก้วกับพวกพิภพที่คะยั้นคะยอชนกับเขาไปหลายรอบ คิรินก็เริ่มรู้สึกมึนหัว ภาพรอบตัวเริ่มเบลอเล็กน้อย
‘อยากนอนสักงีบจังแฮะ’ ชายหนุ่มหลับตาพลางคิดในใจ
วูบบบ!
จากนั้นคิรินก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่บนบางสิ่งที่นุ่มแทนที่จะเป็เก้าอี้ในห้องจัดเลี้ยง เมื่อคิรินลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็พบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องพักของโรงแรมตามที่คิดไว้ แต่กลับมาอยู่ในห้องนอนหรูที่ดูคุ้นตา เขาลุกขึ้นนั่งมองไปรอบๆ ก่อนจะพูดเบาๆ
“นี่มัน...ห้องนอนในเพนต์เฮาส์ของไวท์นี่?”
ห้องนี้คือหนึ่งในฉากที่เขาเคยแสดงตอนที่พิมพ์โทรหาไวท์ที่กำลังนอนอยู่เพื่อขอให้ช่วย บรรยากาศทุกอย่างเหมือนกับในซีรีส์ทุกประการ ั้แ่เตียงนอน โต๊ะทำงาน และแม้แต่แสงไฟที่ลอดผ่านม่านหนา
เขาลุกขึ้นจากเตียง เดินสำรวจไปรอบๆห้องอย่างสับสน เมื่อเปิดม่านออกไปเขาก็พบว่าด้านนอกเป็เมืองของโลกไร้สีที่เวลาถูกหยุดนิ่งเอาไว้ สังเกตได้จากเครื่องบินบนฟ้าที่ลอยค้างอยู่อย่างนั้น
“นี่มันเื่บ้าอะไรกัน?” ชายหนุ่มพึมพำด้วยความงุนงง พยายามคิดว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อไม่กี่นาทีก่อนเขายังอยู่ในงานเลี้ยง แต่ตอนนี้เขากลับมายืนอยู่ในฉากที่เขาเคยแสดงเสียอย่างนั้น
แต่เขาก็สงสัยได้ไม่นาน เพราะความง่วงจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่เข้าครอบงำเขา ชายหนุ่มเลือกที่จะเอนกายลงบนเตียง ก่อนจะผลอยหลับไป
8 ชั่วโมงต่อมา
คิรินลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขารู้สึกสดชื่นอย่างประหลาดราวกับได้นอนหลับแบบเต็มอิ่ม เขามองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง มันคือห้องนอนของไวท์ที่เขาจำได้
“นี่มัน…ฝันงั้นเหรอ? แล้วงานเลี้ยงล่ะ” คิรินพูดกับตัวเองเบาๆ เขาลุกขึ้นจากเตียง และคิดว่าจะออกไปจากที่นี่
วูบบบ!
คิรินลืมตาขึ้นอีกครั้ง เสียงหัวเราะและเสียงเพลงก็กลับมาดังก้องในหู เขามองไปรอบๆ เห็นพิภพกำลังยกแก้วชนกับเดช ขณะที่ไซซีหันมามองเขา
“เป็อะไรรึเปล่าคะ เมื่อกี้ฉันเห็นคุณชนแก้วกับพี่เดชเสร็จก็นิ่งไปแปปนึง หรือว่าคุณอยากกลับไปพักผ่อนก่อนไหมคะ” ไซซีถามด้วยความเป็ห่วง
คิรินชะงักไป เขารู้สึกเหมือนตัวเองได้พักผ่อนบนเตียงนุ่มๆและแอร์เย็นฉ่ำในห้องนอนสุดหรูอย่างเต็มที่จนทำให้อาการมึนหัวก่อนหน้าหายไปจนหมด แต่กลับกลายเป้นว่าเขาไม่ได้หายไปไหนเลย แถมเวลาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปด้วย ทั้งที่เขามั่นใจว่าเขานอนไปหลายชั่วโมงแน่ๆ
“เมื่อกี้…ผมนิ่งไปนานขนาดไหนเหรอครับ?” คิรินถามด้วยความสงสัย
“อืม…ประมาณสามวิได้มั้งคะ” ไซซีเอียงหัวนึกสักพักก่อนตอบยิ้มๆ ขณะหันไปส่งสายตาดุใส่พวกเดชและพิภพที่พากันหลบสายตาเธอกันไปมองทางอื่นเพราะพวกเขาพยายามให้คิรินดื่มมากจนเกินไป
“โอเคครับ” คิรินพยักหน้าเบาๆ แต่ในใจเต็มไปด้วยความงุนงง ‘สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามันคืออะไรกันแน่? ทั้งการกลายเป็ตัวละครจริงๆ แถมยังข้ามไปอยู่ในฉากที่เคยแสดงก่อนหน้านั้นได้อีก…’
เสียงผู้คนที่สังสรรค์กันอย่างสนุกสนานยังคงดังก้องในห้องจัดเลี้ยง แต่สำหรับคิริน มันกลับดูเหมือนเสียงที่ดังมาจากสถานที่ที่ไกลออกไป