บทที่ 25 ประลองปัญญาและความกล้าหาญกับวานร
วานรบนูเานั้นว่องไวนัก
มันะโไปทางโน้นทีทางนี้ที การติดตามรอยเท้าของมันนั้น กล่าวตามตรงแล้วช่างยากเย็นยิ่งนัก
แต่์ย่อมไม่ทอดทิ้งผู้ที่มุ่งมั่นพากเพียร
หลังจากใช้เวลาครึ่งค่อนวัน ในที่สุดทั้งสองก็ติดตามร่องรอยมาถึงรังของวานรในยามที่ท้องนภาใกล้มืด
ขณะนั้น ทั้งสองยืนอยู่หน้าปากถ้ำแห่งหนึ่ง ด้านในมืดสลัวเล็กน้อย มีความชื้นอยู่บ้าง รอยเท้าทอดยาวเข้าไปในอุโมงค์
“ข้างในนั้น จะมีลิงน้อยซุกซ่อนอยู่หรือไม่” หลี่โหย่วเต๋อขมวดคิ้ว
“เป็ไปได้” ซูฝานพยักหน้า
วานรโดยทั่วไปมักจะอยู่รวมกันเป็ฝูง เปรียบได้กับโจรป่า
“บรรพชนเอ๋ย! มีทั้งรังยิ่งดีใหญ่ ต่อไปคงมีสมองลิงให้กินไม่หมด”
หลี่โหย่วเต๋อเดินเข้าไปในอุโมงค์พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุร้าย
เพิ่งจะเดินเข้าไปในอุโมงค์ได้เพียงไม่กี่สิบเมตร จู่ ๆ ก็มีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาจากส่วนลึกสุดของอุโมงค์
“หืม?” ซูฝานใสงสัย จึงหยุดฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว
“พี่ฝาน ท่านกลัวอะไรกัน? ก็แค่ลิงตัวหนึ่งเท่านั้น ข้าเพียงตบมือทีเดียวก็สามารถฆ่ามันได้แล้ว”
หลี่โหย่วเต๋อแอบดูแคลนอยู่ในใจ ‘เด็กน้อยก็คือเด็กน้อยวันยังค่ำ แค่มีเสียงเคลื่อนไหวเล็กน้อยก็กลัวจนฉี่ราด’
ซูฝานทำเป็ไม่ได้ยิน เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวที่มาจากส่วนลึกของอุโมงค์
ทันใดนั้น เสียงดังสนั่นราวกับนภาถล่มก็ปะทุขึ้น ตามมาด้วยอุโมงค์ทั้งหมดเริ่มสั่นะเือย่างรุนแรง ฝุ่นดินร่วงหล่นลงมาไม่หยุด ราวกับว่ากำลังจะถล่มทลายลงมา
“มันดูไม่ค่อยชอบมาพากลนัก!” หลี่โหย่วเต๋อรีบหยุดฝีเท้าแล้วถอยกลับมาอยู่ข้างกายซูฝาน
ทั้งสองจ้องมองไปด้านหน้าเขม็ง
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ พื้นดินสั่นะเืรุนแรงขึ้นทุกที
“บัดซบ!”
ทั้งสองคนพร้อมใจกันเปล่งเสียงคำรามต่ำ ก่อนจะหมุนตัววิ่งหนีออกไปด้านนอกราวกับหนีเอาชีวิตรอด นั่นเพราะพวกเขาเห็นหินก้อนใหญ่!
หินก้อนใหญ่สีดำสนิทขนาดพอดีกับอุโมงค์ถ้ำกลิ้งมาจากด้านในพร้อมกับความรู้สึกกดดันที่น่าสะพรึงกลัว
ทั้งสองวิ่งออกจากถ้ำในคราวเดียว แยกย้ายกันหลบไปคนละข้างของปากถ้ำ
ครืน!!! โครม!!!
หินกลมพุ่งออกมาจากอุโมงค์ราวกับะุปืนใหญ่ กลิ้งไปยังป่าเบื้องหน้า หักโค่นต้นไม้ใหญ่ล้มลงทีละต้น
หลี่โหย่วเต๋อรู้สึกขนลุกซู่
หากหินก้อนนี้พุ่งชนเขากับซูฝาน ร่างคงถูกบดขยี้เป็เศษเนื้อในชั่วพริบตา
“ยังกล้าดูแคลนมันอีกรึไม่?” ซูฝานหันไปมองหลี่โหย่วเต๋อพลางถาม
นับั้แ่ที่ได้รู้จักกับต้าเฮยโก่ว เขาก็มิกล้าประมาทสัตว์อสูรอีกเลย
เพราะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเมื่อใดจะได้เจอกับสัตว์อสูรที่น่าสะพรึงกลัวเหมือนกับต้าเฮยโก่วตัวนั้น
หากประมาท ย่อมต้องได้รับบทเรียนอันใหญ่หลวง
“ไม่กล้า ๆ...”
หลี่โหย่วเต๋อส่ายหน้าซ้ำ ๆ
ไม่นึกเลยว่าจะรู้จักการวางกลไก วานรตัวนี้คงไม่ใช่กลายเป็ปีศาจไปแล้วกระมัง?
ทั้งสองคนชะโงกหน้ามองเข้าไปในถ้ำมืดสลัว ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ จึงเดินเข้าไปในอุโมงค์อีกครั้ง
คราวนี้พวกเขาเดินลึกเข้าไปหลายร้อยจั้ง ก็ยังไม่พบความเคลื่อนไหวใด ๆ ทั้งสองจึงเริ่มผ่อนคลายความระแวดระวังลง
กลไกนี้น่าจะใช้ได้เพียงครั้งเดียว ไม่น่าจะมีครั้งที่สอง
แต่ในชั่วขณะถัดมา
เสียงดังสนั่นที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“บัดซบ ไอ้ลิงตัวนี้กำลังหลอกพวกเรา”
“รอให้พวกเราเข้าไปลึกในถ้ำก่อน แล้วมันค่อยลงมือ พวกเราคงหนีออกมาไม่ทัน”
“มันฉลาดถึงเพียงนี้ เห็นทีคงกลายเป็ปีศาจแล้วแน่ ๆ!”
ทั้งสองคนหมุนตัวแล้ววิ่งหนีสุดชีวิต ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีอยู่
ลูกหินขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลังกำลังกลิ้งเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
เห็นได้ชัดว่ามันกำลังจะบดขยี้ร่างทั้งสองคน!
“เร็วเข้า!”
ทั้งสองคนกระโจนออกมาจากอุโมงค์อย่างสุดแรง พร้อมกับกลิ้งตัวออกมาอย่างรวดเร็ว ลูกหินกลมขนาดใหญ่กลิ้งผ่านข้างกายของพวกเขาไป มุ่งหน้าเข้าไปในป่าทึบเบื้องหน้า ต้นไม้มากมายถูกบดขยี้จนหักโค่น ทิ้งไว้เพียงความเสียหายอันน่าสะพรึงกลัว
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ทั้งสองคนรู้สึกหัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว
หากช้าไปอีกเพียงนิด พวกเขาคงถูกลูกหินบดขยี้จนแบนราบเป็แน่
ซูฝานลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล มือกุมไหล่ซ้ายที่มีาแซึ่งเพิ่งตกสะเก็ด เพราะออกแรงมากเกินไปจึงทำให้แผลปริแตกอีกครั้ง เืสดไหลทะลักออกมา
หลี่โหย่วเต๋อยิ่งน่าสงสาร อาการาเ็ของเขายังไม่ทันหายดี ตอนนี้ต้องมาเจอเื่วุ่นวายเช่นนี้อีก ความเ็ปทั่วร่างทำให้เขาต้องกัดฟันทนทรมาน
“ไอ้ลิงบ้า รีบคืนถุงเก็บของให้ข้าเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นวันนี้ข้าจะไม่เลิกรากับเ้าง่าย ๆ”
หลี่โหย่วเต๋อไม่กล้าเข้าไปในถ้ำอีก ได้แต่ยืนมองเข้าไปข้างในพลางคำรามด้วยความโกรธ
“เจี๊ยก ๆ”
เสียงร้องอย่างตื่นเต้นของวานรดังออกมาจากในถ้ำ
เสียงร้องนั้นราวกับกำลังเยาะเย้ยมนุษย์ทั้งสองคน
ฟังจากเสียง ดูเหมือนวานรนั่นจะมีตัวเดียว มิได้มีเป็ฝูง
หลี่โหย่วเต๋อโมโหจนหน้าแดง
การถูกวานรตัวเดียวทำให้อับอาย ช่างน่าอัปยศอดสูเสียจริง!
เขาหันไปมองซูฝาน แล้วถามว่า “พี่ฝาน พวกเราควรทำอย่างไรดี”
ซูฝานดวงตาวาววับ
‘ลิงนี่กล้าที่จะแสดงท่าทีอหังการเช่นนี้ แสดงว่าในถ้ำนี้ต้องมีกลไกหรือกับดักซ่อนอยู่แน่ ดังนั้นจึงมิอาจบุ่มบ่ามได้’
‘ต้องใช้สติปัญญา’
เขาเกิดความคิดขึ้นมาทันใด จึงเข้าไปกระซิบข้างหูของหลี่โหย่วเต๋อ กล่าวกระซิบกระซาบอยู่สองสามประโยค
“หลักแหลมยิ่งนัก”
ดวงตาของหลี่โหย่วเต๋อเป็ประกายวาบขึ้น ก่อนจะหัวเราะอย่างชั่วร้าย “ไอ้ลิงบ้า ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะจัดการเ้าไม่ได้ รอดูไปเถอะ จะต้องมีวันที่เ้าต้องมาขอร้องข้าแน่”
ทั้งสองคนวิ่งไปมาในป่าเขาบริเวณใกล้เคียง ไม่นานก็พบกิ่งไม้แห้งกองใหญ่ จึงนำมาวางขวางปากถ้ำ
“จุดไฟ!”
หลี่โหย่วเต๋อะโอย่างฮึกเหิม
ซูฝานโบกมือขึ้น ปราณิญญาอัคคีก็พลันปรากฏขึ้น กิ่งไม้แห้งลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ควันหนาทึบลอยขึ้นสู่ท้องนภา
“ปราณิญญาอัคคีงั้นรึ? พี่ฝาน ท่านมิได้เป็ร่างิญญาไร้ค่าหรอกรึ?” หลี่โหย่วเต๋อถึงกับตะลึงงัน
ซูฝานยิ้มยิงฟัน พลางกล่าวว่า “ข้าเคยยอมรับด้วยปากตนเองหรือ ว่าข้าเป็ร่างิญญาไร้ค่า?”
จริงปนเท็จ เท็จปนจริง ทำให้อีกฝ่ายมิอาจคาดเดา
หลี่โหย่วเต๋อชะงักไป
ที่แท้เ้ามารน้อยนี่ก็แสร้งทำเป็หมูเพื่อจับพยัคฆ์มาตลอดรึ!
‘เดี๋ยวก่อน! แม้จะมีร่างิญญาอัคคี แต่เ้ามารน้อยนี่ก็ไม่น่าจะสามารถทะลวงด่านได้ถึงสองขั้นได้ในเวลาเพียงครึ่งเดือนกระมัง!’
‘หรือว่าเขาจะไม่ได้มีเพียงร่างิญญาอัคคี แต่ยังมีร่างิญญาธาตุอื่น ๆ อีกด้วย?’
ร่างิญญาก็มีความแข็งแกร่งและอ่อนแอแตกต่างกันไป
ยิ่งมีิญญาธาตุมากเท่าใด พร์ก็จะยิ่งเหนือสามัญมากขึ้นเท่านั้น
เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตที่มีร่างิญญาธาตุเดี่ยวเช่นสวีเจียวเจียว ในจำนวนคนสิบคนอาจจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้น
ส่วนผู้ที่มีร่างิญญาธาตุคู่ ในจำนวนคนหนึ่งร้อยคนถึงจะมีโอกาสพบเจอสักคนหนึ่ง
ร่างิญญาไตรธาตุและร่างิญญาจตุรธาตุไม่จำเป็ต้องกล่าวถึง ล้วนเป็ปีศาจในหมู่ปีศาจทั้งสิ้น
“เ้ากำลังคิดฟุ้งซ่านอะไรอยู่? ยังอยากจะแย่งชิงถุงเก็บของของเ้ากลับคืนมาอยู่รึไม่?” ซูฝานจ้องเขาเขม็ง
หลี่โหย่วเต๋อได้สติกลับมา ทันใดนั้น ลมแรงก็พัดวนรอบกายของเขา
“ร่างิญญาธาตุวายุหรือ?” ซูฝานชะงักไป
“ฮึ่ม!” หลี่โหย่วเต๋อแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย ลมพายุพัดม้วนควันหนาทึบ กลิ้งตลบไปยังส่วนลึกของถ้ำ
ถูกต้อง! นี่คือแผนการที่พวกเขาคิดขึ้นมา
รมควันไล่วานรให้ออกมาจากข้างใน!
“เจี๊ยก! เจี๊ยก!” วานรส่งเสียงร้องไม่หยุด ราวกับกำลังด่าทอทั้งสองคนว่าช่างต่ำช้านัก
เสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้ง
หินก้อนใหญ่กลิ้งออกมา พุ่งชนกองฟืนที่กองอยู่ตรงทางเข้า ทำให้กองฟืนแตกกระจายในพริบตา ประกายไฟกระเด็นไปทั่ว
“ข้าอยากรู้นักว่าหินของเ้าจะมีมากกว่า หรือฟืนด้านนอกของพวกข้าจะมีมากกว่ากัน!”
หลี่โหย่วเต๋อรีบไปหาฟืนกองใหญ่มาอีกอย่างรวดเร็ว
การต่อสู้ดำเนินไปหลายยก จนในที่สุดภายในอุโมงค์ก็เงียบสงัดลง
“ฮ่า ๆ”
“หมดมุกแล้วกระมัง แต่ฟืนด้านนอกนั้นมีไม่มีวันหมด เ้าลิงป่า ถ้าเ้าฉลาดก็รีบยอมแพ้เสียเถอะ!” หลี่โหย่วเต๋อหัวเราะอย่างลำพอง
ลมพายุพัดกระโชก ควันหนาทึบปกคลุมไปทั่วถ้ำ วานรที่อยู่ข้างในถูกควันรมจนน้ำตาไหลพราก และจามไม่หยุด
แต่แล้วเสียงก็ค่อย ๆ เงียบลง
ในถ้ำไม่มีเสียงใด ๆ อีก
“สำลักตายแล้วหรือ?” หลี่โหย่วเต๋อรู้สึกคลางแคลง
“เข้าไปดูกันเถอะ”
ทั้งสองคนเอามือปิดจมูกและปาก วิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว
“แค่ก! แค่ก!”
เมื่อเดินเข้าไปถึงส่วนที่ลึกที่สุด ซูฝานถูกควันรมจนแทบทนไม่ไหว เขากล่าวด้วยความหงุดหงิด “เ้าช่วยใช้ปราณิญญาวายุเป่าควันหนาทึบตรงนี้ออกไปก่อนได้หรือไม่”
“จริงด้วย สมองหมูของข้าเอ๋ย”
หลี่โหย่วเต๋อตบศีรษะตัวเองด้วยความรู้สึกเสียใจ ลมพายุพัดกระหน่ำขึ้นมาทันที ควันหนาทึบถูกพัดออกจากอุโมงค์ตามแรงลม ทำให้ทุกอย่างกลับมาชัดเจนในพริบตา
ซูฝานขยี้ดวงตาที่รู้สึกแสบ แล้วเรียกปราณิญญาอัคคีออกมา ส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ
ถ้ำหินทรงกลมปรากฏอยู่เบื้องหน้า มีขนาดประมาณร้อยจั้ง แต่กลับว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดอยู่เลย
“ลิงตนนั้นหายไปไหนแล้ว” หลี่โหย่วเต๋อตกสงสัย
หรือที่นี่ยังมีทางออกอื่นอีก?