บทที่ 5เทียบเชิญถึงน้าชายยามนี้บ่าวรับใช้ในเรือนตระกูลหลินพากันเดินขวักไขว่สวนกันไปมา ทุกคนต่างเร่งรีบทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย บ่าวรับใช้ชายช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ บ่าวรับใช้หญิงช่วยกันจัดเตรียมวัตถุดิบในการทำอาหาร เพื่อให้งานแสดงความยินดี ที่คุณหนูใหญ่หายป่วยออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดหลังหลินเหมยกุ้ยได้รับคำยืนยันจากกู้เถียนสงว่า อาการป่วยของนาง หายเป็นปกติแล้ว เด็กสาวเร่งรัดบิดาให้สนทนาเรื่องการฝากตัวเป็นศิษย์ ติดตามอาจารย์ไปเรียนรู้วิชาปรุงยาหลินอี้หยางลำบากใจเหลือเกิน แต่เขารับปากบุตรสาวไปแล้ว จึงไม่อาจเปลี่ยนวาจาในภายหลังได้ เขาได้แต่กล้ำกลืนฝืนความไม่สบายใจ บากหน้าออกไปเจรจากับผู้ใช้โอสถฝีมือเก่งกล้าที่เด็กสาวหมายตาทันทีกู้เถียนสงไม่ได้ปฏิเสธคำขอร้องของหลินอี้หยาง เขาตกลงรับหลินเหมยกุ้ยเป็นศิษย์ ทั้งยังให้คำมั่นสัญญาว่า จะถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งหมดที่ตนเองมีให้แก่ เด็กสาวโดยไม่ปิดบัง ขอเพียงนางมีความตั้งใจ นางต้องได้รับความรู้กลับไปไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอนกู้เถียนสงนัดหมายวันออกเดินทางเป็นอีก 1 เดือนให้หลัง เนื่องจากเขา และผู้ติดตามมีภารกิจสำคัญที่ต้องสะสางให้เสร็จสิ้น ก่อนออกเดินทางเขาได้เตรียมโอสถบำรุงกำลังชั้นดี เขียนวิธีรักษาอาการป่วยของหลินเหมยกุ้ยอย่างละเอียด มอบให้หลินอี้หยางเผื่อเอาไว้ หากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นจะได้หาทางแก้ไขได้ทันท่วงทีความเอาใจใส่ของอาจารย์ที่มีต่อลูกศิษย์คนใหม่ ทำให้หลินอี้หยางรู้สึก นับถือจากใจจริง เขาโน้มน้าวกู้เถียนสงและผู้ติดตามให้อยู่ร่วมงานฉลองด้วยกันก่อน แล้วค่อยออกเดินทางไปทำธุระทีหลังแต่ผู้ใช้โอสถแจ้งว่าเป็นธุระสำคัญไม่อาจรอช้าได้ จึงปฏิเสธความหวังดีที่ประมุขหนุ่มหยิบยื่นให้ หลินอี้หยางไม่อาจรั้งชายหนุ่มเอาไว้ จึงปล่อยให้ผู้มีพระคุณจากไป แล้วมอบหมายหน้าที่จัดงานเลี้ยงฉลองให้กับฮูหยินรองและอนุของตนเอง“แม่เล็กเจ้าคะ งานในโรงครัวท่านมอบหมายให้ผู้อื่นช่วยดูแลได้หรือไม่ ท่านหยุดมือแล้วไปพักผ่อนสักครู่เถิด”หลินเหมยกุ้ยเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่านหนิงฮวาสาละวนอยู่กับการจัดเตรียมเนื้อสัตว์ ผักและเครื่องเทศจำนวนมาก ที่จะใช้ในการทำอาหารสำหรับงานเลี้ยงฉลองวันพรุ่งนี้ เด็กสาวหยิบผ้าซับเหงื่อบนใบหน้าขาวนวลด้วยความไม่พอใจ นางเกรงว่าหญิงสาวจะเหน็ดเหนื่อยเกินไป จนร่างกายทรุดโทรมเหมือนครั้งอดีต“แม่เล็กขอเตรียมอาหารตรงนี้ให้เรียบร้อยก่อนเถิด เนื้อตุ๋นใช้เวลาทำนาน ต้องเคี่ยวไฟอ่อนจนกระทั่งเนื้อเปื่อยยุ่ย หากไม่เร่งมือทำภายในวันนี้ เนื้อจะนุ่มไม่ทันวันพรุ่ง กุ้ยเอ๋อออกไปเดินเล่นข้างนอกกับลั่วลั่วก่อนดีหรือไม่ แถวนี้มีแต่ฟืนไฟ ทั้งร้อนทั้งอันตราย หากเจ้าได้รับบาดเจ็บขึ้นมา แม่เล็กเกรงว่าบิดาของเจ้าจะกล่าวโทษได้”ว่านหนิงฮวาส่งสัญญาณให้สาวใช้คนสนิท พาลูกเลี้ยงออกไปข้างนอก นางเป็นห่วง เกรงว่าผิวขาวนวลจะมีรอยแผลเป็นเพราะสะเก็ดไฟไปเสียก่อน“ข้าจะรอไปเดินเล่นพร้อมท่าน อีกนานเพียงใดงานในโรงครัวถึงจะเสร็จสิ้น แม่เล็กมีสิ่งใดให้ข้าช่วยบ้างหรือไม่”ดวงตาทรงเสน่ห์กวาดมองรอบตัว ก่อนหยิบมีดทำครัวมาถือไว้ ตั้งใจช่วยหั่นเนื้อสัตว์ที่วางค้างอยู่บนเขียงให้เสร็จสิ้น การกระทำของหลินเหมยกุ้ย สร้างความตกใจให้ว่านหนิงฮวายิ่งนัก นางรีบเข้าไปหยิบมีดเล่มใหญ่ออกมา พลิกมือขาวนวลหารอยขีดข่วนด้วยความตกใจ“ลั่วลั่ว เจ้ากับพ่อครัวสวีช่วยกันดูแลงานในโรงครัวให้ข้าก่อน จัดเตรียมของพวกนี้เอาไว้ให้เรียบร้อย อีกสักครู่ข้าจะกลับมาตรวจดู”ว่านหนิงฮวาสั่งสาวใช้คนสนิทและพ่อครัวประจำตระกูล ก่อนจูงมือลูกเลี้ยงออกจากโรงครัวอันแสนวุ่นวายทันที“แค่อาหารสำหรับงานเลี้ยงเครือญาติและคนสนิทเท่านั้น เหตุใดแม่เล็กต้องลงมือทำอาหารด้วยตนเองเล่าเจ้าคะ”การคัดสรรวัตถุดิบอย่างประณีต รวมถึงขั้นตอนการเตรียมอาหารอย่างระมัดระวัง สร้างความสงสัยให้หลินเหมยกุ้ยยิ่งนัก“กุ้ยเอ๋อจำน้องสาวของฮูหยินรองที่ออกเรือนไปกับคุณชายใหญ่ตระกูลจินได้หรือไม่”“แม่เล็กหมายถึงท่านน้าฟางซินหรือเจ้าคะ”หลินเหมยกุ้ยแสร้งทำเป็นหยุดคิดแล้วพยักหน้าตอบรับ สตรีร้ายกาจเช่นนั้น นางต้องจำได้แม่นยำอย่างแน่นอน“พรุ่งนี้นางจะมาร่วมงานเลี้ยงฉลองแสดงความยินดีที่เจ้าหายป่วยด้วย ยามนี้นางตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้ว ฮูหยินรองจึงส่งรายการอาหารต้องห้ามสำหรับสตรีมีครรภ์มาให้แม่เล็กตรวจดู เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาด”ว่านหนิงฮวาอธิบาย ขณะจูงมือเด็กสาวเดินชมสวนดอกไม้ที่คั่นกลางระหว่างเรือนงดงาม 2 หลัง เรือนหลังใหญ่ที่สุดเป็นเรือนของประมุขเจ้าของตระกูล ส่วนเรือนอีกหลังเป็นของฮูหยินใหญ่ผู้ล่วงลับไปแล้วหลินอี้หยางปิดตายเรือนของจ้าวเหมยหลิงเอาไว้ ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไป อยู่อาศัย แต่ยอมอนุญาตให้ว่านหนิงฮวาพลิกฟื้นผืนดินในสวนขึ้นมาใหม่ นางจึงมีโอกาสได้ดูแลสวนขนาดใหญ่ต่อจากนายหญิงของตนเองว่านหนิงฮวาใช้เวลาหลายเดือน เปลี่ยนสวนรกร้างให้กลายเป็นสวนกุหลาบ ยามนี้ดอกไม้กำลังชูช่อบานสะพรั่ง นางตั้งใจปลูกมันให้หลินเหมยกุ้ย เพื่อเป็นตัวแทนความรักที่นายหญิงของตนเองมีให้แก่บุตรสาวที่ไม่อาจอยู่ดูแลได้“ท่านน้าฟางซินตอบรับแล้วหรือเจ้าคะ”หลินเหมยกุ้ยเอ่ยถาม ขณะที่ดวงตาทรงเสน่ห์ยังคงเหม่อมองดอกไม้งาม ไม่วางตา เมื่อก่อนนางหลงคิดว่าว่านหนิงฮวาทำทุกอย่างเพื่อแทนที่มารดาของตนเอง แต่เมื่อเห็นเรื่องราวทั้งหมดผ่านงิ้วแห่งความจริง นางถึงได้แจ้งแก่ใจว่า ดอกไม้ บอบบางที่ต้องการความเอาใจใส่ เบ่งบานมากมายไม่ใช่เพื่อใครอื่นใด แต่บานเพื่อนางเพียงผู้เดียว“นางแจ้งว่าจะมาช้าสักหน่อย แต่ยืนยันว่าจะมาแน่นอน”ว่านหนิงฮวาบอก แต่ดวงตากลับจับจ้องอยู่ที่รอยกัดแทะบนใบไม้สีเขียวเข้ม นางจึงไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเด็กสาวข้างกาย“ดีจริง ข้ากำลังอยากพบท่านน้าฟางซินอยู่พอดี”หลินเหมยกุ้ยเหยียดยิ้ม เมื่อนึกถึงสตรีที่มีใบหน้าหวานละมุน แต่นิสัยเจ้าเล่ห์กลับกลอก คัดลอกมาจากอู๋ฟางเซียนไม่ผิดเพี้ยนในงิ้วแห่งความจริงหลินเหมยกุ้ยไม่ได้ถอนหมั้นกับไป๋หงซวนตั้งแต่วัยเยาว์ เด็กสาวถูกบังคับให้ถอนหมั้นตอนอายุ 16 ปี นางถูกอู๋ฟางซินและสามีร่วมมือกันวางแผนให้บุรุษหยาบกร้านรุกล้ำเข้ามาในเรือนนอน เพื่อหวังความดีความชอบจากประมุขใหญ่ตระกูลไป๋ ที่ต้องการให้ฮูหยินของบุตรชายเป็นสตรีงดงามเก่งกาจ มากกว่าหญิงงามไร้ความสามารถแม้เหตุการณ์ในครั้งนั้นไม่ได้ทำให้หลินเหมยกุ้ยสูญเสียสิ่งสำคัญไป แต่ภาพที่ปรากฏต่อสายตาผู้คนมากมาย ช่างน่าอับอายยิ่งนัก บรรดาผู้คนใจคอโหดเหี้ยม พากันติฉินนินทา หัวเราะเย้ยหยันกันอย่างสนุกสนาน ทั้งยังหาข้ออ้างมาถอนหมั้นนางได้สำเร็จหลินเหมยกุ้ยปักใจในตัวไป๋หงซวน นางดึงดันไม่ยินยอม ถอนหมั้นแล้วอย่างไร ไม่รักแล้วอย่างไร นางยังคงวิ่งตามชายหนุ่มเหมือนคนไร้สติ ทำสิ่งไร้ความคิด จน 2 ปีต่อมา นางถูกชายที่ตนเองรักสุดหัวใจกำจัดทิ้งไปอย่างไม่ใยดี“แม่เล็ก งานเลี้ยงวันพรุ่งนี้ข้าเชิญท่านน้าหลิงเหอมาด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ”“เจ้าจะเชิญคุณชายจ้าวมาด้วยหรือ”คำขอของลูกเลี้ยงสร้างความลังเลใจให้ว่านหนิงฮวาไม่น้อย นางไม่กล้าตอบรับหรือปฏิเสธ ยามนี้ตระกูลหลินและตระกูลจ้าวต่างเพิกเฉยต่อกัน ไม่สนิทสนมเหมือนวันเก่า รอยร้าวของความสัมพันธ์เริ่มต้นขึ้น เมื่อหลินอี้หยางถูกตระกูลไป๋และตระกูลหานกดดันอย่างหนัก ให้รับอู๋ฟางเซียนเข้ามาเป็นฮูหยินรองเพื่อถ่วงดุลอำนาจ ความร้าวฉานขยายใหญ่ขึ้น หลังจากฮูหยินใหญ่ผู้แสนดีจากไปท่ามกลางความ เคลือบแคลงใจของคนต้นตระกูลว่านหนิงฮวาไม่อยากให้เหตุการณ์ชวนอึดอัดใจเกิดขึ้น นางตั้งใจเอ่ยปากปฏิเสธ แต่ยังไม่ทันได้เปล่งวาจา มือนุ่มที่ตนเองกอบกุมมาตลอดทางถูกดึงออก เปลี่ยนเป็นกอดกระชับรอบเอวคอดกิ่ว ดวงตาทรงเสน่ห์ช้อนมอง ก่อนขยับแพขนตาหนาโบกสะบัดไปมา“ข้าเชิญท่านน้าหลิงเหอได้ ใช่หรือไม่เจ้าคะ”การออดอ้อนอันทรงพลังเช่นนี้ มีหรือที่ว่านหนิงฮวาจะต้านทานได้ หญิงสาว ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนพยักหน้าตอบรับด้วยความจำยอม“ไม่ว่ากุ้ยเอ๋อเชิญผู้ใดมา ท่านประมุขย่อมตามใจเจ้าอย่างแน่นอน”“เช่นนั้น ข้าขออนุญาตกลับเรือนไปเขียนเทียบเชิญถึงท่านน้าหลิงเหอก่อนนะเจ้าคะ”“ให้รองพ่อบ้านอันเดินทางไปเชิญคุณชายใหญ่ด้วยตนเองไม่สะดวกกว่าหรือ เหตุใดเจ้าต้องเขียนเทียบเชิญเต็มพิธีการด้วยเล่า”เรือนของพวกเขาสองตระกูลอยู่ไม่ไกลกันมากนัก หากให้อันจิ้งชิงเดินทาง ใช้เวลาไปกลับราว 1 ชั่วยามเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเขียนเทียบเชิญเต็มพิธีการถึง น้าชายของตนเอง“กุ้ยเอ๋อเกรงว่าท่านตาจะไม่พอใจ เขียนเทียบเชิญแล้วให้ม้าเร็วส่งไปน่าจะเหมาะสมกว่า”“กุ้ยเอ๋อช่างรอบคอบนัก”ว่านหนิงฮวาเอ่ยชมเด็กสาว พร้อมกับตำหนิความคิดตื้นเขินของตนเอง นางหลงลืมท่าทางรังเกียจของประมุขใหญ่ที่มีต่อเด็กสาวไปเสียสนิท“กุ้ยเอ๋อต้องการให้แม่เล็กช่วยเจ้าเขียนเทียบเชิญหรือไม่”หลินเหมยกุ้ยมักเล่นสนุก ไม่ใส่ใจการเรียนรู้ หากปล่อยให้นางเขียน เทียบเชิญตามลำพัง เกรงว่ายากจะส่งสารให้คุณชายใหญ่เข้าใจได้ จ้าวเหมยหลิง รักใคร่ว่านหนิงฮวาดุจพี่น้อง หญิงสาวจึงมีโอกาสได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างเช่นเดียวกับนายหญิงของตนเอง อนุต่ำศักดิ์จึงมีความสามารถไม่ต่างจากหญิงสาวตระกูลใหญ่เลยแม้แต่น้อย“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ กุ้ยเอ๋อเขียนเทียบเชิญเองได้ รับรองว่าน้าชายต้องเต็มใจมาร่วมงานฉลองของข้าอย่างแน่นอน”ท่าทางมั่นอกมั่นใจของหลินเหมยกุ้ย ทำให้ว่านหนิงฮวาไม่รู้จะโต้แย้งเช่นไร นางทำได้เพียงเอ่ยย้ำให้เด็กสาวตรวจสอบข้อความในเทียบเชิญให้ดีก่อนส่ง จากนั้นรีบกลับไปยังโรงครัว เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของอาหารที่ทำค้างเอาไว้ให้เสร็จสิ้น