“ ท่านผู้โดยสารที่เดินทางในเที่ยวบิน…… ”
ภายในสนามบินหลักของเมืองมิลานเสียงประกาศตามสายดังเตือนนักเดินทางไม่หยุดหย่อน ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา เดินสวนกันไปมาแน่นขนัดตา
พ้นจากความสวยงามและความเปล่าเปลี่ยวของฤดูใบไม้ร่วงมาได้เพียงสองเดือน ต้นไม้น้อยใหญ่ที่เหลือแต่ก้านกิ่งต้องทนกับอุณหภูมิที่ลดลงจนเหลือเลขตัวเดียวต้นๆแต่ไม่หนาวมากพอจะได้เห็นทั้งเมืองถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวจากเกล็ดหิมะ
ร่างบางในโอเวอร์โค้ทสีน้ำตาลอ่อนลากกระเป๋าเดินทางออกจากประตูขาเข้า ผมสีกรมท่าสั้นระคางพริ้วตามลมหนาว ใบหน้าสวยเอิบอิ่มดูมีความสุขที่ได้กลับมาประเทศบ้านเกิดหลังจากย้ายตัวเองไปอยู่ต่างประเทศนานหลายสิบปี
มือเรียวบางยื่นโบกรถแท็กซี่ขณะกำลังวิ่งเลียบมองหาผู้โดยสาร
“ ไปที่ไหนครับ? ” คนขับรถลดกระจกลงเอ่ยถามอย่างสุภาพ หญิงสาวล้วงหยิบกระดาษแผ่นเล็กในกระเป๋าเสื้อ ยื่นส่งให้คนขับอ่านที่อยู่ที่เขียนไว้
“ ปราสาทวองโกเล่ ”
.
.
.
ฉันเงยหน้ามองหน้าต่างหลังได้ยินเสียงสัญญาณเลิกเรียนดัง วันนี้อากาศหนาวกว่าทุกวัน ถึงภายในห้องเรียนจะเปิดเครื่องทำความร้อนไว้แต่แค่เปิดประตูจะก้าวเท้าออกไปขนทั้งร่างก็พร้อมใจกันลุกเกรียว ไม่แน่ว่าคืนนี้อาจจะได้เห็นหิมะตกครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของปี
“ ฉันว่าเธอรอให้คนมารับเถอะอย่าเดินออกไปเลย เดี๋ยวจะไม่สบาย ” เพื่อนสนิทคนสวยมองเสื้อเชิ้ตแขนยาวตัวบางกับกระโปรงยาวพอดีเข่าของฉันด้วยความกังวลใจ ก็เมื่อเช้าดันตื่นสายเพราะนอนสบายเกินเหตุ เลยรีบจนไม่ได้คว้าเสื้อโค้ทติดมือมาด้วย โทษใครไม่ได้ละนะ
“ ไม่เป็ไรหรอก เดี๋ยวรีบวิ่งไปแป๊บเดียวก็ถึง ไม่ต้องห่วงนะ ” ฉันยิ้มหวานให้อีกฝ่ายหายห่วง ควีนพยักหน้า ก่อนจะขอตัวเดินออกไปก่อนเพราะรถของที่บ้านมาถึงแล้ว
ฉันยืนทำใจอยู่ใต้อาคารมองผู้คนในเสื้อผ้าอุ่นหนาเดินพ้นออกนอกประตูไป การกอดอกแน่นช่วยให้รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อยจากลมหนาวที่พัดมาเป็ระลอก ฉันตัดสินใจขยับก้าวแรกเดินเร็วที่สุดเท่าที่ขาจะพาไปได้ ไม่อยากวิ่งเพราะนอกจากจะเสี่ยงเจ็บตัวแล้วยังต้องเตรียมหูฟังหมาป่าั์สองตัวบ่นด้วย
“ แคนดี้! ”
เสียงะโเรียกชื่อดึงความสนใจจากฉันโดยอัตโนมัติ หันไปมองกลับเจอคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ
“ เอ๊ะ!? ” ฉันแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่าจะได้เจอเ้าของเส้นผมสีทองในชุดสูททับด้วยเสื้อโค้ทสีกรมท่ายืนพิงรถห่างจากประตูโรงเรียนไม่ถึงสิบก้าว ขาเปลี่ยนทิศทางเดินไปหาเขาก่อนสมองจะสั่งการเสียอีก
“ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ”
ฉันมองซ้ายมองขวากลัวจะมีใครจำเขาได้แต่แทบไม่มีใครอยู่แล้ว สบายใจไปเปราะหนึ่ง
“ กลับมาั้แ่เมื่อไหร่? ” ฉันเอ่ยถามเขาแม้ความจริงที่อยากรู้จะเป็ใช้เวลาทำใจเท่าไรกว่าจะยอมมาเจอกันมากกว่า
“ เมื่อวาน ”
หัวใจเต้นตุบตับผิดจังหวะไปชั่วขณะเมื่อคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขารีบมาหา…ด้วยความคิดถึง หรือเปล่า? แบบนี้ฉันก็ไม่สมควรจะโกรธที่เขาหายไปแล้วใช่ไหม
“ แล้วมายืนทำอะไร ไม่หนาวเหรอ ” ฉันเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพราะผิวขาวของเขาดูซีดกว่าที่ควรจะเป็
“ ผมควรจะต้องถามมากกว่าว่าไม่หนาวเหรอครับ ? ” อีกฝ่ายคิ้วขมวดมองฉันั้แ่หัวจรดเท้า
“ เมื่อเช้ารีบน่ะเลยไม่ได้หยิบอะไรมาเลย ”
เขายกยิ้มน้อยๆเหมือนเอ็นดูก่อนที่มือหนาจะปลดกระดุมเสื้อโค้ทของตัวเองออกแล้วคลุมให้ฉันแทน
“ ไม่ต้องๆฉันเกรงใจ รีบเอาคืนไปเลยเดี๋ยวไม่สบายเอา ” ฉันลืมตัวเผลอโวยวายเสียงดัง แค่จะสื่อว่าเป็ห่วงนั่นแหละ แต่พอใจเต้นแรงมากเข้า ดันควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้
“ สูทผ้าหนาอยู่แล้ว ด้านในก็ใส่ทับหลายชั้น ”
ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะแต่ฉันก็เกรงใจอยู่ดี
ฉันมองใบหน้าได้สัดส่วน แก้มตอบลงหลังจากที่เจอกันครั้งล่าสุดเล็กน้อย มือเผลอเอื้อมไปััอย่างไม่ตั้งใจพลางคิดว่างานคงหนักหนาเอาการ อุณหภูมิผิวขาวเย็นจนน่าห่วงเดาว่าคงยืนรอั้แ่เสียงสัญญาณดัง
“ ตัวเย็นหมดแล้วนะ ” ฉันหลุดพูดเสียงเบาเหมือนคุยกับตัวเองมากกว่า เมื่อรู้สึกตัวว่าอยู่ๆไปััใบหน้าคนอื่นมันเสียมารยาท ฉันจึงรีบชักมือกลับ แต่มือไวกว่าคว้าไว้ก่อนเขาจะเอียงหน้าซบลงอ้อนเหมือนแมวตัวหนึ่ง
“ สี่เดือนที่ไม่ได้เจอคิดถึงมากเลยนะครับ ” ดวงตาสีส้มประกายทองคู่สวยช้อนมอง เสียงนุ่มลึกพร่ำคำหวานอย่างไม่เขินอาย ใครฟังก็ใจอ่อนฮวบ ไม่เคยสังเกตเลยว่าขนตาเขายาวขนาดนี้ ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมดวงตาเขาถึงได้งดงามนัก
“ ฉันนึกว่านายจะไม่มาเจอกันจนกว่าจะได้คำตอบซะอีก ” ฉันลองโยนหินถามทางทดสอบดูว่าเขางานยุ่งจริงหรือตั้งใจหลบหน้า บอสท่าทีนิ่งไป ไม่น่าขุดเื่นี้มาคุยเลยฉัน ฆ่าตัวตายชัดๆ แล้วถ้าเขาถามหาคำตอบ จะตอบว่าอะไร พูดไม่คิดอีกแล้ว
“ ทำไม่ได้หรอก ” เสียงแ่เบากับความร้อนที่ถูกส่งจากจูบบนฝ่ามือ ไม่ต้องเอามือทาบอกก็รับรู้ได้ว่าหัวใจเต้นรัวขนาดไหน
ฉันก็อยากจะบอกว่าคิดถึงเหมือนกัน คิดแต่เื่ของนายจนอ่านหนังสือสอบแทบไม่รู้เื่ แต่ไม่มีความกล้ามากพอจะพูดออกมา สุดท้ายก็ได้แต่อึกอักหลุบตามองพื้นไม่กล้าสบตาอีกตามเคย
“ ไปเดินเล่นกันไหม ไปเดินซื้อของขวัญปีใหม่ให้เ้าหญิงกัน ” จอตโตเปลี่ยนเื่คุย น้ำเสียงร่าเริงกลบบรรยากาศกระอักกระอ่วนเมื่อครู่อย่างได้ผล
“ ชวนฉันช็อปปิ้งอ่ะนายเตรียมล้มละลายได้เลย ” บอสหัวเราะ เห็นรอยยิ้มของเขาแล้วเผลอยิ้มตามทุกที ไม่ว่าจะได้เห็นในร่างไหนก็น่ารัก นี่แหละภาพที่ฉันอยากเห็นในทุกวันที่มาโรงเรียน
“ อันดับแรกไปซื้อถุงมือกับเสื้อกันหนาวก่อนเนอะ ”
เขาเปิดประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับให้ ฉันหันมองเ้าหน้าที่ในชุดสูทสองคนที่มารับฉันเป็ปกติทุกวันก่อนจะเดินขึ้นรถ พวกเขายืนรอมาสักพักแล้วและคงเห็นเหตุการณ์เมื่อกี้ทั้งหมด น่าอายเกินไปแล้ว…
ฉันเข้าไปนั่งตามคำเชิญชวนแล้วคว้าโทรศัพท์ในกระเป๋านักเรียนโทรบอกพวกเขาว่าอย่าเพิ่งกลับให้ตามมาห่างๆจะได้ช่วยถือของ ซื้อให้เขาล้มละลายจริงๆเลยดีไหมนะ? ฮ่าๆ
บรรยากาศ่เทศกาลแสนคึกคัก ทั่วทั้งเมืองประดับประดาด้วยไฟหลายสี สว่างจ้าแม้ในยามกลางคืน อาคารบ้านเรือนตกแต่งอย่างสวยงาม เช่นเดียวกับดิสเพลย์หน้าร้านค้าต่างๆที่ดูอลังการกว่าปกติ ดึงดูดให้คนที่เดินผ่านแวะเข้าไปจับจ่ายใช้สอย
วองโกเล่พรีโม่จอดรถทิ้งไว้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใกล้กับถนนซึ่งเป็แหล่งรวมร้านค้ามีชื่อระดับโลกสองข้างทางยาวสุดถนนทั้งสาย
วองโกเล่ไม่ได้เป็เพียงองค์กรดูแลผู้เดือดร้อนเพียงอย่างเดียวแต่ยังดำเนินธุรกิจอีกหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือโรงแรมหรูที่กระจัดกระจายอยู่ทุกมุมโลก ที่นี่ก็เช่นกัน
ทั้งสองเดินเคียงข้างกันท่ามกลางผู้คนมากมายที่ออกมาเฉลิมฉลอง เสียงพูดคุยผสมกับเสียงเพลงคุ้นหูซึ่งได้ยินกันทุกปีดังจากทุกมุมตึก
“ หนาวจัง ”
เ้าหญิงแคนดี้หันมองคนข้างๆที่ถูมือไปมาไล่ความหนาว เธอเตรียมจะบ่นเขาแล้วว่า ‘ ให้เอาเสื้อคืนไป ’ แต่ไม่ทันจะได้พูดอะไร มือหนากลับสอดเข้ามาในกระเป๋าเสื้อโค้ทซึ่งเธอเองก็รักษาอุณหภูมิมืออยู่ในนั้น เขากุมมือเธอแน่นแล้วเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดี
“ ค่อยอุ่นขึ้นมาหน่อย ” บอสชำเลืองมองคนตัวเล็กกว่า เธอไม่ได้ทักท้วงอะไร อีกทั้งยังตอบรับมือของเขาด้วยการสอดมือประสานแแ่ แก้มแดงระเรื่อพองน่ารักขณะเธอกำลังอมยิ้ม น่ารักจนเขาอยากทำมากกว่าแค่จับมือ
พวกเขาเดินเข้าร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่งโดยเน้นสไตล์การออกแบบค่อนข้างเรียบง่ายแต่มีดีเทลยิบย่อยให้สังเกต สวมใส่ได้ทั้งชายและหญิงเหมาะที่จะใส่จริงในชีวิตประจำวัน
ภายในร้านอบอุ่นมากพอให้เ้าหญิงแคนดี้ถอดเสื้อโค้ทตัวใหญ่ส่งคืนให้เ้าของ เธอยังคงได้กลิ่นหอมเปลือกไม้ผสมกับกลิ่นเครื่องหนังติดตัว แค่ได้กลิ่นจากเสื้อผ้ายังรู้สึกอบอุ่นจนจะร้อน ถ้าได้ดมจากผิวก็คงละลายแทบมอดไหม้
จอตโตเดินไปที่ราวเสื้อแขนยาวหลายแบบหลากสี เขาเลือกหยิบเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมสีแดงเข้มเข้ากับเทศกาลยื่นให้เ้าหญิงดู
“ ตัวนี้ไหมครับ ? ” เ้าหญิงแคนดี้รับมาพิจารณาชั่วครู่ ก่อนจะส่งคืนเขาพร้อมรอยยิ้ม
“ มีแล้วค่ะ คอลเลคชั่นนี้ซื้อเกือบหมดแล้ว ” ใบหน้าหล่อเจื่อนลงเล็กน้อยก่อนจะแขวนเสื้อตัวสวยกลับราวตามเดิม
ริมฝีปากสีชมพูแย้มยิ้มมีความสุขเมื่อเห็นเขามองเสื้อแต่ละตัวอย่างลังเล ไม่กล้าหยิบมาให้เธอเลือก ก่อนจะชี้ไปที่เสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมแบบเดียวกันแต่เป็สีม่วงพาสเทล
“ แต่สีนี้ยังไม่มีนะ ” ร่างสูงหยิบมาให้เธอทันที ความร่าเริงดีใจแสดงออกชัดผ่านแววตาและรอยยิ้มหวาน
“ ชอบไหมครับ ? ”
“ เหมาะไหม? ” เธอกางแขนออกให้เขาลองทาบเสื้อหนาแทนการส่องกระจกเอง
“ เหมาะมากเลย งั้นเอาตัวนี้กับถุงมือสีเดียวกันเนอะ ”
“ ค่ะ ”
บอสยื่นบัตรเครดิตสีดำวงเงินไม่จำกัดกับพนักงานของร้านพร้อมบอกให้เอาตัวใหม่แกะกล่องมาแทน มือหนาดึงป้ายราคาออกแล้วยื่นให้เ้าหญิงสวม ก่อนจะเดินออกไปร้านถัดไป
กลับออกมาข้างนอกรอบนี้ไม่มีใครต้องทนหนาวๆ แม้เ้าหญิงแคนดี้จะติดใจความอบอุ่นจากมือใหญ่มากกว่าถุงมือ
เธอแอบเงยหน้ามองคนตัวสูงกว่าเป็ระยะ เก็บภาพของเขาจำขึ้นใจให้สมกับที่อยากเจอมาตลอด
“ แล้วงานเป็ไงบ้าง? ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม? ” เสียงหวานชวนคุยดับความเงียบที่เกิดขึ้น
“ ครับ ไม่มีปัญหา ถึงจะใช้เวลานานไปหน่อยก็เถอะ ” ั์ตาสีส้มทองจ้องมองไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอยพลางย้อนกลับไปนึกถึงความวุ่นวายและความยากลำบากขณะอยู่ที่เยอรมัน
“ ดีแล้ว… เออใช่!ที่เตรียมเครื่องบินกับที่พักให้ครั้งก่อนขอบคุณมากนะคะ ช่วยได้มากจริงๆ ”
“ เสียดายก็แต่ผมไม่ได้ไปด้วย จีดูแลดีไหมครับ ? ” น้ำเสียงนุ่มลึกเอ่ยแ่เบาอย่างไม่ตั้งใจ แม้จะเห็นรอยยิ้มปรากฏบนหน้าแต่ความรู้สึกกลับตรงกันข้าม คงเป็เพราะเขาหันหน้าไปทางอื่นเ้าหญิงตัวน้อยจึงไม่สังเกตเห็น
“ ดีมาก ไม่ต้องห่วงเลย ”
เขาควรจะไม่รู้สึกอะไรแต่ในอกเจ็บแปลบเมื่อเห็นรอยยิ้มของเธอดูมีความสุขจริงๆ เขาจะน้อยใจไปทำไมคนที่สั่งให้จีไปกับเธอก็เขาเอง
“ ขอโทษนะครับที่ผมไม่ได้ช่วยอะไรเลย ทั้งๆที่เป็ความรับผิดชอบของวองโกเล่แท้ๆ ”
เ้าหญิงแคนดี้เอื้อมจับมือแข็งแรงให้หยุดเดิน ดวงตากลมโตมองอีกฝ่ายนิ่ง จอตโตได้แต่ตกตะลึงมองตอบราวกับโดนมนต์สะกดของตาสวย
“ มันก็เป็หน้าที่ของฉันด้วยเหมือนกัน ได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะเลย ต้องขอบคุณนะ ” เธอพูดปลอบด้วยถ้อยคำจากใจไม่อยากให้เขาคิดมากหรือรู้สึกผิดอะไร เขาทำเพื่อเธอมามากเกินจะนับ หากมีโอกาสได้ช่วยเหลือเธอก็ไม่ลังเล
“ ได้ยินแบบนั้นก็ดีใจครับ ” จอตโตยิ้มให้กับความน่ารักของเธอ แค่คำพูดไม่กี่ประโยคช่วยเยียวยาจิตใจของเขาให้กลับมาร่าเริงขึ้นได้ง่ายๆ ยิ่งเธอใจดีกับเขามากเท่าไรเขาก็ยิ่งรักจนไม่อาจถอนตัวหรือเผื่อใจสำหรับความผิดหวังได้อีก
“ ไปดูร้านนั้นกันดีกว่า ” ไม่ว่าเปล่าเขาจับมือเธอวิ่งผ่านกลุ่มคน มองซ้ายขวาก่อนข้ามถนนไปยังร้านที่หมายตาไว้
เสื้อผ้าของร้านนี้เน้นโทนสีเรียบง่ายอย่างสีขาว สีเบจ ไม่ก็โทนสีน้ำตาล โด่งดังในกลุ่มผู้หญิงทำงานด้วยเสื้อเชิ้ตกับเสื้อสูทตัดเย็บประณีตอีกทั้งคุณภาพของเนื้อผ้าในราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อม
“ ชอบสไตล์นี้ไหมครับ ” ชายหนุ่มเอ่ยถามเมื่อเห็นคนข้างๆดูสนใจมากกว่าที่เขาคาดไว้
“ ก็ดีนะ ”
จอตโตปล่อยให้เ้าหญิงสำรวจเสื้อผ้าในร้านโดยตัวเองแยกออกมาหาชุดกระโปรงแขนยาวผ้าขนสัตว์สีครีมที่เคยเห็นบนป้ายโฆษณาตอนทิ้งสายตามองเมืองขณะนั่งรถในเยอรมัน เขาจินตนาการว่าถ้าเ้าหญิงแคนดี้ใส่ชุดนี้คงต้องน่ารักมากแน่และต้องลองพิสูจน์
“ ตัวนี้เหมาะมากเลย ” เมื่อพบตัวที่้าเขาก็เดินไปยื่นให้อีกฝ่ายดู
“ สวยจัง…ทำไมเลือกของเก่งอ่ะพาสาวๆมาซื้อบ่อยเหรอ? ” เธอยิ้มแกล้งหยอกอีกฝ่าย ประหลาดใจที่เขารสนิยมเสื้อผ้าผู้หญิงดีกว่าที่คิด เดาว่าถ้าไม่เ้าชู้มากก็ช่างสังเกตมาก
“ ไม่เคยนะครับ ”
ตากลมโตยังคงจ้องราวกับพยายามจับผิดจนร่างสูงหลุดหัวเราะ แกล้งยกมือขึ้นปิดตาคู่สวยแล้วพูดทั้งรอยยิ้ม
“ ผมพูดจริงนะ ฮ่าๆแค่คิดว่าเหมาะกับคุณก็เท่านั้น ” รอยยิ้มอบอุ่นเหมือนพระอาทิตย์ของเขาทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นแรงอีกครั้ง เธอแกล้งไปลองเสื้อหน้ากระจกกลบเกลื่อนรอยยิ้มเขิน แคนดี้เพิ่งจะรู้ตัวว่าอยู่ใกล้เขาไม่ดีต่อสุขภาพหัวใจเลย ใบหน้าร้อนผ่าวไปหมด
เดินออกจากร้านพร้อมถุงกระดาษใบใหญ่สองใบ ในเวลาไม่ถึงชั่วโมงจำนวนถุงเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ เขาเชื่อแล้วที่บอกว่าล้มละลายท่าจะจริง
“ ฉันอยากเลือกให้บ้างอ่ะ ปกติซื้อร้านไหน ”
เขาใช้เวลานึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ ไม่ได้เจาะจงเป็พิเศษหรอก ถ้าเจอตัวที่ชอบก็ซื้อ ”
คนเด็กกว่านิ่งใช้ความคิด ตามองระหว่างร้านเสื้อผ้าผู้ชายชื่อดังบนถนนฝั่งตรงข้ามกับร้านที่กำลังได้รับความนิยมใน่นี้ซึ่งอยู่ด้านหน้าห่างออกไปร้อยเมตร
“ งั้นไปร้านนู่นดีกว่า ” เธอเดินกึ่งวิ่งจูงมือเขาไปยังร้านตรงหน้า
บรรยากาศภายในร้านแตกต่างจากร้านที่ผ่านมาด้วยกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน ร้านนี้เน้นขายเสื้อผ้าผู้ชายแนวสตรีทเป็หลักจึงมีลวดลายกราฟฟิกสีสดประดับเป็วอลเปเปอร์
“ ลองใส่แบบนี้บ้างไหม ” เธอหยิบเสื้อยืดสีส้มสดทาบไปที่ตัวจอตโต เขาเกร็งอย่างเห็นได้ชัด ก็ไม่แปลกที่คนใส่สูทอยู่ตลอดจะไม่กล้าลองใส่เสื้อผ้าสีสดใสหรือลวดลายขนาดนี้
“ เด็กไปไหม? ” ความกังวลแสดงชัดผ่านน้ำเสียงที่ไม่มีความมั่นใจ เ้าหญิงแคนดี้ยิ้ม เธอเลือกเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำเงากับกางเกงยีนสีดำขาดๆให้เขาถือ ก่อนจะดันหลังแกร่งไปที่ห้องลองเสื้อ
“ นายยังไม่แก่สักหน่อย ลองๆ ”
บอสอึกอักแต่ไม่ได้โต้แย้ง เขาเชื่อว่าตัวเองเลยวัยที่จะใส่เสื้อผ้าพวกนี้แล้ว แต่ในเมื่อเ้าหญิงเลือกให้เขาก็ไม่อยากขัดใจ
“ เป็ไง? ”
เ้าหญิงแคนดี้จ้องมองร่างสูงเดินออกมาจากห้องลองอย่างตกตะลึง สีส้มตัดกับสีดำช่วยขับผิวขาวและเส้นผมสีทองให้ดูดีขึ้นอีก ไหนจะร่างกายสูงโปร่งมีกล้ามเนื้อหน่อยๆ หากไม่รู้จักกันมาก่อนเธอคงคิดว่าเขายังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เขาดูดีกว่าพวกนายแบบที่เธอเห็นตามนิตยสารเสียอีก
“ อืม…ก็…ก็ดี ดูดีมากเลย ” เสียงหวานชมตะกุกตะกักด้วยความเขิน มือหยิบเสื้อผ้าตัวอื่นส่งให้พนักงานไม่หยุด ในเมื่อเขาใส่อะไรก็ดูดีงั้นก็ซื้อไปให้หมดเลยแล้วกัน
“ ชอบแบบนี้ก็ไม่บอก ” ร่างสูงโน้มตัวลงกระซิบแกล้งคนที่กำลังเลือกเสื้อผ้าจากด้านหลัง ร่างเล็กสะดุ้งเฮือกไม่กล้าหันไปคุยกับเขา เธอจะกล้าบอกได้ยังไงว่ามันไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้าแต่อยู่ที่คนใส่ตั้งหาก
“ มะ…ไม่ได้ชอบสักหน่อย…แค่อยากเห็นนายแต่งตัวแนวอื่นบ้าง เสื้อผ้าครบแล้ว ไปซื้อเครื่องประดับกันดีกว่า ” เธอตอบโดยไม่สบตา เดินหนีไปที่เคาน์เตอร์ชำระเงินระหว่างรอบอสเปลี่ยนชุดกลับ
ทั้งสองเดินเข้าร้านเครื่องประดับที่อยู่ข้างกัน ห้องขนาดยี่สิบห้าตารางเมตรบุผนังผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินให้ความรู้สึกหรูหรา ตกแต่งด้วยตู้โชว์ชุดเครื่องเพชรและตู้เคาน์เตอร์กระจกแยกเป็โซน
“ อันนี้น่ารัก ” แคนดี้สะดุดตากับสร้อยคอไข่มุกสีชมพูเม็ดเล็กซึ่งมาพร้อมกับต่างหูเข้าคู่กัน ดูน่ารักน่าจะใส่กับชุดในวันปกติได้
“ น่ารักมากเลย ” บอสพยักหน้าเห็นด้วย
“ คุณหนูครับ เซตนี้มีสร้อยข้อมือด้วยนะครับ นี่ครับ ” พนักงานผู้ยืนประกบั้แ่พวกเขาเดินเข้าร้าน ยื่นถาดสีเดียวกับผนังซึ่งมีเม็ดไข่มุกสีหวานร้อยเป็สร้อยเส้นเล็กวางอยู่ จอตโตหยิบขึ้นสวมให้เธอโดยที่เ้าตัวไม่ต้องร้องขอ ก่อนจะจับมือเล็กชูขึ้นชื่นชมความงาม
“ รับทั้งสามชิ้นเลยครับ ” เขากล่าวกับพนักงานชายวัยกลางคนที่ยืนให้บริการด้วยรอยยิ้มเป็มิตร
“ รับทราบครับ รอสักครู่นะครับ ”
เ้าหญิงแคนดี้ยิ้มแก้มปริ นอกจากจะได้ของถูกใจคนข้างๆยังดูแลดีเกินกว่าที่เธอคาดไว้ หญิงสาวเดินสำรวจตู้โชว์สินค้าอื่นๆในร้านอย่างร่าเริงมองหาอย่างอื่นไปเรื่อย
“ เพิ่งเห็นว่ามีเครื่องประดับของผู้ชายด้วย ชอบใส่กำไลไหม? ” เธอสะดุดตากับคอลเลคชั่นพิเศษที่ออกแบบมาสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ เกิดนึกอยากจะเลือกให้เขาสักชิ้น
“ ถ้าเลือกให้ก็ใส่ ” ได้ยินแบบนั้นเ้าหญิงแคนดี้ก็ตั้งใจมองหากำไลที่เหมาะกับเขาอย่างเต็มที่ เธอก้มหน้าลงใกล้ มองอย่างละเอียดก่อนหยุดสายตาที่กำไลสีเงินเรียบเส้นบาง
“ ขอดูอันนี้หน่อยค่ะ ” พนักงานชายซึ่งยืนประจำเคาน์เตอร์หยิบกำไลดังกล่าววางบนถาดผ้ากำมะหยี่ เ้าหญิงตัวน้อยหยิบมาสวมให้จอตโต สีเงินแวววาวเข้ากับนาฬิกาเรือนหรูของเขาอย่างพอดิบพอดี
“ เท่มากเลยแต่จะเกะกะเวลานายทำงานไหมนะ? ”
“ ไม่หรอก ก็ไม่ได้รู้สึกถึงน้ำหนักนะ ” เขาสะบัดแขนขึ้นลงเบาๆเพื่อทดสอบความคล่องตัว แม้ไม่แน่ใจวัสดุแต่เขารู้เพียงว่าถ้ามันหลุดร่วงไปก็คงไม่รู้สึกตัว
“ งั้นเอาสีนี้เนอะ แล้วก็นายใส่สูททุกวันจะเลือกพินให้ด้วย ”
เ้าตัวไม่คัดค้านกลับยิ่งมีความสุขจนไม่สามารถหุบยิ้มได้ ถ้าเ้าหญิงเลือกให้ไม่ว่าอะไรเขาก็ชอบ ชอบคนเลือกด้วย
“ ขอดูพินทุกแบบในร้านหน่อยคะ ”
“ นี่ครับ ” พนักงานคนเดิมหยิบถาดที่วางพินหลากหลายแบบขึ้นมาให้ผู้เป็ลูกค้าได้เห็นใกล้ๆ
“ เอาแบบเรียบๆก็ดีนะจะได้ดูสง่าสมกับเป็บอส อันนี้เป็ไง ” เธอเลือกพินรูปดอกคามิเลียทำจากทองคำขาวขึ้นมาทาบบนปกสูทอีกฝ่าย เขาดูอ่อนโยนขึ้นอีกหลายระดับเมื่อมีดอกไม้อยู่ข้างกาย
“ สวยดีนะ ” เขานึกชื่นชมรสนิยมของเธอ ถึงเสื้อผ้าที่เลือกให้ในตอนแรกจะใหม่สำหรับเขาไปสักหน่อยแต่พอเป็อะไรที่ค่อนข้างเป็ทางการหรือใส่ทุกวัน เธอกลับเลือกของได้สวยถูกใจเขา แถมยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของเขาอีกด้วย
“ เนอะ เอาอันนี้ อันนี้ อันนี้ แล้วก็อันนี้ด้วยค่ะ ” หญิงสาวเลือกอีกสองสามอัน ให้เขามีไว้เปลี่ยน เ้าหญิงแคนดี้เลือกซื้อของจนพอใจ เธอคงไม่ซื้ออะไรไปอีกพักใหญ่ทีเดียว
“ รับอะไรอีกไหมครับ? ”
“ ไม่แล้วค่ะ ”
“ เรียบร้อยแล้วครับ ขอบคุณมากเลยนะครับ ”
มือน้อยรับถุงหลายใบจากพนักงานเมื่อใช้บัตรเครดิตของบอสชำระเงินเรียบร้อยแล้ว
“ หนัก.... ” ของไม่กี่ชิ้นมีน้ำหนักกว่าที่เธอคิด นึกสงสารจอตโตที่ถือถุงเสื้อผ้าหนักๆสี่ห้าถุงมานับชั่วโมงแต่เขาก็ไม่บ่นสักคำ
“ เอาไปเก็บที่รถก่อนดีกว่า ” วองโกเล่พรีโม่คว้าถุงกระดาษในมืออีกฝ่ายมาถือ ก่อนจะกดโทรศัพท์โทรเรียกให้ลูกน้องที่อยู่ใกล้ที่สุดมาช่วย
“ มารับของหน่อย ”
เสียงหวานรีบเอ่ยแทรกหลังจากบอสกดวางโทรศัพท์แล้ว
“ แยกของฉันไว้นะ ว่าจะกลับเอง ไม่อยากรบกวนนายแล้ว รีบกลับไปพักเถอะ ” หน้าสวยหวานแฝงความกังวล เธอรู้ดีว่าเขางานยุ่งจึงไม่อยากให้ฝืนร่างกายจนล้มป่วย
“ นี่ก็เป็การพักผ่อนนะครับ ผมมีความสุขมากเลย ” ถึงรอยยิ้มเขาจะพิสูจน์ว่ามีความสุขจริงอย่างที่บอกแต่เธอต้องใจแข็งปฏิเสธให้เขารีบกลับไปพักให้ได้
“ ไม่อยากให้ขับรถคนเดียวมันอันตราย ถือว่าขอนะคะ ”
จอตโตนิ่งเงียบไป สายตาเหลือบมองออกไปนอกประตูกระจก ถอนหายใจออกอย่างช่วยไม่ได้
“ …ก็ได้ ขอกันแบบนี้ใครจะกล้าขัดล่ะ ”
เ้าหญิงแคนดี้ะโโลดเต้นในใจที่เกลี้ยกล่อมเขาได้สำเร็จ เป็จังหวะเดียวกันกับผู้ชายในชุดสูทคนหนึ่งเดินมารับถุงกระดาษจากมือผู้เป็เ้านายมาถือ
“ ของเ้าหญิงฉันถือเอง กลับไปรอที่รถก่อน ” ชายร่างั์โค้งทำความเคารพผู้เป็เ้านายก่อนเดินออกไปตามคำสั่ง
“ แวะจิบชาก่อนกลับไหมครับ ยังพอมีเวลานะ ” เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือก่อนจะพยายามสร้างโอกาสให้ได้อยู่กับเธอต่อ
“ ค่ะ ได้นั่งพักหน่อยก็ดี ”
ทั้งคู่เดินกลับออกมาบนถนนอีกครั้ง จุดหมายปลายทางที่ต่อไปคือร้านกาแฟที่ใกล้ที่สุดซึ่งมองเห็นอยู่ลิบๆบนหัวมุมของถนนอีกเส้น ความมืดเริ่มคืบคลานท้องฟ้าแต่เมืองกลับสว่างจากไฟตกแต่งมากกว่าเดิม อุณหภูมิต่ำลงกว่าเดิมหนึ่งถึงสององศา เพียงแค่อ้าปากควันสีขาวก็ลอยละล่อง พวกเขาจึงเร่งฝีเท้าให้ไปถึงร้านไวขึ้น
“ สวัสดีค่ะวองโกเล่พรีโม่ มาซื้อของเหรอคะ ”
เสียงทักทายปริศนาดังขึ้นตามหลัง เ้าของชื่อหันกลับมาหาเพื่อดูว่าเสียงคุ้นหูคือเสียงของใครแต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของเ้าของเส้นผมสีกรมท่า ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไป
“ ครับ ” เสียงนุ่มตอบนิ่งขาดความอ่อนโยนผิดกับนิสัย เขามองไปทางอื่น แสดงท่าทีไม่ใส่ใจอย่างชัดเจน
“ นี่คงจะเป็เ้าหญิงแคนดี้สินะคะ ”
ร่างเล็กงุนงง เธอไม่เคยเจอผู้หญิงคนนี้มาก่อนและแปลกใจที่อีกฝ่ายรู้ตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง หญิงสาวเงยหน้ามองจอตโตราวกับถามด้วยสายตา บอสจึงแนะนำอีกฝ่ายพอเป็มารยาท
“ นี่ลูเช่ครับ คนที่ดำรงตำแหน่งบอสของอัลโกบาเลโน่ชั่วคราวก่อนหน้าเ้าหญิง ”
“ อ๋อ ลูเช่นั่นเอง ดีใจที่ได้เจอนะคะ ”
แค่เอ่ยชื่อเธอก็นึกออกในทันที เ้าหญิงแคนดี้ไม่คิดเลยว่าบอสคนก่อนจะเป็ผู้หญิงที่สวยขนาดนี้ ทั้งหน้าตาเข้ารูป ดวงตาสีน้ำเงินมีเสน่ห์ รูปร่างได้สัดส่วน สูงกว่าเธอไปเกือบสิบเิเเห็นจะได้
“ เช่นกันค่ะ ว่าแต่…ทั้งคู่จะไปไหนกันเหรอคะ ”
“ ว่าจะไปดื่มชาที่ร้านตรงหัวมุมน่ะค่ะ ถ้าไม่รังเกียจไปด้วยกันไหมคะ ” แคนดี้เอ่ยชวนตามมารยาทการเข้าสังคมที่เรียนมาและอีกฝ่ายก็ตอบรับด้วยรอยยิ้ม
“ เป็เกียรติมากเลยค่ะ วองโกเล่พรีโม่คงไม่ว่าอะไรนะคะ ? ” ลูเช่มองผู้ชายหนึ่งเดียวที่ยืนนิ่งไม่พูดอะไร เขาหันมาสบตากับดวงตากลมโตสีทอง ก่อนลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ แล้วแต่เ้าหญิงเลยครับ ” คนตัวสูงเก็บซ่อนความไม่พอใจไว้ในอก เขาวางแผนใช้เวลากับเ้าหญิงเพียงสองคนแล้วก็พังลงเพราะแขกที่ไม่ได้เชิญ
ใช้เวลาไม่นานความอบอุ่นจากเครื่องทำความร้อนและกลิ่นหอมของกาแฟผสมกลิ่นขนมปังที่เพิ่งอบเสร็จก็เข้าตอนรับผู้มาเยือนทั้งสาม
เ้าหญิงเป็คนเลือกที่นั่งริมหน้าต่างเพราะชอบมองบรรยากาศคึกคักด้านนอก จอตโตซึ่งนั่งตรงข้ามสั่งชาร้อนเนื่องจากดึกเกินกว่าจะดื่มกาแฟ เช่นเดียวกับลูเช่ที่นั่งอยู่ระหว่างทั้งสอง ส่วนผู้ที่อายุน้อยที่สุดสั่งช็อกโกแลตร้อนเพื่อเพิ่มพลังงาน
“ ได้ข่าวมาว่าย้ายไปอังกฤษแล้วใช่ไหมคะ กลับมาเที่ยวเหรอคะ? ” แคนดี้เริ่มสนทนาทำลายความเงียบระหว่างรอเครื่องดื่ม อีกฝ่ายยิ้มเขินอาย มือทัดผมที่ลงมาปรกใบหู
“ ฉันกลับมาแต่งงานน่ะค่ะ ”
ตาสีทองกลมโตเบิกกว้าง ยิ้มดีใจไปกับว่าที่เ้าสาวก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ ว้าวว ยินดีด้วยนะคะ กำหนดการเมื่อไหร่คะ? ”
“ ยังไม่ได้เตรียมอะไรเลยค่ะ คงอีกสักพักแต่จะเชิญเ้าหญิงเป็คนแรกเลยค่ะ ”
“ ขอบคุณนะคะ ว่าแต่…เ้าบ่าวเป็ใครคะ ฉันรู้จักไหม? ”
ลูเช่ชะงักไปชั่วครู่ ริมฝีปากคู่สวยยังคงยิ้มกว้างขณะชำเลืองมองบอสซึ่งนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างไม่ได้สนใจบทสนทนาแม้แต่น้อย
“ น่าจะรู้จักนะคะเขาก็เป็คนมีชื่อเสียงพอสมควร ”
พนักงานเดินเข้ามาเสิร์ฟเครื่องดื่มบทสนทนาจึงหยุดลงชั่วคราว หลังจากที่แต่ละคนจิบความอบอุ่นเข้าร่างกายแล้วอดีตบอสอัลโกบาเลโน่ก็เริ่มเล่าเื่ของเธอต่อ
“ เราหมั้นหมายกันั้แ่เด็กค่ะเพราะคุณพ่อคุณแม่สนิทกัน นี่ก็ผ่านมานานแล้วถึงเวลาเหมาะสมที่จะได้อยู่ด้วยกันเสียที ”
“ ดีจังเลยนะคะ ”
แคนดี้ชื่นชมยินดีกับเื่ราวความรักที่ได้ยิน แม้จะฟังดูเหมือนเป็การคลุมถุงชนแต่สีหน้าลูเช่ดูมีความสุขมาก เธอคงโชคดีที่ได้แต่งงานกับคนที่รัก
“ เ้าหญิงครับเริ่มค่ำแล้วนะ กลับกันก่อนองค์ราชินีจะเป็ห่วงเถอะครับ ” เสียงนุ่มหูของชายผู้นั่งเงียบมานานเตือนสติให้เ้าหญิงแคนดี้มองนาฬิกาข้อมือ
“ อ่ะ! ลืมเวลาไปเลย ขอตัวนะคะ ” เ้าหญิงลุกขึ้นตามบอสพร้อมกล่าวลาเพื่อนใหม่อย่างนอบน้อม
“ ไว้เจอกันนะคะ ”
“ ค่ะ ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ ”
ลูเช่ลุกขึ้นโค้งอำลาเพื่อแสดงความเคารพ มองดูทั้งสองคนเดินออกจากร้านไป
ไม่ต้องโทรศัพท์ถามรถตู้ที่เห็นทุกวันก็จอดรออยู่หน้าร้านอย่างรู้งาน เ้าหน้าที่คนเดิมที่รอเธอั้แ่เลิกเรียนเดินมารับถุงกระดาษในมือของจอตโต เขานำของเข้าเก็บในรถและเปิดประตูรอผู้เป็เ้านาย
“ ขอบคุณมากนะคะสำหรับของขวัญมากมาย ฉันจะเก็บรักษาอย่างดีเลย ”
“ ขอบคุณเช่นกันนะครับที่มาเดินเป็เพื่อนแล้วยังเลือกของให้ผมอีก ”
แม้เพียงชั่วเวลาสั้นๆแต่คนตัวเล็กมีความสุขมาก มากจนเธอนึกเกลียดเวลาที่ต้องแยกกับเขาเพราะไม่รู้ต้องรออีกนานเท่าไรจึงจะได้เจอเขาอีก
“ แล้วก็อย่าลืมเสื้อกันหนาวอีกนะเดี๋ยวจะไม่สบายเอา ” บอสเก๊กเสียงดุ ขัดกับมืออบอุ่นที่จับมือเรียวเล็กไม่ปล่อย
“ อื้ม นายเองก็อย่าหักโหมทำงานหนักเกินแล้วกัน ไว้เจอกันนะคะ ”
“ เจอกันครับ ”
ริมฝีปากร้อนประทับลงบนถุงมือสีม่วงนุ่ม กลิ่นดอกกุหลาบหอมโชยทะลุเนื้อผ้า กลิ่นน้ำหอมที่เขาคิดถึง กลิ่นที่ไม่อาจหาที่ไหนมาทดแทนได้
ชายหนุ่มเผยหน้าเศร้าราวกับกำลังอ้อนวอนด้วยสายตาไม่อยากให้เธอไป สร้างความลำบากใจให้คนที่ไม่อยากกลับเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว เธอจึงเลือกตัดใจด้วยการก้าวขึ้นรถคิดถึงหน้าผู้เป็แม่ที่กำลังรออยู่
จอตโตยืนมองรถจนพ้นสายตาก่อนหันหลังกลับเตรียมเดินไปขึ้นรถซึ่งอยู่อีกทาง แต่เมื่อสายตาเห็นลูเช่กำลังยืนรอเขาอยู่ความหงุดหงิดก็ถาโถมเข้ามาทันที
“ จงใจสินะ ” เสียงนุ่มลึกไม่เคยเยือกเย็นแบบนี้มาก่อน เขาแทบจะไม่มองหน้าคู่สนทนาด้วยซ้ำไป
“ ก็แค่อยากมาเห็นหน้าผู้หญิงที่ทำให้คุณเปลี่ยนไปก็เท่านั้น ” เธอยังคงยกยิ้มแม้บอสจะแสดงท่าทีไร้เยื่อใย ความเย่อหยิ่งในการเอาชนะของเธอทำให้เขาได้แต่ถอนหายใจ
“ ผมไม่ได้เปลี่ยนไป เมื่อไรคุณจะยอมรับความจริงสักที ”
“ ความจริงที่ว่าคุณยกเลิกการหมั้นไปแล้วแต่ไม่มีจดหมายส่งมาถึงฉันสักฉบับน่ะเหรอ ? ถ้ายังหาหลักฐานไม่ได้ ก็รับผิดชอบชีวิตฉันด้วยแล้วกันนะคะ ”
เสียงหวานหวีดแหลมโวยวายทิ้งความหนักใจไว้ให้เขาแล้วเดินจากมา จอตโตยกมือนวดขมับซ้าย รอยย่นระหว่างคิ้วปรากฏบนหน้าชัด เครียดกับปัญหาใหญ่ที่ต้องรีบแก้ให้ไวที่สุดก่อนจะเกิดปัญหาอื่นๆตามมา