เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่รำคาญเต็มทนจึงพูดแค่ไม่กี่คำก็สะบัดมือที่สวี่ชิวเยวี่ยจับอยู่ออกอย่างรุนแรง และกระเป๋าที่อยู่ในมือเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็หล่นลงพื้น
จู่ๆ บรรยากาศก็ไม่ค่อยดีนัก เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วขมวดคิ้ว และสวี่ชิวเยวี่ยเริ่มรู้สึกน้อยใจ ทั้งสองคนมองตากันชั่วขณะ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจึงตระหนักได้ว่าควรขอโทษ บางทีนางก็เป็นคนตรงเกินไป ไม่ได้นึกถึงใจของสวี่ชิวเยวี่ย เลยทำให้บรรยากาศเป็นเช่นนี้
ตอนที่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกำลังจะย่อตัวลงเก็บกระเป๋าที่ตกลงบนพื้นขึ้นมา สวี่ชิวเยวี่ยกลับก้าวเท้าก่อนหนึ่งก้าว รีบก้มลงเก็บกระเป๋าที่เปื้อนดิน
“ข้าเข้าใจความหมายของท่านพี่… ข้าขอโทษ”
สวี่ชิวเยวี่ยพูดเสียงเบาๆ ปนด้วยความน้อยใจ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกลับใจอ่อนลงเมื่อนางพูดว่าขอโทษ เหตุการณ์ของสวี่ชิวเยวี่ยมีทั้งเรื่องดีและเรื่องเลวร้ายประเดประดังเข้ามาในหัวติดต่อกันรวมทั้งในคืนนั้นที่อารามชีเขาชิงเฉวียน ดวงตาที่สิ้นหวังของผู้หญิงคนนั้นค่อยๆ เจาะลึกเข้าไปในใจของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว
ด้วยอารมณ์ที่แปรปรวน เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่มีเวลามาโกรธสวี่ชิวเยวี่ย นางที่กำลังจะเดินกลับไปได้หยุดฝีเท้าลง ถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดว่า “ช่างเถอะ บางสิ่งบางอย่างไม่ใช่จะแก้ปัญหาได้ง่ายๆ ...”
“ข้าเข้าใจแล้วท่านพี่ ท่านไม่จำเป็นต้องทุกข์ใจหรือรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณอะไร หลายวันมานี้ชิวเยวี่ยทำให้ท่านและท่านพ่อท่านแม่ของท่านลำบากใจ ข้าจะกลับไปเจียงหนาน ดังนั้นท่านไม่ต้องกังวล”
“ข้าไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น… เฮ้อ...”
พอฟังสวี่ชิวเยวี่ยพูดแบบนี้ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเหมือนถูกคนโยนความผิดให้ ราวกับว่าตนกำลังบีบบังคับไล่สวี่ชิวเยวี่ยจริงๆ มันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!
เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ากำลังจะหลั่งน้ำตาออกมา เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจะหยุดก็ไม่ได้ จะเดินต่อก็ไม่ได้ เกลี้ยกล่อมก็ไม่ได้ ทิ้งไว้ก็ไม่ได้ ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรดี “โอ้...ทำไมเจ้าถึงร้องไห้อีกล่ะ ข้าไม่ได้บอกว่าที่นี่ไม่ต้อนรับเจ้า ยิ่งกว่านั้นข้าไม่ได้พูดว่าเจ้าทำให้ตระกูลข้าลำบากใจ และก็ไม่ได้บอกว่าอยากให้เจ้ากลับเจียงหนานด้วย ใช่หรือไม่?”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่กำลังลุกลี้ลุกลนเพราะจู่ๆ ก็นึกถึงท่านแม่ที่เคารพรักของตนผู้มีใบหน้าดุร้ายเหมือนปีศาจ ถึงอย่างไรสวี่ชิวเยวี่ยก็เป็นหลานสาวของฮูหยินเยี่ยน ถึงแม้ว่าฮูหยินเยี่ยนกับสวี่ชิวเยวี่ยไม่ได้เกิดมาจากมารดาเดียวกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็มีสายเลือดตระกูลเยี่ยนไหลอยู่ในร่างกาย ถ้าสวี่ชิวเยวี่ยรีบร้อนไปหาฮูหยินเยี่ยนและบอกว่า ‘จะกลับเจียงหนาน’ และปัดเป็นความรับผิดชอบให้กับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว ไม่ใช่ว่าข้าจะกลายเป็นตัวกลางที่รองรับอารมณ์หรอกหรือ?
ด้วยความเฉลียวฉลาดของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว นางจะไม่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด ดังนั้นความคิดของสวี่ชิวเยวี่ยที่จะกลับไปเจียงหนานจะต้องถูกกำจัดออกไป ถึงแม้ว่าจะมีสักวันที่สวี่ชิวเยวี่ยต้องกลับไปเจียงหนาน ก็ต้องให้ฮูหยินเยี่ยนเป็นคนเอ่ยปากพูดขึ้นมาเอง อย่างน้อยเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกับเยวี่ยเจาหรานก็ไม่ต้องรับผิดชอบ ถูกหรือไม่?
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอดไม่ได้ที่ชื่นชมความเฉลียวฉลาดตัวเองอยู่ในใจ อีกทั้งยังเห็นด้วยกับวิธีคิดตัวเอง และพูดโน้มน้าวอีกครั้งว่า “ที่เจียงหนานมีอะไรดีนักหรือ อยู่ที่นี่กับตระกูลของข้าย่อมดีที่สุด ถึงอย่างไรข้ากับเหล่าเยวี่ยอีกสองวันก็จะออกไปล่าสัตว์แล้ว สวนด้านหลังของจวนเยี่ยน ข้าให้เจ้าเล่นได้สบาย ให้เจ้าลืมบ้านเกิดไปเลย โอ้… ไม่ใช่ๆ ให้เจ้ามีความสุขจนลืมเจียงหนานไปเลย?”
“ท่านพี่หมายความว่า ท่านอยากให้ข้าอยู่ต่อหรือเจ้าคะ?”
กระทั่งเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็คาดไม่ถึงว่าจะพูดโน้มน้าวใจได้ผลขนาดนี้ ชั่วพริบตาเดียวก็ชักชวนให้อยู่ต่อได้? เมื่อจ้องไปที่ดวงตากลมโตใสของสวี่ชิวเยวี่ย เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็รู้ตัวว่าทำผิดพลาดอีกครั้ง เกรงว่าการชวนให้อยู่ต่อจำเป็นต้องทำต่อไปเรื่อยๆ
แต่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วยังคิดเพ้อเจ้อว่าสามารถช่วยชีวิตตนเองได้ ดังนั้นนางจึงพูดอย่างระมัดระวังว่า “อืม ข้า ข้าหมายถึง ช่วงนี้เดือนสิบแล้ว ใกล้จะตรุษจีนแล้วใช่หรือไม่? เจ้าไม่รู้หรือว่าตรุษจีนที่เมืองหลวงน่าสนใจมาก เทศกาลโคมไฟ ท้องถนนเต็มไปด้วยผู้คนสัญจรไปมาโบกธงหลายสีสัน เจียงหนานย่อมเทียบกันไม่ได้เลย!”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วยิ่งพูดยิ่งสนุก พร้อมปรบมือแล้วพูดเกินจริงว่า “ข้าหมายความว่า ถ้าเจ้าต้องการกลับไปที่เจียงหนานก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบ ผ่านตรุษจีนแล้วพวกเราค่อยไปกันก็ได้ ใช่หรือไม่? ถึงเวลานั้นคงอบอุ่นเป็นแน่ ฮ่าฮ่าฮ่า”
เสียงหัวเราะที่น่าอายดังขึ้นมารอบๆ ข้างหูของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว ทำให้ตนเองรู้สึกว่าโกหกไม่สมจริงเท่าไร ถ้ามีคนได้ยินเกรงว่าคงไม่มีใครเชื่อ!
แต่ก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรสวี่ชิวเยวี่ยก็ไม่ได้มีแผนการอะไรในใจ แค่เป็นคนตรงๆ ในเรื่องความรัก คาดการณ์ว่าคำโกหกของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วนั้นแปลกประหลาดและเพ้อฝันกว่าร้อยเท่าจนยากที่จะทำใจให้เชื่อได้ บางทียังต้องปรบมือให้กับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วยังคงยิ้มให้กับตัวเอง และต้องการฉวยโอกาสนี้หลบหนี สวี่ชิวเยวี่ยปิดมุมปากที่ยกยิ้มด้วยเสื้อแขนกว้าง รอยยิ้มค่อยๆ ฉายออกมาทางดวงตา เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วถอนหายใจ นางไม่โกรธแล้วใช่หรือไม่?
“ท่านพี่พูดอะไรช่างน่าขันเสียจริง” คำพูดนิ่มๆ เบาๆ ของสวี่ชิวเยวี่ยทำให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ แต่ไม่กล้าแสดงออกมาตรงๆ จึงทำได้แค่บอกปัดไปว่า “ฮ่าฮ่าฮ่า… น่าจะเป็นเช่นนั้น” เมื่อสวี่ชิวเยวี่ยมีความมั่นใจ จึงพูดว่า “ช่างเถอะเจ้าค่ะ ข้ารู้ว่าท่านเขินที่จะต้องพูดออกมา ข้าแค่คิดเข้าข้างตัวเองว่าท่านพี่ไม่อยากให้ข้าจากไป ใช่หรือไม่?”
ผู้หญิงคนนี้ทำไมชอบพูดและทำสิ่งต่างๆ ตามอำเภอใจ! เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอยากจะหันหน้ามาโมโหใส่นาง แต่พอคิดถึงสวี่ชิวเยวี่ยที่ร้องไห้น้ำตาไหลอย่างน้อยใจแบบนั้นแล้วก็รู้สึกผิด อีกทั้งยังไม่กล้าที่จะพูดอะไร ยิ่งกว่านั้นอย่าพูดอะไรที่ทำให้โกรธกันจะดีกว่า
ด้วยความรวดเร็วชั่วขณะหนึ่ง กระเป๋าก็ถูกยัดใส่มือของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วซึ่งที่ไม่ได้สนใจอะไร พอก้มลงไปมอง กระเป๋าใบเดิมก็วางอยู่ในมือเสียแล้ว
ครั้งนี้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่กล้าปฏิเสธ ทำได้เพียงพยักหน้า เลือกที่จะไม่พูดจาอะไรแทนคำตอบทั้งหมด
“ท่านพี่รับกระเป๋าของข้าแล้ว น่าจะ...” จู่ๆ สวี่ชิวเยวี่ยแสดงความเขินอายออกมา ก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วพูดว่า “น่าจะไม่ปฏิเสธน้ำใจของชิวเยวี่ยแล้ว ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
เฮ้อ… ต้องบอกเลยว่า สวี่ชิวเยวี่ยเป็นคนที่ดื้อรั้นหัวชนฝา ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ปรามครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่เข็ด โดนตีสองสามครั้งก็ยังทน ช่างเก่งกล้าเสียจริง
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถอนหายใจ แล้วพูดต่อว่า “เรื่องนี้… รอข้ากลับมาจากล่าสัตว์แล้วค่อยคุยเถอะ”
สวี่ชิวเยวี่ยพยักหน้าตามคำพูดของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว ยิ่งทำให้สวี่ชิวเยวี่ยเหนียมอายก่อนจะวิ่งหายวับไปกับตา