ประกาศิตครั้งที่ ๑ : หงเทียนเฟิ่งเยี่ย
หมู่เกาะเทวะเมฆาคือนั้นเป็นามของแผ่นดินหนึ่งแผ่นดินที่อยู่เหนือผืนปฐี ลอยอยู่ท่ามกลางหมอกเมฆามีมิติสลับซับซ้อนและเงื่อนไขมากมายยากจะเข้าไปได้
เหล่ามนุษย์นั้นล้วนคิดว่านั่นคือ์์ที่ที่คู่ควรสำหรับผู้ประพฤติดี มีตำนานเล่าขานมากมายเกี่ยวกับที่นั่นทั้งแต่งเติมเสริมเข้าจนเป็เื่ราวอันแสนยิ่งใหญ่แต่แท้จริงแล้ว ไม่ใช่เทพทุกตนที่เป็คนดี พวกเขามีรัก โลภ โกรธ หลง เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์แต่เวลาของเทพและเทพธิดาทั้งหลายนั้นยืนยาวจนไม่มีวันตายแตกต่างจากมนุษย์ที่มากก็สุดร้อยกว่าปีก็ตกสู่ห้วงปรภพถือกำเนิดใหม่
ตายแล้วเกิดตายแล้วเกิด
พวกเขาต่างเล่าขานว่าเวลาของมนุษย์เพียงหนึ่งปีเทียบเท่าของ์ได้ถึงร้อยปี แต่ความจริงแล้วเวลาของมนุษย์และ์เท่ากัน
มนุษย์หนึ่งปี์หนึ่งปี
แต่เพราะทวยเทพนั้นมีการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างช้าเนื่องจากสะสมพลังั้แ่กำเนิด คล้ายกับการบำเพ็ญเพียรของมนุษย์ที่พยายามว่าจะก้าวพ้นความเป็มนุษย์เพื่อเป็เซียน
ถ้าให้คิดตามอายุแล้วหากเทพอายุหนึ่งร้อยปีก็คงเทียบเท่ากับหนึ่งขวบของมนุษย์ แม้จะอายุเข้าไปรุ่นทวดของมนุษย์ก็ตามทีหมู่เกาะเทวะเมฆามีจักรพรรดิเทพถึงสิบห้ารัชสมัย รัชสมัยแตกต่างกันไปแม้ว่าจะมีกำหนดให้ครองราชย์ถึงห้าหมื่นปีแต่ก็ไม่เคยมีองค์จักรพรรดิองค์ใดอยู่ถึงได้เลยซักคน
บัลลังก์รุ้งเมฆาบัลลังก์ย้อมโลหิตสีทองของรัชทายาทแต่ละรัชสมัย บุตรสังหารบิดา บิดาสังหารบุตรพี่สังหารน้อง น้องสังหารพี่
ไม่จบไม่สิ้น
ในรัชสมัยที่สิบห้าขององค์จักรพรรดิเทพหงเทียนหย่าเหริน นับว่าเป็กลียุคของหมู่เกาะเทวะเมฆาอย่างแท้จริง
ว่ากันว่า...
จักรพรรดิเทพผู้นั้นไม่ใช่สายเืของปฐมราชวงศ์ถึงขลาดเขลาเห็นแก่อำนาจหมกมุ่นในโลกีย์ ไม่สนใจเื่าเพราะคิดว่าเป็เื่เล็กน้อย แต่ไฟาแย่งชิงอาณาจักรปะทุขึ้นหนักหนาทุกวันทว่าเหล่าบรรดาเชื้อพระวงศ์ นางสนม ขุนนาง เสนาอำมาตย์กลับสังสรรค์จัดงานเลี้ยงฉลองไม่เว้นวัน
เหล่าประชาชนไร้ความศรัทธาต่อราชวงศ์ในยามนั้นอย่างแท้จริง
ข้าศึกจากเจี่ยนหลิงกรีฑาทัพเคลื่อนพลมาถึงป้อมปราการสุดท้ายก่อนถึงเมืองหลวง ชายชาตินักรบพลีชีพหวังปกป้องผู้อยู่เื้ั แต่ผู้อยู่เบื้องสูงกลับประพฤติโสมมไร้ยางอาย
ก่อนป้อมปราการจะถูกตีแตก ก่อนนายทหารคนสุดท้ายจะสิ้นลมก่อนเืหยาดสุดท้ายชโลมหมู่เกาะเทวะเมฆาที่ยิ่งใหญ่
หงเทียนิอวี้พระอนุชาผู้ได้ชื่อว่าเป็ฏถูกเนรเทศไปอยู่ชายแดนทางใต้ยกทัพเรือนหมื่นประหัตปะาอริราชต่างแดนจนหมดสิ้นรวมถึงบุกเข้าพระราชวังทำลายงานเลี้ยงที่มิอาจทราบได้ว่าฉลองเนื่องในโอกาสใด...
สะบั้นความเป็พี่น้อง หงเทียนิอวี้ลากคอจักรพรรดิเทพผู้เป็พระเชษฐาจากบัลลังก์คุมขังไว้ที่คุกหลวงปลดเทียนฮองเฮาลงจากตำแหน่งและบังคับให้ลงลานปะาไปกำเนิดเป็มนุษย์เข้าสู่วัฏจักรสงสาร
เสนาอำมาตย์และขันทีชั่วที่หลบหนีสุดท้ายก็ต้องมาอยู่บนแท่นปะาในยามนั้นลานปะาของหมู่เกาะเทวะเมฆาที่สูงส่งนองโลหิตไม่เว้นวันเหล่านางสนมคนใดของฮ่องเต้รัชกาลก่อนที่ไม่ยอมออกจากวังหลวงก็ถูกส่งตัวให้เป็ของขวัญชมเชยให้แก่นายทหารตามชายแดนของอาราจักร
ได้ชื่อว่าเป็ฏแต่ขับไล่ข้าศึกช่วยแผ่นดินไม่ให้ตกเป็ข้าใครขับไล่ผู้ปกครองที่ไร้ความสามารถ จับเสนาและข้าราชการที่คดโกงแผ่นดิน
แม้นหวาดกลัว…ทว่า
ราษฎรแซ่ซ้องสรรเสริญ...
หงเทียนิอวี้ขึ้นครองราชย์เป็จักรพรรดิเทพในเวลาถัดมา เมื่อครองบัลลังก์ได้ไม่นานนัก หงเทียนอวี้ได้ออกราชโองการแต่งตั้งหนึ่งเทียนฮองเฮาสี่เทียนเฟยจากห้าตระกูลใหญ่ของอาณาจักร
ซิงเทียนฮองเฮา หรือ ซิงเหมยฮวา ธิดาของซิงฮั่นกวงอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายตระกูลหลักของเผ่าเทพดารา ทำนายดวงชะตาแห่งแผ่นดิน
หั่วเทียนกุ้ยเฟย หรือ หั่วเหมยอวี้ ธิดาของหั่วกวงแม่ทัพหลวงตระกูลหลักของเผ่าเทพอัคคี
ถู่เทียนฮุ่ยเฟย หรือ ถู่ไป๋เซียง ธิดาของถู่หยางไท่อัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาตระกูลแห่งเทพพสุธา
สุ่ยเทียนเต๋อเฟย หรือ สุ่ยเพ่ยเอิน ธิดาของสุ่ยหนิงหัวหน้าเทพโอสถหลวงตระกูลเทพวารี
เฟิงเทียนเสียนเฟย หรือ เฟิงจื่อหยา ธิดาของชิงหลัวเ้ากรมการคลัง ตระกูลเผ่าเทพวายุ
ข่าวการคัดเลือกนางสนมและนางกำนัลประกาศทั่วอาณาจักรแม้เซิ่งฮวาฉางอันเป็เทพบุปผาอยู่แดนเหนือยังรับรู้ ว่าบุรุษที่นางหลงรักมาั้แ่เยาว์วัยนั้นมีสตรีสูงศักดิ์อยู่เคียงข้างถึงห้านาง ถึงจะไม่ได้นั่งข้างกายของเขาแต่หากอยู่ใต้อำนาจของเขาเซิ่งฮวาฉางอันก็ยินดี
ยินดีที่จะหลบหนีออกจากเผ่าหนีจากการเป็เทพบุปผาศักดิ์สิทธิ์ผู้ถือกำเนิดจากมัธชกาบงกชดอกไม้สารพัดประโยชน์นั่น
เผ่าเทพบุปผาเป็สายแขนงของเผ่าเทพพสุธา มีการแต่งตั้งเทพบุปผาศักดิ์สิทธิ์เป็ตุ๊กตาประดับบารมีและผู้ที่จะเป็เทพบุปผาศักดิ์สิทธิ์ได้นั้นจะต้องถือกำเนิดจากดอกมัธชกาบงกชเท่านั้น
นางเกลียด...กลิ่นหอมๆที่มักจะแผ่ออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
นางเกลียด...ที่จะต้องอยู่ในกรอบของพวกาุโหัวโบราณนั่น
นางเกลียด...ที่ไปไหนก็จะต้องมีคนตามติดประหนึ่งนักโทษ
นางเกลียด...ที่แม้แต่ความรักพวกเขาก็ไม่ยอมให้นางได้ัั
เกลียดความคิดเต่าล้านปีั้แ่ปฐมราชวงศ์ยังไม่ถือกำเนิดของพวกเทพาุโนั่น
หากเทพบุปผาศักดิ์สิทธิ์มีความรักมีบุตรธิดาแล้วล่ะก็...เผ่าเทพบุปผาจะล่มสลายไปตลอดกาล
ปัญญาอ่อนเถิด!
แค่นางจะมีลูกมีคนรัก และสร้างครอบครัวเผ่าจะมาล่มสลายได้อย่างไร? ต่อให้นางเป็เทพบุปผาศักดิ์สิทธิ์แล้วอย่างไร ในเมื่อนางอยากมีคนรัก อยากไปหาผู้ที่นางหลงรัก จะมานั่งโง่อยู่เป็เทพบุปผาศักดิ์สิทธิ์ให้แก่หงำเหงือกรอความตายในเผ่าไปวันๆ ทำไม
ชีวิตเกิดมามีครั้งเดียวถ้าไม่ทำสิ่งที่้านางคงเสียใจไปตลอดกาล!!!
นางเลือกที่จะหลบหนีออกจากเผ่าปลอมกายเป็เทพบุปผาธรรมดาทั่วไปเปลี่ยนแซ่เซิ่งฮวาฉางอันเปลี่ยนเป็หลี่ฉางอันแทน หลี่ฉางอันดั้นด้นจากแดนเหนือเพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกเป็นางในและพระสนมขององค์จักรพรรดิเทพ ด้วยเหตุว่านางคือเทพบุปผาศักดิ์สิทธิ์จึงไม่มีใครได้พบนางนอกจากผู้าุโในเผ่าแต่ทว่าเพื่อไม่ให้โดนจับได้ นางจึงปลอมรูปร่างหน้าตาที่งดงามเฉิดฉันท์เฉกเช่นหญิงงามล่มเมืองเป็สตรีที่มีใบหน้าเรียบง่ายหากเดินผ่านไปกี่ชั่วก้านธูปทุกคนก็คงลืมสิ้น ด้วยเหตุนั้นจึงทำให้นางกลายเป็เพียงนางกำนัลธรรมดาสามัญที่ทำงานรับใช้หั่วเทียนกุ้ยเฟย
แต่อย่างไรก็ตาม
องค์จักรพรรดิเทพเสด็จมาที่ตำหนักของหั่วเทียนกุ้ยเฟยบ่อยครั้งแม้นางจะไม่รู้ว่าเหตุใดพระองค์ถึงเสด็จมาหั่วเทียนกุ้ยเฟยได้อยู่ทุกวัน
แต่เพลิงริษยาลุกท่วมดวงใจนางทั้งดวง
หลี่ฉางอันพยายามทำหน้าที่ที่ได้รับสุดความสามารถจากนางกำนัลปลายแถวกลายเป็นางกำนัลคนสนิทของหั่วเทียนกุ้ยเฟยได้
สตรีผู้นี้ชอบสิ่งใดรักสิ่งใด เกลียดสิ่งใดนางล้วนรู้
และแน่นอนนางไม่เคยหวังดีต่อสตรีสูงศักดิ์นี่ซักนิดยิ่งเข้าใกล้สตรีนางนี้เมื่อไหร่นางมักแอบวางยาพิษที่เค้นจากโลหิตของนางให้สตรีแซ่หั่วดื่มกินเสมอ
ซึ่งนางไม่เคยถูกจับได้
นางอยู่ร่วมใช้ชีวิตกับสตรีแซ่หั่วทุกคืนทุกวันนานถึงสองร้อยปี และแล้ววันเวลาของนางก็มาถึงหั่วเทียนกุ้ยเฟยนั้นลากลับเยี่ยมมารดา ในคราแรกสตรีนางนั้นจะให้นางไปด้วยแต่มิคาดว่านางกลับไม่สบายเสียก่อนจึงไม่สามารถติดตามหั่วเทียนกุ้ยเฟยกลับบ้านได้
เมื่อาการดีขึ้นนางจึงลุกขึ้นมาทำหน้าที่ตามปกติแม้ก่อนหน้านั้นหั่วเทียนกุ้ยเฟยจะห้ามไม่ให้นางทำก็เถิด และนั่นทำให้นางพบกับองค์จักรพรรดิเทพ ณสวนหน้าตำหนักของพระนางจึงรวบรวมความกล้าที่มีอยู่ถวายบังคมแก่จักรพรรดิผู้สูงศักดิ์ค้างอยู่ท่านั้นจนกระทั่งเสียงนุ่มรื่นหูดังกังวานขึ้น
“เราคอแห้ง”
นางตอบรับอย่างไร้สติ แล้วถอยหลังรีบเดินไปหาน้ำชามาให้พระองค์โดยเร็วที่สุดเมื่อจัดเตรียมเสร็จเรียบร้อยจึงรีบนำออกมาจนเกือบชนร่างหนาเบื้องหน้า
แต่ยังดีที่ร่างหนานั้นคว้าร่างนางได้ทัน เมื่อนางลืมตาขึ้นมาจึงพบว่าเป็องค์จักรพรรดิผู้มีใบหน้างดงามเหนือโลกาแม้นางยามเป็เทพบุปผาศักดิ์สิทธิ์ยังด้อยลงไปหลายส่วนพระองค์ปล่อยๆนางให้ทรงตัวก่อนผละกายออก
เขาทิ้งคำสั้นๆว่าระวังหน่อยก่อนจะเดินนำนางไปที่ระเบียงมุมโปรดของหั่วเทียนกุ้ยเฟยกระดานหมากที่ยังมีตัวหมากวางค้างไว้เต็มไปหมดพระองค์ยกยิ้มพยักหน้าอย่างพึงพอใจแล้วนั่งลงเล่นหมากต่อจากนั้น
นางถือถาดน้ำชาก่อนจะวางไว้บนโต๊ะอย่างแ่เบาเพื่อไม่ให้รบกวนการใช้สมาธิของพระองค์และยังอยู่ตรงที่เดิมไม่ไปไหนจนกระทั่งพระองค์สะบัดมือเพียงครั้งหนึ่งนางจึงค่อยเดินเข้าไปรินน้ำชาที่ผสมยาถึงฝันพระองค์ดื่มมันจนหมดจอกไม่นานนักฤทธิ์ยาก็แสดงผล ใบหน้างดงามเหนือโลกาของพระองค์นั้นแดงระเรื่อนางรีบปรี่เข้าไปพยุงร่างสูงศักดิ์ด้วยความรักความเทิดทูน
พระองค์หัวเราะเบาแล้วตรัสกับนางเสียงกังวานเช่นเดิมดวงตาสีเงินประกายรุ้งวาวามราวกับดวงดาวนั้นสบตาของนางลึกซึ้ง
“แน่ใจหรือ?”
ถ้าไม่แน่ใจแล้วนางจะปลอมกายเป็หลี่ฉางอันสตรีหน้าจืดนางกำนัลคนสนิทของหั่วเทียนกุ้ยเฟยทำไมละทิ้งตำแหน่งเทพบุปผาศักดิ์สิทธิ์อันแสนสุขสบายไปเพื่ออะไรกัน
หลังจากที่นางตื่นขึ้นมาจึงพบว่าหั่วเทียนกุ้ยเฟยกำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องบรรทมของพระนางไอความร้อนแผดเผาทั่วตำหนัก พระนางจ้องมองที่นางด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
แววตาที่เยือกเย็นแต่กลับแผดเผาใจคนสบั์นั้นให้เป็จุณ
เมื่อองค์จักรพรรดิเสด็จกลับตำหนักจึงเหลือแต่นางกับหั่วเทียนกุ้ยเฟย สตรีนางนั้นเงียบนิ่งจนน่าแปลกใจทั้งที่หลี่ฉางอันคิดว่าพระนางจะโวยวายด่าทอนางเสียอีก
ไม่กี่ยามถัดมาเฉินกงกงได้ยืนประกาศราชโองการหน้าตำหนัก แต่ตั้งหลี่ฉางอันเป็นางสนมขั้น 5และมอบตำหนักที่อยู่ทิศตรงข้ามกับตำหนักของเทียนกุ้ยเฟย หลังนางย้ายออกจากตำหนักของพระนางได้ไม่กี่วันตำหนักของเทียนกุ้ยเฟยมอดไหม้ลุกโหมด้วยเพลิงอัคคีศักดิ์สิทธิ์
ไม่เหลือแม้แต่เศษธุลี
ในเวลานั้นเป็เวลา่าระหว่างหงเทียนและเจี่ยนหลิง นางไม่ได้ทราบความอะไรมากนัก แต่ก็รู้มาว่าซิงเทียนฮองเฮาให้ที่พักและทำการรักษาสายลับจากเจี่ยนหลิงพระนางจึงถูกปลดตำแหน่งออก เนรเทศให้อยู่ตำหนักเย็นชั่วชีวิต
แม้ตามหลักความเป็จริงจะต้องถูกปะาแล้วก็ตาม
คล้อยหลังซิงเทียนฮองเฮาแล้วก็เป็ตัวนางเองที่ถูกเนรเทศเข้าตำหนักเย็นนางปัดโถบรรจุโอสถทิพย์ของสุ่ยเทียนฮุ่ยเฟยจนแตกกลางท้องพระโรง
ไม่ใช่ว่านางไม่ตั้งใจนางตั้งใจที่จะปัดให้มันตกแตกไป เนื่องจากมันมีกลิ่นไม้มีพิษชนิดหนึ่ง ที่เทพหลายๆองค์ไม่รู้จัก ไม่มีสีไม่มีกลิ่น ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกมีพิษ นอกจากเทพพฤกษาและเทพบุปผาที่สามารถจำแนกพิษชนิดนี้ได้อย่างแม่นยำนางพยายามบอกว่าในโอสถนั้นมียาพิษซ่อนอยู่แต่ก็ไม่มีใครเชื่อและแน่นอน
องค์จักรพรรดิเนรเทศหลี่ฉางอันเข้าตำหนักเย็นทันทีไม่ฟังในสิ่งที่นาง้าพยายามบอกเลยซักนิด
เศร้าได้ไม่นานก็มีเื่ที่น่าใขึ้นมาใหม่ เมื่อผู้เข้าตำหนักเย็นคนถัดมาเป็ถึงเฟิงเทียนเสียนเฟยก็ถูกเนรเทศเข้ามาในตำหนักเย็นเหมือนกันเพราะว่านางทำโถบรรจุิญญาของเทพาเยี่ยหลงตกแตก
หงเทียนเยี่ยหลงเทพมาราฝาแฝดของหงเทียนหยางเยี่ยปฐมราชวงศ์หงเทียน
ผู้มีจิตอาฆาตต่อสรรพสิ่งหลุดออกมา
ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปที่ใด
ดวงจิตดวงนั้นล่องลอยไปที่ใดแล้ว?
นางเฝ้ารออยู่หน้าตำหนักเหมือนเป็บ้าหวังว่าฝ่าาจะเข้าใจความหมายที่นางทำ วันแล้ววันเล่า วันแล้ววันเล่านอกจากพระองค์จะไม่มาแล้ว ยังส่งทหารมาเฝ้ากำแพงตำหนักเย็นอีกต่างหาก
เวลาผ่านไปถึงหนึ่งปีหลี่ฉางอันจึงรู้ว่า นางกำลังตั้งครรภ์ หากเทพบุปผาตั้งครรภ์เมื่อใดต่อให้มีพลังมากมายมหาศาลแค่ไหนก็มิอาจเรียกใช้ได้เพราะพลังทั้งหมดกำลังจะส่งต่อให้เ้าตัวน้อยในครรภ์และแน่นอนความสามารถในการรับรู้ยาพิษของนางก็มิอาจใช้การได้
หากเป็บุตรชาย...ฝ่าาจะต้องดีใจเป็แน่
บุตรชาย
ซิงเทียนเหมยฮวาและเฟิงจื่อหยาที่อยู่ในตำหนักเย็นเช่นเดียวกับนางพวกนางทั้งสองต่างรู้ว่าหลี่ฉางอันกำลังตั้งครรภ์แต่ก็ไม่ได้สนใจเสียเท่าไหร่ เฟิงจื่อหยาอยู่ในที่ของนางหากไม่มีความจำเป็นางจะไม่มีวันก้าวออกมาจากห้องของตนเช่นเดียวกับซิงเหมยฮวาที่มีร่างกายอ่อนแอหลังจากเข้ามาในตำหนักเย็นได้นานนางมักไปนั่งนอกตำหนักมองพื้นดินอยู่เช่นนั้นเรื่อยมา
เมื่อผ่านไป 9 ปีหลี่ฉางอันปวดท้องจะคลอดแต่ก็ไม่คลอดผ่านไปถึง 9 วันนางคลอดทารกน้อยมาในวันที่พระจันทร์เต็มดวง เป็วันที่นางไม่สามารถควบคุมพลังได้รูปลักษณ์และกลิ่นหอมของนางแผ่อบอวลกลบกลิ่นโลหิตจนหมดสิ้นเฟิงจื่อหยาและซิงเหมยฮวาต่างนิ่งค้างด้วยความใจากสตรีผู้มีใบหน้าธรรมดาการเป็สตรีผู้มีใบหน้างดงามเฉิดฉันท์ล่มเมืองเส้นเกศาสีแดงสดราวกับกุหลาบแดง ดวงตาสีทองเฉกเช่นเกสรบัวพราวด้วยหยาดน้ำตาเพราะความเ็ป
สตรีผู้นี้ปลอมตัวเข้ามานางวังหลวงแต่ไม่เคยถูกจับได้...และการที่นางตั้งครรภ์คลอดเทพธิดาตัวน้อยเป็สตรีออกมานั้น
คงเป็เพราะว่านางคบชู้สู่ชาย
ไม่...ไม่ใช่
ทารกน้อยลืมตาขึ้นพวกนางต้องเปลี่ยนความคิดดวงตาสีเงินสว่างมีละอองรุ้งคล้ายประกายดาวระยิบระยับทั่วั์ตาอันเป็สัญลักษณ์ของราชวงศ์หงเทียนกลิ่นกายยังหอมอ่อนๆจรุงจิตแม้จะไม่หอมเท่ากับหลี่ฉางอันก็ตาม
บุตรชายที่นางวาดหวังกลับเป็สตรีทารกน้อยตัวจ้อยผิวขาวอมชมพูแสนน่าชัง นางเหมือนดอกบัวตูมดอกน้อยที่กำลังรอการเติบโตเบ่งบาน
แต่แล้วอย่างไรเล่า...ไม่ได้บุตรชายจะมีประโยชน์อันใดกับการที่นางตั้งครรภ์มาถึงเก้าปี
เก้าปีที่แลกมากับความผิดหวัง
และต้องยาพิษ...
ยามนางตั้งครรภ์นางไม่สามารถรู้ได้เลยว่าอาหารที่นางได้ทานไปนั้นผสมยาพิษอยู่ด้วย... หลังคลอดเ้าทารกน้อยตัวจ้อยพลังและความสามารถทั้งหมดของนางกลับคืนมาจึงรู้ว่าร่างกายของนางต้องยาพิษจำนวนมาก
แน่นอน...ยาพิษสามารถส่งต่อได้ทั้งเืและน้ำนม เ้าทารกตัวจ้อยนี่คงเป็ศัตรูของนางกลับชาติมาเกิดเป็แน่ต้องคลอดก็ทรมานร่างกายนางนักหนา หลังคลอดยังโดนยาพิษ แม้แต่น้ำนมเพียงหนึ่งหยดก็ไม่อาจป้อนให้ได้ ทำให้สองสตรีนั่นคิดว่านางรังเกียจลูกของตัวเองไม่ยอมให้น้ำนมเพราะไม่ใช่บุตรชาย
บ้าเอ้ยข้าตั้งครรภ์เ้าบัวน้อยนี่มาถึงเก้าปีไม่คิดว่าข้าจะมีเยื่อใยกับนางหรืออย่างไร แต่ก็ช่างเถิดอย่างไรสตรีสองนางนั้นย่อมเลี้ยงเ้าบัวน้อยได้ดีกว่านางแน่
อีกอย่าง...เ้าบัวน้อยยังติดพิษบางส่วนที่นางได้รับมาอีกต่างหากสำหรับเทพที่โตแล้วอาจจะดูน้อยนิด หากทว่าเทพทารกนั้นเมื่อโดนยาพิษขนาดนั้นไปคงไม่รอดชีวิต
ผู้ใดกันช่างใจร้ายยิ่งวางยาพิษที่สามารถส่งต่อไปถึงเด็กในครรภ์ได้ คงคิดสังหารนางและเ้าบัวน้อยนี่ถึงตายเลยด้วยซ้ำ
เคราะห์ยังดีที่นางเป็เทพบุปผามัธชกาบงกชที่สามารถรักษาตัวเองได้ แต่ถึงกระนั้นนางสามารถกลับลบล้างยาพิษได้บางส่วนเท่านั้น เพราะมีส่วนผสมบางชนิดต่อต้านการรักษาของมัธชกาบงกชอยู่
พิษแปลกประหลาดนั่นกัดกินพลังชีวิตของนางไปเรื่อยๆ
หากนางดึงความสามารถทั้งหมดของมัธชกาบงกชทั้งหมดมารักษาตัวนางเองก็คงหายขาด แต่ว่าเ้าบัวน้อยนั้นกลับต้องยาพิษชนิดเดียวกับนาง
ระหว่างนางกับลูก?
เหอะๆ
ชิงชังเพียงใด...แต่นางก็รักเ้าบัวน้อยของนางเหลือเกิน แม้ว่าเ้าบัวน้อยจะขี้โวยวายไปบ้างแต่ก็อดปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบัวน้อยของนางช่างน่ารักน่าชังจริงๆ
ชีวิตของนางเดี๋ยวก็ตายแต่เ้าบัวน้อยของนางเพิ่งจะลืมตาเกิดมาด้วยซ้ำ
เอาเถิด...ความตายคงไม่เ็ปเสียเท่าไหร่
ลาก่อนเซิ่งฮวาตัวน้อยของข้า
มาสิความตาย ข้าพร้อมแล้ว....
วันเวลาผันผ่าน ในตำหนักเย็นเหลือเพียงซิงเหมยฮวาเฟิงจื่อหยาและเชื้อพระวงศ์หญิงพระองค์แรกแห่งหงเทียน หลังจากที่หลี่ฉางอันสิ้นใจตายร่างกายกลายเป็ดอกไม้แรกกำเนิด พวกนางนำดอกไม้ที่แสนงดงามนั่นฝังไว้ที่หลังตำหนักเย็น
อีกทั้งก่อนตายหลี่ฉางอันยังไม่ได้ตั้งชื่อให้เ้าตัวน้อยนี่ด้วยซ้ำ
เทพธิดาตัวน้อยเกิดยามราตรีพระจันทร์เต็มดวงส่องสว่าง
เฟิงจื่อหยา้าให้เทพธิดาตัวน้อยชื่อว่า ม่านเยี่ย ซึ่งหมายถึงพระจันทร์เต็มดวง
ส่วนซิงเหมยฮวา้าให้นางมีนามว่าเฟิ่งหวง ซึ่งหมายถึง หงส์ไฟ
พวกนางทั้งสองนั้นเป็เพื่อนสนิทกันมาั้แ่เด็กจึงทะเลาะโวยวายเื่นามของเทพธิดาตัวน้อยส่วนเ้าตัวได้แต่นอนมองเพดานที่เต็มไปด้วยหยากไย่ปริบๆ
นี่ฉันจะอยู่รอดครบสามสิบสองประการไหมเนี่ย?
สุดท้ายก็เป็อันตกลงยอมกันคนละครึ่งทาง
หง-เทียน-เฟิ่ง-เยี่ย
เชื้อพระวงศ์หญิงพระองค์แรกแห่งหงเทียน
สายน้ำไหลไปไม่ย้อนกลับวันเวลาผ่านไปไม่หวนคืน นับั้แ่ที่หลี่ฉางอันสิ้นิญญา ตัวนางซิงเหมยฮวาและเฟิงจื่อหยาช่วยกันดูแลฟูมฟักเ้าตัวน้อยถึง 700 ปี หงเทียนเฟิ่งเยี่ยเป็เด็กที่เฉลียวฉลาดช่างพูดช่างเจรจาขี้อ้อนเป็นักหนา หากแต่ก็ดื้อเงียบเกินผู้ใดยามที่้าจะทำอะไรบางสิ่ง
ภายในห้องนอนของตำหนักเย็นมีเตียงไม้ฉลุลายอย่างงดงามวางติดกำแพง ้าถูกแกะสลักลวดลายเมฆาเป็หลังคาปกป้องอันตรายให้แก่ผู้นอนภายในนั้นปรากฏร่างเล็ก ๆ หนึ่งร่างที่กำลังทอดกายนอนหลับอย่างสบายใจโดยมีร่างของสตรีสองคนยืนเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนใจอยู่ข้างเตียง
“เฟิ่งเอ๋อร์ตื่นได้แล้วลูก”
“เสี่ยวเยี่ยจอมี้เีตื่นเดี๋ยวนี้เลย”
“ฮรืออ”เด็กน้อยผู้มีเกศาดั่งทองคำเอาหน้าถูหมอนด้วยความขัดใจเมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกหวานของท่านแม่ทั้งสองคน
“ยังจะเอาหน้าถูหมอนอีกเสี่ยวเยี่ย!”น้ำเสียงดุแกมหยอก พร้อมกับนิ้วมือนุ่มนิ่มที่บีบแก้มปลุกเบาๆ
“ฮืออออ”ร้องขัดใจไปเท่านั้นเมื่อมีแขนมาดึงตัวเ้าตัวน้อยให้ตัวตั้งตรง เมื่อเทพธิดาน้อยลืมตาขึ้นมาจึงเห็นใบหน้างดงามของผู้เลี้ยงดูของนางั้แ่เกิดเป็สตรีที่มีเรือนผมสีดำ ดวงตาแสนอ่อนโยนสีฟ้าครามหรือซิงเหมยฮวาอดีตเทียนฮองเฮาของจักรพรรดิเทพองค์ปัจจุบันและอดีตพระสนมเฟิงจื่อหยาผู้มีศักดิ์เป้นมารดาเลี้ยงของนางกำลังเอามือบีบแก้มเ้าตัวน้อยอย่างหมั่นเขี้ยว
“ยังไม่เช้าเลยนะเ้าคะท่านแม่”เทพธิดาน้อยพูดเสียงอู้อี้แก้มกลมอมลมป่อง มารดาทั้งสองแอบกลั้นยิ้มแล้วตีหน้าดุเมื่อเห็นเ้าตัวเล็กกำลังมองตาแป๋วทำสีหน้าออดอ้อนคล้ายให้นางนอนต่อ
“เช้า-แล้ว”เฟิงจื่อหยาเอามือออกแล้วทำเสียงแข็งขณะที่ซิงเหมยฮวาพยักหน้ารับ เมื่อเห็นดังนั้น
“โถ่....”เ้าตัวเล็กครางเสียงอ่อน
“โถ่อะไรกัน เฟิ่งเอ๋อร์ดูสิ เป็สตรีแท้ๆ เหตุใดนอนให้เผ้าผมยุ่งขนาดนี้”ซิงเหมยฮวาเอ่ยปากตำหนิเสียงหวานแต่ก็ขยับกายเข้าไปสางเกศาสีทองอ่อนของบุตรสาววัยเยาว์ดวงตาสีเงินประกายรุ้งวาววามมองนางก่อนจะเริ่มปรือตาอีกครั้ง ซิงเหมยฮวาส่ายหัวเบาๆ
“แป๊ะ”
“งื้อออ”หงเทียนเฟิ่งเยี่ยกำลังปรือตาใกล้หลับพลันตาสว่างเมื่อมีนิ้วเทพธิดาสะกิดเข้าที่หน้าผาก เทพธิดาน้อยสบั์สีฟ้าอมเขียวก่อนจะย่นจมูกใส่ จากนั้นก็ปีนลงจากเตียง ไปอาบน้ำที่พวกนางทั้งสองเตรียมไว้ให้ เฟิงจื่อหยามองจนลับหลังเล็กนั่นแล้วหันไปกล่าวกับเพื่อนสาว
“ตัวี้เีน้อยนั่นพอตื่นเต็มตาคงจะไปหาเื่ซนต่อเป็แน่”ว่าแล้วส่ายหัว“นางเหมือนฝ่าามาก”
“ไม่...นางไม่เหมือนเขาเลยสักนิด”หากแต่ซิงเหมยฮวากลับเอ่ยออกมาราวกับเสียงกระซิบดวงตาสีฟ้าครามฉายแววเคียดแค้น เฟิงจื่อหยาหลุบตาลงไม่กล่าวต่อเพียงแค่คิดในใจ
ทุกอย่างของเสี่ยวเยี่ยล้วนถอดแบบมาจากพระราชบิดานางหมดจะนิสัยหรือรูปลักษณ์ก็ตาม
หงเทียนเฟิ่งเยี่ยนั้นเป็พระธิดาของหงเทียนิอี้จักรพรรดิเทพองค์ปัจจุบันแม้ทุกวันนี้พระองค์จะยังไม่รู้ว่าได้มีเชื้อสายของพระองค์ที่เป็สตรีถือกำเนิดมา แต่ในฐานะที่เป็ชาวเทวาที่อยู่ใต้เบื้องบาทขององค์จักรพรรดิเทพพวกนางมิอาจทำเฉยเมยปล่อยการวางตัวของเทพสตรีวัยเยาว์ตัวน้อยผู้นี้ และมิอาจปล่อยให้เ้าตัวน้อยผู้นี้อ่อนแอโดนคนลอบทำร้าย
ซิงเหมยฮวาผู้เป็อดีตเทียนฮองเฮาจึงสอนมารยาทการวางตัวของสตรีผู้สูงศักดิ์ การวางสีหน้า การปักผ้า การดีดพิณ หมากล้อม กลอน กลอุบาย ยาพิษ ทุกสิ่งทุกอย่างที่นางได้รับการถ่ายทอดและสั่งสมประสบการณ์จากวังหลังอันโสมมม
เฟิงจื่อหยาแม้อดีตเป็เทียนเสียนเฟยและบิดาเป็เพียงเ้ากรมคลัง หากแต่นางมีวิทยายุทธและพลังมนตราอันแข็งแกร่ง จึงทำการสอนสั่งบุตรสาวในเื่การต่อสู้ด้วยตนเองทั้งการใช้มนตรา การใช้พลังกายที่ส่วนใหญ่จะฝึกแต่เทพนักรบ
“ท่านแม่เ้าขา”น้ำเสียงลากยาวทำให้ซิงเหมยฮวาและเฟิงจื่อหยารู้ว่าเ้าตัวคงแต่งตัวเสร็จแล้วร่างน้อยในอาภรณ์สีฟ้าอมม่วงเข้มไล่สีอ่อนลงไปด้านในชุดคลุมข้างนอกนั้นถูกปักลายเมฆาสีเงินเป็ระยิบระยับนางเดินเตาะแตะไปทางโต๊ะเครื่องแป้ง
สตรีทั้งสองลุกขึ้น ซิงเหมยฮวาเดินไปอยู่ด้านหลังของลูกสาวส่วนเฟิงจื่อหยานั้นก้าวเข้าไปหยิบริ้วผ้าสีฟ้าที่ถูกปักด้ายสีน้ำเงินเป็ลวดลายออกมาให้ซิงเหมยฮวาหลายเส้น
อดีตเทียนฮองเฮาของจักรพรรดิเทพหงเทียนิอวี้อยู่ในชุดสีชมพูอ่อนเรียบง่าย นางกำลังสางเกศาสีทองสุกปลั่งอย่างเบามือ หงเทียนเฟิ่งเยี่ยมองใบหน้าของตัวเองผ่านกระจกใส แล้วถอนหายใจ
ทำไมชีวิตของข้ามันเงียบเหงาขนาดนี้นะคิดไปก็เท่านั้น ใครใช้ให้ข้าเกิดในตำหนักเย็นที่ผู้คนไม่สนใจ
ซิงเหมยฮวาถักเปียแล้วมวยผมของเด็กหญิงขึ้นกลางศีรษะ ก่อนจะใช้ริ้วผ้าสีฟ้าพันรอบฐานมวยโดยไขว้มัดปล่อยชายไว้ถึงกลางหลังเนื่องจากเฟิ่งเยี่ยผมยาวเพียงแค่กลางเท่านั้น
“อืมม”เฟิงจื่อหยาลูบคางขณะมองเฟิ่งเยี่ยก่อนจะหรี่ตาลง
“เอาปิ่นหยกธารามาปักตรงกลางหน่อยแล้วกัน”ว่าแล้วก็หันหลังไปเลื่อนลิ้นชักเก็บเครื่องประดับส่วนตัวทั้งหมดที่นางเอามาด้วยหลังจากต้องโทษ
ปิ่นหยกธาราเป็ของกำนัลที่เทพมหาสมุทรมอบให้นางเป็ของขวัญในวันขึ้นตำแหน่งเป็เทียนเสียนเฟยหยกสีฟ้าอ่อนยามขยับไปมาจะเกิดกระแสนน้ำวนภายใน ถูกแกะสลักเป็รูปผีเสื้อสยายปีก เฟิงจื่อหยาเสียบตรงกลางด้านหน้าและปักหยกสีฟ้าอ่อนสลับสีม่วงด้านล่างของฐานมวย ไม่นานนักซิงเหมยฮวาถือปิ่นปักผีเสื้อสีเงินมีพู่ห้อยระย้าสามเส้นเป็อัญมณีทรงหยดน้ำที่สามารถเปลี่ยนสีอีกสองอันมาปักข้างทั้งด้านซ้ายและด้านขวา
หนักหัว...ฮืออข้าขยับคอไม่ได้
ได้แต่คิดเท่านั้นแหละเมื่อเฟิ่งเยี่ยมองใบหน้าของท่านแม่ทั้งสองที่มีความสุขกับการจับนางแต่งตัวเป็ตุ๊กตาตัวโปรดได้แต่ยิ้มแห้งๆให้กับโชคชะตาเพียงเท่านั้น
“อืมมม ลุกขึ้นสิเสี่ยวเยี่ย”คล้ายมารดาเฟิงจื่อหยาของนางยังไม่จบ เทพธิดาน้อยลุกขึ้นแล้วหันมองมารดาทั้งสอง
“ใส่กำไลป้องกันมนตราอันตรายหน่อยแล้วกัน”ท่านแม่เหมยฮวาว่าแล้วก็หยิบกำไลหยกสีม่วงสวมใส่ข้อมือซ้ายของนางทันที
“งั้นเ้าใส่กำไลป้องกันพิษ”ส่วนท่านแม่จื่อหยาก็หยิบหยกสีฟ้าใสกระจ่างราวกับน้ำกสะอาดมาสวมที่ข้อมือขวาพวกนางทั้งสองหันร่างกลับไปหยิบหยกประ
“ขาดอะไรอีกนะ?”ท่านแม่เหมยฮวาพึมพำเบาๆพลางขมวดคิ้ว
“หยกประจำตัวเ้าค่ะลูกสวมแล้ว!”นางตอบกลับแล้วชี้ที่เอวซ้าย ปรากฏหยกกุหลาบจันทราสีม่วงอมแดงและหยกธาราเหมันต์สีฟ้าใสกระจ่างผูกกับสายที่คาดเอวสองอันข้างซ้าย
เมื่อเห็นดังนั้นซิงเหมยฮวาเห็นดังนั้นจึงพยักหน้ารับยิ้มแล้วกล่าวถามไป
“จะไปไหนต่อเล่าเฟิ่งเอ๋อร์”เฟิ่งเยี่ยยกยิ้มหวานแล้วเอียงคอตอบ
“ไปแกล้งคนเ้าค่ะ”เทพธิดาน้อยปีนเก้าอี้แล้วเขย่งตัวหอมแก้มซิงเหมยฮวาแล้วก็เฟิงจื่อหยา จากนั้นก็วิ่งออกไป ซิงเหมยฮวาเอามือจับแก้มแล้วกล่าว
“เด็กน้อย...”ดวงหน้าละมุนแดงระเรื่อดวงใจชุ่มชื้นราวกับมีฝนมาพร่างพรม
“แม่ไม่อยากให้เ้าไปไหนเลยเฮ้อ”เฟิงจื่อหยาพึมพำออกมาเบาๆเมื่อเห็นผู้เป็ดั่งแก้วตาดวงใจวิ่งโลดออกจากตำหนักเย็นโดยใช้วิชาเบือนลักษณ์เพื่อไม่ให้ใครรู้
แต่ถ้าหาก...เข้าใกล้ฝ่าาเพียงซักเสี้ยววิ
พระองค์จะต้องเห็นลักษณะที่แท้จริงของเสี่ยวเยี่ยเยี่ยของนางเป็แน่
ถึงครานั้น...
ความลับที่ปิดไว้ถึงเจ็ดร้อยปีคงถูกเปิดออก เื่ราวมากคงถาโถมราวกับพายุเกรี้ยวกราดใส่บุตรสาวของพวกนาง
พวกนางจะทำอย่างไรหนอ
หากมีคนพรากแก้วตาดวงใจของนางไป
ท้องฟ้าด้านนอกยังเป็สีน้ำเงิน...พระอาทิตย์ก็ยังไม่ขึ้นท่านแม่จะปลุกข้าอะไรนักหนา เทพธิดาน้อยรำพึงในใจพลางโคลงหัวไปมาเมื่อรับรู้น้ำหนักของเครื่องประดับบนศีรษะ
เฟิ่งเยี่ยเดินตามทางขรุขระไม่นานนักก็จะเจอทางเรียบสะอาดสะอ้านผิดจากเขตตำหนักเย็นที่ทางเป็เป็ถนนลูกรังดูห่างไกลความเจริญเทพธิดาน้อยตัวน้อยพ่นลมหายใจออกมาด้วยความขัดเคือง
“เชอะๆแม้แต่ทางเข้าตำหนักยังบ่งบอกสถานะกันได้อีกหรือ”นางบ่นอุบอิบแต่ผู้เดียวใบหน้างดงามเกินวัยของนางหันซ้ายขวาแล้วเดินตรงไปข้างหน้าผ่านซุ้มโค้งที่แบ่งเขตพื้นที่และเส้นทาง หงเทียนเฟิ่งเยี่ยเดินเลาะตามริมทางด้วยความเอื่อยเฉื่อยเทพธิดาน้อยรับตาสูดอากาศหายใจด้วยความผ่อนคลาย
ตำหนักเย็นเป็สถานที่คุมขังฝ่ายในที่กระทำผิดและต้องโทษบัดนี้มีผู้อาศัยในนามเพียง 2 คนแต่ความจริงก็มีตัวนางเองรวมไปอีกหนึ่งเท่ากับสามคน
ว่ากันว่าเป็ที่ที่ลำบาก
จะว่าไปก็ไม่ลำบากเท่าไหร่นักถ้าไม่นับว่าต้องเดินออกมาจากเขตนั้นเป็เวลาเกือบครึ่งชั่วยาม อยากกินก็ได้กิน อยากเรียนมารดาก็คอยสอนให้ ทั้งเสื้อผ้าเครื่องประดับบนศีรษะ กำไล หยก ปิ่น แม้แต่ลาโง่ก็ยังต้องรู้ว่าเครื่องประดับแต่ละชิ้นของนางมีค่าเพียงไหนแต่มารดาทั้งสองนั้นสวมใส่ชุดอย่างเรียบง่ายไม่อลังการเท่านางผู้เป็ลูกเลยแม้แต่น้อย
“แต่ก็อากาศดีชะมัดแต่ให้ตายสิยังไม่ได้กินข้าวเลย”นางบ่นออกมาอีกครั้งแล้วเปิดย่ามสะพายสีดำปักลายผีเสื้อท่ามกลางช่อดอกไม้ในนั้นมีซาลาเปาและหมั่นโถวรวมกันได้สามลูก
ส่วนน้ำแก้กระหายงั้นเหรอ? นั่นอย่างไรเล่า ต้นหยาดวารีพิสุทธ์ ซึ่งทั้งดอกและลำต้นของมันอุ้มน้ำได้และผลิตน้ำที่มีรสหวานชื่นใจ เฟิ่งเยี่ยสาวเท้าไปที่ศาลาพักหลังโปรดอันเป็จุดชมวิวทิวทัศน์ได้ดีในยามเช้า
แต่ก็ต้องชะงักค้าง
มีบุรุษผมสีทองสว่างผู้หนึ่งกำลังยืนหันหลังให้นางอยู่ เทพธิดาน้อยลังเลที่จะเดินเข้าไปเมื่อนึกถึงคำมารดาได้
“เฟิ่งเอ๋อร์ห้ามเ้าคลายวิชาเบือนและเลือนลักษณ์เด็ดขาดหากออกไปข้างนอก”
“แม้ว่าเ้าจะใช้มันจนเชี่ยวชาญนั่นไม่ได้หมายว่าจะมีคนดูไม่ออกเข้าใจหรือไม่”
“ห้ามเข้าใกล้บุรุษผมสีทองสว่างเช่นเ้า”
“ห้ามประมาท!”
‘งั้นถอยกลับแล้วกัน’
เฟิ่งเยี่ยคิดแล้วค่อยๆหันหลังกลับไม่ทันได้ก้าวออกไปพลันได้ยินเสียงขลุ่ยคร่ำครวญจนใจสั่นนางหันกลับไปเห็นบุรุษผมสีทองสว่างเป่าขลุ่ยขณะที่กำลังเดินไปเบื้องหน้าเรื่อย ๆ เฟิ่งเยี่ยเบิกตากว้าง
จะบ้าเรอะ...! ตกจากศาลานั่นไป
ตายเลยนะเฮ้ย!
เอาวะ!
“หยุดนะ!!”เทพธิดาน้อยพุ่งตัวแล้วะโออกไปเสียงขลุ่ยคร่ำครวญกรีดใจนั้นหยุดลงบุรุษผู้นั้นหันร่างกลับมาไม่ทันได้ตั้งตัวจึงโดนเ้าเด็กน้อยแปลกหน้าชนดังปึกเป็เฟิ่งเยี่ยเองที่ร่วงลงไปกองกับพื้น นางลุกขึ้นแล้วจับข้อมือชายแปลกหน้าแน่น
“จะทำแฮ่ก...อะไรของท่านน่ะ”ว่าพลางเงยหน้าขึ้นมา เป็เทพธิดาน้อยอายุคงไม่เกินเจ็ดร้อยปีได้
“เ้า..เป็ใคร”นางสูดหายใจแล้วถลึงตาใส่พลางใช้นิ้วน้อยจิ้มเข้าที่หน้าท้องของบุรุษหนุ่ม
“ข้าต่างหากที่ต้องถามว่าท่านเป็ใคร จะมายืนละเมอแล้วะโลงจากศาลาแบบนี้ไม่ได้นะ”นางกล่าวเสร็จก็เอามือออกแล้วกอดอกบุรุษหนุ่มผู้มีใบหน้างดงามคมคายหรี่ตาลงเมื่อเห็นใบหน้าของนางซ้อนทับกับอย่างแเี
“วิชาเบือนลักษณ์งั้นหรือ”เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มก่อนจะยกยิ้มเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลายลงเด็กน้อยเบิกตากว้างเมื่อเห็นลักษณะของบุรุษผู้นี้เต็มตา
หากเจอบุรุษผมสีทองเช่นเ้าดวงตาสีเงินประกายรุ้งทรงอำนาจไม่ต่างจากเ้า
จงหลีกหนีให้ไกลห้ามให้เขาเห็นตัวเ้าเด็ดขาด
จำคำแม่ไว้นะเฟิ่งเอ๋อร์
“อ๊ะ”นางอุทานด้วยน้ำเสียงเล็กๆร่างที่สูงไม่ถึงเอวของชายหนุ่มค่อยๆถอยหลังมาทีละนิดทีละนิด ใบหน้าจืดชืดในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็ใบหน้าที่งดงามอ่อนหวาน มองแล้วสะดุดตา กลิ่นหอมอ่อนๆ ฟุ้งกำจายเส้นเกศาสีดำสนิทในคราแรก เปลี่ยนเป็สีทองสุกปลั่งถูกเปียมวยไว้กลางหัวประดับด้วยปิ่นปักผมจำนวนมาก
ที่สะดุดตากว่านั้นคือดวงตาสีเงินประกายรุ้งระยิบระยับอันเป็ลักษณะเฉพาะรัชทายาทของราชวงศ์หงเทียนร่างน้อยสวมอาภรณ์สีฟ้าอมม่วงปักเป็ลายเมฆาสะพายย่ามสีดำปักลายผีเสื้อท่ามกลางช่อดอกไม้
“ผู้น้อยจำได้ว่าจะต้องไปซักผ้าก่อน”เสียงใสกล่าวดวงตาสีเงินประกายรุ้งกลมโตสบกับดวงตาของเขาคล้ายประจบก่อนจะแย้มยิ้มหวาน
“เช่นนั้นแล้ว ผู้น้อยขอตัว”สิ้นคำหันหลังวิ่งหนี ทว่าบุรุษผู้งดงามนั้นกลับไวกว่านานนัก เขารวบร่างน้อย ๆไว้ในอ้อมอกก่อนจะเดินฉับๆออกนอกศาลาทันที
“ปล่อยข้านะ! ปล่อยข้าสิ ปัดโธ่ งื้ออ ปล่อยย”เฟิ่งเยี่ยกรีดร้องดีดดิ้นอยู่ในอ้อมกอด แต่ชายหนุ่มหาได้ใส่ใจ
“ฝ่าา...”
“กลับตำหนัก เฉินกงกงเ้าไปร่วมการประชุมแทนข้าด้วยวันนี้”
“พะย่ะค่ะ”เฉินกงกงตอบรับคำแล้วค้อมหัวก่อนจะลอบเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของเด็ก
“ปล่อยยย ปล่อย! ผู้น้อยจะกลับไปหามารดา!”ร่างในอาภรณ์สีฟ้าอมม่วง กับเส้นเกศาสีทองสุกปลั่งที่สะบัดไปมายามนางสั่นศีรษะ เฟิ่งเยี่ยกรีดเสียงในลำคอดิ้นจะออกจากร่างเพรียวบางแต่กลับแข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ ฮืออ ไม่น่าเป็คนดีเลยข้า...
ไม่นานนักเทพธิดาน้อยถูกยัดเข้ามาในเกี้ยวหมายจะะโหนีออกทางหน้าต่าง กลับถูกลงอาคมป้องกันแ่าสุดท้ายก็มานั่งจับเข่ามองคนตรงหน้าด้วยความคับแค้นใจ
เหตุไฉนวันนี้ นางอยากทำอะไรก็โดนบังคับอยู่รำไรนะ
โว้ยยย จะจ้องหน้าผู้น้อยอีกนานไหม
แม้ในใจจะบ้าคลั่งราวคลื่นซัดแต่ที่แสดงออกจากทางสีหน้านั้นกลับเรียบนิ่ง เฟิ่งเยี่ยถูกยัดเข้ามาในเกี้ยวแล้วเงียบมาตลอดทางนางหมายจะหนีออกจากเกี้ยวเมื่อถึงที่ หากโจรลักพาตัวผมทองน่าชังผู้นี้กลับรู้ทันเขารวบร่างเล็ก ๆ ของนางไว้ในอ้อมกอดจากนั้นก็แบกพาดบ่ามายังที่แห่งหนึ่ง
ศาลาแก้วกลางบึงสีฟ้าใสสะอาด ภายในบึงมีดอกบัวสีขาวและชมพูเบ่งบานกระจัดกระจายทั่วบึงรอบนอกเป็ดั่งอุทยานดอกไม้ มวลผีเสื้อนานาพันธุ์บินหยอกล้อกันไปมานางมองภาพเบื้องหน้าที่งดงามประหนึ่งภาพวาดจนลืมดิ้นหนี
เมื่อชายหนุ่มอาภรณ์สูงศักดิ์พานางมาวางไว้บนเก้าอี้กลางบึงศาลาแก้วเขาสะบัดมือหนึ่งครา ทางเดินจากพื้นดินมายังศาลาก็หายไปกลายเป็ว่าเธออยู่กับเขาสองคนกลางบึงบัว
ความเงียบเข้าครอบงำทุกสิ่งแต่เทพธิดาน้อยไม่ได้พูดอะไร เฟิ่งเยี่ยเชิดหน้าขึ้นเมื่อเห็นแววตาสั่นระริกของโจรลักพาตัวคล้ายขบขันกับกิริยาของนาง
ท่าทางดูมียศ เหมือนจะเป็หนึ่งในองค์ชายซักพระองค์น่าจะเป็คนโปรดพอสมควรถึงใช้เกี้ยวในรั้วพระราชวังได้ เฟิ่งเยี่ยหรี่ตาลงเมื่อเห็นรอยยิ้มนุ่มนวลละมุนตาของชายเบื้องหน้า เทพธิดาน้อยเลิกคิ้วก่อนจะเอียงคอส่งยิ้มหวานมอบให้เป็การตอบแทนเช่นกัน
มาเถอะ! ปลอมมา ปลอมกลับ
ไม่-โกง!!!
นามของเขาคือหงเทียนิอวี้ จักรพรรดิเทพแห่งหงเทียนบัดนี้กำลังมอบรอยยิ้มเอ็นดูให้แก่เด็กน้อยเบื้องหน้าส่วนนางเองก็มอบรอยยิ้มของนางให้เขาเช่นกัน
แต่ทำไม? คล้ายกับว่านางกำลังกวนประสาทกันอยู่นะ
ใบหน้างดงามเหนือเด็กวัยเดียวกันและเส้นผมและสีตาล้วนเป็ลักษณะรัชทายาทของราชวงศ์หงเทียนเหตุใดเด็กน้อยผู้นี้ถึงมีได้ อีกทั้งยังเป็สตรีอีกต่างหากเพราะเหตุนี้เขาถึงให้เฉินกงกงเป็ผู้เข้าประชุมแทนเขาใช้ความเงียบเข้าเพื่อกดดันให้นางพูดออกมา เนื่องจากตัวเขาหาได้ชอบเด็กผู้หญิงไม่
โครกกก
เทพธิดาตัวน้อยเบิกตากว้างท่าทางเลิ่กลั่กปนเสียหน้า บ้าจริง ไอ้ท้องเวรนี่จะมาร้องอะไรตอนนี้ นางกลืนน้ำลายลงคอแล้วเงยหน้ามองเขาครู่หนึ่งแล้วทำเมินไม่สนใจ
เหอะ...โครกกก
อ่า นางยังไม่ได้กินข้าวเลยเอาเถอะจะมองก็มองไปอย่ามาแย่งข้ากินก็แล้วกัน ลักพาตัวไม่พอยังไม่หาข้าวให้กินอีกนางเปิดถุงย่ามที่เอาติดตัวมาแล้วหยิบหมั่นโถวมากินต่อหน้าเขาหนึ่งลูก หึมองข้ากินไปเถอะ ไม่แบ่งให้หรอกว่าแล้วก็อ้าปากงับหมั่นโถวสีน้ำตาลอ่อนไปคำใหญ่มิคาดว่า
“แค่กๆๆ”
หมั่นโถวติดคอ!!! น้ำ น้ำ ข้า้าน้ำ ฮือออ
หงเทียนิอวี้เห็นท่าทางเอน็จอนาจของเด็กน้อยแล้วส่ายหัวด้วยความอ่อนใจ ชายหนุ่มรินน้ำชาชื่นวสันต์ในกาลงจอกใบเล็กเขาหยิบขึ้นมาเป่าไล่ลมร้อนก่อนจะเชยคางเ้าตัวเล็กแล้วป้อนน้ำให้
อึก ระ รอดตายแล้ว
นางทุบอกตัวเองปั่ก ๆ บุรุษหน้าตายรินชาให้ข้าอีกครา ข้าคว้าแล้วกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงอู้อี้ ข้ามองหมั่นโถวในมือและมองใบหน้าเรียบนิ่งของเขาก่อนจะสูดลมหายใจวางหมั่นโถวไว้บนโต๊ะ
“ท่านพาตัวผู้น้อยมาที่นี่ทำไม?”ไม่พูดซักทีชาตินี้นางคงไม่ได้กลับบ้าน ขืนกลับช้า ท่านแม่จื่อหยาคงจะเพิ่มการฝึกประหนึ่งาจะมาถึงในวันพรุ่งนี้ส่วนท่านแม่เหมยฮวาคงจะให้คัดวิถีสตรีหงเทียนดีเด่นแหงมๆ
“บิดาของเ้าเป็ใคร?”ไม่ตอบแต่ถามกลับซะงั้น
“ไม่รู้เ้าค่ะ”นางตอบกลับอย่างประจบประแจงอยากกลับบ้านแล้ว
“แม่เ้าคือใคร?”
“แม่แท้ๆหรือแม่เลี้ยงล่ะเ้าคะ”
“ทั้งสอง”เขาปรายสายตาดุใส่ข้า
“แต่ข้ามีแม่สามคนนี่”ข้าประท้วงกลับ
“ใครบ้าง?”ข้าพ่นลงหายใจ เงยหน้าสบตาแล้วกอดอกมองเขา
“มารดาแท้ๆของข้านามว่าหลี่ฉางอันมารดาเลี้ยงของข้ามีสองคนนามว่า ซิงเหมยฮวาและเฟิงจื่อหยา”ข้าเว้นวรรคเพื่อหายใจเล็กน้อย“...พอใจรึยังเ้าคะ”ว่าแล้วก็เลิกคิ้วใส่ ทว่าใบหน้าที่เปื้อนยิ้มแบบนิ่ง ๆของเขาหายไป
“หลี่-ฉาง-อัน?”คล้ายทวนชื่อ ข้าพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะเอ่ยปากเล่าตามสไตล์คนพูดมาก ถึงท่านแม่บอกว่าไม่ให้ข้าพูดมากก็เถอะ ทำอย่างไรได้บุรุษผู้นี้เห็นร่างจริงของข้าความจริงก็เพิ่มไปร้อยละ 50
“ปิ่นหยกธาราและหยกประจำตัวของเ้า”
“ปิ่นหยกธารางั้นหรือ?”ข้ายกแขนไปััของที่ว่าแล้วเอามือลง “ท่านแม่บังคับให้ใส่ส่วนหยกประจำตัวนี่เป็ของท่านแม่นางทั้งสองบอกว่ามันจะคอยคุ้มกันภัยอันตรายรวมทั้งกำไลนี่ด้วย”ใบหน้าของเขาเรียบนิ่งสนิทเดาใจไม่ออก
“อันที่จริงแล้ว ผู้น้อยเกิดในสถานที่ที่เรียกว่าตำหนักเย็น ผู้น้อยไม่รู้หรอกว่ามันเป็สถานที่แบบไหนที่สามารถทำให้ท่านแม่หลี่ของข้าถึงตรอมใจตายหลังจากคลอดข้าได้ไม่กี่เดือนแต่ท่านเหมยฮวาและท่านแม่จื่อหยาต่างก็เลี้ยงดูข้ามาด้วยความรักและเอาใจใส่”
อืมมมมข้าเคยมีข้อสงสัยนานแล้ว ถามมารดาไปกี่ครั้งไม่เคยได้คำตอบแม้จะคิดว่าใช่แต่ก็ยังอยากได้คำยืนยันมากกว่า
“แซ่หงเทียนเป็แซ่ของใครหรือท่าน”หงเทียนิอวี้เลิกคิ้วสูง
“เ้า?”
“นาม เฟิ่งเยี่ย แซ่หงเทียน เป็หงเทียนเฟิ่งเยี่ย ข้าอยากใช้สกุลของมารดานักเพราะมันสั้นดีแต่ท่านแม่ทั้งสองกลับห้ามเสียงแข็งว่าไม่ได้ ท่านบอกข้าหน่อยได้หรือไม่ว่าทำไม?”ข้าเงยหน้ามองเขาตาแป๋ว โดยหารู้ไม่ว่าดวงตาสีเงินประกายรุ้งของนางกำลังเรืองรองวาววาบเส้นเกศาสีทองและปิ่นระย้าของนางปลิวตามแรงลมที่พัดมาเรื่อย ๆ หงเทียนิอวี้มุ่นคิ้วลงน้อย ๆ แล้วกล่าวว่า
“ย่อมเป็ราชวงศ์อาณาจักรนี้”
“ฮะ?”
“แซ่ของเชื้อพระวงศ์ที่นี่คือหงเทียน”
“งั้น...พ่อของผู้น้อยเป็จักรพรรดิเทพงั้นหรือ!?”นางร้องลั่นด้วยความใ
คุณพระช่วย!โชคชะตาอย่าเล่นตลกไปมากกว่านี้เลย
“ข้า-ไม่-รู้”หลี่ฉางอันตั้งครรภ์ตอนไหนข้ายังไม่รู้เลยจักรพรรดิเทพรำพึงในใจ เ้าตัวน้อยเบื้องหน้าทำหน้าบึ้งแล้วกล่าว
“ผู้น้อยอยากกลับแล้ว”พลางสบสายตาแป๋วแหววเมื่อเขาปรายสายตามองนางด้วยใบหน้าเรียบนิ่งไม่นานนักเขาก็ลุกขึ้นยืนและเอื้อมมือจับมือของข้าพาเดินออกไป เทพธิดาตัวน้อยลอบย่นจมูกใส่เขาเล็กน้อย เหอะๆบุรุษก้อนน้ำแข็ง ถ้าข้าเป็ลูกเ้าข้าคงประสาทแดกแหงมๆ มีปากไม่ยอมพูด ถนัดใช้สายตาเป็อย่างเดียวหรือไร
ใครจะไปอ่านสายตาเ้าออกฮะ!
แล้วคิดว่าข้าไม่เมื่อยบ้างเรอะ! ที่ต้องยกแขนเกาะมือของเ้าน่ะ!
เอ๋!
“เดี๋ยว...เดี๋ยวๆๆๆ”นางอุทานลั่นเมื่ออยู่ดีเขาก็จะเดินบนสายตาจะบ้าเรอะ! นางว่ายน้ำไม่เป็! นางกระตุกมือเขารัวเงยหน้ามองแล้วส่ายหัวดิกๆ
เขาถอนหายใจออกเบา ๆ แล้วลดตัวลงอุ้มข้าขึ้นมาข้าตวัดแขนโอบคอของเขาเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวใบหน้าของข้าใกล้กับใบหน้างดงามของเขาที่เรียบนิ่งจนข้าแปลกใจจนอดใจไม่ไหวใช้นิ้วจิ้มเข้าที่แก้มตอบนั่นเบาๆ เขาเหลือบสายตามองนางแล้วกล่าว
“้าอะไร”
“ทำไมท่านถึงไม่แสดงสีหน้าบ้างล่ะ”
“ไม่จำเป็”
“แต่ผู้อื่นเขาก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่าน้าจะสื่อนี่”
“แล้วเหตุใดเ้าถึงถาม”
“ผู้น้อยอยากรู้”เขาหรี่ตาใส่คล้ายรำคาญ ข้าอ้าปากเอ่ยประท้วง
“ก็ท่านเงียบเกินไปนี่ ไม่ต้องมาว่าข้านะข้ารู้ว่าท่านกำลังคิดว่าข้าทำตัวน่ารำคาญ”ข้าพองแก้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเขามองใบหน้าของข้าอีกครั้ง
“หากรำคาญข้านัก ก็พาข้ากลับที่เดิมสิแล้วทีนี้ท่านจะไม่เห็นข้าอีก”ข้าเอ่ยเจรจาต่อรอง เขาหยุดเดินชะงักกึกเมื่อข้าพูดจบประโยคแหม...เล่นส่งสายตาพิฆาตมางี้ใครจะกล้าพูดต่อ ข้าแสร้งมองทางซ้ายขวาแล้วค่อย ๆ ซบใบหน้าลงกับแผงอกเพื่อพักสายตาซักครู่
ซักครู่…
จริง ๆ นะ
นางหลับไปแล้ว นางหลับขณะที่เขากำลังอุ้มนางอยู่เสียงเจื้อยแจ้วแปลกหูเงียบสนิท เมื่อเพียงเสียงหายใจของนางที่สม่ำเสมอเท่านั้น
หงเทียนเฟิ่งเยี่ย
“ฝะ...”ขันทีเฝ้าหลังตำหนักเอ่ยจะต้อนรับพลันเสียงหายขันทีผู้นั้นอ้าปากพะงาบ ๆ ด้วยความใ
พวกไม่รู้หน้าที่... เห็นอยู่แท้ ๆ ว่าเขาอุ้มเด็กที่กำลังนอนมาด้วยยังจะแหกปากให้เด็กตื่นอีก พูดไม่ได้ซักวันหนึ่งแล้วกันจะได้หูตาไวขึ้นเสียบ้าง
ลูบหลังเล็กเบาๆแล้วเดินผ่านหน้าอย่างไม่สนใจ
เดี๋ยวเ้าตัวน้อยจะตื่นมาแล้วโวยวายเอาเสียได้ดูท่าแล้วนางพูดมากไม่ใช่น้อย
ประตูหลังตำหนักเปิดออกด้วยมนตราแห่งลม ร่างเพรียวสมส่วนก้าวไปที่เตียงนอนแล้ววางเ้าตัวน้อยในอกลงบนเตียงอย่างเบามือ
เขาลูบใบหน้างดงามอ่อนเยาว์ แล้วบีบแก้มนิ่มของนางอย่างเบามือดวงตาของนางปิดสนิททำให้เห็นแพขนตาราวกับพัด จมูกของนางโด่งเชิดแดงตรงปลายเล็กน้อยริมฝีปากอวบอิ่มแดงระเรื่อ มือของเขาเพียงหนึ่งมือยังใหญ่กว่าหน้าของนางเสียอีก
ลูก? หากนางเป็ลูกของหลี่ฉางอันและมีลักษณะตามรัชทายาทเห็นทีคงต้องทดสอบด้วยโลหิตของเขาด้วยอ่างสุคนธ์เมฆา แต่ว่า...เหตุใดถึงเป็สตรีได้นะเขาปัดผมที่ปรกหน้านางแล้วมองด้วยสายตาที่อ่อนโยนลงอย่างไม่รู้ตัว
ราชวงศ์หงเทียนไม่เคยมีเชื้อพระวงศ์หญิงเลยั้แ่ก่อตั้งราชวงศ์มา เ้าตัวน้อยนี่นับว่าเป็คนแรก ใบหน้าของนางคล้ายเขามากยิ่งยามที่นางสบตา เหมือนมองตนเองในวัยเด็ก
แต่แล้วอย่างไรเล่านางก็เพียงแค่คนแรกเท่านั้น ยิ่งนางมีแม่เป็หลี่ฉางอันที่ไม่มีอำนาจใดๆคงไม่แคล้วถูกพวกเสนาบดีหรือทูตต่างอาณจักรทูลขอเป็เครื่องเชื่อมสัมพันธไมตรีเป็แน่
“ฮื่อออ”เฟิ่งเยี่ยครางเสียงอ่อน แล้วเอาใบหน้าน้อย ๆ ถูไถกลับฝ่ามืออุ่น หงเทียนิอวี้เลิกคิ้ว แปลกนัก เหตุใดใจข้าถึงสั่นระรัวเช่นนี้?
‘ทูลฝ่าา ผู้น้อยราชครูหลวนไท่ขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ’
‘เข้ามา’ หงเทียนิอวี้ตอบรับเสียงเรียกร้องขอทางจิตสื่อสาร ชายหนุ่มปลดเชือกรัดผ้าม่านออก เพื่อบดบังร่างของเฟิ่งเยี่ยไว้เขาเดินผ่านจากห้องบรรทม ห้องทรงงานที่อยู่ในตำหนักแทนปรากฏร่างในอาภณ์สีขาวสะอาดดูนวลตากำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงงานใบหน้าหล่อเหลาค้อมต่ำมองพื้น
“ลุกขึ้นเสียเถิด”
“เป็พระมหากรุณาธิคุณพะย่ะค่ะ”
“เมื่อวานเหล่าองค์ชายเป็อย่างไรบ้าง”
“ทูลฝ่าาเหล่าองค์ชายทั้ง 8 ล้วน เอาใจใส่ในการเรียนพะย่ะค่ะ องค์รัชทายาททั้งสามนั้นนับว่าเป็อัจฉริยะ”
“อัจฉริยะ?”เขาทวนคำเลิกคิ้ว ราชครูตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าพระบาททั้งสองพระองค์นั้นแม้จะยังไม่ถึงเวลากางปีกได้แต่ก็ดึงความสามารถของั์เทวามาใช้ได้บางส่วนแล้วพะย่ะค่ะ”
“งั้นหรือ”เขาพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยถามประการหนึ่งว่า
“เ้าคิดว่าราชวงศ์หงเทียนจะมีเชื้อพระวงศ์สตรีหรือไม่”ราชครูหนุ่มนิ่งไปชั่วครู่แล้วตอบ
“ทูลฝ่าาั้แ่ผู้น้อยได้เกิดมาในแผ่นดินนี้ก็เป็เวลาหมื่นปีแล้วราชวงศ์หงเทียนล้วนมีแต่บุรุษ หากให้กระหม่อมเรียนตามความจริงนั้นนับว่าเป็ราชวงศ์ที่แข็งแกร่ง แต่ทว่าก็กระด้างนักแม้จะมีภาพลักษณ์ที่ขาวสะอาดก็ไม่ได้นุ่มนวล”หลวนไท่ชะงักประโยค
“...แต่ทว่าอะไรที่ไม่เคยมีก็ย่อมมีได้เสมอพะย่ะค่ะ บนโลกนี้ไม่เที่ยงแท้แต่หากนางสนมของพระองค์ให้กำเนิดพระธิดามาซักพระองค์กระหม่อมเชื่อว่าพระองค์ย่อมเปลี่ยนไปแน่นอนพะย่ะค่ะ”
“ทำไม?”
“เก้าพันปีที่กระหม่อมรับใช้พระองค์พระองค์คิดว่ากระหม่อมนิสัยเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ”หงเทียนิอวี้เลิกคิ้วถามข้างั้นรึ? ราชครูเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มตอบ
“ออกไปได้แล้ว”จักรพรรดิเทพสะบัดมือไล่
“ขอบพระทัยฝ่าพระบาท”ราชครูหลวนไท่ลุกขึ้นถวายพระพรแล้วถอยจากไปหงเทียนิอวี้เอนหลังพิงพนักพิง
“เก้าพันปีที่กระหม่อมรับใช้พระองค์พระองค์คิดว่ากระหม่อมนิสัยเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ”
ย่อมเปลี่ยนเปลี่ยนไปมากทีเดียว
แกร๊กๆๆๆ
จักรพรรดิเทพเลิกคิ้วสูง ดูท่าเด็กน้อยเ้าปัญหาจะตื่นเสียแล้วจักรพรรดิเทพลุกขึ้นแล้วก้าวไปทางต้นเสียงเป็ภาพที่ร่างในอาภรณ์สีฟ้าอมม่วงกำลังกำลังลากเก้าอี้เพื่อปีนออกทางหน้าต่างเขาหรี่ตาลง
“บ้าจริง! นี่ยามใดแล้วข้าอยากไปแช่สระบัวเต็มที!”เสียงหวานใสบ่นพึมพำ
แช่สระบัว?
“เฟิ่ง-เยี่ย”
“งุ้ย!”นางอุทานในลำคอแล้วค่อยหันร่างมา ดวงตาสีเงินประกายรุ้งฉายแววตื่นตระหนก แล้วหัวเราะแฮะ
“ว่าไงเ้าคะพี่ชาย”สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้เขาต้องแอบลอบขันในใจ พี่ชายรึ?
ไม่แน่เ้าอาจจะเปลี่ยนจากพี่เรียกข้าเป็พ่อแทนก็ได้
“ไปทำอะไรตรงนั้น”
“อ๋อ!ข้าเห็นว่ามันมีฝุ่นเกาะ ก็เลยหวังดีจะเช็ดให้ แหม!พี่ชายน่าจะเปลี่ยนคนทำความสะอาดใหม่นะเ้าคะ ดูซิฝุ่นเขรอะเป็แถบเลย”แนบชายแขนเสื้อปาดลงกำแพงแล้วชูให้เขาดู พี่ชายของเฟิ่งเยี่ยส่ายหัวแล้วก้าวไปหาเ้าตัวน้อยใช้ดวงตาสีเดียวกันสบตาเขาแป๋วแหวว ราวกับหลบเลี่ยงผิด
ตาใสเลยนะเ้าเด็กน้อย เขาปัดชายแขนเสื้อของนางแล้วอุ้มขึ้นมาแนบอก
“ข้าโตแล้วข้าเดินได้”นางบ่นอุบอิบ
“กี่ขวบกันเ้าน่ะ”
“700 แล้ว”
“นับว่ายังเด็กนัก ให้ข้าอุ้มหน่อยเถิด”
“เฮอะ!”เ้าตัวเล็กแค่นเสียงแล้วสะบัดหน้าหนีอ่า ทำไมเขาอยากยิ้มนัก
“ข้าหิว”นางเอ่ยประท้วงทำสายตาตำหนิ
“ไปสระหยกสัตตบงกชก่อน”วิธีพิสูจน์ว่าเ้าตัวน้อยนี้เป็ลูกของเขามีหนึ่งวิธีสามขั้นตอน
ขั้นตอนแรกคือพานางไปสระหยกสัตตบงกช
ขั้นตอนที่สองคือการใช้อ่างสุคนธ์เมฆาทดสอบโลหิต
ขั้นตอนที่สามคือการพาเข้าพิธีสืบโลหิตที่ป่าเทพบรรพาลที่เชื้อสายราชวงศ์ทุกองค์จะต้องเข้าพิธีั้แ่กำเนิด
“ที่ไหนอีกกก”เ้าตัวน้อยร้องเสียงหลง
และถ้าใช่เ้าก้อนม่วงก้อนนี้ เป็เชื้อพระวงศ์ของหงเทียนเป็แน่
เบื้องหน้าเป็สระน้ำกว้างกว่าสระเมื่อครู่ประมาณสามเท่านั้นน้ำในสระเป็สีฟ้าอมเขียวมีสัตตบงกชมากมายออกดอกชูช่อบานสะพรั่งคล้ายให้ประจักษ์ถึงความงามรวมถึงส่งกลิ่มหอมอ่อนๆฟุ้งกำจายทั่วบริเวณอีกทั้งยังมีผีเสื้อมากมายหลากสายพันธุ์บินหยอกล้อกันไปมา ข้างทางเดินและพื้นดินเป็ดอก.....อะไรสักอย่างนี่แหละนางไม่รู้จัก
“โหวว...”
“ทำไม”
“สวยจังเลยเ้าค่ะอีกทั้งยังไม่มีทหารและนางกำนัลเดินผ่านเลย”นางตอบโดยไม่หันมามองเขาเลยดวงตากลมโตของนางระยิบระยับด้วยความดีใจ เขาพยักหน้าสำทับแน่สิ เพราะที่นี่เป็สถานที่หวงห้าม ผู้ที่จะเข้าได้ ล้วนต้องได้รับการอนุญาตกับเขาทั้งนั้น
“เ้าไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือ”เขากล่าวถาม
“รู้สึก? ก็รู้สึกดี ปลอดภัย อีกทั้งที่นี่ยังอบอุ่นมากๆเลยเ้าค่ะ”นางตอบเสียงใสพร้อมรับตาพริ้มเมื่อรับรู้ได้ถึงละอองชีวัน
“เดินเข้าไปเร็วๆสิเ้าคะ”
แน่ะ! มีการเร่ง
สระหยกสัตตบงกชเป็สถานที่สำคัญของราชวงศ์หงเทียน ที่ ๆยามใดมีพระโอรสประสูติจากเทียนฮองเฮาหรือนางสนมจะถูกนำมาไว้ในกลางศาลาเพื่อให้รับความบริสุทธิ์ของสัตตบงกชอีกทั้งยังเป็เครื่องยืนยันว่าหากเข้าไปในสระหยกสัตตบงกชนั่นหมายถึงว่ามีเชื้อสายของหงเทียนเนื่องจากสระหยกนี้ครึ่งหนึ่งถูกสร้างด้วยโลหิตของหงเทียนหยางเยี่ยปฐมราชวงศ์ อีกทั้งยังมีละอองชีวันอันเป็สิ่งเพิ่มพลังและรักษาอาการาเ็อีกต่างหาก
หงเทียนิอวี้มองปราการโปร่งแสงเบื้องหน้าก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไป เ้าตัวน้อยในอ้อมอกดูตื่นตื่นใจคล้ายอยากเข้าไปเต็มที
“โอ๊ะ!”เมื่อเข้าไปได้สามก้าวเ้าตัวน้อยในอ้อมอกสะดุ้ง พยายามดิ้นหนีจากปราการแกร่งจักรพรรดิเทพถอนหายใจอย่างแ่เบา ในอกปวดหนึบอย่างแปลกประหลาดเพราะความผิดหวัง
ไม่ควรหวังั้แ่แรก...
เขาค่อย ๆปล่อยร่างเ้าตัวเล็กลงเมื่อทันทีเท้าถึงพื้น คล้ายปลาได้ลงน้ำเ้าตัวน้อยวิ่งถลาตัวไปกลางศาลา ร้องเรียกเสียงหวาน
แล้วที่ร้องเมื่อกี้?
“พี่ชายๆๆท่านดูนี่สิเ้าคะ ดอกบัวนี่สวยจังเลย”หงเทียนิอวี้นิ่งงันคล้ายอยู่ในห้วงฝันใบหน้างดงามอ่อนหวานของ เฟิ่งเยี่ยงอง้ำเมื่อเขานิ่งอยู่กับที่ไม่ยอมไปหา
คือนางอยากจะลงไปวิ่ง?
ตึก ตึก ตึก
“มานี่สิเ้าคะ ดูซินั่นดอกบัวพันธ์อะไรทำไมหอมขนาดนี้”เสียงการวิ่งของนางเข้ามาใกล้ร่างเล็กวิ่งมาแล้วเงยหน้าแย้มยิ้มให้ เทพธิดาน้อยดึงมือหนาแล้วลากไปยังจุดกลางศาลา
“เ้า...ไม่รู้สึกอะไรงั้นเหรอ”
“รู้สึกสิเ้าคะ!”นางตอบกลับแล้วพาร่างไปเกาะที่ผนังแก้วยืดคอดูสัตตบงกช์ดอกใหญ่“รู้สึกว่าที่นี่เย็นม้ากกกมาก หอมอีกต่างหาก ผู้น้อยชอบนัก!”นางอ้าแขนรับลมหอบใหญ่ที่มาแรงเสียจนร่างของนางหงายเงิบลงพื้น
ปั่ก
“โอ๊ย!!!”เ้าตัวน้อยร้องความเจ็บแทนที่เขาจะก้าวไปประคองกลับ...
“พี่ชายเหตุใดถึงยิ้มเช่นนั้น!”
ใช่ยิ้ม
“ท่านยิ้มแบบมีความสุขท่านดีใจที่ข้าหงายเงิบเรอะ!”นางกรีดเสียงพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นดวงตากลมโตสีเงินประกายรุ้งวาววับด้วยความขัดเคือง
“ยัง! ยังจะยิ้มอีก ท่านเยาะเย้ยข้างั้นเหรอ”กัดฟันแน่น โหย โคตรเสียหน้าเสียหน้าโคตร ลมเวรเอ้ย แกจะพัดมาทำด๋อยไรตอนนี้ฮะ
เปล่า...ข้าหาได้เยาะเย้ยเ้าไม่
หงเทียนเฟิ่งเยี่ยบุตรสาวแห่งข้า หงเทียนิอวี้