ตอนที่ 11 ยืดหลังตรง
นางเดิมพันชนะแล้ว!
ไม่ใช่ว่าหลิงซานฉิงคืนเงินห้าร้อยตำลึงไม่ได้ แต่เป็เพราะอวี๋ซิ่งเหวินไม่กล้ารับ เขาเสียเปรียบและยังอวดฉลาดอีก นางจึงเอ่ยด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง “จดบัญชีนี้ไว้? ภาพวาดของอาจารย์สวีไม่ได้มีราคาเพียงห้าร้อยตำลึงสินะ? บัญชีนี้จะต้องถูกสะสางให้เสร็จในวันนี้ คุณชายรองเอาภาพวาดไปเพื่อชดเชยเงินห้าร้อยตำลึง ระหว่างพวกเราก็ไม่มีสิ่งใดติดค้างกันแล้ว แล้วจะรอช้าอีกทำไมกัน?”
เมื่อคนในตระกูลฉาที่ล้อมรอบได้ยินว่าภาพวาดนี้มีราคามากกว่าห้าร้อยตำลึง สีหน้าพวกเขาพลันเปลี่ยนไป บ้างก็อิจฉา บ้างก็เอือมระอา ในขณะที่แววตาฉาซื่อเปล่งประกายออกมาและจ้องภาพนั้นตาไม่กะพริบ
คนอื่นไม่รู้ว่าเหตุใดอวี๋ซิ่งเหวินจึงไม่อยากได้ภาพที่มีชื่อเสียงนี้ ทว่าหลิงซานฉิงย่อมรู้ดี และเพราะนางรู้ดี อวี๋ซิ่งเหวินจึงโมโหมาก ไม่นึกเลยว่าตัวเองจะถูกผู้หญิงคนหนึ่งปั่นหัวเช่นนี้ หากเขาเอาภาพนี้ไปก็เท่ากับว่าตัวเองเป็คนก่อเื่ขึ้น แต่หากไม่เอาไป ก็จะเสียเปรียบผู้หญิงคนนี้ เขาเสียเงินห้าร้อยตำลึงได้ แต่จะเสียหน้าเพราะเื่นี้ไม่ได้!
อวี๋ซิ่งเหวินมีสีหน้าเคร่งขรึมเป็อย่างมาก เขาลุกขึ้นเอามือไพล่หลัง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า “ข้าเคารพอาจารย์สวี ในเมื่อเขามอบภาพล้ำค่าเช่นนี้ให้กับฉาจื่ออัน ก็จะต้องมีเจตนาบางอย่างแน่นอน ซึ่งข้าทนขัดความ้าของอาจารย์สวีไม่ได้หรอก และเห็นแก่หน้าอาจารย์สวี บัญชีนี้ให้จดเอาไว้ก่อน ต่อไปหากตระกูลฉาของพวกเ้าฝ่าฝืนกฎอีก ข้าจะมาสะสางพร้อมกันอีกครั้งหนึ่ง!”
เขาอยากจะออกจากสถานที่แห่งนี้ไปเร็ว ๆ ผู้หญิงคนนี้ดื้อกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้มาก ปกติยามได้ยินว่าคนติดหนี้แล้วไม่รีบคืนให้ก็คงรู้สึกแย่มากพอแล้ว
แต่ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านี้ล่ะ? ทั้งดื้อดึง ทั้งไม่ยินยอม และยังกล้าเอาเขาเข้ามาขวาง ช่างรนหาที่ตายเสียจริง
ต่อหน้าผู้คนมากมายในเวลานี้ หากเขากลับไปแบบนี้ แล้วจากนี้ไปเขาจะยืนหยัดอยู่ในอำเภอหรงอินได้อย่างไร? ครั้นเหลือบมองเหล่าจ้างฝางก็คล้ายกับว่าอีกฝ่ายจ้องภาพนั้นมานานแล้ว
อวี๋ซิ่งเหวินกระแอมออกมาเบา ๆ คนผู้นั้นถึงได้สติกลับมา และเมื่อเห็นอวี๋ซิ่งเหวินส่งสัญญาณให้หันดูสีท้องฟ้าที่อยู่ด้านนอก เขาจึงต้องเอ่ยขึ้นว่า “คุณชายรอง ด้านนอกฝนใกล้จะตกแล้ว ที่เรือนยังมีเื่บางอย่างรอให้ท่านไปตัดสินใจ ไว้พวกเราค่อยมากันใหม่ดีหรือไม่?”
แม้จะพูดกับอวี๋ซิ่งเหวิน ทว่าสายตากลับยังคงชำเลืองมองที่ภาพนั้น
ฉาจื่ออันก้าวเดินมาด้านหน้า ก่อนจะนำภาพนั้นม้วนเก็บไว้อย่างประณีต ราวกับว่าเป็เพชรพลอย พลางเอ่ยพึมพำ “ในเมื่อคุณชายรองดูิ่ภาพนี้ งั้นข้าเอาไปเก็บ…”
ประโยคที่ดูเหมือนไร้อารมณ์แต่กลับให้ร้ายอวี๋ซิ่งเหวินว่าดูิ่ภาพวาดของอาจารย์สวี อาจารย์สวีเป็คนระดับไหน? ภาพวาดของเขาล้ำค่าหายากยิ่งนัก แม้แต่ชินอ๋องเองก็ยากที่จะได้มาสักภาพหนึ่ง ปุถุชนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะดูิ่ได้อย่างไร? แล้วจะต้องมีจิตใจยิ่งใหญ่แค่ไหนกัน?
หากยามนี้อวี๋ซิ่งเหวินเอาภาพนี้ไป ก็จะเพิ่มความยุ่งยากให้ตัวเอง แต่หากไม่เอาไป ก็จะเป็การดูิ่ภาพของอาจารย์สวี อย่างไรก็เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง
สายตาของเหล่าจ้างฝางเคลื่อนมองไปตามภาพที่เก็บเอาไว้ สีหน้ามีความเลื่อนลอยอยู่บ้าง และรู้สึกเพียงแค่ว่าอุณภูมิลดลงไปมาก เมื่อได้สติกลับมา ก็ใทันที พลางคิดในใจว่า “คุณชายรองถูกยั่วโมโหไม่น้อย ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนที่อยู่ร่วมกันได้ รีบออกไปจากที่นี่ดีกว่า”
ความคิดเขาพลันหายไป ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกระแอมของหัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่ข้าง ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้พูดสิ่งใดมาโดยตลอด “คนดีจะไม่แย่งชิงสิ่งที่เป็ที่รักของคนอื่น คุณชายรองมีความอาทรสูง เมื่อรู้ว่าภาพนี้คือภาพที่อาจารย์สวีมอบให้แก่ฉาจื่ออัน จึงไม่คิดแย่งชิงภาพนี้ เพียงแต่มีเมตตากรุณาต่อพวกเ้าก็เท่านั้น”
เสียงของเขาเงียบไปครู่หนึ่ง พลางเหลือบมองหลิงซานฉิง และพบว่าแววตาสดใสเฉลียวฉลาดของนางไม่มีความขุ่นมัวเลยแม้แต่น้อย
หากอาจารย์สวีคือคนที่วาดภาพนี้จริง ๆ เหตุใดพวกเขาไม่นำมันออกมาั้แ่แรก? นอกจากนี้คุณชายรองก็ชอบภาพวาดบทกลอนอยู่แล้ว และยิ่งเป็อาจารย์สวีด้วยก็ยิ่งดีไม่น้อย หากภาพนี้เป็ของอาจารย์สวีจริง ๆ แล้วเหตุใดคุณชายรองถึงไม่กล้ารับไว้กันล่ะ?
หากจะบอกว่ากลัวผู้อื่นนึกถึง แล้วผู้ใดจะกล้านึกถึงสิ่งของของตระกูลอวี๋กัน? หรือกลัวว่าจะมีคนมาถามถึงที่มาและอธิบายความเป็มาของภาพไม่ได้? นี่อาจจะเป็ไปได้มากที่สุด ทว่าหากเป็ภาพของอาจารย์สวีจริง ๆ แล้วจะกลัวผู้อื่นมาสอบถามทำไม จะโป้ปดก็ไม่ทันแล้ว เมื่อคิดเช่นนี้ หัวหน้าหมู่บ้านก็อดสงสัยไม่ได้ว่าภาพนี้เป็งานของอาจารย์สวีจริงหรือไม่
หลิงซานฉิงถูกเขาจ้องจนผงะไป พลางแอบคิดในใจว่าหรือจะถูกหลี่ฉางจับบางอย่างได้แล้ว? หรือเขาแค่้าจะเตือนนางให้หยุด ตระกูลอวี๋หาใช่ตระกูลที่นางจะยั่วยุได้
หลี่ฉางไม่รอให้พวกเขาได้เอ่ยสิ่งใด เขามองอวี๋ซิ่งเหวินพลางทำท่าทางเชื้อเชิญ “คุณชายรองมีงานรัดตัวนัก มิกล้าให้เื่จุกจิกของตระกูลฉาไปรบกวนคุณชายรอง เชิญคุณชายรองรีบกลับไปเถิด”
คำพูดของหัวหน้าหมู่บ้านทำให้อวี๋ซิ่งเหวินรู้สึกได้ว่าอยู่เหนือกว่ามาก หลี่ฉางมองตามหลังเขาเดินลงบันไดไปพลางพ่นเสียงออกมา ก่อนจะหมุนกายเดินออกไป
หลิงซานฉิงไม่ใช่คนที่สงบเงียบ นางมองคนที่เดินออกจากประตูไป พลางบ่นพึมพำออกมา “ที่แท้คุณชายรองก็เป็คนที่ชอบขุดคุ้ยเื่ในอดีตนี่เอง” แม้น้ำเสียงที่ออกมาจะไม่ดังมาก ทว่าคนที่เหลือกลับได้ยิน
แม้คนที่เหลือจะไม่รู้ความหมายที่แฝงไว้ในคำพูดของพวกเขา แต่มีเพียงประโยคเดียวนี้ที่ฟังแล้วก็เข้าใจอย่างชัดเจน จึงพลันหัวเราะออกมาทันใด
นางจงใจทำเช่นนี้! อวี๋ซิ่งเหวินชะงักฝีเท้า สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นอย่างมาก พลางสะบัดแขนเสื้อเดินออกไปอย่างขุ่นเคือง
เมื่อคุณชายรองและผู้ที่มามุงดูเหตุการณ์กลับไปแล้ว ครั้งนี้คนในตระกูลฉาก็ใจตรงกันเป็พิเศษ พวกเขามองภาพในมือฉาจื่ออันตาไม่กะพริบต่อหน้าหลี่ฉางที่ยังคงไม่ได้กลับไป
ฉาซื่อก้าวมาด้านหน้า บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มพึงพอใจและจับมือฉาจื่ออันไว้ “สะใภ้ใหญ่ สะใภ้รอง พวกเ้าเห็นหรือยัง ในที่สุดจื่ออันก็คิดได้แล้ว ตอนนี้ก็รู้แล้วว่าต้องไปหาอาจารย์สวีเพื่อขอความช่วยเหลือ”
นางยิ้มไม่หุบพลางจับมือฉาจื่ออันไว้ไม่ยอมปล่อย “หลายวันก่อนยังหลอกข้าว่าจะไม่ไปรบกวนอาจารย์สวี ตอนนั้นข้ารู้อยู่แล้วว่าลูกเรียนหนังสือมามากมาย เหตุใดจะไม่เข้าใจพลิกสถานการณ์กัน เห็นหรือไม่ ภาพอันล้ำค่านี้ก็ได้มาแล้ว ช่างเป็ลูกชายที่แสนดีของข้าจริง ๆ”
ในคำพูดไม่มีคำเยินยออยู่เลย ครั้งนี้ทำให้สะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองได้เปิดหูเปิดตา เดิมทีเ้าสามกับภรรยาขายหมั่นโถวหาเงินทุกวันก็ไม่ได้ทำให้พวกนางอิจฉา แต่วันนี้พวกเขาได้นำสิ่งของที่ไม่เคยเห็นมาก่อนออกมามากมาย พวกนางไม่อิจฉาสิถึงจะแปลก
สะใภ้ใหญ่ถูมือไปมาพลางก้าวมาด้านหน้า นางไม่มองภาพนั้น แต่มองไปที่กระจกบานนั้น พลันกล่าวด้วยแววตาที่ปิดบังความโลภเอาไว้ไม่มิด “กระจกนี่ช่างดูดีจริง ๆ น้องสะใภ้สาม เ้าให้ข้ายืมกระจกนี้ใช้สักสองสามวันได้หรือไม่ นี่เป็ครั้งแรกที่ข้าได้เห็นกระจกที่สวยขนาดนี้”
ก่อนหน้านี้นางได้ยินเต็มสองหู หลิงซานฉิงบอกว่านางเป็คนทำกระจกบานนี้ขึ้นมา ฝีมือแบบนี้หากได้เรียนรู้มาก็สามารถเปิดร้านขายได้ มีเงินเก็บทุกวัน เมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องลำบากให้หมางจื่อบากหน้าไปขอเนื้อหลิงซานฉิงมากิน
สะใภ้ใหญ่คิดหาวิธีดี ๆ ได้แล้ว สะใภ้รองก็ไม่ใช่คนที่มีจิตใจดีอะไร จึงรุดขึ้นหน้าบ้าง และรีบกล่าวขึ้นราวกับกลัวว่าสะใภ้ใหญ่จะแย่งกระจกบานนี้ไปจริง ๆ “น้องสะใภ้สาม เ้าคงขายกระจกบานนี้ไม่ได้แม้เ้าจะเป็คนทำมันขึ้นมา ไม่สู้สอนให้ข้าดูล่ะ เมื่อถึงตอนนั้นหากได้เงินจากการขาย พวกเราก็เอามาแบ่งกัน! เ้าว่าเป็อย่างไร?”
เมื่อเทียบกับสะใภ้ใหญ่ที่ชอบพูดอ้อม สะใภ้รองก็ยิ่งพูดตรง แม้กระจกบานนั้นจะดูดีจริง ๆ เมื่อวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง ทว่าพวกเขาเป็ครอบครัวแบบไหนกัน? แม้แต่โต๊ะเครื่องแป้งก็ดูเหมือนจะไม่มี แล้วจะใช้กระจกบานนั้นน่ะหรือ มันไม่สิ้นเปลืองไปหน่อยรึ
นี่เป็ความคิดที่ดีจริง ๆ แต่ก็ต้องถามความเห็นของหลิงซานฉิงด้วยมิใช่รึ? ในยามที่พวกเขาไม่มีความสามารถและไม่มีเงินก็ประเมินค่าพวกเขาต่ำ แต่ยามนี้เห็นว่าพวกเขามีเงินมีความสามารถ กลับอยากได้มาโดยไม่ต้องเปลืองแรงทำสิ่งใด? เช่นนั้นมันไม่กลายเป็ของพวกเขาทั้งหมดรึ หลิงซานฉิงเพ่งมองกระจกอย่างพิจารณา “ในเมื่อคุณชายรองไม่้า ข้าก็ใช้ไม่ได้ กระจกบานนี้คงไร้ประโยชน์จริง ๆ เช่นนั้นก็เอาไปทิ้งเถอะ”
นางพูดไปด้วยพลางขยับกระจกไปด้วย พี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองจ้องกระจกอย่างเอาเป็เอาตาย หัวใจเต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ กลัวว่านางจะมือลั่นทำให้กระจกล้มลง
แม้จะไม่มีภาพวาด ฉาซื่อก็จ้องกระจกอันประณีตนี้ไว้แล้ว ทว่าตอนนี้มีเื่ที่สำคัญกว่านั้น นางตบเบา ๆ ที่มือของฉาจื่ออัน พลางเอ่ยด้วยหางตาที่เต็มไปด้วยรอยย่นจากการยิ้ม “ลูกจ๋า ไหน ๆ เ้าก็ขอร้องให้อาจารย์สวีช่วยเหลือแล้ว ไม่สู้ขอให้เขาหางานในเมืองหลวงให้เ้าด้วยเลยล่ะ รอเ้าได้เป็ขุนนางร่ำรวยเมื่อไหร่ ข้าก็จะได้เสวยสุขไปพร้อมกับเ้าด้วย”
เมื่อได้ฟังคำพูดนี้ คนในตระกูลฉาที่อยู่รอบ ๆ ต่างระส่ำระส่าย หากฉาจื่ออันได้เป็ขุนนางในเมืองจริง ๆ แม้พวกเขาจะไม่ได้ช่วยอะไร แต่ก็ยังสามารถอาศัยบารมีไปพร้อมกันได้อยู่มิใช่รึ
หลิงซานฉิงกวาดสายตามองอยู่ครู่หนึ่ง สายตาเหยียดหยามของนางเผยออกมาเล็กน้อยพลางยิ้มมุมปากอย่างเ็า คนพวกนี้ช่างอยากได้โดยไม่ต้องเปลืองแรงทำสิ่งใด เพื่อความสุขแล้วก็ไม่มีความละอายใจแม้แต่น้อย ฉาจื่ออันเติบโตมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะเรียนหนังสือมามาก ก็ไม่รู้ว่าจะเติบโตมาเป็อย่างไร
ฉาจื่ออันไม่อยากให้หญิงชรามีหวัง จึงไม่ลังเลที่จะดึงมือของผู้เป็แม่ออก และชักมือตัวเองกลับมาทันที สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ “ท่านแม่ ข้ากับท่านอาจารย์สวีคือสหายต่างวัยกัน เพราะเหตุนี้ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะไม่ไปขอให้อาจารย์สวีช่วยหางานให้เด็ดขาด ลูกผู้ชายต้องพึ่งพาอาศัยตัวเอง เมื่อได้เป็ขุนนางโดยอาศัยผู้อื่น เช่นนั้นจะเชิดหน้าชูตาได้อย่างไร!”
สายตาหลิงซานฉิงเผยความชื่นชมออกมา คนที่เรียนหนังสือมักจะหยิ่งทะนง อีกทั้งฉาจื่ออันยังถือดีอยู่มาก ให้เขาไปขอให้อาจารย์สวีหางานให้ ยังไม่สู้ฆ่าเขาให้ตายเสียดีกว่า ยามนี้นางไม่กังวลว่าเขาจะดื้อรั้นแล้ว นางจึงจูงมือเจี่ยนเจี่ยนไปนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านข้าง
ฉาซื่อพบความขมขื่นที่ประสบมาทั้งชีวิต นางจะทนฟังคำพูดนี้ได้อย่างไร “เ้าหนอเ้า ข้าอดที่จะชื่นชมเ้าไม่ได้จริง ๆ ข้าเพิ่งจะชมเ้าว่าเข้าใจพลิกสถานการณ์ เหตุใดเพียงชั่วครู่เดียวเ้าก็เปลี่ยนไป เ้าเรียนหนังสือมาหลายปี ภายใต้การแนะนำของอาจารย์สวี เ้าจะมีตำแหน่งขุนนางได้แน่นอน เมื่อได้เป็แล้วอาจารย์สวีผู้นั้นก็จะเฉิดฉายไปด้วยมิใช่รึ ก็ถือว่าเ้าไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเขานี่!”
ในขณะที่หลิงซานฉิงหยอกล้อกับเด็กชายอยู่อีกด้านหนึ่ง สะใภ้ใหญ่ก็ได้ยินบทสนทนานี้อย่างชัดเจน นางเห็นว่าฉาซื่อกำลังเจ็บใจที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็เหล็กกล้าได้ นางจึงก้าวมาด้านหน้าอย่างรวดเร็ว และเอ่ยด้วยสายตาเ้าเล่ห์ “น้องสาม หากเ้ารู้สึกว่าไม่น่าภาคภูมิใจจริง ๆ เช่นนั้นก็ไปช่วยพี่ชายคนโตของเ้าทำงานสิ พี่ชายคนโตของเ้าไม่ได้คิดว่าต้องภาคภูมิใจหรอก แค่มีงานทำก็พอแล้ว!" นางกล่าวด้วยรอยยิ้มเอาใจ
ไม่ต้องภาคภูมิใจงั้นหรือ เป็คนช่างพูดจริง ๆ
ฉาซื่อในเวลานี้กำลังโมโหถึงขีดสุด นางจะให้อภัยในสิ่งที่สะใภ้ใหญ่พูดไร้สาระได้อย่างไร จึงเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าจะไม่ยอมให้เ้าพูดมากอีกแล้ว ไปรออยู่อีกด้านหนึ่ง!” ท่าทางของหญิงชราเปลี่ยนไปทันที
สะใภ้ใหญ่ของบ้านอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ แต่ก็ทำได้แค่ยอมถอยออกไปอย่างไม่เต็มใจ
ฉาจื่ออันรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย ถึงอย่างไรภาพนั้นก็ไม่ใช่งานของอาจารย์สวี ฉาซื่อคาดหวังไปก็ไม่มีประโยชน์
คนในครอบครัวนี้แทบจะลืมไปแล้วว่าหัวหน้าหมู่บ้านยังคงอยู่อีกด้านหนึ่ง หลิงซานฉิงเห็นว่าเจี่ยนเจี่ยนที่อยู่ในอ้อมอกง่วงนอนแล้ว นางก็อุ้มเขาลุกขึ้น และดึงฉาจื่ออันเดินกลับเข้าห้อง “เจี่ยนเจี่ยนง่วงนอนแล้ว รีบปูที่นอนเถิด” นางสั่งด้วยท่าทีปกติ
ฉาจื่ออันจึงใช้โอกาสนี้หลบจากฉาซื่อที่อยู่ด้านหน้า เพื่อไม่ให้นางมายุยงได้อีก ครั้นหญิงชราเห็นลูกชายตัวเองถูกใช้ ก็กล่าวพลางเท้าสะเอว “เ้ามันบ้าระห่ำ เ้ามันหญิงต่ำช้า…”
ครั้นหลิงซานฉิงไม่ได้ยินเสียงด่าทอตามหลังมาแล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเขากำลังวางแผนร้ายบางอย่างอยู่ ทว่านางไม่สนใจและหาวออกมา เมื่อครู่นี้พูดมากเกินไป จึงทำให้ตอนนี้นางเริ่มเพลียเล็กน้อย