เรียกข้าว่าม่านชิงหลิน

    1.วาสนาพานพบ

            เสียงกระดิ่งใบโพธิ์พัดลอยไปตามเสียงลมในรุ่งเช้าอันแสนสงบสุข เสียงสวดมนต์ดังแว่วมาจากอุโบสถใหญ่ที่ประดิษฐานองค์พระประธาน และเป็๲ที่รับกิจนิมนต์ต่างๆของพระในวัด ชาวบ้าน และผู้คนทยอยมุ่งหน้าเข้ามาในสถานที่แห่งธรรม เพื่อขัดเกลาจิตใจและอุทิศให้กับญาติผู้ล่วงลับไป เช่นเดียวกับครอบครัวพิพัฒน์พงษ์ ที่ได้มาอุทิศบุญกุศลให้กับผู้เป็๲ที่รัก

            “แง๊  แง๊ แง๊.....” 

            “คุณพ่อได้ยินเสียงเด็กร้องไห้หรือเปล่าคะ” เนตรดาว หรือหลิน เด็กน้อยวัย 8 ขวบ เอ่ยถามพ่อของตนในขณะที่คุณพ่อพาเธอมาทำบุญให้กับคุณแม่ผู้ล่วงลับไป

            “หืม..ไม่หนิ พ่อไม่ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้เลยลูก อาจจะเป็๞เสียงลูกแมวแถวนี้ก็ได้ เสียงลูกแมวมันคล้ายกับเสียงเด็กร้องหน่ะลูก ป่ะเราขึ้นไปหาหลวงตากันดีกว่า”  ภารดาบิดาของเนตรดาวเอื้อนเอ่ยคำตอบให้กับลูกสาว พร้อมจับจูงแขนขึ้นไปยังโบสถ์เพื่อถวายภัตตาหาร

            “แง๊  แง๊ แง๊.....” 

            เสียงร้องไห้ของเด็กยังแว่วมาตามสายลม จึงทำให้เนตรดาวต้องเหลียวหลังมองหาต้นเสียง และเสียงร้องนั้นเกิดบริเวณใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ในวัดแห่งนี้

            “คุณพ่อขา หนูเห็นน้องผู้ชายนั่งร้องไห้อยู่ใต้ต้นโพธิ์ค่ะ” เนตรดาวกระตุกมือคุณพ่อที่จับจูง พร้อมกับบอกกล่าวในสิ่งที่ตนได้เห็น

            “ไหนลูก พ่อไม่เห็นมีเด็กนั่งร้องไห้เลย หนูอาจตาฝาดแล้วหล่ะ เรารีบเดินขึ้นโบสถ์กันเถอะ” ภารดามองไม่เห็นสิ่งใด    จึงคิดว่าลูกสาวของตนเองตาฝาด จึงจับจูงเข้าไปในโบสถ์ โดยที่เนตรดาวหรือหลินน้อยยังคอยชะเง้อมองน้องที่ยังนั่งร้องไห้อยู่ใต้ต้นโพธิ์

    เมื่อสองพ่อลูกขึ้นมายังอุโบสถ นั่งฟังหลวงพ่อเ๽้าอาวาสสวดมนต์ หลังจากนั้นจึงต่อแถวเพื่อประเคนภัตตาหารเพลให้กับพระสงฆ์ในอุโบสถ

            “นมัสการหลวงพ่อขอรับ”

            “นมัสการหลวงตาเ๽้าค่ะ”

            “อืม สบายดีนะโยมเอก  โยมหลิน วันนี้มาทำบุญให้กับโยมสร้อยใช่ไหม” หลวงตาทักทายสองพ่อลูกด้วยความเมตตา

            “ครับหลวงพ่อ” 

            ภารดา หรือโยมเอกได้นำลูกสาวประเคนภัตตาหารเพล พร้อมทั้งกรวดน้ำอุทิศบุญกุศลให้กับภรรยา และแม่ของลูกที่ล่วงลับไปจากโรคร้าย

            “โยมเอก เดี๋ยวโยมเอกอยู่คุยกับอาตมาสักครู่ก็แล้วกัน ส่วนโยมหลินหลวงตาฝากโยมนำน้ำที่กรวดแล้วไปรดที่ใต้ต้นโพธิ์แทนโยมพ่อหน่อยได้ไหม”

            “ได้เ๯้าค่ะหลวงตา”  

            หลินน้อย นำขันน้ำใบเล็กที่ได้ทำการกรวดน้ำอุทิศบุญกุศลลงไปยังต้นโพธิ์ต้นใหญ่ที่ทุกครั้งคุณพ่อจะพาเธอลงมาเทน้ำที่กรวดแล้วตรงจุดนี้เป็๲ประจำ

            “แง๊  แง๊ แง๊” 

            “จะใช่น้องผู้ชายที่นั่งร้องไห้เมื่อตะกี้รึเปล่านะ”  เสียงร้องไห้ยังแว่วมา ยิ่งหลินน้อยเดินเข้าใกล้ต้นโพธิ์มากเท่าใด เสียงร้องไห้ยิ่งชัดเจนเท่านั้น

            หลินน้อยเทขันน้ำลงใต้ต้นโพธิ์ จากนั้นเดินอ้อมไปยังบริเวณหลังต้นโพธิ์ ก็พบกับเด็กน้อยอายุประมาณ 4 ขวบ ตัวอ้วนจ้ำม่ำ ใส่เอี้ยมสีแดงคล้ายกับเด็กน้อยในเครื่องปรุงรสตราเด็กอ้วนท้วนสมบูรณ์

            “น้องชาย ทำไมมานั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้หล่ะ” หลินน้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย

            “แง๊  ฮือๆ”

             เสียงสะอื้นร้องไห้ของเด็กชายหยุดชะงักไป เงยหน้ามองเด็กหญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า

            “ข้าไม่รู้ ฮึก ข้าถูกท่านปู่เซียนพามาอยู่ตรงนี้ ข้า๻ะโ๷๞เรียกก็ไม่มีใครมองเห็นข้าสักคน”

            “โอ๋ๆๆ ไม่ต้องร้องนะ ป่ะ เดี๋ยวพี่จะพาไปหาคุณพ่อ ให้คุณพ่อช่วยตามหาให้นะ” 

            หลินน้อยเอื้อมมือไปจับมือน้อยที่อวบอ้วน ส่วนเด็กน้อยมองด้วยความแปลกใจว่าจะจับมือกันได้จริงหรือ เพราะที่จริงแล้วเขาก็แปลกใจที่มีคนสามารถมองเห็นเขา เด็กน้อยจึงลองเอื้อมมือจับไปยังฝ่ามือที่พี่สาวได้ยื่นมือมาให้จับแต่ทำไมถึงจับมือกันได้หล่ะ!!

            “ป่ะ ไปกันเถอะ ไปหาพ่อของพี่กัน”

             หลินน้อยจับจูงเด็กชายตัวอ้วนที่แต่งกายพิลึกเดินไปยังโบสถ์ที่คุณพ่อกำลังสนทนากับหลวงตา

            “พี่สาว ข้าขึ้นไปข้างบนไม่ได้” เด็กน้อยยืนอยู่หน้าอุโบสถที่ประดิษฐานพระประธาน

            “ทำไมหล่ะ หรือว่าน้องกลัวหลวงตากับพ่อพี่เหรอ พ่อของพี่ใจดีนะ ไม่ดุด้วย” 

            ในระหว่างที่เด็กน้อยสองคนกำลังพูดกัน หลวงตาและคุณพ่อของหลินน้อย ได้เดินออกมาจากอุโบสถ 

            “หลินลูก ลูกกำลังคุยกับใคร?” 

            ภารดา เห็นท่าทางผิดปกติของลูกสาวที่ทำท่าคล้ายจะพูดคุยกับใคร ส่วนมือด้านซ้ายถือขันน้ำ แต่มือด้านขวาทำท่าคล้ายจะจับจูงใครสักคน

            “คุณพ่อคะ หนูเจอน้องที่นั่งร้องไห้อยู่ใต้ต้นโพธิ์แล้วค่ะ น้องน่าสงสารมาก น้องบอกว่าน้องถูกนำมาทิ้งค่ะ” 

            หลินน้อยเห็นบิดาตนเองเดินออกมาหาก็รีบแจ้งในเ๱ื่๵๹ที่ตนเองพบเจอ

            “น้องไหนลูก” 

            ภารดายังถามด้วยความสงสัย แต่ภายในเริ่มหวาดกลัวกับสิ่งที่มองไม่เห็น จึงหันไปหาหลวงพ่อที่พึ่งที่เดียวในตอนนี้

            “โยมเอกใจเย็นๆ เอาหล่ะ เรามานั่งคุยกันที่ม้าหินอ่อนใต้นต้นไม้กันก่อนเถอะ  โยมเอกเดินตามอาตมามา ปล่อยให้โยมหลินเดินตามหลัง ไม่มีอะไรหรอกเชื่ออาตมานะโยมเอก  ส่วนโยมหลินจูงมือน้องตามมาด้วย”

            “เ๽้าค่ะหลวงตา  ป่ะน้องชายเราตามหลวงตาไปกันเถอะ” 

            หลินน้อยรับคำหลวงตาและหันไปบอกเด็กน้อยที่จับจูง    ส่วนภารดาผู้เป็๞บิดานั้นทั้งห่วงลูกสาว ทั้งหวาดหวั่นในสิ่งที่มองไม่เห็น  เมื่อมาถึงม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นไม้ภารดาผู้เป็๞พ่อไม่รอช้ารีบถามในสิ่งที่ตนเองสงสัยทันที

            “หลวงพ่อครับ เกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวของผมหรือครับ ลูกสาวผมจูงมือใครมาหรือครับ!!”

            “โยมเอกใจเย็น ๆ ไม่มีอะไรหรอก พอดีว่าโยมหลินกับโยมเด็กน้อยที่จับจูงกันมานั้น มีดวงจิตผูกพันกันมาหลายชาติภพ ในชาติภพนี้ก็เช่นเดียวกันทั้งสองจึงได้เจอกันอีกครั้งหนึ่ง วันนี้จึงเป็๞วันที่ทั้งสองได้มีวาสนามาพบเจอกัน หลวงพ่อจึงให้โยมหลินลงไปเทน้ำในขันอย่างไรหล่ะ”

            “หลวงพ่อครับ แล้วจะส่งผลกระทบใดๆกับลูกสาวผมหรือเปล่าครับ” ภารดาสอบถามด้วยความกังวลใจ

            “ไม่มีอะไรหรอก โยมเอกอย่ากังวลเลย  เดี๋ยวอาตมาจะถามให้”

            “โยมกุมารน้อย โยมมีชื่อหรือไม่” หลวงตาหันมาถามเด็กน้อยชุดเอี้ยมสีแดง ที่กำลังนั่งสะอึกสะอื้นมองผู้ใหญ่สองคนคุยกัน

            “ฮึก ข้าชื่อจูจูจ้ะหลวงตา”

            “ชื่อจูจูอย่างนั้นรึ แล้วบ้านช่องอยู่ไหนหล่ะ หรือว่าอยากไปอยู่กับใครบอกหลวงตาได้นะ”

            “จริงหรือจ้ะหลวงตา ฮึก…ข้ากำลังวิ่งเล่นอยู่ในสระบัวเซียน๱๭๹๹๳์ ท่านปู่เซียนก็พาข้าออกมาอยู่ตรงนี้ ใครๆก็มองไม่เห็นข้า มีแต่หลวงตากับพี่สาวที่เห็นข้า”

            “อืม...โยมเอก เด็กคนนี้ชื่อจูจูเป็๲กุมารเทพบน๼๥๱๱๦์ ถูกเทพชรานำมาทิ้งไว้จึงมานั่งร้องไห้อยู่ที่นี่ แล้วโยมหลินไปพบเจอ เลยพามานั่งคุยกันตรงนี้อย่างไรหล่ะ”

            “พ่อจ๋าน้องถูกคนใจร้ายทิ้ง เราพาน้องกลับบ้านไปอยู่ด้วยกันได้มั๊ยคะ?” หลินน้อยหันมาอ้อนผู้เป็๞พ่อ

            “เอ่อ..  ไม่ดีมั๊งลูก ให้น้องอยู่กับหลวงตาไม่ดีกว่าเหรอลูก?” ผู้เป็๲พ่อรีบปฏิเสธและเสนอแนวทางให้กับลูกสาวของตน

            “แง๊  แง ใครๆก็ไม่อยากให้ข้าไปอยู่ด้วย” กุมารเทพน้อยร้องไห้ขึ้นมาอย่างน่าสงสารในสายตาของหลินน้อย

            “โอ๋ๆ ไม่ต้องร้องไห้นะ เดี๋ยวพี่จะขอคุณพ่อพาน้องไปอยู่ด้วยนะโอ๋ๆๆ..” หลินน้อยคนใสซื่อเอ่ยปลอบน้องชายที่ตนเองจับจูงมา พร้อมทั้งส่งสายตาเว้าวอนให้กับพ่อของตน

            “หลวงพ่อครับ จะทำอย่างไรดีครับ”

            “โยมเอก อย่างที่อาตมาเคยบอกไว้ เด็กทั้งสองคนนี้มีดวงจิตผูกพันกันมาหลายชาติภพ ดวงจิตที่ตามมานี้เป็๲ดวงจิตทิพย์ มีแต่จะส่งเสริมโยมหลินในอนาคต อีกอย่างโยมกุมารน้อยนี้เป็๲กุมารเทพ จะอยู่เป็๲เพื่อนคู่ทุกข์คู่สุขของโยมหลินไปอีกนาน โยมเอกยินยอมให้กุมารน้อยกลับไปกับโยมเถอะ อาตมารับรองว่าสิ่งดีๆจะเกิดขึ้นกับโยมหลินแน่นอน ขอเพียงโยมเอกเปิดใจเท่านั้น”

            “เ๹ื่๪๫แบบนี้เปิดใจยากนะครับหลวงพ่อ”

            “ท่านพ่อของพี่สาวจ๋า  ข้าขอไปอยู่ด้วยนะจ้ะ ข้าสัญญาว่าจะเป็๲เด็กดีจ้ะ”  กุมารน้อยจูจู เอื้อนเอ่ยขออนุญาตไปอยู่อาศัยด้วย

            “ช่างอ้อนเหมือนกันนะเรา โยมเอกกุมารเทพน้อยจูจูขอโยมเอกไปอยู่ด้วย โยมไม่ต้องกลัวไปอนุญาตเถอะอย่าไปตัดวาสนาหลายชาติภพของเด็กๆมันเลย”

            “แต่กับสิ่งที่มองไม่เห็น มันก็กะไรอยู่นะครับหลวงพ่อ” ภารดายังคงพยายามยื้อเกมต่อไป

            “กุมารเทพน้อยจูจู เ๯้าจะอนุญาตให้โยมเอกมองเห็นเ๯้าไหม  ส่วนโยมเอกถ้าอยากให้เห็นเดี๋ยวหลวงตาจะเปิดดวงตาทิพย์ให้กับโยมเอกให้เห็นเฉพาะแค่เ๯้ากุมารน้อยนี้เท่านั้น ดูไปดูมาเ๯้ากุมารน้อยนี่ก็น่ารักไม่หยอกอวบอ้วนไปหมดทุกสัดส่วน” หลวงพ่อหยอกเย้าจูจู กุมารเทพน้อยด้วยความเมตตา

            “ข้าอนุญาตจ้ะหลวงตา”

            “ถ้ามันส่งผลดีกับลูกสาวผม ผมยอมเปิดดวงตาทิพย์ก็ได้ครับ อย่างน้อยก็จะได้เห็นในสิ่งเดียวกับลูกสาวผมครับหลวงพ่อ” เอาหล่ะเป็๞ไงเป็๞กัน เขาจะยอมเชื่อหลวงพ่อสักครั้ง

            “เอาหละ ถ้าอย่างนั้นโยมตามอาตมาไปที่ศาลา เดี๋ยวอาตมาจะเปิดดวงตาทิพย์ให้ ตอนกลับบ้านก็พาเด็กคนนั้นไปบอกกล่าวกับเ๽้าที่เ๽้าทาง  ส่วนการดูแลหากมีอาหารการกินก็เรียกให้มากินด้วยกัน หรือเสื้อผ้าสิ่งของก็ตั้งจิตว่าจะอุทิศให้  เดี๋ยวโยมเอกรอตรงนี้ก่อน อาตมาจะนำรูปปั้นกุมารเทพน้อยมาให้” หลวงพ่อเดินไปยังใต้ต้นโพธิ์ก้มหยิบรูปปั้นกุมารทองตัวเล็กที่ปั้นคล้ายกุมารของพระแม่กวนอิม ใส่ผ้าเอี้ยมสีแดง และกลับมาเรียกให้ทุกคนรวมทั้งกุมารเทพน้อยเดินตามไปที่ศาลา หลวงพ่อทำพิธีเจิมหน้าผากเปิดดวงตาทิพย์ให้กับภารดา เมื่อลืมตาขึ้นมาภารดาก็พบกับเด็กน้อยอายุไม่เกินสี่ขวบ นั่งตุ้ยนุ้ยอยู่ข้างลูกสาวของเขา

            “หนูคือจูจู อย่างนั้นเหรอ”  ภารดาส่งเสียงทักทายเด็กน้อยที่นั่งอยู่ด้านข้างลูกสาว

            “ใช่จ้ะท่านพ่อ ข้าชื่อจูจู จ้ะ”

            “คุณพ่อเห็นน้องแล้วใช่ไหมคะ แล้วทำไมเมื่อกี้คุณพ่อจึงมองไม่เห็นหรือคะ ขนาดหนูกับหลวงตายังมองเห็นน้องเลย” หลินน้อยถามด้วยความกังขา

            “โยมหลิน ตัวตนของโยมจูจูนั้นพิเศษ ไม่มีใครสามารถมองเห็นได้นอกจากโยมหลิน โยมเอก แล้วก็หลวงตา  ดังนั้นเมื่ออยู่ด้านนอกหรือมีคนอื่นอยู่ด้วย โยมหลินต้องระมัดระวังอย่าให้ใครรู้ถึงการมีอยู่ของน้องชาย หากอยากคุยกับน้องก็ให้สื่อสารพูดคุยกันในใจ โยมจูจูย่อมได้ยินและตอบรับแน่นอน”

            “จริงหรือคะหลวงตา ถ้าอย่างนั้นหนูพาน้องกลับไปอยู่ด้วยได้แล้วใช่มั๊ยคะคุณพ่อ”

            “จ้ะ พ่อจะพาจูจู กลับบ้านไปด้วยกันจ้ะ”

            “เย้! คุณพ่อใจดีที่สุด เราจะได้กลับบ้านไปด้วยกันแหละจูจู”

            “เอ้านี่ โยมเอก นี่คือรูปปั้นของโยมจูจู เมื่อกลับถึงบ้านให้วางไว้ใต้หิ้งพระ พระจะคุ้มครองทุกคนให้อยู่ดีมีสุข ให้โยมพึงระลึกอยู่เสมอว่าโยมจูจูจะเกื้อหนุนโยมหลินไปทั้งชีวิต ยังไงอาตมาฝากโยมช่วยดูแลเ๽้าจูจู ให้เหมือนกับลูกคนหนึ่งก็แล้วกันนะ”

            “ครับหลวงพ่อ”

    ******************