เสียงกระดิ่งใบโพธิ์พัดลอยไปตามเสียงลมในรุ่งเช้าอันแสนสงบสุข เสียงสวดมนต์ดังแว่วมาจากอุโบสถใหญ่ที่ประดิษฐานองค์พระประธาน และเป็ที่รับกิจนิมนต์ต่างๆของพระในวัด ชาวบ้าน และผู้คนทยอยมุ่งหน้าเข้ามาในสถานที่แห่งธรรม เพื่อขัดเกลาจิตใจและอุทิศให้กับญาติผู้ล่วงลับไป เช่นเดียวกับครอบครัวพิพัฒน์พงษ์ ที่ได้มาอุทิศบุญกุศลให้กับผู้เป็ที่รัก
“แง๊ แง๊ แง๊.....”
“คุณพ่อได้ยินเสียงเด็กร้องไห้หรือเปล่าคะ” เนตรดาว หรือหลิน เด็กน้อยวัย 8 ขวบ เอ่ยถามพ่อของตนในขณะที่คุณพ่อพาเธอมาทำบุญให้กับคุณแม่ผู้ล่วงลับไป
“หืม..ไม่หนิ พ่อไม่ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้เลยลูก อาจจะเป็เสียงลูกแมวแถวนี้ก็ได้ เสียงลูกแมวมันคล้ายกับเสียงเด็กร้องหน่ะลูก ป่ะเราขึ้นไปหาหลวงตากันดีกว่า” ภารดาบิดาของเนตรดาวเอื้อนเอ่ยคำตอบให้กับลูกสาว พร้อมจับจูงแขนขึ้นไปยังโบสถ์เพื่อถวายภัตตาหาร
“แง๊ แง๊ แง๊.....”
เสียงร้องไห้ของเด็กยังแว่วมาตามสายลม จึงทำให้เนตรดาวต้องเหลียวหลังมองหาต้นเสียง และเสียงร้องนั้นเกิดบริเวณใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ในวัดแห่งนี้
“คุณพ่อขา หนูเห็นน้องผู้ชายนั่งร้องไห้อยู่ใต้ต้นโพธิ์ค่ะ” เนตรดาวกระตุกมือคุณพ่อที่จับจูง พร้อมกับบอกกล่าวในสิ่งที่ตนได้เห็น
“ไหนลูก พ่อไม่เห็นมีเด็กนั่งร้องไห้เลย หนูอาจตาฝาดแล้วหล่ะ เรารีบเดินขึ้นโบสถ์กันเถอะ” ภารดามองไม่เห็นสิ่งใด จึงคิดว่าลูกสาวของตนเองตาฝาด จึงจับจูงเข้าไปในโบสถ์ โดยที่เนตรดาวหรือหลินน้อยยังคอยชะเง้อมองน้องที่ยังนั่งร้องไห้อยู่ใต้ต้นโพธิ์
เมื่อสองพ่อลูกขึ้นมายังอุโบสถ นั่งฟังหลวงพ่อเ้าอาวาสสวดมนต์ หลังจากนั้นจึงต่อแถวเพื่อประเคนภัตตาหารเพลให้กับพระสงฆ์ในอุโบสถ
“นมัสการหลวงพ่อขอรับ”
“นมัสการหลวงตาเ้าค่ะ”
“อืม สบายดีนะโยมเอก โยมหลิน วันนี้มาทำบุญให้กับโยมสร้อยใช่ไหม” หลวงตาทักทายสองพ่อลูกด้วยความเมตตา
“ครับหลวงพ่อ”
ภารดา หรือโยมเอกได้นำลูกสาวประเคนภัตตาหารเพล พร้อมทั้งกรวดน้ำอุทิศบุญกุศลให้กับภรรยา และแม่ของลูกที่ล่วงลับไปจากโรคร้าย
“โยมเอก เดี๋ยวโยมเอกอยู่คุยกับอาตมาสักครู่ก็แล้วกัน ส่วนโยมหลินหลวงตาฝากโยมนำน้ำที่กรวดแล้วไปรดที่ใต้ต้นโพธิ์แทนโยมพ่อหน่อยได้ไหม”
“ได้เ้าค่ะหลวงตา”
หลินน้อย นำขันน้ำใบเล็กที่ได้ทำการกรวดน้ำอุทิศบุญกุศลลงไปยังต้นโพธิ์ต้นใหญ่ที่ทุกครั้งคุณพ่อจะพาเธอลงมาเทน้ำที่กรวดแล้วตรงจุดนี้เป็ประจำ
“แง๊ แง๊ แง๊”
“จะใช่น้องผู้ชายที่นั่งร้องไห้เมื่อตะกี้รึเปล่านะ” เสียงร้องไห้ยังแว่วมา ยิ่งหลินน้อยเดินเข้าใกล้ต้นโพธิ์มากเท่าใด เสียงร้องไห้ยิ่งชัดเจนเท่านั้น
หลินน้อยเทขันน้ำลงใต้ต้นโพธิ์ จากนั้นเดินอ้อมไปยังบริเวณหลังต้นโพธิ์ ก็พบกับเด็กน้อยอายุประมาณ 4 ขวบ ตัวอ้วนจ้ำม่ำ ใส่เอี้ยมสีแดงคล้ายกับเด็กน้อยในเครื่องปรุงรสตราเด็กอ้วนท้วนสมบูรณ์
“น้องชาย ทำไมมานั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้หล่ะ” หลินน้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“แง๊ ฮือๆ”
เสียงสะอื้นร้องไห้ของเด็กชายหยุดชะงักไป เงยหน้ามองเด็กหญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ข้าไม่รู้ ฮึก ข้าถูกท่านปู่เซียนพามาอยู่ตรงนี้ ข้าะโเรียกก็ไม่มีใครมองเห็นข้าสักคน”
“โอ๋ๆๆ ไม่ต้องร้องนะ ป่ะ เดี๋ยวพี่จะพาไปหาคุณพ่อ ให้คุณพ่อช่วยตามหาให้นะ”
หลินน้อยเอื้อมมือไปจับมือน้อยที่อวบอ้วน ส่วนเด็กน้อยมองด้วยความแปลกใจว่าจะจับมือกันได้จริงหรือ เพราะที่จริงแล้วเขาก็แปลกใจที่มีคนสามารถมองเห็นเขา เด็กน้อยจึงลองเอื้อมมือจับไปยังฝ่ามือที่พี่สาวได้ยื่นมือมาให้จับแต่ทำไมถึงจับมือกันได้หล่ะ!!
“ป่ะ ไปกันเถอะ ไปหาพ่อของพี่กัน”
หลินน้อยจับจูงเด็กชายตัวอ้วนที่แต่งกายพิลึกเดินไปยังโบสถ์ที่คุณพ่อกำลังสนทนากับหลวงตา
“พี่สาว ข้าขึ้นไปข้างบนไม่ได้” เด็กน้อยยืนอยู่หน้าอุโบสถที่ประดิษฐานพระประธาน
“ทำไมหล่ะ หรือว่าน้องกลัวหลวงตากับพ่อพี่เหรอ พ่อของพี่ใจดีนะ ไม่ดุด้วย”
ในระหว่างที่เด็กน้อยสองคนกำลังพูดกัน หลวงตาและคุณพ่อของหลินน้อย ได้เดินออกมาจากอุโบสถ
“หลินลูก ลูกกำลังคุยกับใคร?”
ภารดา เห็นท่าทางผิดปกติของลูกสาวที่ทำท่าคล้ายจะพูดคุยกับใคร ส่วนมือด้านซ้ายถือขันน้ำ แต่มือด้านขวาทำท่าคล้ายจะจับจูงใครสักคน
“คุณพ่อคะ หนูเจอน้องที่นั่งร้องไห้อยู่ใต้ต้นโพธิ์แล้วค่ะ น้องน่าสงสารมาก น้องบอกว่าน้องถูกนำมาทิ้งค่ะ”
หลินน้อยเห็นบิดาตนเองเดินออกมาหาก็รีบแจ้งในเื่ที่ตนเองพบเจอ
“น้องไหนลูก”
ภารดายังถามด้วยความสงสัย แต่ภายในเริ่มหวาดกลัวกับสิ่งที่มองไม่เห็น จึงหันไปหาหลวงพ่อที่พึ่งที่เดียวในตอนนี้
“โยมเอกใจเย็นๆ เอาหล่ะ เรามานั่งคุยกันที่ม้าหินอ่อนใต้นต้นไม้กันก่อนเถอะ โยมเอกเดินตามอาตมามา ปล่อยให้โยมหลินเดินตามหลัง ไม่มีอะไรหรอกเชื่ออาตมานะโยมเอก ส่วนโยมหลินจูงมือน้องตามมาด้วย”
“เ้าค่ะหลวงตา ป่ะน้องชายเราตามหลวงตาไปกันเถอะ”
หลินน้อยรับคำหลวงตาและหันไปบอกเด็กน้อยที่จับจูง ส่วนภารดาผู้เป็บิดานั้นทั้งห่วงลูกสาว ทั้งหวาดหวั่นในสิ่งที่มองไม่เห็น เมื่อมาถึงม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นไม้ภารดาผู้เป็พ่อไม่รอช้ารีบถามในสิ่งที่ตนเองสงสัยทันที
“หลวงพ่อครับ เกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวของผมหรือครับ ลูกสาวผมจูงมือใครมาหรือครับ!!”
“โยมเอกใจเย็น ๆ ไม่มีอะไรหรอก พอดีว่าโยมหลินกับโยมเด็กน้อยที่จับจูงกันมานั้น มีดวงจิตผูกพันกันมาหลายชาติภพ ในชาติภพนี้ก็เช่นเดียวกันทั้งสองจึงได้เจอกันอีกครั้งหนึ่ง วันนี้จึงเป็วันที่ทั้งสองได้มีวาสนามาพบเจอกัน หลวงพ่อจึงให้โยมหลินลงไปเทน้ำในขันอย่างไรหล่ะ”
“หลวงพ่อครับ แล้วจะส่งผลกระทบใดๆกับลูกสาวผมหรือเปล่าครับ” ภารดาสอบถามด้วยความกังวลใจ
“ไม่มีอะไรหรอก โยมเอกอย่ากังวลเลย เดี๋ยวอาตมาจะถามให้”
“โยมกุมารน้อย โยมมีชื่อหรือไม่” หลวงตาหันมาถามเด็กน้อยชุดเอี้ยมสีแดง ที่กำลังนั่งสะอึกสะอื้นมองผู้ใหญ่สองคนคุยกัน
“ฮึก ข้าชื่อจูจูจ้ะหลวงตา”
“ชื่อจูจูอย่างนั้นรึ แล้วบ้านช่องอยู่ไหนหล่ะ หรือว่าอยากไปอยู่กับใครบอกหลวงตาได้นะ”
“จริงหรือจ้ะหลวงตา ฮึก…ข้ากำลังวิ่งเล่นอยู่ในสระบัวเซียน์ ท่านปู่เซียนก็พาข้าออกมาอยู่ตรงนี้ ใครๆก็มองไม่เห็นข้า มีแต่หลวงตากับพี่สาวที่เห็นข้า”
“อืม...โยมเอก เด็กคนนี้ชื่อจูจูเป็กุมารเทพบน์ ถูกเทพชรานำมาทิ้งไว้จึงมานั่งร้องไห้อยู่ที่นี่ แล้วโยมหลินไปพบเจอ เลยพามานั่งคุยกันตรงนี้อย่างไรหล่ะ”
“พ่อจ๋าน้องถูกคนใจร้ายทิ้ง เราพาน้องกลับบ้านไปอยู่ด้วยกันได้มั๊ยคะ?” หลินน้อยหันมาอ้อนผู้เป็พ่อ
“เอ่อ.. ไม่ดีมั๊งลูก ให้น้องอยู่กับหลวงตาไม่ดีกว่าเหรอลูก?” ผู้เป็พ่อรีบปฏิเสธและเสนอแนวทางให้กับลูกสาวของตน
“แง๊ แง ใครๆก็ไม่อยากให้ข้าไปอยู่ด้วย” กุมารเทพน้อยร้องไห้ขึ้นมาอย่างน่าสงสารในสายตาของหลินน้อย
“โอ๋ๆ ไม่ต้องร้องไห้นะ เดี๋ยวพี่จะขอคุณพ่อพาน้องไปอยู่ด้วยนะโอ๋ๆๆ..” หลินน้อยคนใสซื่อเอ่ยปลอบน้องชายที่ตนเองจับจูงมา พร้อมทั้งส่งสายตาเว้าวอนให้กับพ่อของตน
“หลวงพ่อครับ จะทำอย่างไรดีครับ”
“โยมเอก อย่างที่อาตมาเคยบอกไว้ เด็กทั้งสองคนนี้มีดวงจิตผูกพันกันมาหลายชาติภพ ดวงจิตที่ตามมานี้เป็ดวงจิตทิพย์ มีแต่จะส่งเสริมโยมหลินในอนาคต อีกอย่างโยมกุมารน้อยนี้เป็กุมารเทพ จะอยู่เป็เพื่อนคู่ทุกข์คู่สุขของโยมหลินไปอีกนาน โยมเอกยินยอมให้กุมารน้อยกลับไปกับโยมเถอะ อาตมารับรองว่าสิ่งดีๆจะเกิดขึ้นกับโยมหลินแน่นอน ขอเพียงโยมเอกเปิดใจเท่านั้น”
“เื่แบบนี้เปิดใจยากนะครับหลวงพ่อ”
“ท่านพ่อของพี่สาวจ๋า ข้าขอไปอยู่ด้วยนะจ้ะ ข้าสัญญาว่าจะเป็เด็กดีจ้ะ” กุมารน้อยจูจู เอื้อนเอ่ยขออนุญาตไปอยู่อาศัยด้วย
“ช่างอ้อนเหมือนกันนะเรา โยมเอกกุมารเทพน้อยจูจูขอโยมเอกไปอยู่ด้วย โยมไม่ต้องกลัวไปอนุญาตเถอะอย่าไปตัดวาสนาหลายชาติภพของเด็กๆมันเลย”
“แต่กับสิ่งที่มองไม่เห็น มันก็กะไรอยู่นะครับหลวงพ่อ” ภารดายังคงพยายามยื้อเกมต่อไป
“กุมารเทพน้อยจูจู เ้าจะอนุญาตให้โยมเอกมองเห็นเ้าไหม ส่วนโยมเอกถ้าอยากให้เห็นเดี๋ยวหลวงตาจะเปิดดวงตาทิพย์ให้กับโยมเอกให้เห็นเฉพาะแค่เ้ากุมารน้อยนี้เท่านั้น ดูไปดูมาเ้ากุมารน้อยนี่ก็น่ารักไม่หยอกอวบอ้วนไปหมดทุกสัดส่วน” หลวงพ่อหยอกเย้าจูจู กุมารเทพน้อยด้วยความเมตตา
“ข้าอนุญาตจ้ะหลวงตา”
“ถ้ามันส่งผลดีกับลูกสาวผม ผมยอมเปิดดวงตาทิพย์ก็ได้ครับ อย่างน้อยก็จะได้เห็นในสิ่งเดียวกับลูกสาวผมครับหลวงพ่อ” เอาหล่ะเป็ไงเป็กัน เขาจะยอมเชื่อหลวงพ่อสักครั้ง
“เอาหละ ถ้าอย่างนั้นโยมตามอาตมาไปที่ศาลา เดี๋ยวอาตมาจะเปิดดวงตาทิพย์ให้ ตอนกลับบ้านก็พาเด็กคนนั้นไปบอกกล่าวกับเ้าที่เ้าทาง ส่วนการดูแลหากมีอาหารการกินก็เรียกให้มากินด้วยกัน หรือเสื้อผ้าสิ่งของก็ตั้งจิตว่าจะอุทิศให้ เดี๋ยวโยมเอกรอตรงนี้ก่อน อาตมาจะนำรูปปั้นกุมารเทพน้อยมาให้” หลวงพ่อเดินไปยังใต้ต้นโพธิ์ก้มหยิบรูปปั้นกุมารทองตัวเล็กที่ปั้นคล้ายกุมารของพระแม่กวนอิม ใส่ผ้าเอี้ยมสีแดง และกลับมาเรียกให้ทุกคนรวมทั้งกุมารเทพน้อยเดินตามไปที่ศาลา หลวงพ่อทำพิธีเจิมหน้าผากเปิดดวงตาทิพย์ให้กับภารดา เมื่อลืมตาขึ้นมาภารดาก็พบกับเด็กน้อยอายุไม่เกินสี่ขวบ นั่งตุ้ยนุ้ยอยู่ข้างลูกสาวของเขา
“หนูคือจูจู อย่างนั้นเหรอ” ภารดาส่งเสียงทักทายเด็กน้อยที่นั่งอยู่ด้านข้างลูกสาว
“ใช่จ้ะท่านพ่อ ข้าชื่อจูจู จ้ะ”
“คุณพ่อเห็นน้องแล้วใช่ไหมคะ แล้วทำไมเมื่อกี้คุณพ่อจึงมองไม่เห็นหรือคะ ขนาดหนูกับหลวงตายังมองเห็นน้องเลย” หลินน้อยถามด้วยความกังขา
“โยมหลิน ตัวตนของโยมจูจูนั้นพิเศษ ไม่มีใครสามารถมองเห็นได้นอกจากโยมหลิน โยมเอก แล้วก็หลวงตา ดังนั้นเมื่ออยู่ด้านนอกหรือมีคนอื่นอยู่ด้วย โยมหลินต้องระมัดระวังอย่าให้ใครรู้ถึงการมีอยู่ของน้องชาย หากอยากคุยกับน้องก็ให้สื่อสารพูดคุยกันในใจ โยมจูจูย่อมได้ยินและตอบรับแน่นอน”
“จริงหรือคะหลวงตา ถ้าอย่างนั้นหนูพาน้องกลับไปอยู่ด้วยได้แล้วใช่มั๊ยคะคุณพ่อ”
“จ้ะ พ่อจะพาจูจู กลับบ้านไปด้วยกันจ้ะ”
“เย้! คุณพ่อใจดีที่สุด เราจะได้กลับบ้านไปด้วยกันแหละจูจู”
“เอ้านี่ โยมเอก นี่คือรูปปั้นของโยมจูจู เมื่อกลับถึงบ้านให้วางไว้ใต้หิ้งพระ พระจะคุ้มครองทุกคนให้อยู่ดีมีสุข ให้โยมพึงระลึกอยู่เสมอว่าโยมจูจูจะเกื้อหนุนโยมหลินไปทั้งชีวิต ยังไงอาตมาฝากโยมช่วยดูแลเ้าจูจู ให้เหมือนกับลูกคนหนึ่งก็แล้วกันนะ”
“ครับหลวงพ่อ”
******************