บทที่3 เปลี่ยนวิกฤตเป็โอกาส
“วันนี้คือวันที่12 มิถุนายน 2540นี่ฉันย้อนเวลากลับมาเกือบ20 กว่าปีเลยเหรอ”
กรวิภานั่งคิดทบทวนในความมืดเหตุการณ์ในปี พ.ศ.2540 เธอจำได้ดี ตอนนั้นเธอยังเรียนหนังสือไม่จบครูที่โรงเรียนเล่าให้ฟังถึงวิกฤตต้มยำกุ้งที่รัฐบาลใช้เงินทุนสำรองของประเทศในการพยุงค่าเงินบาทไว้ที่ราคา25 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์ แล้วต่อมารัฐบาลมีเงินทุนสำรองในประเทศเหลือน้อยจนไม่สามารถพยุงค่าเงินบาทต่อไปได้รัฐบาลในขณะนั้นจึงปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัวซึ่งหลังจากนั้นค่าเงินบาทก็อยู่ที่ราว ๆ 50 กว่าบาทต่อ 1 ดอลล่าร์
“หรือว่าเด็กคนนั้นมาบอกให้เปลี่ยนวิกฤตเป็โอกาส”
กรวิภาล้มตัวลงนอนเมื่อคิดตกว่าที่วิชุดามาหาเพราะอยากให้เธอหาเงินจากอัตราแลกเปลี่ยนนี่เองแล้วเธอจะไปหาเงินที่ไหนมาซื้อเงินดอลล่าร์ล่ะ
เธอนอนพลิกตัวไปมาจนในที่สุดก็ผล็อยหลับไปถึงรุ่งเช้า
วันนี้เป็วันเสาร์แม่ของเธอทำงานที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างของเสี่ยชาตรีในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ในขณะที่พนักงานคนอื่นต้องทำงานในวันเสาร์อีกครึ่งวัน
เพราะแม่ของวิชุดาได้รับการยกเว้นเป็พิเศษ จึงทำให้พนักงานสาวสวยที่ทำงานกับเสี่ยชาตรีมาก่อนเกิดความอิจฉาริษยาจนกระทั่งมีการพูดจาประชดประชันกันว่าแม่ของเธอเป็เมียเก็บของเสี่ยชาตรีซึ่งเขาก็แก้ปัญหาอย่างเด็ดขาด โดยการไล่พนักงานสาวคนนั้นออก ดังนั้นั้แ่วันนั้นเป็ต้นมาก็ไม่มีใครกล้าพูดเื่นี้ให้แม่และเสี่ยชาตรีได้ยินอีก
เสี่ยชาตรีเป็หนุ่มใหญ่โสดที่ยังไม่เคยแต่งงานมาก่อนเขามีรูปร่างสูงใหญ่แบบตำรวจ หน้าตาคมคร้ามแบบชายไทยที่ไม่ถือว่าหล่อเหลาแต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่ มีคนเล่าลือว่าเพราะเขาผิดหวังจากความรักใน่วัยรุ่นจึงไม่คิดจะแต่งงานอีก บางคนก็ลือว่าเขาไม่ได้รักผู้หญิงจึงอยู่เป็โสดมาจนถึงบัดนี้
เขาไม่ใช่คนพื้นเพที่จังหวัดนี้แต่ย้ายมารับราชการตำรวจที่นี่ ด้วยความเป็คนตรงไปตรงมา มีอัธยาศัยดีและคอยช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากโจรผู้ร้ายที่ชุกชุมในสมัยก่อนเสี่ยชาตรีสร้างชื่อเสียงในการปราบปรามผู้ร้ายจนโด่งดังและตีพิมพ์เื่ราวของเขาในหนังสือพิมพ์ชาวบ้านในจังหวัดนี้เคารพและเทิดทูนเขาเหมือนวีรบุรุษเมื่อรับราชการจนถึงจุดอิ่มตัวเขาก็ลาออกจากราชการและเริ่มต้นทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างตลอดจนสัมปทานการสร้างถนนจนมีฐานะร่ำรวย นายตำรวจที่ชาวบ้านรักในวันนั้นจึงกลายเป็เสี่ยชาตรีที่มากไปด้วยบารมีและเงินทองในปัจจุบันนี้
วิชุดานั่งนึกถึงเื่ราวของเสี่ยชาตรีที่ช่วยเหลือเธอกับแม่ั้แ่ย้ายมาอยู่ที่นี่ซึ่งเขาไม่ได้เรียกร้องค่าตอบแทนใด ๆเขาขอแค่มากินอาหารในวันเสาร์ซึ่งเป็วันหยุดของแม่ในทุกสัปดาห์โดยเขาอ้างว่าเขาให้แม่บ้านหยุดทุกวันเสาร์ จึงไม่มีใครทำอาหารให้กิน ซึ่งแม่ก็ถือโอกาสทำอาหารให้เขากินในตอนเที่ยงและห่อให้กลับไปกินที่บ้านในตอนเย็น
วิชุดาคนเก่านับถือเสี่ยชาตรีเหมือนพ่อคนหนึ่งและส่งต่อความรู้สึกนั้นมาให้กรวิภาในตอนนี้
“ถ้าหากเราเล่าเื่วิกฤตต้มยำกุ้งให้ลุงชาตรีฟังเขาจะว่าเราเป็ผีแล้วเอาไปให้หมอผีไล่ออกรึเปล่า”
เธอนั่งคิดไปก็ส่ายหัวไปจนดาริกาที่มองอาการของลูกสาวั้แ่เช้าก็เดินเข้ามาเอามืออังหน้าผาก
“รู้สึกยังไงบ้างลูก ปวดหัวเป็ไข้รึเปล่า”
เสียงห่วงใยอาทรของดาริกาทำให้วิชุดาหันมากอดเอวและซบลงที่อกของแม่
“อกของแม่มันช่างอบอุ่นเสียนี่กระไรแม่ดีต่อเราขนาดนี้จะยอมให้แม่ลำบาก ทำงานงก ๆ ตลอดไปได้ยังไงแม่ควรจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้”
วิชุดาคิดในใจ แต่ปากก็ตอบให้แม่คลายความกังวล
“ไม่ได้เป็อะไรจ้ะแม่วิแค่กำลังคิดเื่ที่คุณครูเล่าให้ฟังที่โรงเรียนว่าอีกไม่นานจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในบ้านเมืองของเราวิก็เลยกังวลว่าแม่จะยังมีงานทำต่อไปอีกหรือเปล่าแล้วบริษัทของลุงชาตรีจะได้รับผลกระทบอะไรไหม”
ดาริกาเอามือลูบหัวลูกสาวอย่างอ่อนโยน
“ถ้าลูกสงสัยก็ถามลุงชาตรีตอนที่เขามากินข้าวบ้านเราสิเผื่อเขาจะไขข้อข้องใจให้ลูกได้”
วิชุดาพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับแม่แล้วก็ปล่อยมือให้แม่ไปเตรียมอาหาร
ดาริกายืนเตรียมอาหารในตอนเที่ยงพร้อมกับคิดถึงคำพูดของลูกสาว ใจของเธอล่องลอยไปในอดีตที่เ็ปจนเผลอกดมีดลงอย่างแรง
“อุ้ย”
ดาริกาใที่เกือบทำมีดบาดมือตัวเอง
ใกล้ถึงเวลาอาหารกลางวันก็มีรถจิ๊บคันใหญ่ขับมาจอดที่ถนนด้านหน้าบ้านของดาริกา
เสี่ยชาตรีในชุดเสื้อขาวกางเกงยีนส์สีเข้มสวมแว่นตาดำก็เดินเข้ามาในบ้านของสองแม่ลูก
“สวัสดีค่ะคุณลุง เข้ามาข้างในก่อนค่ะแม่ทำอาหารเสร็จแล้ว กำลังเตรียมยกขึ้นโต๊ะ”
เสี่ยชาตรียกมือทักทายกลับ เขายกยิ้มในหน้าทำให้หน้าตาที่ดูธรรมดามีเสน่ห์ขึ้นมาในทันที
“น่าแปลกใจเหมือนกันทำไมแม่ไม่ใจอ่อนแต่งงานกับลุงชาตรีสักที เขาก็เป็คนดีมีฐานะแถมยังเทียวไปเทียวมาตั้งหลายปีแล้ว”
เสี่ยชาตรีนั่งลงที่ห้องรับแขกที่น่ารักกระทัดรัด เขามองไปมุมไหนของบ้านก็ชื่นตาชื่นใจจนอยากให้ดาริกาและลูกสาวของเธอไปอยู่ที่บ้านของเขาและดูแลเขาตลอดไป
ดาริกาออกมาจากห้องนอนหลังจากอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยกลิ่นหอมสดชื่นจากตัวของเธอลอยเข้ามาในจมูกของเสี่ยชาตรีจนเขาเผลอสูดดมเข้าไปเต็มปอด
“เสี่ย” ดาริกาทักทายเสี่ยชาตรีด้วยเสียงอ่อนหวานจากนั้นเธอกับวิชุดาก็ตักอาหารที่ยังร้อน สองสามอย่างตั้งโต๊ะ
วันนี้ดาริกาทำแกงส้มกุ้ง ทอดมันปลากรายและผัดคะน้าปลาเค็ม ส่วนของหวานเป็แตงไทยกะทิ กลิ่นอาหารทำให้ชาตรีน้ำลายสอขึ้นมา
เขามาที่นี่ทุกวันเสาร์จนกลายเป็ความเคยชินเมื่อวิชุดากับแม่ตักอาหารเสร็จแล้ว เสี่ยชาตรีก็เลื่อนเก้าอี้ให้ดาริกานั่งก่อนอย่างที่เขาเคยทำเป็ประจำ
ดาริกาพึมพำกล่าวขอบคุณแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับเขา
เมื่อเริ่มรับประทานอาหารวิชุดาก็เริ่มโยนหินถามทาง เธอเล่าเื่ที่ครูในโรงเรียนกล่าวถึงวิกฤติทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้และเธอเดาว่าอีกไม่นานรัฐบาลคงจะปล่อยค่าเงินบาทลอยตัวแล้วถึงตอนนั้นธุรกิจน้อยใหญ่คงได้รับผลกระทบมากน้อยต่างกันไป และอาจจะมีบางคนถือโอกาสนี้สร้างวิกฤติให้เป็โอกาสโดยการถือครองเงินดอลล่าร์ให้มากที่สุด เมื่อถึงตอนที่รัฐบาลปล่อยค่าเงินบาทลอยตัวกำไรที่ได้จากการถือครองเงินดอลล่าร์จะมากเป็เท่าตัว
เสี่ยชาตรีมองเด็กสาวที่นั่งด้านข้างของดาริกาอย่างตกตะลึงดูเหมือนเด็กสาวจะเติบโตจนเขาลืมไปแล้วว่าเธอกำลังเข้าสู่วัยของหญิงสาวจากการคาดเดาของเธอ เหมือนจะตรงกับใจของเขา ที่้าถือครองเงิน ดอลล่าร์ให้มากเท่าที่สามารถเสี่ยงได้ก่อนที่รัฐบาลจะมีมาตรการทางการเงินออกมา
“ลุงก็กำลังประเมินสถานการณ์อยู่แล้วหนูวิคิดจะทำอะไรหรือ”
เสี่ยชาตรีอยากประเมินความสามารถของวิชุดา
ในขณะที่เสี่ยชาตรีถามลูกสาว ดาริกานั่งเงียบเธอไม่เคยมีความรู้เื่เศรษฐกิจชีวิตก่อนหน้านี้ของเธอขึ้นอยู่กับครอบครัวและสามีเมื่อถึงตอนที่เธอถูกทรยศจึงเหมือนไม้ล้ม ได้แต่ใช้ความรู้ที่เคยเรียนมาทำมาหากินเลี้ยงดูตัวเองและลูกโดยไม่เคยคิดที่จะลงทุนใด ๆ
“ถ้าหนูมีเงินสดในมือตอนนี้หนูจะซื้อดอลล่าร์ไว้ให้มากที่สุด เพราะไม่มีทางขาดทุนแน่นอนจากทิศทางของบ้านเมืองตอนนี้ เราไม่มีทางพยุงค่าเงินต่อไปแน่นอนต่อให้พยุงค่าเงินต่อไปได้ เราก็ไม่ได้ขาดทุนอยู่ดีแค่เสมอตัว”
คำตอบของวิชุดาสร้างความพอใจให้กับเสี่ยชาตรีเป็อย่างยิ่งแล้วเขาก็เฉลียวใจกับคำพูดของเด็กสาวที่นั่งอยู่ด้านหน้า“ถ้าหนูมีเงินสดในมือตอนนี้”คำพูดแบบนี้มีแต่คนที่เคยทำมาค้าขายกับเขาเท่านั้นที่จะกล่าวนี่ไม่ใช่หมายถึงเด็กคนนี้กำลังให้เขาเสนอให้ยืมเงินหรืออย่างไร
เสี่ยชาตรีมองเข้าไปในดวงตาของวิชุดาแล้วเขาก็เห็นดวงตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนอยู่ในดวงตาคู่นั้น
เพราะความยากลำบากทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตอย่างก้าวะโถึงเพียงนี้เลยหรือ