เช้าตรู่ บ้านครอบครัวฟรีแมน
"เงียบ!"
เซซาเรียตวาดสามีหนุ่มที่กำลังบ่นกระปอดกระแปดไม่จบไม่สิ้น เธอสุดจะทนแล้วจริงๆ
เช้านี้ทั้งสองทะเลาะกันนิดหน่อย ตำรวจหนุ่มโทษว่าที่ภรรยาสาวมาวุ่นวายกับตู้เสื้อผ้ารกๆ ของเขา จนทำให้หากางเกงในตัวโปรดไม่เจอ
อันที่จริงเซซาเรียก็ไม่อยากจะยุ่งหรอกนะ ถ้าเพียงแต่ผัวตัวดีรู้จักซักมันเสียบ้าง เน่าซะขนาดนั้น!
ครอบครัวฟรีแมนในวันนี้ดูจะวุ่นวายเป็พิเศษ เพราะมันเป็วันเข้าเรียนครั้งแรกของเฟรีสและเขาก็อารมณ์ดีมากด้วย
ในที่สุดก็จะได้เป็อิสระเสียที ยังมีโปรเจ็กอีกมากที่ต้องทำ แน่นอนว่าที่โรงเรียนเองก็มีฐานลับอยู่ด้วย ใหญ่กว่าใต้ห้องเล็กๆ ในปัจจุบันเสียอีก
แต่ดีใจได้ไม่ทันไรก็บังเอิญสบตากับเซซาเรียเข้าเสียก่อน สายตานิ่งๆ นั่นทำเขาตัวสั่นน้อยๆ และค่อยๆ ถอยหนีทันทีตามสัญชาติญาณ
"หยุดตรงนั้น!" เซซาเรียพูดเสียงนิ่ง เด็กน้อยตัวแข็งทื่อทันที จากนั้นเขาก็ถูกลากเข้าไปในห้องและถูกจับแต่งตัวใหม่ทั้งหมด
“ต่อไปก่อนไปเรียน ไม่สิ..ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ต้องมาให้ฉันดูก่อนนะ นี่คือคำขาดห้ามต่อรอง” เซซาเรียมองเฟรีสด้วยสายตาดุๆ
“แต่ว่า…..” เฟรีสพยายามเถียง เขาคิดว่าสไตล์การแต่งตัวของตนเองนั้นก็ดูดีอยู่แล้ว (เอ็งถึงไม่เคยมีแฟนไง)
“หืม?” เซซาเรียตอบกลับด้วยสายตานิ่งๆ
“คร๊าบผม” ยอมซะแต่แรกก็หมดเื่
สุดท้ายตัวเองก็ไม่ต่างกับโจนาธานที่เคยนึกดูถูก ช่างน่าสมเพช เซซาเรียยังคงครองตำแหน่งผู้มีอำนาจสูงสุดในบ้านต่อไป
“อยู่ที่นั่นอย่าดื้อกับคุณครูล่ะ ถ้ามีอะไรก็โทรมาบอกทางนี้นะ ไว้วันอาทิตย์แม่ค่อยไปรับกลับ”
เซซาเรียจัดปกเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินให้พร้อมกำชับด้วยความเป็ห่วง
เนื่องจากสถาบันศึกษานิวอีร่าเป็โรงเรียนประจำ ผู้ปกครองจึงสามารถรับนักเรียนกลับบ้านได้เพียงวันอาทิตย์เท่านั้น
ยกเว้นแต่ว่ามีเหตุจำเป็ ซึ่งต้องทำเื่ขอจากทางโรงเรียนก่อน
15 นาทีต่อมา ครอบครัวฟรีแมนก็มาถึงหน้าสถาบันศึกษา
"เฮ้โจน เซร่า ทางนี้" แอนโทนี่ซึ่งรออยู่ก่อนแล้วทักทายครอบครัวฟรีแมน ห่างไปไม่ไกลเฟลิเซียพอเห็นพี่คนใหม่ก็โบกมือให้อย่างร่าเริง
หลังจากพบกันเมื่อครั้งก่อน เฟรีสก็ได้มอบหุ่นผึ้งให้เด็กหญิงและทั้งสองก็ติดต่อพูดคุยกันเรื่อยมา สภาพจิตใจของเธอจึงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่หายสนิท
"ฝากเ้าหนูด้วยนะครับพี่โทนี่ ถ้าดื้อก็ฟาดได้เลย รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตีจริงไหม?" ตำรวจหนุ่มกล่าวพลางชำเลืองมองเด็กชาย
"....." แอนโทนี่พูดไม่ออก สู้ให้เ้านายตัวเองตีเขาแทนไม่ดีกว่าหรอ
ตำรวจหนุ่มคุยกับรองครูใหญ่จำเป็ต่ออีกเล็กน้อยก่อนจะขับรถพาภรรยาตนออกไป
หลังคนทั้งคู่ไปได้ไม่นาน รถทัวร์สี่คันก็เลี้ยวเข้ามาจอดหน้าสถาบัน เด็กจำนวนร้อยคนค่อยๆ ทยอยเดินลงมาจากประตู้ข้าง ทั้งหมดมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเฟรีสและเฟลิเซีย ที่สำคัญคือพวกเขาล้วนแต่เป็เด็กกำพร้า
เมื่อหลายเดือนก่อนหน้า เฟรีสได้ใช้ตัวตนปลอมติดต่อไปยังสถานสงเคราะห์เด็กทั่วประเทศ โดยระบุว่าให้ส่งเด็กมาทดสอบ ผู้ที่สอบผ่านจะได้เข้าเรียนฟรีรวมถึงส่งเสียทุกอย่างจนพวกเขาบรรลุนิติภาวะ
จากนั้นไม่นานทางศูนย์หลายแห่งก็ส่งเ้าหน้าที่มาตรวจสอบ พอเห็นถึงความไฮเทคของสถาบันก็อนุมัติแทบจะทันที เพราะปัจจุบันจำนวนเด็กตามสถานสงเคราะห์ก็แทบล้น งบประมาณดูแลก็ไม่เพียงพอ มีคนช่วยแบ่งเบาได้ขนาดนี้จะหาได้จากที่ไหนอีก
เมื่อไฟเขียว บรรดาเ้าหน้าที่จึงส่งเด็กๆเข้ารับการทดสอบ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมหลายหมื่นคนเลยทีเดียว แต่มีเพียงแค่ 100 คน เท่านั้นที่สอบผ่าน(ไม่นับเด็กเส้น 2 คน คือ เฟรีสกับเฟลิเซีย)
สำหรับเด็กที่สอบผ่านก็จะได้รับเครื่องแบบนักเรียนฟรีและระบุว่าให้สวมมันทันที
พอพวกตัวน้อยเห็นเครื่องแบบก็ถึงกับเบ้หน้า เพราะมันน่าเกลียดมากจริงๆ ขืนสวมก็ต้องถูกล้อเลียนแน่ๆ (เฟรีสใช้เวลาออกแบบ 5 วินาที)
เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มเรียบๆ มีแค่กระเป๋าเสื้อด้านขวากับกระดุมสีเดียวกันราวกับเอาถุงกระดาษมาห่อตัวไว้ ส่วนล่างเป็กางเกงแสลคกับร้องเท้าคัทชูสีเดียวกับเสื้อ
เมื่อสวมใส่ทั้งเนื้อทั้งตัวก็จะมีแค่สีเดียวเท่านั้นคือสีน้ำเงิน ไม่สิ! ยังมีสีทองจากเข็มกลัดรูปผึ้งสยายปีกตรงอกด้วย เท่านี้จริงๆ!
ทว่า ถึงจะดูเชยแค่ไหน แต่พอเด็กๆ อ่านคู่มือที่แนบมาด้วยก็ถึงกับตาลุกวาวและรีบสวมอย่างรวดเร็ว
เพราะพวกมันถูกสร้างขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีสุดพิเศษ มีการติดตั้งอุปกรณ์ไฮเทคหลายชนิดไว้ภายในเนื้อผ้า เช่น ตัวควบคุมอุณหภูมิ สนามพลังสร้างแรงโน้มถ่วงแบบเริ่มต้นที่สามารถป้องกันะุปืนขนาดเล็กได้
เฟรีสให้พวกเด็กรีบสวมมันก็เพราะเขาเป็ห่วงเื่ความปลอดภัยนั่นเอง ยิ่งไซแอนตอนนี้มีข่าวเื่พวกบ้ากราดยิงอยู่ด้วย เกี่ยวกับชีวิตนักเรียนตัวน้อยเขาจะประมาทไม่ได้
สำหรับเหตุผลว่าทำไมต้องเลือกรับเฉพาะเด็กกำพร้าด้วย ข้อแรกเลยก็คือตัวเขาเองก็กำพร้ามาก่อนเช่นกัน จนถึงปัจจุบันเฟรีสก็ยังคงหาพ่อแม่ไม่พบ
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าเป็ความเห็นใจและสงสารนั่นเอง
เหตุผลรองลงมานั้นสัมพันธ์กับข้อแรก เมื่อได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด เด็กๆ ก็จะเกิดความรู้สึกผูกพันธ์กับทางสถาบันเป็พิเศษ
เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นก็จะเป็กำลังสำคัญในองค์กรหรืออุตสาหกรรมของเฟรีสในอนาคต เมื่อรู้สึกว่าเป็ครอบครัวเดียวกัน โอกาสทรยศหรือถูกซื้อตัวไปก็จะน้อยลง จะเรียกอัฐยายซื้อขนมยายก็ว่าได้
"ผึ้งล่ะๆ"
"มันกำลังจะบิน"
"เราจะได้เรียนที่นี่หรอ"
"ที่นี่มันแปลกๆ"
บรรดาเหล่าเด็กน้อยต่างตื่นตาตื่นใจกับโรงเรียนรูปร่างประหลาดจนพูดจ้อไม่หยุด
“เอาล่ะๆ เข้าไปด้านในกันเถอะ เราจะได้เริ่มพิธีปฐมนิเทศกัน”
แอนโทนี่กล่าวพร้อมกับยกยิ้มน้อยๆ อย่างเป็มิตร ถึงหน้าตาจะไม่ให้แต่เขาเองก็จัดว่าเป็คนรักเด็กมากคนหนึ่ง
"ว๊ากก"
"น่ากลัว"
"อย่าไปมองหน้าเขาสิ"
"จะโดนทำร้ายมั๊ย"
"แง๊ๆๆๆๆๆ"
“....” แอนโทนี่หุบยิ้มในพริบตาอารมณ์ดีดีเมื่อครู่ดิ่งลงเหว ตอนนี้เขารู้สึกเศร้าใจมาก
พวกเด็กมองดูเขาราวกับผู้ร้ายในหนังยังไงยังงั้น กว่าจะโน้มน้าวให้วางใจได้ก็เล่นเอาเหนื่อยไม่น้อย
15 นาที ต่อมา ทุกคนก็มาถึงห้องประชุมชั้นใต้ดิน
"เข้ามาแล้วก็นั่งที่ใครที่มันนะ ให้ดูชื่อที่ติดไว้ด้านหน้า” แอนโทนี่พูด
พวกเด็กน้อยพอได้ยินก็รู้สึกงงงวย เพราะนอกจากห้องซึ่งกว้างราวกับเอาสนามฟุตบอลสามแห่งมาต่อกันแล้วก็ไม่มีอะไรอีก แม้แต่โต๊ะสักตัวยังไม่มีด้วยซ้ำ
“อ๊ะ ลืมไปเลย” เมื่อเห็นสีหน้าเด๋อด๋าของเ้าพวกตัวน้อย แอนโทนี่ก็นึกขึ้นได้
“ระบบ เปิดใช้รูปแบบปรับแต่งเองที่ 5”
[รับทราบ เริ่มเปิดใช้รูปแบบปรับแต่งที่ 5 ห้องอุปกรณ์เสมือนจริง]
แกร่กกกก
พริบตานั้น จากห้องประชุมว่างๆ ก็มีกำแพงผุดขึ้นมาจากพื้นและกั้นเป็ล็อกๆ จนกลายเป็ 103 ห้อง หน้าประตูแต่ละห้องมีชื่อเ้าของแปะไว้อยู่ (3 ห้องที่เกินมาคือของ แอนโทนี่ เฟรีส เฟลิเซีย)
หลังจากเด็กน้อยคนหนึ่งเปิดประตูเข้าไป เขาก็พบว่าภายในนั้นมีเก้าอี้สีแดงสดตั้งอยู่กลางห้อง รูปแบบเก้าอี้ถูกออกแบบอย่างทันสมัยราวกับหลุดออกมาจากรถสปอร์ตราคาแพง
ทางขวาของเก้าอี้เป็โต๊ะเหล็กเตี้ยๆ สีเทา บนนั้นมีแว่นตาคล้ายๆ แว่นกันหิมะกับหนังสือเล่มบางๆ วางไว้อยู่ นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรอื่นอีก
“เอาล่ะ อันดับแรก ให้ทุกคนหยิบหนังสือบนโต๊ะขึ้นมาอ่าน ให้เวลา 15 นาที ใครไม่เข้าใจให้ถามได้” แอนโทนี่บอกเด็กๆ
ส่วนตนเองก็หยิบหนังสือแบบเดียวกันซึ่งตรงหน้าปกเขียนไว้ว่า “คู่มือใช้เก้าอี้อัจฉริยะและแว่นตาโลกเสมือน” ขึ้นมาอ่านทวนอีกรอบ
5 นาที ผ่านไป ชายหัวล้านก็เริ่มได้ยินเสียงเด็กๆ พูดคุยกันด้วยความตื่นเต้น
ซึ่งก็เป็ไปตามคาด จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร เพราะเทคโนโลยีของเฟรีสมันเหนือของยุคปัจจุบันไปไกลโข
เริ่มจากแว่นตา ตรงขาแว่นถูกติดตั้งไว้ด้วยอุปกรณ์ชนิดพิเศษซึ่งสามารถตัดประสาทการรับรู้ในโลกความเป็จริงบางส่วนได้ ทำให้ผู้ใช้สามารถโฟกัสไปที่โลกเสมือนจริงแทน
ในโลกเสมือนนั้นจะรับความรู้สึกได้"แทบ"ไม่ต่างจากโลกความเป็จริง ที่ใช้คำว่าแทบเพราะบางอย่างถ้ามันสมจริงไปก็จะสยองแทนเอาได้
อย่างในเื่ของความเ็ป ระบบจะจำกัดให้เจ็บเล็กๆ น้อยๆ พอแค่รู้สึกได้เท่านั้น ลองคิดดูถ้าสมมุติคุณถูกศัตรูในเกมส์ฟันแขนขาขาดขึ้นมา ถ้ามันรู้สึกเจ็บพอๆ กับความเป็จริง รับรองได้ว่ามีทุบเครื่องทิ้งแน่ๆ
เฟรีสยังออกแบบระบบความปลอดภัยต่างๆ ไว้ด้วย เช่น กรณีที่ผู้ใช้มีอาการเจ็บป่วยบางอย่าง ยกตัวอย่างโรคหัวใจ ก็จะถูกจำกัดเหตุการณ์หรือบางสถานที่ไว้เพื่อไม่ให้เใจนเกิดอันตราย
นอกจากนั้น แว่นตายังไม่ตัดความรู้สึกอันเกี่ยวกับสัญชาติญาณการดำรงชีพสำคัญๆ ออกไป เช่น กระหายน้ำ หิวอาหาร ปวดปัสสาวะ อุจจาระและอาการเจ็บป่วยบางประเภท เป็ต้น
ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสภาวะขาดน้ำและอาหารหรือการรักษาพยาบาลจากความเจ็บป่วย
อีกอย่างที่สำคัญคือในโลกเสมือนนั้นไม่มีห้องน้ำ แถมการแอบขับถ่ายในนั้นก็จะถูกแบนเป็เวลา 3 วัน อีกด้วย
เหตุผลก็ง่ายๆ คุณเคยฝันว่าเข้าห้องน้ำไหมล่ะ? ถ้าเผลอไปอาจต้องตื่นขึ้นมาพร้อมที่นอนอันเปียกแฉะ
สุขาในโลกเสมือนมันก็คือกับดัก!
แม้ว่าแว่นตาโลกเสมือนจะดูน่าทึ่งเพียงใดแต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการอยู่ ถ้าผู้ใช้มัวแต่หมกมุ่นกับมันมากเกินไป สุขภาพของเขาก็อาจพังได้เพราะขาดการขยับร่างกาย
ดังนั้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจึงต้องใช้คู่กับเก้าอี้อัจฉริยะ เมื่อผู้ใช้กรอกยูสเซอร์เนมกับรหัสผ่านเสร็จและหย่อนก้นลงไป ตัวเก้าอี้ก็จะเริ่มปรับสภาพให้เหมาะกับสรีระโดยอัตโนมัติ
จากนั้นมันก็จะปล่อยฟิลม์คล้ายพลาสติกใสผสมกับของเหลวมาหุ้มตามร่างกายผู้ใช้งาน ฟิลม์ดังกล่าวจะมีอุปกรณ์กระตุ้นกล้ามเนื้อติดตั้งไว้อยู่
รวมถึงมีตัวควบคุมอุณหภูมิกับแบคทีเรียด้วย ต่อให้เหงื่อออกตัวก็ไม่เหม็นแน่นอน เนื้อตัวผู้ใช้งานจะยังคงสะอาดสะอ้านอยู่เสมอ
การทำงานของระบบเก้าอี้จะเชื่อมต่อกับแว่นตาอัจฉริยะ ถ้าผู้ใช้งานวิ่งออกกำลังในโลกเสมือน กล้ามเนื้อในโลกความเป็จริงก็จะถูกกระตุ้นไปด้วย ผู้ใช้งานจึงไม่ต้องกลัวว่าจะเสียสุขภาพ
เว้นแต่ว่าในโลกเสมือนก็ยังี้เีออกกำลังกาย อันนี้ก็คงช่วยอะไรไม่ได้
หลังจากชายหัวล้านอ่านทวนรอบที่ 3 จบ พอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเด็กๆ ต่างก็มองเขาด้วยสายตาตำหนิ ราวกับจะบอกว่าเร็วๆ หน่อยสิ
ซึ่งก็จริงตามที่คิด คู่มือมีแค่สามหน้ากระดาษ พวกเด็กน้อยอ่านจบกันไปตั้งนานแล้ว รอก็แต่ตาลุงหน้าโฉดนี่แหละ
อย่าลืมว่าทั้ง 100 คนนี้ สามารถผ่านการทดสอบที่เฟรีสออกแบบมาได้ ดังนั้น ระดับความฉลาดของพวกเขาย่อมไม่ธรรมดา เผลอๆ อาจฉลาดกว่าแอนโทนี่ด้วยซ้ำ ถ้าให้เวลาได้เติบโตล่ะนะ
“อะแฮ่ม.....เอาล่ะ สวมแว่นได้ จากนั้นเราค่อยเปิดสวิทซ์พร้อมกันนะ 3…2…1”
*VR ย่อมาจาก Virtual Reality ประสบการณ์แบบเสมือนเกิดขึ้นจริง