ม่านพลังป้องกันสีทองคำขนาดยักษ์ที่ครอบคลุม 'หอหมื่นสมบัติ' สาขานครจตุรทิศ บัดนี้กลายเป็นดั่งกรงขังมรณะที่ปิดตายทุกเส้นทางสู่โลกภายนอก ค่ายกลระดับเซียนสูงสุดที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันผู้บุกรุก บัดนี้กลับถูกใช้เพื่อกักขัง 'มารร้ายสีเทา' เพียงคนเดียวไม่ให้เล็ดลอดออกไปได้ ทว่า ตัวมารร้ายที่ถูกกักขังอย่างหลินเฟย กลับไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขายืนตระหง่านอยู่บนเวทีประมูลที่บัดนี้อาบไปด้วยเลือดสีทองของผู้นำตระกูลอวิ๋น นัยน์ตาสีเทาประกายเงินจ้องมองขึ้นไปบนเพดานเจดีย์เจ็ดชั้นที่กำลังสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งราวกับจะถล่มลงมา
"signal_gen{thumbnail_prompt: {style: Xianxia Semi-realistic 3D Render, High-fantasy Chinese Male CG, subject: The young male cultivator with flowing silver-grey hair and torn dark stealth armor stands triumphantly in the center of the chaotic, partially destroyed celestial auction stage. He radiates an overwhelming, all-consuming grey Yin-Yang aura (Primordial Qi). He holds the perfectly formless, glowing grey light blade of the complete Formless Sword, which is dripping with golden celestial blood. Around him, tens of thousands of mortal cultivators and celestial nobles are fleeing in pure terror. Below, a massive Yun family army of golden armored soldiers on silver Qilin mounts is forming a colossal cosmic array outside the building. The image is bathed in dynamic, cinematic lighting, 8k resolution, masterpiece. Enable strict facial consistency mode: Prioritize the facial features the provided reference image. Maintain the subject's identity accurately while only adapting the pose, lighting, and background. Do not alter the core facial structure.}, aspect_ratio: 16:9, typography: {line_1_thai: วิถีศัสตราไร้ลักษณ์, line_2_english: ตอนที่ 43: ถล่มนครจตุรทิศ และการสังหารหมู่ระดับนิรันดร์}}"
ศัสตราไร้ลักษณ์ในรูปลักษณ์ใบดาบแสงสีเทาปฐมกาล สั่นพ้องในฝ่ามือของหลินเฟยอย่างรุนแรง ประดุจสัตว์ร้ายที่เพิ่งได้รับอิสรภาพจากการกักขังนับล้านปี มันไม่ได้เป็นเพียงแสงสว่างอีกต่อไป ทว่าทันทีที่ 'แก่นกลางดาราดับสูญ' ถูกดูดกลืนเข้าสู่จุดตันเถียนและหลอมรวมเข้ากับตัวดาบ รูปลักษณ์ของศาสตราแห่งการลบล้างก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าสะพรึงกลัวอย่างเห็นได้ชัด ใบดาบแสงสีเทาที่เคยโปร่งแสง ค่อยๆ ควบแน่นและสร้าง 'รูปลักษณ์ทางกายภาพ' ที่เป็นของเหลวสีเทาเข้มประดุจเหล็กไหลผสมกับความว่างเปล่า มันไหลเวียนและแปรเปลี่ยนรูปร่างไปมาอย่างต่อเนื่องตามเจตจำนงของหลินเฟย บางครั้งดูเหมือนกระบี่คมกริบ บางครั้งดูเหมือนแส้มฤตยู และบางครั้งก็ดูเหมือนหลุมดำขนาดเล็กที่กลืนกินมิติ
'สมบูรณ์แบบ...' เสียงของจิตวิญญาณศาสตราดังก้องในหัวของหลินเฟยด้วยความปีติยินดีอย่างถึงขีดสุด 'ด้วยแก่นกลางดาราดับสูญ ศัสตราไร้ลักษณ์ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของวัตถุดิบทั้งหมดในโลกนี้ บัดนี้มันคืออาวุธที่ถือกำเนิดจากการลบล้างจักรวาล! ไม่ว่าจะเป็นเซียนนิรันดร์ หรือเซียนสวรรค์หน้าไหน ถ้าแกยื่นมือเข้ามา... ข้าจะตัดพวกมันทิ้งซะ!'
หลินเฟยแสยะยิ้มอำมหิต "ถ้าอย่างนั้น... จงประกาศการจุติของเจ้า ให้โลกใบนี้ได้รับรู้!"
โฮกกกกกกกกกกกกก!
หลินเฟยปลดปล่อยพลังงานปฐมกาลทั้งหมดในร่างอย่างบ้าคลั่ง รังสีสีเทาทึบพวยพุ่งออกจากร่างกลายเป็นเสาแสงขนาดยักษ์ ทะลวงหลังคาเจดีย์หอหมื่นสมบัติจนแหลกเป็นผุยผง ม่านพลังป้องกันสีทองคำที่ครอบคลุมอาคาร เมื่อสัมผัสกับรังสีปฐมกาล ถึงกับเกิดเสียงปริแตกและสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หลินเฟยตวัดศัสตราไร้ลักษณ์ที่บัดนี้กลายเป็นดาบของเหลวสีเทา ฟาดฟันขึ้นไปเบื้องบนสุดแรงเกิด!
"วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์... 'ปฐมกาลคืนสู่สูญ' ขั้นสมบูรณ์!"
ฉัวะะะะะะะะะะ! เพล้งงงงงงงงง!
ไม่มีเสียงระเบิดกึกก้อง มีเพียงเสียงคล้ายกระจกบานใหญ่ถูกทุบแตก คลื่นกระบี่สีเทาขนาดมหึมาที่อัดแน่นไปด้วยเจตจำนงแห่งการลบล้าง พุ่งตัดผ่านหลังคาหอหมื่นสมบัติ และตัดทะลวงม่านพลังป้องกันสีทองคำที่ปิดผนึกเมืองเอาไว้ ม่านพลังระดับเซียนสูงสุดถูกฉีกขาดเป็นรอยแยกที่มืดมิดและไม่สามารถซ่อมแซมได้ ค่ายกลป้องกันทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา!
แรงกดดันจากภายนอกพุ่งทะลักเข้าสู่หอหมื่นสมบัติ ในขณะที่กลุ่มควันและหมอกเลือดสีทองลอยคลุ้งปกคลุมพื้นที่ใจกลางเวทีประมูล หลินเฟยทิ้งตัวดิ่งลงมาจากห้องวีไอพี พุ่งตรงทะยานลงมาที่เวทีประมูล จุดหมายเดียวของเขาคือ 'แก่นกลางดาราดับสูญ' ที่วางอยู่บนแท่นหยก!
"บังอาจ! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!" ปรมาจารย์ประมูลดึงสติกลับมาได้ มันโกรธจัดที่ถูกหยามเกียรติในถิ่นของตนเอง รังสีพลังระดับเซียนนิรันดร์ขั้นต้นระเบิดออก มันพุ่งทะยานเข้าขวางทางหลินเฟย พร้อมกับฟาดฝ่ามือมรรคาขนาดยักษ์ที่หมายจะบดขยี้ผู้บุกรุกให้แหลกคาที่
"หลีกไปไอ้แก่! หรืออยากจะหัวขาดเป็นเพื่อนมัน!"
หลินเฟยไม่แม้แต่จะชะลอความเร็ว เขาตวัดศัสตราแสงสีเทาฟาดฟันสวนกลับไป คลื่นกระบี่ปฐมกาลพุ่งทะลวงผ่านฝ่ามือมรรคาของปรมาจารย์ประมูลจนขาดสะบั้นอย่างง่ายดาย ชายชราเบิกตากว้างด้วยความตกใจ มันรีบถีบตัวหลบการโจมตีได้อย่างหวุดหวิด ทว่าก็ต้องแลกมาด้วยแขนขวาที่ถูกคลื่นกระบี่ตัดขาดกระเด็น!
"อ๊ากกกกกก!" ปรมาจารย์ประมูลกรีดร้องลั่น เลือดสีทองสาดกระเซ็น
หลินเฟยไม่สนใจชายชราที่กำลังดิ้นทุรนทุราย เขาพุ่งตัวลงประชิดแท่นหยก และเอื้อมมือซ้ายคว้า 'แก่นกลางดาราดับสูญ' เอาไว้ในกำมือ! ทันทีที่ผิวหนังของเขาสัมผัสกับเศษโลหะสีดำ ความเย็นยะเยือกที่ล้ำลึกถึงขีดสุดก็พุ่งทะลวงเข้าสู่กระดูก ทว่าทารกปฐมกาลในร่างกลับตอบสนองด้วยความตื่นเต้นอย่างบ้าคลั่ง มันดูดูดกลืนเศษโลหะนั้นหายวับเข้าไปในจุดตันเถียนของหลินเฟยโดยตรง เพื่อเตรียมการหลอมรวมกับศัสตราไร้ลักษณ์!
"ของล้ำค่า... เป็นของข้าแล้ว" หลินเฟยแสยะยิ้มกว้าง
ในเวลาเดียวกัน ท้องฟ้าเหนวนครจตุรทิศก็เกิดการสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น กลิ่นอายของยอดฝีมือระดับเซียนนิรันดร์หลายสิบคน และกองทัพองครักษ์ตระกูลอวิ๋นนับแสนคน กำลังพุ่งทะยานมุ่งหน้ามายังหอหมื่นสมบัติด้วยความโกรธเกรี้ยว การตายของผู้นำตระกูลอวิ๋น ได้จุดชนวนสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของนครจตุรทิศขึ้นแล้ว!
หลินเฟยยืนตระหง่านอยู่บนเวทีประมูลท่ามกลางซากศพและผู้คนที่กำลังหวาดกลัว เขาเงยหน้ามองม่านพลังสีทองคำที่ครอบคลุมอาคาร และสัมผัสได้ถึงกองทัพที่กำลังแห่กันมา ทว่านัยน์ตาสีเทาประกายเงินของเขากลับปราศจากความหวั่นเกรงใดๆ มีเพียงความกระหายเลือดและการทำลายล้างที่กำลังเดือดพล่านถึงขีดสุด
"ปิดผนึกงั้นรึ? กองทัพนับแสนงั้นรึ? ดีมาก..." หลินเฟยหัวเราะร่วน เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วความโกลาหล เขายกศัสตราแสงสีเทาขึ้นเหนือศีรษะ ปราณปฐมกาลในร่างเดือดพล่านทะลักล้นออกมาจนกลายเป็นเสาแสงสีเทายักษ์พุ่งทะลวงหลังคาเจดีย์ "วันนี้... ข้าจะขอใช้นครจตุรทิศแห่งนี้... เป็นแท่นสังเวย เลือดเซียนอมตะนับแสน... เพื่อฉลองการหลอมรวมศัสตราไร้ลักษณ์ขั้นสมบูรณ์!"
สิ้นเสียงประกาศิต หลินเฟยก็ตวัดดาบแสงสีเทา ฟาดฟันลงมายังม่านพลังป้องกันสีทองคำที่ครอบคลุมหอหมื่นสมบัติอย่างสุดแรงเกิด! คลื่นกระบี่แห่งการลบล้างพุ่งทะยานออกไป แหวกมิติและกาลเวลา การนองเลือดครั้งประวัติศาสตร์ของแดนเซียนอมตะ... ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!
หลินเฟยลอยตัวขึ้นสูงเหนือซากปรักหักพังของหอหมื่นสมบัติ ทะลวงม่านพลังที่พังทลายออกสู่ท้องฟ้าภายนอก ทัศนียภาพเบื้องหน้าของเขานั้นมืดฟ้ามัวดินไปด้วยกองทัพเซียนนับแสนคนที่ลอยตระหง่านปิดกั้นน่านฟ้าทั้งหมด เรือรบเหาะเซียนขนาดมหึมาหลายร้อยลำเรียงรายเป็นค่ายกล กระเรียนเซียนและสัตว์อสูรพาหนะนับหมื่นส่งเสียงร้องคำรามดังกึกก้อง
เบื้องหน้าของกองทัพ ปรากฏร่างของชายชราและชายฉกรรจ์กว่าสามสิบคน ลอยตัวอยู่เหนือกระแสลมเซียนที่ปั่นป่วน พวกมันคือระดับผู้อาวุโสสูงสุดและผู้นำตระกูลสาขาของตระกูลอวิ๋น ทุกคนล้วนแผ่รังสีพลังระดับ 'เซียนนิรันดร์' (Eternal Immortal) ออกมาอย่างไม่ปิดบัง โดยเฉพาะชายชราผมขาวที่ยืนอยู่หน้าสุด 'อวิ๋นโม่' บรรพชนลำดับที่สามของตระกูลอวิ๋น ผู้มีพลังถึงระดับ 'เซียนนิรันดร์ขั้นปลาย' (Late Eternal Immortal) ร่างกายของมันมีกระแสปราณเซียนแท้จริงไหลเวียนอยู่ตลอดเวลาประดุจธารน้ำสวรรค์
"มารร้ายจากมิติล่าง! แกสังหารผู้นำตระกูลเทียนและทายาทสายตรง! วันนี้ ข้าจะสับแกเป็นชิ้นๆ แล้วเอาวิญญาณแกไปเผาในเตาหลอมสวรรค์หมื่นปี!" บรรพชนอวิ๋นโม่คำรามลั่น นัยน์ตาจ้องมองมาที่หลินเฟยด้วยจิตสังหารที่แผดเผาได้แม้กระทั่งวิญญาณ
"หึ... สุนัขจ่าฝูงของพวกมันมาถึงแล้วสินะ" หลินเฟยปรายตามองกองทัพนับแสนด้วยแววตาที่เรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวาดกลัวหรือความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย "ข้ากำลังคิดอยู่พอดีว่าการสังหารทีละคนมันช่างน่าเบื่อ... ในเมื่อพวกเจ้ายกทัพมารวมตัวกันให้ข้าฆ่าถึงที่ ข้าก็ไม่ต้องเสียเวลาไปตามหาให้เหนื่อย!"
"โอหังนัก! ค่ายกลจตุรทิศดับสูญขั้นสูงสุด! ยิง!" บรรพชนอวิ๋นโม่ตวาดกร้าว ไม่คิดจะเจรจากับคนบ้าอีกต่อไป
สิ้นคำสั่ง ทหารเซียนนับแสนคนบนเรือรบทั้งร้อยลำก็ประสานอินพร้อมกัน พลังปราณธาตุลม สายฟ้า ไฟ และดิน ถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด ส่งผ่านเข้าสู่ปืนใหญ่คริสตัลอัสนีที่ติดตั้งอยู่บนหัวเรือรบทุกลำ ลำแสงทำลายล้างสี่สีนับร้อยสายที่แต่ละสายมีพลังเทียบเท่าการโจมตีเต็มกำลังของระดับเซียนปฐมกาลขั้นปลาย พุ่งทะยานแหวกอากาศเข้าหาหลินเฟยพร้อมกันราวกับตาข่ายมฤตยูที่ไม่มีทางหนีพ้น
ทว่า หลินเฟยไม่แม้แต่จะขยับตัวหลบ เขาเพียงแค่ยก 'ศัสตราไร้ลักษณ์' ที่บัดนี้ควบแน่นเป็นดาบของเหลวสีเทาขึ้นมาเบื้องหน้า ใบดาบครึ่งดำครึ่งขาวส่องประกายเร้นลับ ปราณปฐมกาลที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด ไหลทะลักเข้าสู่ตัวดาบ
"วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ เคล็ดวิชาที่เจ็ด... คลื่นปฐมกาลล้างดารา!"
หลินเฟยตวัดศัสตราไร้ลักษณ์กวาดออกไปเบื้องหน้าในแนวนอน คลื่นกระบี่สีเทาทึบระเบิดออกกลายเป็น 'คลื่นแสงสีเทาขนาดยักษ์' ที่กว้างใหญ่ประดุจคลื่นสึนามิที่กวาดล้างจักรวาล คลื่นพลังนี้ไม่มีความบ้าคลั่ง ไม่มีเสียงระเบิด แต่มันคือ 'การลบล้าง' อย่างสมบูรณ์แบบ!
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ลำแสงทำลายล้างสี่สีนับร้อยสาย เมื่อปะทะเข้ากับคลื่นกระบี่สีเทาปฐมกาล กลับถูกกลืนกินและสลายหายไปในอากาศธาตุอย่างเงียบเชียบราวกับไม่เคยมีอยู่จริง คลื่นสีเทายังคงขยายตัวและพุ่งทะยานต่อไปด้วยความเร็วแสง ทะลวงเข้าใส่กองทัพเรือรบเหาะเซียนที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า
"ป้องกัน! กางม่านพลังระดับสูงสุด!" เหล่ากัปตันเรือรบตะโกนสั่งการอย่างลนลาน ม่านพลังคริสตัลแปดเหลี่ยมนับร้อยชั้นถูกกางออกครอบคลุมเรือรบทุกลำ
ทว่า กฎเกณฑ์ของปราณปฐมกาลที่หลอมรวมกับแก่นกลางดาราดับสูญนั้น อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ คลื่นกระบี่สีเทาพุ่งทะลุผ่านม่านพลังป้องกันระดับเซียนสูงสุดราวกับทะลุผ่านอากาศธาตุ ก่อนจะกวาดผ่านลำเรือรบเหาะและร่างของทหารเซียนนับหมื่นคนที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรืออย่างราบรื่น
เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปเสี้ยววินาที...
เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!
เรือรบเหาะเซียนจำนวนกว่าสามสิบลำที่อยู่ในแนวหน้า พร้อมกับร่างของทหารเซียนกว่าสามหมื่นคน ถูกตัดขาดออกเป็นสองท่อนอย่างสมบูรณ์แบบ! รอยตัดนั้นเรียบเนียนจนน่าสะพรึงกลัว วินาทีต่อมา พลังปฐมกาลที่แฝงอยู่ในรอยตัดก็สำแดงฤทธิ์ เรือรบและร่างของทหารเซียนเหล่านั้นระเบิดออกกลายเป็นฝุ่นผงและหมอกเลือดสีทองคำ ร่วงหล่นลงสู่ทะเลหมอกเซียนเบื้องล่างประดุจสายฝนโลหิต!
การโจมตีเพียงดาบเดียว... กวาดล้างกองทัพเซียนไปถึงสามหมื่นคน!
"บะ... บัดซบ! พลังนั่นมันอะไรกัน! มันไม่ใช่พลังของเซียน!" บรรพชนอวิ๋นโม่และผู้อาวุโสระดับเซียนนิรันดร์ทั้งสามสิบคนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีดจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง ความหยิ่งยโสเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวระดับรากวิญญาณ
"อย่ามัวตะลึง! มันครอบครองศัสตราต้องห้าม! พยัคฆ์ขาว เข้าปะทะระยะประชิด ข้าจะสนับสนุนการป้องกันเอง!" บรรพชนอวิ๋นโม่ตะโกนสั่งการ มันกัดปลายลิ้นพ่นเลือดแก่นแท้ออกมา ผู้อาวุโสอีกห้าคนที่มีขอบเขตเซียนนิรันดร์ขั้นกลางก็ทำเช่นเดียวกัน
เลือดระดับเซียนนิรันดร์หกสายพุ่งไปรวมกันกลางอากาศ ก่อเกิดเป็น 'โล่ปราณมังกรฟ้าเสวียนอู่' ขนาดยักษ์เข้าขวางกั้นระหว่างหลินเฟยและพวกที่เหลือ ในขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสอีกสามคนที่มีขอบเขตเซียนนิรันดร์ขั้นปลาย ก็แผดเสียงคำราม ร่างของพวกมันพุ่งทะยานทะลวงผ่านมิติด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่าแสง ดาบและง้าวเซียนในมือแผ่รังสีแห่งการตัดขาดกฎเกณฑ์ พุ่งเข้าประชิดตัวหลินเฟยในพริบตา!
"ความเร็วแค่นี้... ช้าเกินไป!"
หลินเฟยแสยะยิ้ม เขาไม่ได้ยกศัสตราไร้ลักษณ์ขึ้นมาป้องกัน ทว่าเขาใช้วิชาก้าวพริบตาปฐมกาล ร่างกายกลายเป็นเงาสีเทาเลือนลาง ดาบและง้าวเซียนฟาดฟันทะลุผ่านภาพติดตาของเขาไปอย่างสูญเปล่า
ผู้อาวุโสทั้งสามเบิกตากว้าง สัญชาตญาณอันตรายกรีดร้องเตือนภัย มันรีบหันขวับกลับไปด้านหลัง ทว่าหลินเฟยได้ปรากฏตัวขึ้นที่นั่นแล้ว ศัสตราไร้ลักษณ์ในมือเปล่งประกายสีเทามฤตยู
"สมดุลตัดสวรรค์!"
ฉับ!
หลินเฟยตวัดดาบในระยะประชิด คลื่นกระบี่สีเทาพุ่งทะลวงผ่านชุดเกราะเซียนที่อัดแน่นไปด้วยกฎเกณฑ์มรรคาอย่างง่ายดายประดุจตัดเต้าหู้ ร่างของผู้อาวุโสระดับเซียนนิรันดร์ขั้นปลายทั้งสามคน ถูกตัดขาดออกเป็นสองส่วนอย่างสมบูรณ์แบบในคราวเดียว! เลือดเซียนสีทองคำพุ่งกระฉูดออกมาราวกับน้ำพุ วิญญาณแรกกำเนิดของพวกมันถูกปราณปฐมกาลในเส้นแสงสีเทา 'ลบล้าง' จนสลายกลายเป็นความว่างเปล่าไปพร้อมกัน!
ยอดฝีมือระดับเซียนนิรันดร์ขั้นปลายสามคน... ถูกสังหารด้วยการฟันเพียงดาบเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ!
"บ้าน่า! เป็นไปไม่ได้!" บรรพชนอวิ๋นโม่เบิกตากว้างจนแทบฉีกขาด ใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งและหยิ่งผยอง บัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด ความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวระดับรากวิญญาณ
"ความแตกต่างของขอบเขตที่พวกเจ้าภูมิใจนักหนา... มันไม่มีความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าศัสตราที่ตัดได้แม้กระทั่งกฎเกณฑ์ของสวรรค์" หลินเฟยเก็บดาบลงชี้พื้น ก้าวเดินช้าๆ ไปหาบรรพชนอวิ๋นโม่
"อย่าเข้ามานะ! ข้าคือบรรพชนแห่งตระกูลอวิ๋น! ตระกูลของข้ามีบรรพชนระดับ 'เซียนสวรรค์' (Heavenly Immortal) ปกครองเมืองอยู่! หากแกฆ่าข้า แกจะไม่มีที่ยืนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์บรรพกาล!" บรรพชนอวิ๋นโม่ขู่ตะคอกด้วยเสียงสั่นสะท้าน น้ำหูน้ำตาไหลอาบหน้า
"เซียนสวรรค์งั้นรึ? ฟังดูน่าสนใจดีนี่ ข้าจะได้มีเป้าหมายใหม่ให้ตามไปสับคอ" หลินเฟยหัวเราะในลำคอ เสียงเยียบเย็นดุจมัจจุราช
เมื่อเห็นว่าคำขู่ไม่ได้ผล บรรพชนอวิ๋นโม่ก็กัดฟัน ตัดสินใจดึง 'ไพ่ตาย' ออกมา มันล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบยันต์หยกสีทองที่สลักอักขระบรรพกาลออกมา มันบีบยันต์นั้นจนแตกละเอียด!
"บรรพชนช่วยข้าด้วย!"
ตูมมมมม!
พลังงานสายหนึ่งที่ทรงอานุภาพและเก่าแก่อย่างหาที่สุดไม่ได้ ระเบิดออกจากเศษยันต์หยก พลังนั้นก่อตัวขึ้นเป็น 'ร่างเงาจำแลง' ของชายชราผมขาวผู้หนึ่งที่มีกลิ่นอายของระดับเซียนสวรรค์! แม้จะเป็นเพียงแค่ร่างจำแลงที่มีพลังแค่หนึ่งในร้อยของร่างจริง แต่แรงกดดันของมันก็ทำให้มิติรอบด้านปริแตกและพังทลาย!
"ผู้ใดกล้าบังอาจแตะต้องสายเลือดของข้า!" ร่างจำแลงบรรพชนเซียนสวรรค์แผดเสียงคำราม นัยน์ตาจ้องมองมาที่หลินเฟยด้วยจิตสังหารอันรุนแรง มันยื่นมือออกไปเบื้องหน้า ก่อเกิดเป็นฝ่ามือมรรคาขนาดยักษ์ที่อัดแน่นไปด้วยพลังลบล้าง พุ่งเข้าตบหลินเฟยหมายจะบดขยี้ให้แหลกเป็นจุล
"ท่านบรรพชน! ฆ่ามันเลย! มันฆ่าคนของเราหมดแล้ว!" บรรพชนอวิ๋นโม่ร้องดีใจอย่างบ้าคลั่ง คิดว่าตนเองรอดตายแล้ว
ทว่า หลินเฟยกลับไม่ได้ถอยหนี เขามองดูร่างจำแลงของเซียนสวรรค์ด้วยความเฉยเมย
"ก็แค่เงาของพวกคนแก่ใกล้ตาย... อย่ามาเกะกะสายตาข้า!"
หลินเฟยยกศัสตราแสงสีเทาขึ้นเหนือศีรษะ ปราณปฐมกาลในร่างเดือดพล่านจนถึงขีดสุด เขาตวัดดาบฟาดฟันลงมาสุดแรงเกิด!
"สมดุลตัดสวรรค์... สะบั้นเซียน!"
ฉัวะะะะะะ!
คลื่นกระบี่แสงสีเทาขนาดยักษ์พุ่งแหวกมิติเซียนออกเป็นรอยแยกที่มืดมิด มันพุ่งเข้าปะทะกับฝ่ามือมรรคาของร่างจำแลงบรรพชนเซียนสวรรค์ ไม่มีเสียงระเบิด ทว่าฝ่ามือยักษ์นั้นกลับถูก 'ผ่าครึ่ง' อย่างราบรื่นประดุจตัดเนย คลื่นกระบี่ยังคงทะยานต่อไป ผ่าร่างจำแลงของเซียนสวรรค์ตั้งแต่กลางกระหม่อมลงมาจนสุดปลายเท้า!
"อะ... อาวุธนั่น...! เป็นไปไม่ได้...! เจ้าคือ...!" ร่างจำแลงบรรพชนเซียนสวรรค์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อสัมผัสได้ถึงอำนาจที่แท้จริงของศัสตราไร้ลักษณ์ ทว่าคำพูดของมันยังไม่ทันจบ ร่างเงาก็แหลกสลายกลายเป็นละอองแสงและระเหยหายไปอย่างสมบูรณ์แบบ!
การโจมตีเพียงดาบเดียว... ทำลายไพ่ตายคุ้มครองชีวิตของเซียนสวรรค์ลงอย่างง่ายดาย!
"มะ... ไม่จริง... บรรพชน..." บรรพชนอวิ๋นโม่ช็อกจนวิญญาณหลุดลอย ร่างกายแข็งทื่อราวกับรูปปั้น ความหวังสุดท้ายถูกบดขยี้อย่างโหดร้ายต่อหน้าต่อตา
หลินเฟยใช้วิชาก้าวพริบตา ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าบรรพชนอวิ๋นโม่ มือซ้ายที่แผ่รังสีสีเทายื่นออกไปคว้าคอเสื้อของมัน ก่อนจะยกขึ้นเหนือพื้นดิน
"เวลาเล่นสนุกหมดแล้ว บอกทุกอย่างเกี่ยวกับโลกนี้มาให้ข้าเดี๋ยวนี้!"
หลินเฟยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบรับ เขาใช้วิชา 'ค้นวิญญาณปฐมกาล' สอดแทรกพลังจิตวิญญาณอันรุนแรงของเขาทะลวงเข้าไปในสมองและวิญญาณของบรรพชนอวิ๋นโม่โดยตรง! ความเจ็บปวดจากการถูกค้นวิญญาณนั้นเหนือล้ำกว่าการถูกเฉือนเนื้อนับพันเท่า บรรพชนเซียนกรีดร้องโหยหวนจนตาเหลือก เลือดทวารทั้งเจ็ดไหลทะลัก ทว่าไม่อาจขัดขืนได้
ความทรงจำมากมายของอีกฝ่าย ไหลทะลักเข้าสู่สมองของหลินเฟย เขามองเห็นโครงสร้างที่แท้จริงของแดนเซียนอมตะ... 'เก้าเขตแดนเทพศักดิ์สิทธิ์' ที่ถูกปกครองโดย 'เก้ามหาจักรพรรดิโบราณ' เขตแดนที่เขาอยู่คือเขตแดนฟ้าบรรพกาล และห่างออกไปทางทิศตะวันออกราวสิบล้านลี้ มี 'นครจตุรทิศ' (Four Directions City) มหานครลอยฟ้าขนาดมโหฬารที่เป็นศูนย์กลางการค้าและขุมอำนาจของตระกูลอวิ๋นตั้งอยู่ ที่นั่นอัดแน่นไปด้วยทรัพยากร 'ศิลาเซียนแท้จริง' (True Immortal Stones) และวิชาเซียนระดับสูงมากมายที่เขาต้องการ เพื่อนำมาต่อยอดและวิวัฒนาการ 'วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์' ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นสำหรับการเอาชีวิตรอดและสังหารพระเจ้าองค์ต่อไป
เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการจนครบถ้วน หลินเฟยก็ดึงมือออก
"ขอบใจสำหรับข้อมูล บรรพชนอวิ๋นโม่" หลินเฟยแสยะยิ้ม
"ขะ... ขอร้อง... ปล่อยข้าไปเถอะ..." บรรพชนอวิ๋นโม่อ้อนวอนด้วยเสียงแผ่วเบา สภาพปางตาย
"ข้าปล่อยแกแน่... ปล่อยลงนรกไง!"
เป๊าะ!
หลินเฟยออกแรงบีบมือเพียงเล็กน้อย กะโหลกศีรษะและวิญญาณเซียนของบรรพชนอวิ๋นโม่ก็แหลกละเอียดคามือ ร่างไร้วิญญาณร่วงหล่นลงไปกองกับพื้น หลินเฟยสะบัดมือไล่คราบเลือด เขาก้มลงปลด 'แหวนมิติ' จากนิ้วของศพ รวบรวมทรัพย์สินและศิลาเซียนทั้งหมดมาเป็นของตนเอง
เขายืนอยู่ท่ามกลางซากศพของเหล่าเซียนชั้นสูง กลิ่นคาวเลือดผสมผสานกับกลิ่นอายของปราณเซียนที่หอมหวน สิงโตสามหัวที่นอนบาดเจ็บอยู่ไม่ไกล มองดูเขาด้วยความหวาดกลัวและยำเกรง หลินเฟยปรายตามองมันเล็กน้อย แต่ไม่ได้ลงมือสังหาร เขาไม่สนใจสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บ เขาเก็บศัสตราแสงสีเทากลับเข้าสู่ร่างกาย
เด็กหนุ่มผมสีเงิน ทอดสายตามองไปทางทิศตะวันออก เส้นขอบฟ้าที่ไกลลับตาซ่อนเร้นมหานครที่เปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งและอันตราย
"นครจตุรทิศ... ตระกูลอวิ๋น... เตรียมตัวรับการมาเยือนของข้าได้เลย"
หลินเฟยสะบัดเสื้อคลุมสีดำ ร่างของเขากลายเป็นเส้นแสงสีเทา พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีรุ้ง มุ่งหน้าสู่การผจญภัยครั้งใหม่ การล่าสังหารและการแย่งชิงในแดนเซียนอมตะที่แท้จริง... ได้เปิดฉากขึ้นแล้วด้วยพายุเลือดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง!
หลินเฟยพุ่งทะยานผ่านท้องฟ้าสีรุ้งเหนือเขตแดนฟ้าบรรพกาล มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกอย่างไม่ลดละ ร่างของเขากลายเป็นเส้นแสงสีเทาปฐมกาลที่ฉีกกระชากอากาศธาตุและทิ้งร่องรอยของการทำลายล้างไว้เบื้องหลัง ความทรงจำของบรรพชนอวิ๋นโม่ทำให้เขาไม่ต้องเสียเวลาเดินทางอย่างไร้จุดหมายอีกต่อไป นครจตุรทิศอันมั่งคั่งและเปี่ยมไปด้วยทรัพยากรที่เขาต้องการ ตั้งตระหง่านอยู่ ณ เส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น
ทุกครั้งที่เขาทะลวงมิติ ปราณเซียนแท้จริงในดินแดนศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลจะไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายหยกอมตะ ช่วยฟื้นฟูพละกำลังและเสริมสร้างรากฐานขอบเขตเซียนปฐมกาลของเขาให้มั่นคงยิ่งขึ้น หลินเฟยสัมผัสได้ว่าระดับพลังของเขากำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดของขั้นต้น และพร้อมที่จะทะลวงสู่ขั้นกลางได้ทุกเมื่อ ขอเพียงแค่ได้รับ 'ศิลาเซียนแท้จริง' จำนวนมหาศาลเพื่อเติมเต็มความต้องการของวิญญาณปฐมกาล
การเดินทางผ่านดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลเต็มไปด้วยความอันตราย หลินเฟยต้องพบเจอกับฝูงสัตว์อสูรระดับเซียนปฐมกาลที่โหมกระหน่ำเข้าโจมตี และผู้ฝึกยตนพเนจรที่พยายามจะปล้นชิง ทว่าทุกคนล้วนแต่ต้องกลายเป็นเหยื่อของศัสตราไร้ลักษณ์อย่างหมดจด หลินเฟยสังหารพวกมันอย่างไร้ความปรานี และสูบกินพลังวิญญาณของพวกมันมาเป็นสารอาหารอย่างตะกละตะกลาม ตำนานของ 'มารไร้ลักษณ์' เริ่มแพร่กระจายไปทั่วชายขอบเขตแดนฟ้าบรรพกาลอย่างรวดเร็ว
"อีกไม่ไกลแล้ว..." หลินเฟยพึมพำเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของอารยธรรมและความมั่งคั่งที่ทวีความเข้มข้นขึ้น เขาชะลอความเร็วลงและร่อนลงสู่พื้นดินห่างจากนครจตุรทิศไปราวๆ สิบลี้ เขาไม่ต้องการที่จะประกาศตัวอย่างเอิกเกริก แต่ต้องการที่จะแทรกซึมเข้าไปอย่างเงียบๆ เพื่อเก็บข้อมูลและเตรียมการปล้นชิง
หลินเฟยเดินเท้าปะปนไปกับฝูงชนมหาศาลที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่นครจตุรทิศ ผู้คนรอบข้างต่างสวมเสื้อผ้าหรูหรา บางคนขี่สัตว์เทวะ บางคนนั่งอยู่บนรถม้าที่ลากด้วยกิเลนเกล็ดเพลิง ทว่าไม่มีใครให้ความสนใจกับเด็กหนุ่มผมสีเงินในชุดคลุมสีเทาที่ดูธรรมดาและไร้พิษสงคนนี้
เมื่อมาถึงหน้าประตูเมืองขนาดยักษ์ หลินเฟยก็ต้องตกตะลึงกับความยิ่งใหญ่ตระการตา นครจตุรทิศไม่ได้เป็นเพียงเมืองลอยฟ้าธรรมดา ทว่ามันถูกค้ำยันและยกให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วย 'เสาเทวะบรรพกาล' สี่ต้นที่ตั้งตระหง่านอยู่ทั้งสี่ทิศ เสาแต่ละต้นสลักลวดลายของสัตว์เทพพิทักษ์ มังกรฟ้า พยัคฆ์ขาว วิหคเพลิง และเต่าดำ ซึ่งสอดคล้องกับมหาขุนพลที่หลินเฟยเพิ่งจะสังหารทิ้งไปในมิติเบื้องล่าง
ตัวเมืองถูกล้อมรอบด้วยกำแพงที่สร้างจาก 'หยกผลึกสวรรค์' สีม่วงคราม เปล่งประกายแสงเรืองรองที่สามารถสะท้อนการโจมตีของเซียนชั้นสูงได้อย่างง่ายดาย ภายในกำแพงเมืองเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือน หอคอยสูงเสียดฟ้า และวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นจากทองคำเซียนและแร่ธาตุหายากนานาชนิด มีแม่น้ำสายยาวที่ไหลเวียนอยู่กลางอากาศ เชื่อมต่อเกาะลอยฟ้าน้อยใหญ่เข้าด้วยกัน ประดุจเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจของมหานคร
เรือรบเหาะเซียนขนาดมหึมา กระเรียนเซียน และสัตว์อสูรพาหนะรูปร่างแปลกตานับไม่ถ้วน บินเข้าออกประตูเมืองทั้งสี่ทิศอย่างขวักไขว่ กลิ่นอายของยอดฝีมือระดับเซียนนิรันดร์และเซียนสวรรค์แผ่ซ่านออกมาอย่างต่อเนื่อง บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองและความมั่งคั่งของนครแห่งนี้
หลินเฟยเดินผ่านประตูเมืองเข้าสู่นครจตุรทิศอย่างง่ายดาย เขาไม่ต้องแสดงป้ายหยกประจำตัวหรือจ่ายค่าผ่านทาง เพราะทหารยามที่หน้าประตูเมืองไม่สามารถสัมผัสถึงรังสีพลังในร่างของเขาได้เลยแม้แต่น้อย พวกมันคิดว่าเขาเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกยตนระดับต่ำที่ไร้ความสำคัญ และอนุญาตให้เขาผ่านเข้าไปได้อย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อก้าวพ้นซุ้มประตูขนาดยักษ์ หลินเฟยก็ต้องตกตะลึงกับทัศนียภาพเบื้องหน้าอีกครั้ง นครจตุรทิศกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก ถนนสายหลักที่สร้างจากหยกขาวกว้างขวางจนสามารถนำเรือรบเหาะมาวิ่งสวนกันได้ อาคารบ้านเรือนและวิหารเซียนล้วนสลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง มีน้ำตกสีรุ้งที่เกิดจากปราณวิญญาณควบแน่น ไหลรินลงมาจากเกาะลอยฟ้าขนาดย่อมที่ล้อมรอบตัวเมือง
หลินเฟยเดินลัดเลาะไปตามถนนสายหลัก ทอดสายตามองดูร้านค้านับพันแห่งที่ตั้งเรียงราย เขาไม่ได้สนใจร้านขายโอสถหรือร้านขายอาวุธทั่วไป แต่เป้าหมายเดียวของเขาในวันนี้คือสถานที่ที่รวบรวมทรัพยากรระดับสูงสุดของเมือง... 'หอหมื่นสมบัติ' (Pavilion of Myriad Treasures)
ตามความทรงจำที่ได้มา หอหมื่นสมบัติคือเครือข่ายการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเขตแดนฟ้าบรรพกาล พวกเขามีสาขาอยู่ทุกมหานคร และว่ากันว่าพวกเขามีความเชื่อมโยงกับมหาจักรพรรดิเบื้องบน หากต้องการหาสิ่งของล้ำค่าที่สุด ไม่ว่าจะเป็นซากสัตว์เทวะบรรพกาล แร่ธาตุที่เกิดจากการดับสูญของดวงดาว หรือแม้แต่วิชาเซียนระดับสูงสุด ก็ต้องมาที่นี่
หลินเฟยเดินตามทิศทางในความทรงจำ จนกระทั่งมาถึงใจกลางของนครจตุรทิศ เบื้องหน้าของเขาคืออาคารทรงเจดีย์เก้าชั้นที่สร้างจาก 'แก้วผลึกสุริยัน' ทั้งหลัง เปล่งประกายแสงสีทองคำสว่างไสวบาดตาแม้อยู่ในเวลากลางวัน ยอดเจดีย์ประดับด้วยลูกแก้วมังกรขนาดยักษ์ที่คอยรวบรวมปราณวิญญาณจากชั้นบรรยากาศมาหล่อเลี้ยงค่ายกลป้องกันของอาคาร นี่คือหอหมื่นสมบัติ สาขานครจตุรทิศ!
หน้าประตูทางเข้า มีองครักษ์ระดับเซียนปฐมกาลขั้นปลายยืนเฝ้าอยู่ถึงสี่คน ทว่าพวกมันไม่ได้ให้ความสนใจกับหลินเฟยที่เดินเข้ามาใกล้ หลินเฟยแสยะยิ้มบางๆ เขาไม่จำเป็นต้องรีบเร้นพลังปราณหรือปลอมตัวอีกต่อไป ในเมื่อพวกบนแดนสวรรค์แห่งนี้อ้างตัวว่าเป็นผู้พิทักษ์กฎเกณฑ์อันสูงส่ง เขาก็จะใช้ดาบของเขา... ทำลายกฎเกณฑ์เหล่านั้นให้แหลกสลาย!
หลินเฟยงเงื้อ 'ศัสตราไร้ลักษณ์' ที่บัดนี้ควบแน่นเป็นดาบแสงสีเทาปฐมกาลขึ้นเหนือศีรษะ ปราณปฐมกาลในร่างเดือดพล่าน ทะลักล้นออกมาจนกลายเป็นเสาแสงสีเทายักษ์พุ่งทะลวงหลังคาหอหมื่นสมบัติจนแตกเป็นเสี่ยงๆ!
"มารร้ายไร้ลักษณ์! นครจตุรทิศคือดินแดนที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของตระกูลอวิ๋นและหอหมื่นสมบัติ! แกบังอาจมาท้าทายอำนาจของสวรรค์!" เสียงตวาดกร้าวของปรมาจารย์ประมูลดังก้องมาจากวิหารใจกลางเมือง ร่างขนาดยักษ์ของมันสูงกว่าร้อยจั้งพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศ ทะลุผ่านม่านพลังป้องกันออกมาเผชิญหน้ากับหลินเฟย
"กฎเกณฑ์ของแก มันใช้กับข้าไม่ได้อีกต่อไปแล้ว!" หลินเฟยคำรามก้อง เขาตวัดศาสตราแสงสีเทา ฟาดฟันขึ้นไปเบื้องบนสุดแรงเกิด!
"วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ เคล็ดวิชาที่เก้า... อนันตกาลคืนสู่ศูนย์!"
ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!
คราวนี้ไม่มีเสียงระเบิดกึกก้อง มีเพียงแสงสีเทาปฐมกาลที่สว่างวาบขึ้นกลบแสงสีทองคำจอมปลอมจนหมดสิ้น เจตจำนงแห่งการลบล้างของศัสตราไร้ลักษณ์ พุ่งทะลวงเข้าทำลายม่านพลังป้องกันระดับเซียนสูงสุดจนแหลกเป็นผุยผง และฟาดทะลวงร่างขนาดยักษ์ของปรมาจารย์ประมูลจนขาดสะบั้นออกเป็นสองท่อนอย่างง่ายดายประดุจตัดผิวน้ำ!
ร่างของปรมาจารย์ประมูลสูญสลายไปในอากาศธาตุ ทิ้งไว้เพียงทรัพยากร 'ศิลาเซียนแท้จริง' จำนวนมหาศาลที่ถูกสูบดึงเข้าสู่จุดตันเถียนของหลินเฟย พลังงานเหล่านี้หล่อเลี้ยงวิญญาณปฐมกาลและร่างกายหยกอมตะ ช่วยเสริมสร้างรากฐานขอบเขตเซียนปฐมกาลของเขาให้แข็งแกร่งจนมิติของสวรรค์ชั้นที่เก้าเริ่มปริแตกและไม่อาจรองรับเขาได้อีกต่อไป
หลินเฟยแสยะยิ้มอำมหิต เขามองดูซากศพของเหล่าเซียนนิรันดร์ที่นอนกองอยู่บนพื้น และกองทัพองครักษ์ตระกูลอวิ๋นนับแสนคนที่กำลังหวาดกลัว "ก็แค่เศษเนื้อที่กำลังรอการถูกทำลาย..."
เด็กหนุ่มผมสีเงิน ทอดสายตามองไปทางทิศตะวันออก เส้นขอบฟ้าที่ไกลลับตาซ่อนเร้นมหานครที่เปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งและอันตราย
"นครจตุรทิศ... ตระกูลอวิ๋น... เตรียมตัวรับการมาเยือนของข้าได้เลย"
หลินเฟยสะบัดเสื้อคลุมสีดำ ร่างของเขากลายเป็นเส้นแสงสีเทา พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีรุ้ง มุ่งหน้าสู่การผจญภัยครั้งใหม่ การล่าสังหารและการแย่งชิงในแดนเซียนอมตะที่แท้จริง... ได้เปิดฉากขึ้นแล้วด้วยพายุเลือดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง!