่เวลาดึกสงัดที่หลายคนนอนหลับพักผ่อนอย่างมีความสุขแต่ทว่ายังมีสถานที่แห่งหนึ่ง ไม่เคยหลับใหลไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืนแสงไฟสลัวถูกเปิดไปทั่วแทบทุกตึกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ใจกลางเมืองนครราชสีมาจังหวัดที่เป็ประตูเปิดสู่ภาคอีสานของประเทศไทย
ในแต่ละคืนมีผู้ป่วยฉุกเฉินเข้าออกที่โรงพยาบาลแห่งนี้ตลอดเวลาทำให้ทั้งหมอและพยาบาลต่างผลัดเวรกันเพื่อมารองรับผู้ป่วยตลอดทั้งวันทั้งคืนโรงพยาบาลจึงเปรียบเสมือนเป็สถานที่ที่ไม่เคยหลับใหลในยามค่ำคืนและตื่นเสมอในยามกลางวัน
แต่ทว่าสีขาวนวลของแสงไฟที่สาดส่องตามทางเดินจากอาคารชั้นหนึ่งอันเป็ที่พักพิงของผู้ป่วยที่ต้องนอนค้างคืนยังโรงพยาบาลแห่งนี้กลับส่องให้เห็นร่างผอมเกร็งผมยาวกรุยกรายปิดหน้าปิดตา ร่างนั้นยืนก้มหน้านิ่งก่อนจะค่อยๆหันมามองพยาบาลสาวคนหนึ่งช้าๆ แล้วก็เลือนหายวับไป
พยาบาลสาวสวยผู้เห็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่เคยได้เห็นยืนนิ่ง ช็อตฟิลกับภาพตรงหน้า ดวงตาที่กลมโตอยู่แล้วยิ่งโตขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นสิ่งผิดปกติเข้าอย่างจังผิวหน้าขาวนวลตอนนี้กลายเป็ขาวยิ่งกว่าชุดพยาบาลที่เธอสวมใส่อยู่เสียอีก หญิงสาวเอื้อมมือขาวๆของเธอซึ่งกำลังสั่นระริก ไปจับราวทางเดินเอาไว้แน่น
แม้จะกลัวขนาดไหนก็ตาม แต่ เมขลากลับระงับอาการกลัวจนตัวสั่นของเธอให้นิ่งได้เป็อย่างดีก่อนจะกลั้นหายใจเดินผ่านตรงที่เธอเห็นร่างของใครบางคนซึ่งเธอมั่นใจเหลือเกินว่าไม่ใช่คนแน่ๆ เมื่อผ่านบริเวณนั้นไปได้หญิงสาวก็เดินลิ่วเข้าห้องพักสำหรับพยาบาลอย่างรวดเร็วพอมาถึงก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หมุน นั่งประนมมือสวดมนต์แผ่เมตตาให้กับิญญาที่เธอเห็นเมื่อสักครู่เธอจะทำทุกครั้งเมื่อเจออะไรแบบนี้เสมอในขณะที่เมขลากำลังแผ่เมตตาอยู่นั่นเอง เธอไม่ทันมองเห็นมือใครคนหนึ่งที่เอื้อมมาช้าๆแล้วจับเข้าที่หัวไหล่ของเธออย่างแรง ทั้งเขย่าอีกต่างหาก
“กรี๊ดดดด!!!” เสียงกรีดร้องที่ค่อนข้างดังทำให้มือนั้นต้องรีบเอื้อมมาปิดปากหญิงสาวทันที
“ยัยเมย์ นี่ฉันเอง แหกปากขนาดนี้เดี๋ยวคนป่วยก็ได้ตื่นทั้งโรงพยาบาลกันพอดี”เมื่อคนที่ถูกเรียกได้ยินเสียงบ่นชัดเจน เธอรีบสะบัดมือที่อุดปากออกทันทีทั้งเงียบเสียงลงพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมอง..พิโธ่ ยัยดาด้า.. ที่แท้เ้าของมือนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็พยาบาลสาวเพื่อนสนิทของเมขลานั่นเอง
“เห็นอะไรอีกแล้วใช่ใหม?” ร่างของดาด้าที่ค่อนข้างอวบอัดนั้น ขยับเข้ามากระซิบถามเบาๆ
“พักนี้ทำไมเธอเห็นบ่อยจัง?”ดาด้าถามไม่ยั้งเพราะถึงแม้จะไม่เคยเห็นเองจังๆแต่เธอก็ได้ชื่อว่าเป็คนขี้กลัวผีอันดับต้นๆ ของโรงพยาบาล
เมขลา พยาบาลสาวหน้าตาสวยหวานแบบไทยๆแต่ดวงตากลับแฝงไปด้วยความมั่นใจในตัวเองอย่างมากนั้น นั่งนิ่งครุ่นคิดตามคำถามของเพื่อนหญิงสาวเลือกที่จะมาเป็พยาบาลทั้งที่จบการศึกษาสูง ในระดับปริญญาโทด้วยซ้ำและจบสาขาที่สามารถบริหารธุรกิจได้สบายๆ แต่เมขลากลับเลือกเรียนวิชาชีพพยาบาลเพิ่มเติมนั่นเพราะเธอ้านำความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมาไปรักษาแม่ที่ป่วยเรื้อรังมานานแต่ทว่าเมื่อเธอเป็พยาบาลได้เพียงไม่ถึงปีแม่ก็จากเธอไปอย่างไม่มีวันกลับชีวิตของเธอจึงเหลือแต่ มินตรา น้องสาวที่น่ารัก และดาด้าเพื่อนสนิทอีกคนส่วนพ่อแท้ๆ แม้จะยังมีชีวิตอยู่แต่เธอก็ไม่อยากเอ่ยถึงแม้สักครั้งเดียว!
และถึงแม้ว่าเมขลาจะมีหน้าตาที่สะสวยเพียงไรแต่เธอก็ไม่เคยคิดจะมีแฟน ขนาดว่ามีหมอหนุ่มๆ มาจีบเธอบ่อยๆ แต่หญิงสาวก็ปฏิเสธไปทุกคนเพราะเมขลารู้สึกว่าใจของเธอมีใครบางคนที่บอกไม่ได้ว่ารักหรือเกลียดวนเวียนอยู่ในความรู้สึกบ่อยครั้งโดยเฉพาะเมื่อไรที่เธออยู่เงียบๆ ตามลำพัง เธอจะรู้สึกเหมือนใครคนนั้นอยู่ใกล้ๆไม่เคยห่างเธอไปไหนเลย และที่สำคัญอันเป็เื่หนักอกของเธออีกอย่าง นั่นคือโรคแสนประหลาดที่ทำยังไงก็ไม่เคยรักษาให้หาย
โรคที่ว่าก็คือเธอมักเห็นในสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปไม่เคยเห็นกันใครจะเชื่อว่าเธอพบเห็นภูตผีิญญาอยู่เสมอ บ่อยครั้งที่แมขลาไปปรึกษาผู้รู้ในด้านนี้หลายคนพูดเป็เสียงเดียวกันว่าเป็เพราะกรรมเก่าที่ติดตัวมาและยังได้รับคำแนะนำว่าให้แผ่เมตตาบ่อยๆจะทำให้ดีขึ้น ่แรกที่เมขลาทำตามก็รู้สึกว่าดีขึ้นจริงๆ แต่มาระยะหลังๆเธอก็อดแปลกใจไม่ได้ที่เธอเห็นสิ่งเหล่านี้แทบทุกวัน หญิงสาวได้แต่กลุ้มใจเงียบๆ คนเดียว
เพราะนอกจากดาด้าแล้วเธอก็ไม่เคยปริปากเล่าเื่นี้ให้มินตราผู้เป็น้องสาวฟังแม้แต่น้อยและเหตุผลที่เธอไม่เล่าให้น้องสาวฟังเพราะเมขลากลัวว่าน้องสาวจะเป็กังวลกับเื่ของเธอหญิงสาวไม่้าให้ใครมองว่าเธออ่อนแอและผิดปกติโดยเฉพาะพ่อและคนที่บ้านใหญ่
“แปลก” เมขลาพึมพำขึ้นหลังจากที่ครุ่นคิดอยู่นาน
“ทำไมพักนี้เห็นบ่อยจัง?” แม้เธอจะพึมพำเบาๆแต่ดาด้าได้ยินชัดเจนเพื่อนพยาบาลสาวรีบเคลื่อนตัวเข้ามาชิดเพื่อนสนิททันที พลางถามขึ้นอย่างระแวง
“แล้วตอนนี้ล่ะมีไหม?” เสียงถามสั่นเครือเหมือนคนเป็ไข้หวัดใหญ่ใบหน้าหันรีหันขวางอย่างไม่ไว้ใจดาด้ากลัวอย่างกับเป็คนเห็นเสียเอง
“ดาด้า เธอจะกลัวอะไรขนาดนั้นคนที่เห็นน่ะเป็ฉันนะไม่ใช่เธอ” เมขลาอดที่จะบ่นไม่ได้เมื่อเห็นอาการเพื่อนรัก
“จะไม่ให้กลัวได้ไงยะเดี๋ยวเธอก็เห็นตรงนู้น เห็นตรงนี้ ฉันก็ระแวงน่ะสิวันดีคืนดีกลายเป็ฉันที่เห็นเข้าจะทำยังไงยะ” ดาด้ายกมือทั้งสองกุมหน้าอกหน้าตาตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันอกแตกตายแน่ๆ” ดาด้าโวยวายไม่หยุดยั้ง คิ้วยกสูง ตาเบิกโพลงเมขลาแววตาอ่อนลงอดเห็นใจไม่ได้ คนกลัว..ยังไงก็กลัวอยู่วันยังค่ำขนาดว่าเธอไม่ค่อยกลัวผีแต่ก็ใไม่น้อยที่เห็นเข้าอย่างจังแม้จะไม่เคยโวยวายหรือลนลานแต่ก็ต้องตั้งสติกันอยู่นานทีเดียวหญิงสาวปลงตกเสียแล้วว่าอาการของเธอน้อยนักที่ใครจะเข้าใจและบางคนที่ไม่เชื่อก็อาจจะหาว่าเธอบ้าก็ได้
“ดาด้า เธอสบายใจได้ไม่มี...อะไร..”เสียงพูดชะงักติดขัด
“ตรงนี้..เอ่อ มีแค่เรา” เมื่อเมขลายืนยันแบบนั้น ดาด้าก็แสดงความโล่งอกโล่งใจอย่างเห็นได้ชัดแต่ดาด้าไม่มีวันรู้หรอกว่าเพื่อนรักกำลังโกหก เพราะตรงหน้าเมขลาปรากฏร่างของหญิงวัยกลางคนนุ่งห่มแบบโบราณคาดผ้าแถบนุ่งโจงกระเบน นั่งอยู่ที่พื้นด้านล่างในท่าพับเพียบสองมือประสานกันที่หน้าขาเรียบร้อยหญิงผู้นั้นค่อยๆ เงยหน้ามองเมขลาช้าๆ แววตามุ่งมองมาที่เธอโดยเฉพาะหญิงในชุดโบราณเบื้องหน้ายิ้มละไมเหมือนดีใจเหลือเกินที่ได้เจอกับเมขลา ร่างนั้นขยับปากจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับเลือนหายไปเสียก่อน
..ิญญาตนนั้นจะพูดอะไร..เมขลาได้แต่นั่งหายใจติดๆ ขัดๆ อยู่เพียงคนเดียว ส่วนดาด้าเพื่อนช่างพูดก็เปลี่ยนไปเมาท์เื่ผู้ชายในฝันของเธอเสียแล้ว ลืมเื่ผีไปอย่างรวดเร็ว
เช้าตรู่ของวันใหม่เมขลาขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้านขนาดบ้านเดี่ยวสองชั้นอันเป็ที่พักพิงของเธอกับน้องสาวเมื่อเข้าบ้านแล้วหญิงสาวก็ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาที่จัดเข้าชุดให้ดูน่ารักเหมาะสำหรับสองสาวพี่น้องเธอหลับตานิ่งเนิ่นนาน จนกระทั่งร่างของใครคนหนึ่งเดินถือแก้วน้ำเย็นๆเข้ามาพร้อมสวมกอดแ่เบา
“ยัยมิน” เมขลาเรียกชื่อน้องสาวด้วยความเอ็นดู
“เหนื่อยมากไหมคะพี่เมย์?” เสียงถามคล้ายปลอบใจเมขลายิ้มลูบผมคนถามเบาๆสองพี่น้องยิ้มให้กันและกันอย่างรักใคร่กลมเกลียว
“ไม่หรอกจ้ะ อย่าห่วงเลยนะ”เสียงตอบนุ่มนวล
“เอ้อ...” แต่แล้วก็อุทานขึ้นเหมือนนึกอะไรได้
“เป็ไงบ้างเรา ไปสมัครงานมา”คนถูกถามหน้ามุ่ยคลายอ้อมแขนที่กอดรัดพี่สาวทันทีก่อนถอนหายใจออกมาดังๆ
“เฮ้อ...มีแต่บอกว่าจะติดต่อกลับค่ะ มินจบมาตั้งสามเดือนแล้วแต่ว่ายังไม่ได้งานสักที่เลย”มินตราผู้เป็น้องสาวบ่นกระปอดกระแปดเพราะเธอเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยและมุ่งมั่นที่จะหางานทำให้ได้ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้งานทำเมขลายิ้มบางๆ
“ไม่ต้องอารมณ์เสียหรอกน่าน้องสาวคนเดียวพี่เลี้ยงได้” เสียงพูดเอาใจ
“แหม... เชื่อค่ะว่าเลี้ยงได้”มินตรายิ้มล้อเลียนพี่สาวตัวเอง
“พี่เมย์กับคุณพ่อ พูดเหมือนกันเลยนะคะ”มินตราพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี แต่เมขลากลับคอแข็งขึ้นทันทีเมื่อมินตราพูดถึงพ่อ
“นั่นมันเศษเงินของเขาเท่านั้นที่เขาให้เราก็เพราะหน้าที่ไม่ใช่ความรัก” เมขลาพูดพลางลุกขึ้น
“พี่จะไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวจะพาเราไปสมัครงาน”ขณะที่กำลังจะเดินออกไปเสียงใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าห้องรับแขก
“เดี๋ยว อย่าเพิ่งไป” เสียงทุ้มใหญ่เรียกเมขลาเอาไว้ สองพี่น้องหันมามองทางต้นเสียงเมื่อเห็นว่าเป็ใครก็อุทานขึ้นพร้อมกัน
“คุณพ่อ!”
“คุณพ่อ สวัสดีค่ะ” มินตราทักทายน้ำเสียงแจ่มใสทว่าผู้เป็พี่สาวกลับยกมือไหว้สีหน้านิ่งสนิทแล้วลงนั่งที่เดิมคุณการุญนักธุรกิจหนุ่มใหญ่เศรษฐีร้อยล้านมองหน้าบุตรสาวคนโตสีหน้าฉายแววอ่อนใจเล็กน้อย มินตรายกน้ำมาเสิร์ฟให้พ่อของเธอ จากนั้นก็หาเื่ชวนคุย
“วันนี้คุณพ่อมาหาพวกหนูแต่เช้าเลยมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?” เสียงถามออกจะดีใจที่ได้พบหน้าพ่อมากกว่าอยากรู้ว่าผู้เป็พ่อมาทำธุระอะไรคุณการุญมองหน้าบุตรสาวทั้งสองอย่างเอ็นดู แม้คนน้องจะไม่สวยโดดเด่นเท่ากับคนพี่แต่ท่าทางร่าเริงแจ่มใสของมินตรามันทำให้เธอน่าเอ็นดูอย่างมาก
ผิดกับเมขลาที่ทั้งสวยหวานและยังมีความสง่างามอยู่ในทีแต่เธอมักนิ่งเงียบ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร เธอจึงดูไม่น่าเข้าใกล้พูดเล่นพูดหัวด้วยสักเท่าไหร่แต่คุณการุญก็พอจะเข้าใจที่เธอเป็เช่นนี้ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากตัวเขาเอง
อันที่จริงเมขลาลูกสาวคนโตของเขาในวัยห้าขวบ ตอนที่เขายังไม่อย่ากับประไพแม่ของเธอเมขลาดูร่าเริงสดใส และชอบออดอ้อนไม่แพ้มินตราเลยแต่ตอนนี้เมขลาจะร่าเริงเฉพาะกับคนที่เธอวางใจด้วยเท่านั้นมันจึงทำให้เธอดูเคร่งขรึมและแฝงไว้ด้วยความหยิ่งยโสซึ่งผิดกับหญิงใดๆที่อยู่ในวัยเดียวกัน บางครั้งคุณการุญเองก็อดจะเกรงใจบุตรสาวคนโตไม่ได้
“พ่อมีธุระกับพวกหนูโดยตรง”คุณการุญพูดขึ้นหลังจากดื่มน้ำที่ลูกสาวคนเล็กนำมาให้...