ย้อนเวลาท่องยุทธภพ (meb e-book2เล่มจบ)

    บทที่ 17 ข้าจะเตะก้นเจ้า!


    หลังจากที่ทุกๆคนแยกย้ายกันไปตามป้ายหมายเลขจนเสร็จสิ้น พวกเขาก็เริ่มต้นการพูดคุยกันในหัวข้อการฝึกฝนบำเพ็ญตบะเป็นเซียน รอบๆตัวของพวกเขาต่างเปล่งประกายไปด้วยความสดใสและร่าเริง ในขณะที่กลุ่มของข้านั้น...บุคคลทั้งสี่ต่างมองเฉไฉไปทางอื่นโดยไม่ยอมพูดคุยกัน“เอ่อ...พวกเรามาพูดคุยเรื่องบำเพ็ญตบะกันดีหรือไม่?”“...”“หึ”ใบหน้าของหมิงซินเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นม่วงคล้ำก่อนจะกลับไปสู่ใบหน้าที่ปกติ แม้ว่าเขาจะโกรธหรือโมโหมากเพียงใด แต่เขาเองก็มิอาจแสดงกิริยาเช่นนั้นออกไปได้ ท้ายที่สุดเขาจึงจำใจที่จะต้องปล่อยโทสะให้ลอยหายไปตามสายลมหมิงซินนั่งคุกเข่าพร้อมกับก้มหน้างุดลงไป ในที่สุดบรรยากาศมาคุก็หวนกลับมาอีกครั้ง...
    ในขณะนั้นเมิ่งฉิงก็ได้สหายเพิ่มขึ้นมา กลุ่มของเขาเต็มไปด้วยผู้คนที่เก่งรอบด้านมารวมตัวกัน คนหนึ่งเชี่ยวชาญด้านปรุงยา คนหนึ่งเชี่ยวชาญคาถาและปราณธาตุ คนหนึ่งเชี่ยวชาญการหลอมอาวุธ อีกคนก็เชี่ยวชาญทางด้านวรยุทธ์ดูรวมๆแล้วราวกับเป็นสี่จตุรเทพแห่งขุนเขาหลักอย่างไรอย่างนั้น กลุ่มของเขาต่างก็เป็นกลุ่มที่ผู้อื่นนั้นปรารถนาที่อยากจะเข้าร่วมเป็นอย่างยิ่ง สวรรค์ต้องเข้าข้างเมิ่งฉิงมากเพียงใดจึงได้บันดาลให้เขาเข้าร่วมกับกลุ่มดีๆเช่นนี้? เมิ่งฉิงเริ่มต้นสนทนาวางแผนการฝึกกับทั้งสามคนทันที “พวกท่านคิดเห็นอย่างไรกับแผนการฝึกหรือ?” เมิ่งฉิงเอ่ยถามออกไปด้วยความนอบน้อม“ข้าคิดว่าในช่วงระยะเวลานี้เราต้องฝึกสมาธิและฝึกดูดซับพลังปราณธาตุ ข้าทีเชี่ยวชาญทางด้านปราณธาตุจะช่วยสอนพวกเจ้า พวกเจ้าคิดว่าดีหรือไม่?”หนึ่งในสี่คนเอ่ยออกมา เขาคือหลิ่งเหวินผู้เชี่ยวชาญคาถาและพลังปราณธาตุนั่นเองเมื่อทั้งสามได้สดับฟังความคิดของหลิ่งเหวินแล้ว ต่างก็พากันพยักหน้าเห็นด้วย “ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้ก็เริ่มฝึกได้”“ตกลง!” ทั้งสามตอบตกลงด้วยความตื่นเต้น
    ใจกลางของลานชุมนุมได้ปรากฏร่างของอาจารย์เฟิ้ง อาจารย์เฟิ้งมองสถานการณ์โดยรวมก็พอใจก่อนจะเริ่มพูด “วันนี้พวกเจ้าจะได้เริ่มเข้าเรียนเรื่องพื้นฐานและเรื่องที่จำเป็นต่อการฝึก เตรียมตัวให้พร้อม เรียนกับกลุ่มที่พวกเจ้าสุ่มได้มา ตกลงตามนี้ แยกย้าย!”สิ้นเสียงที่น่าเกรงขามของเขา ทุกๆคนและข้าได้โค้งตัวทำความเคารพก่อนจะพากันแยกย้ายไปเรียนตามกลุ่ม
    ข้าและสมาชิกกลุ่มทั้งสามเดินไปตามทางเดินที่ถูกปูด้วยหินหยาบ พวกเราเดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งหยุดยืนอยู่ด้านหน้าของเรือนไม้เก่าๆหลังหนึ่ง กลุ่มอื่นๆเองก็เริ่มพากันทยอยเข้าไปในเรือนไม้หลังนั้นทีละกลุ่มสองกลุ่มจนเกือบครบ พวกเรามองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะพร้อมใจกันเดินเข้าไปภายในของเรือนไม้ทุกย่างก้าวที่ออกเดินจะตามมาด้วยเสียงเอฟเฟคที่น่าหวาดเสียวอยู่ตลอดเวลา ข้าพะวงว่าพื้นไม้เหล่านี้อาจจะแตกหักไปได้ทุกเมื่อที่ข้าเหยียบ พื้นไม้พวกนี้เองก็เก่ามากแล้ว...เก่ามากๆเสียจนต้องปูใหม่ได้แล้ว! ข้าบ่นในใจเบาๆก่อนจะรู้สึกตัวด้วยแรงสะกิดจากมือของใครบางคน“เสี่ยวหลิน ทางนี้ๆ” หมิงซินกวักมือเรียกข้าให้เข้าไปยังห้องห้องหนึ่ง ฉับพลันที่ข้าหันหลังกลับไปมองนั้นก็ได้พบเข้ากับความว่างเปล่า สองคนนั้นได้เดินเข้าห้องปริศนานั่นไปแล้ว เหลือเพียงข้าและหมิงซินที่ยังไม่เข้าไป ข้าหัวเสียเล็กน้อยก่อนจะวิ่งไปหาหมิงซินอย่างอดไม่ได้“ถ้าหากว่าพวกเจ้าหยุดรอข้าสักนิด สาบานได้เลยว่าข้าจะไม่เอาขาเล็กๆคู่นี้ฟาดเข้าที่ก้นของพวกเจ้า!” ข้ากระแทกเสียงด้วยความหงุดหงิด“เอาเถิด อย่าถือสาพวกข้าเลย ก็เจ้าเอาแต่เหม่อลอยนี่นา? แต่ก็มีข้าที่หยุดรอเจ้าอยู่นะเสี่ยวหลิน” หมิงซินพูดพลางพยายามทำให้ อารมณ์โกรธของข้าเบาบางลง“ช่างเถิด รีบๆตามเจ้าสองคนนั้นไปกันเถอะ”“ตกลง”สิ้นเสียงพูดคุยของพวกเรา ข้าและหมิงซินจึงพากันเดินเข้าห้องเก่าๆตามจ้าวหลิวและเฟิงมี่เข้าไปติดๆ
    กลิ่นอับชื้นแม้จะบางเบาแต่ก็สามารถรับรู้ได้ว่าที่นี่เก่ามากเพียงใด ภายในห้องมีโต๊ะไม้วางเอาไว้ทั้งหมดสามตัว สองตัวด้านหน้าจ้าวหลิวและเฟิงมี่ได้จับจองเอาไว้ก่อนหน้าแล้ว เหลือเพียงตัวข้างหลังเท่านั้นที่ถูกปล่อยว่างเอาไว้ “มิใช่ว่าจะต้องมีโต๊ะทั้งหมดสี่ตัวหรอกหรือ?”ข้าเอ่ยปากถามออกไป“ผู้ใดใช้ให้เจ้าเข้ามาช้าเล่า? โต๊ะภายในห้องก็มีเพียงแค่สามตัว เจ้าก็หาวิธีนั่งเรียนเอาเองก็แล้วกัน”เฟิงมี่แค่นเสียงหัวเราะออกมาด้วยความสะใจ“หน็อย! ปากของเจ้าคงอยากจะมีเลือดออกมากนักใช่หรือไม่!?”“เด็กน้อยอ่อนแอเช่นเจ้าจะมีปัญญาทำอะไรข้าได้เล่า?”“ทำได้หรือไม่ก็ต้องลองดู!” เมื่อสิ้นบทสนทนา เฟิงมี่ลุกขึ้นยืนมองหน้าข้าอย่างเอาเป็นเอาตาย ข้าเองก็ยืนมองหน้าของนางอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นกัน เฟิงมี่ชักกระบี่ออกมาและชี้มาทางหน้าของข้า แม้ข้าจะเกรงกลัวอยู่บ้างแต่ในเมื่อเดินหน้ามาถึงตรงนี้แล้วหากข้าแสดงความหวาดกลัวออกไปนางจะต้องได้ใจเป็นแน่ หมิงซินเห็นท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งเข้าไปห้ามปรามเฟิงมี่ทันที ทั้งสองฉุดกระชากลากถูกันไปมา จนในที่สุดกระบี่ของเฟิงมี่ก็หลุดออกจากมือของนางทันที กระบี่ของนางปักลงไปที่พื้นไม้ข้างชายกระโปรงข้า แม้จะเฉียดฉิวแต่มันก็ทำให้ชายกระโปรงของข้ามีรอยขาดเป็นทางยาว
    ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงบก่อนจะแยกย้ายไปยังที่นั่งใครที่นั่งมัน พวกเขาทำเหมือนไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นในห้องนั้น ทั้งๆที่เมื่อครู่เป็นข้าที่เกือบจะได้เยือนความตายเป็นหนที่สอง!“เสี่ยวหลิน เจ้านั่งกับข้าก็ได้นะ ตัวเจ้าเล็กนิดเดียวน่าจะพอนั่งเรียนกับข้าได้” หมิงซินพูดพลางตบเข้าที่เบาะนั่งข้างๆเขา“อืม...ก็ไม่มีทางเลือกแล้วนี่นา”ข้าถอนหายใจพร้อมๆกับลงไปนั่งบนเบาะนั่นอย่างช้าๆ
    ไม่นานนักร่างของผู้เฒ่าชราคนหนึ่งก็เดินเข้ามายังห้องเรียนของพวกเรา ในมือของเขาถือม้วนตำราเก่าๆคร่ำครึเอาไว้หลายม้วน เขากระแอมไอเล็กน้อยก่อนเอ่ยทัก“อ่ะแฮ่ม! ต่อแต่นี้ไปข้าจะเป็นอาจารย์ประจำกลุ่มของพวกเจ้า และจนกว่าจะถึงวันคัดเลือกศิษย์ของขุนเขาหลัก ข้าจะต้องเป็นอาจารย์ของพวกเจ้าไปอยู่นานพอสมควร” เมื่อพูดจบ เขาก็เริ่มเปิดม้วนตำราม้วนแรกออกมา ม้วนแรกเป็นตำนานของการก่อกำเนิดโลก ในยุคบรรพกาลมีสัตว์เทพทั้งสี่ เซียนและเทพบรรกาลอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แต่ทว่าวันหนึ่งก็ได้มีเทพระดับสูงหนึ่งคนถูกกิเลสทั้งหลายเข้าครอบงำ เทพผู้นั้นหวังในพลังอำนาจที่แข็งแกร่งของอาวุธบรรพกาลจึงได้วางแผนอันชั่วช้าขึ้นมา เมื่อแผนที่เขาวางเอาไว้หลายร้อยปีได้สำเร็จขึ้นมาแล้ว เทพผู้นั้นจึงบุกไปยังวังสวรรค์เพื่อหวังที่จะแย่งชิงอาวุธบรรพกาลมาไว้ในครอบครอง ระหว่างทางที่บุกเข้าไปเขาก็ได้พรากเอาชีวิตของเทพและเซียนบรรพกาลมาหลายคนจนกระทั่งหลงเหลืออยู่เพียงนิดเท่านั้น เมื่อองค์ฮ่องเต้สวรรค์ทราบเรื่องเข้าก็ทรงพิโรธเป็นอย่างมาก องค์ฮ่องเต้ทรงขับไล่เทพองค์นั้นให้ลงไปยังโลกใต้ภิภพก่อนจะทำการปิดผนึกเขาด้วยอาวุธเทพบรรพกาลและโซ่ตรวนอัสนีแปดทิศ หลังจากนั้นเป็นต้นมาแดนเทพเซียนก็ได้กลายเป็นต้นกำเนิดของเหล่ามารมากมาย
    เมื่อเรื่องเล่าขานในยุคบรรพกาลถูกเล่าจนจบ อาจารย์ผู้เฒ่าก็กระแอมไอออกมาอีกครั้งหนึ่ง“อะแฮ่ม เทพผู้นั้นว่ากันว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพียงแต่ว่าเขาได้หลับใหลอยู่ข้างใต้โลกบาดานแห่งนั้นเอง...” “โห...” ข้าและหมิงซินอ้าปากกว้างออกมาพร้อมๆกัน“ข้าขอเตือนพวกเจ้าเอาไว้ว่าทางทิศตะวันตกของขุนเขาหลักแห่งนี้มีเส้นทางหนึ่งที่สามารถพาพวกเจ้าไปสู่โลกใต้ภิภพได้ แต่อย่าเข้าไปใกล้หรือลงไปเด็ดขาด เพราะเหล่ามารทั้งหลายเป็นอันตรายกับพวกเราเทพเซียนเป็นอย่างมาก วันนี้ก็พอแค่นี้ส่วนม้วนตำราเหล่านี้หากพวกเจ้าอยากที่จะนำมันไปอ่านก็ขอยืมจากข้าได้” “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ชี้แนะพวกเรา” เด็กๆทั้งสี่กล่าวคำขอบคุณก่อนโค้งตัวทำความเคารพด้วยความนอบน้อม

    อาจารย์ผู้เฒ่ายิ้มตาหยีด้วยความสุขใจก่อนจะยื่นมือที่หยาบกร้านออกไปม้วนเก็บตำรากลับมาไว้ในมือดังเดิม ดวงตาของจ้าวหลิวส่อแววประกายความใคร่รู้ไปทางม้วนตำราเหล่านั้น เขาจ้องมองมันโดยไม่ละสายตาเลยแม้เพียงนิด อาจารย์ผู้เฒ่าเองก็อดทนต่อสู้กับสายตาของจ้าวหลิวไม่ไหว จนในที่สุดก็ยอมวางม้วนตำราที่ถือไว้ลงบนโต๊ะและเอ่ยปากเชิญชวนให้จ้าวหลิวเลือกสรรไปอ่านสักม้วนสองม้วน“เจ้าช่างเป็นเด็กที่ใฝ่รู้ยิ่งนัก ข้าเห็นเจ้าแล้วก็พลันให้หวนนึกถึงอดีตลูกศิษย์ของข้าเสียจริง” อาจารย์ผู้เฒ่าพูดพลางหวนนึกถึงอดีตอันไกลแสนไกล มันไกลเสียจนเขาเองก็แทบจะลืมมันไปแล้วเช่นกัน จ้าวหลิวมิได้ตอบโต้อันใดออกไป เขาได้แต่มองใบหน้าของอาจารย์ผู้เฒ่าอย่างเงียบๆเพียงเท่านั้น “อา...ข้าคงพล่ามมากไปเสียแล้ว เอาล่ะพวกเจ้ารีบไปพักผ่อนเสียเถิด” “ขอรับ” จ้าวหลิวหอบม้วนตำราเอาไว้ในมือพร้อมๆกับเดินจากไป

    ข้าปลีกตัวออกมาเดินเล่นข้างนอก เนื่องมาจากว่ากระบี่ที่ใช้สำหรับร่ำเรียนนั้นยังหลอมไม่เสร็จ ช่วงเวลานี้ข้าและคนอื่นๆจึงมีเวลาว่างกันจนเหลือเฟือ ข้านั่งพักหลบใต้ต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งก่อนจะทิ้งตัวลงไปยังพื้นหญ้าบริเวณนั้น เวลาที่เงียบสงบเช่นนี้ก็พลันทำให้ข้าหวนนึกถึงบ้านของข้าที่อยู่อีกโลกหนึ่ง แม้ว่าจะไม่หลงเหลือคนในครอบครัวเลยแม้เพียงสักคน แต่มันก็เป็นสถานที่ที่น่าอบอุ่นมากๆอยู่ดี “เฮ้อ อยากกลับบ้านจังเลย” เด็กสาวตัวน้อยหลุดพูดสำเนียงของโลกเก่าของตนออกมาด้วยความลืมตัว แต่ทว่ายังคงโชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้ยิน ข้าพลิกตัวกลับไปกลับมาบนพื้นหญ้าเขียวขจีอยู่หลายหน ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะถูกตัดไปโดยไม่รู้ตัว
    เฟิงมี่ผู้เบื่อหน่ายกับทุกสิ่งเดินเตะฝุ่นเล่นไปมา นางรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่พอใจกับกลุ่มที่นางสุ่มได้มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กสาวตัวน้อยน่าชังผู้นั้น พอนึกถึงก็พลันทำให้ข้าอารมณ์เสียมากกว่าเดิมหลายเท่า! ข้ามองตรงไปยังต้นไม้ต้นใหญ่หลังเรือนไม้ ใต้ต้นไม้ก็ปรากฏร่างเล็กร่างหนึ่งที่สะดุดตา ข้าไม่รอช้ารีบเดินไปยังที่แห่งนั้นทันที เมื่อมาถึงก็พบเข้ากับร่างของเด็กสาวตัวเล็กกำลังนอนขดตัวอย่างสบายใจ ความหมั่นไส้มันค่อยๆเอ่อล้นออกมาจากความคิดของข้า ฉับพลันข้าก็ยื่นเท้าของตนออกไปเขี่ยนางเบาๆ “ยัยเปี๊ยก ตื่นได้แล้ว!” “...” “ข้า-บอก-ให้-ตื่น!” ยิ่งเพิ่มเสียงและความแรงในการเตะมากเท่าใด แต่ทว่านางกลับไม่ยอมลืมตาขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย ครั้งสุดท้ายก่อนที่ข้าจะตัดสินใจเตะเข้าที่ร่างเล็กๆ สัญลักษณ์บางอย่างตรงอกซ้ายของนางก็พลันส่องแสงสว่างสีแดงขึ้นมา ข้าจึงถือวิสาสะแหวกสาบเสื้อของนางออกเพียงเล็กน้อย “นี่มัน?” สัญลักษณ์แบบนี้ข้าเคยเห็นมันมาก่อน เพียงแต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเคยเห็นมาจากที่ใด
    ตะวันบ่ายเริ่มคล้อยลงมาทุกขณะ กว่าจะรู้ตัวอีกทีข้าก็ดันหลับเป็นเพื่อนนางเสียอย่างนั้น “ให้ตายเถอะ!” ศิษย์ทุกๆคนต่างทยอยพากันกลับเรือนพักกันเกือบหมดแล้ว ในเมื่อข้าปลุกนางไม่ตื่นก็คงต้องทิ้งนางเอาไว้ตรงนี้ ข้าลุกขึ้นยืนและเตรียมที่จะเดินกลับเรือนพัก แต่ทว่าความคิดที่ไม่รักดีก็ดันทำงานขึ้นมา นางเองก็ยังเด็กนักหากปล่อยทิ้งไว้ตรงนี้หมิงซินคงได้ด่าหัวข้าเป็นแน่ “ข้าจะยอมเจ้าแค่ครั้งนี้เท่านั้นนะ”“อืม...งึมงำ” นางตอบสนองข้าด้วยการที่นางละเมอ
    ข้าแบกร่างของเด็กสาวตัวน้อยมุ่งสู่เรือนพักทันที รูปร่างและน้ำหนักของนางเบาบางมากนัก นั่นจึงทำให้การแบกร่างเด็กน้อยเช่นนางไม่ได้ยากลำบากมากนักบานประตูไม้ของห้องเด็กสาวถูกผลักออกอย่างรุนแรงก่อนจะตามมาด้วยแรงเหวี่ยงมหาศาลที่เหวี่ยงร่างเล็กลงบนเตียง“โอ๊ย!”เสียงเล็กร้องอุทานออกมาด้วยความเจ็บปวดก่อนที่จะกลับเข้าสู่ห้วงแห่งนิทราอีกครั้งหนึ่ง...ปึด!อยู่ๆข้าก็รับรู้ได้ว่าเส้นเลือดตรงขมับของข้ามันกำลังปรากฏรูปลักษณ์เป็นกากบาทอย่างไรอย่างนั้น? ช่างเถิดวันนี้ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ข้าไม่หาเรื่องใส่ตัวให้พลังงานในกายมันลดจะดีกว่า“...”ฉับพลันสายตาของข้าก็สบเข้ากับกระโปรงของนางที่มีรอยขาดเป็นทางยาว แม้ว่ากระโปรงจะมีสามชั้นแต่ก็เป็นสามชั้นแบบบาง ในใจของข้าพลันเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจถอดกระโปรงของนางออกมาเพื่อหวังจะนำมันไปซ่อมแซม “วันนี้ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าจะยอมขอโทษเจ้าก็ได้นะ... ข้าขอโทษ” พูดจบข้าก็เดินกลับห้องของตนไปพร้อมๆกับกระโปรงของนาง