ยากูซ่าพลังผู้กล้า

    เวหาที่ 25 : ทดสอบความกล้า (2)

            พอเดินเข้าข้างในอาคารแล้วจินก็อดรู้สึกอึ้งไม่ได้ทุกอย่างถูกจัดฉากขึ้นมาเป็นอย่างดีเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นความชื้นที่ลอยฟุ้งปะปนในอากาศแถมยังมีเสียงของหยดน้ำหยดลงพื้นเป็นจังหวะอีกด้วยรวมไปถึงรอยเลือดที่สดใหม่ในซอกต่างๆ ของอาคารแห่งนี้

     

            เล่นเอาหลอนไปเลยนะเนี่ยจินคิดในใจพลางลอบสำรวจรอตัว รู้สึกถึงรุ่นพี่ปีสองจำนวนไม่น้อยตามจุดต่างๆอีกทั้งยังพบกล้องหลายตัวที่คอยสอดส่องป้องกันการพลัดหลงของเหล่าเด็กปีหนึ่งติดตั้งไว้รัดกุมอีกด้วย

             

            ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ที่เหล่าคณาจารย์ของคณะจะให้ความไว้วางใจในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น

     

            “อย่าบอกนะว่าคุณกลัวที่มืด”ชายหนุ่มเหลือบมองหญิงสาวด้านหลังที่เดินตามเขาไม่ห่างหลายครั้งแอบแกล้งโดยการลองเดินให้เร็วขึ้นแต่แม่คุณยังคงสามารถเร่งสปีดตามทันได้ติดๆ

     

            “กะ กลัวแล้วจะทำไมมันไม่ใช่เรื่องน่าอายนี่” ไอริสยอมรับโดยไม่หาข้ออ้าง เธอปั้นหน้าสู้เสือแม้ต่อมาจะสะดุ้งตัวตามเสียงกรีดร้องของเหล่าเด็กปีหนึ่งก็ตาม

     

            “ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย”ชายหนุ่มนึกยิ้มเอียงคอไม่สนใจแล้วออกตัวเดินไปข้างหน้าต่อ

     

            เทปกาวเรืองแสงถูกแปะไว้ตรงทางเดินให้พุ่งตรงไปยังจุดถัดไป

     

            “รอด้วยสิ”เสียงท้ายประโยคแผ่วเบาแทบจับคำพูดไม่ได้

     

            เป็นเรื่องน่าฉงนใจไม่น้อยกับการที่คนผู้หนึ่งสามารถใช้พลังวิญญาณได้ค่อนข้างดีแต่เกิดมากลัวเรื่องอะไรพวกนี้ ถึงอย่างนั้น  จินก็ไม่ได้พูดจาถากถางอะไรเท่าไหร่เขาแอบยิ้มให้กับท่าทางของไอริสแทน

     

            ทุกคนต่างมีมุมที่คาดไม่ถึงกันทั้งนั้น

     

            “ถึงว่าทำไมห้องของเธอถึงสว่างอยู่ตลอดเวลา”

     

            “เมื่อกี้พูดว่าไงนะ”จินรีบยกมือปิดปากทันที เมื่อเขารู้ตัวว่าเผลอพูดในสิ่งที่คิดออกไป

     

            “เอ่อ…ผมพูดว่าที่นี่บรรยากาศน่าวังเวงดีเนอะ”จินกระแอมแก้ตัวน้ำขุ่นๆ

     

            แย่แล้วเรา ชายหนุ่มเหงื่อตกอยู่เล็กน้อย ในมือมีความชื้นจากอาการกังวล

     

            “อย่ามาโกหก ฉันได้ยินนะนี่นายเป็นโรคจิตพวกถ้ำมองใช่ไหม” ไอริสพูดพร้อมขยับตัวถอยห่าง

     

            ตอนนี้เธอรู้สึกว่าจินน่ากลัวกว่าสิ่งที่เธอคิดหวาดหวั่นเสียอีก

     

            “เดี๋ยวก่อนสิคุณคิดเองเออเองแบบนี้ไม่ได้นะ” จินยกมือปัดพัลวันความไม่ไว้วางใจจากคนข้างกายดูน่าเศร้ากว่าสิ่งไหน

     

            ไอริสชี้นิ้วไปยังจิน“อย่าเข้ามาใกล้เกิน 1 เมตร”

     

            “เข้าใจแล้วค้าบ เข้าใจแล้ว”ชายหนุ่มต้องยอมรับชะตากรรมของการเสียมารยาทดังกล่าวไปก่อน

     

            “ฉันไม่คิดจะญาติดีกับคนที่เป็นต้นเหตุทำให้พี่ชายของตัวเองแขนขาดหรอกนะ” ไอริสเผลอพูดในสิ่งที่เธอแอบสงสัยเพื่อโยนหินถามทาง

     

            “มันไม่ผิดหรอกถ้าคุณจะโยนความผิดไปให้ใครสักคน เพื่อทำให้ครอบครัวของคุณดูดีขึ้นแต่คุณคิดดีและถี่ถ้วนแล้วเหรอ ว่าผมเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด”จินหยุดเดินหันมามองหน้าคนที่เพิ่งกล่าวหา

     

            ภายใต้ความมืดอันสลัวยังคงสามารถมองเห็นดวงตาของหญิงสาวที่สั่นไหวแม้ไอริสอยากจะปฏิเสธให้เต็มปาก แต่เธอกลับไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาทักท้วงได้

     

            “ไม่สินะเอาเถอะ...มันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ถ้าคุณจะคิดแบบนั้นอย่างน้อยคุณก็จะจดจำผมได้ตลอดไป เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ขึ้น”เขาเข้าใจความรู้สึกของคนตรงหน้าได้ค่อนข้างดีเพราะครั้งหนึ่งตัวเขาเองเคยเป็นเช่นนี้มาก่อน

     

            ความเยือกเย็นไม่แสดงอาการต่อต้านของจินเล่นเอาไอริสไปไม่เป็นเลยเธอไม่อาจบรรยายความรู้สึกตอนนี้เป็นคำพูดได้เฉพาะเจาะจงหญิงสาวที่คอยปฏิเสธการเข้ามาของคนอื่น ไม่ว่าจะรูปแบบไหนดันต้องมาตกหลุมพรางอันน่ากลัวเข้าเสียแล้ว

     

            “ใครจดจำใครถ้าออกไปเมื่อไหร่จะแจ้งตำรวจว่านายเป็นพวกโรคจิตชอบถ้ำมอง”ไอริสเปลี่ยนเรื่องกลบเกลื่อนแต่มันก็ไม่อาจปกปิดใบหน้าของเธอที่เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อได้

     

            “ก็เอาสิครับ”ชายหนุ่มปัดหยดน้ำที่ตกลงใส่ไหล่เขาทิ้ง

     

            “อย่ามายิ้ม”ไอริสรู้สึกไม่ชอบมาพากลกับรอยยิ้มชวนน่าคิดของจิน

     

            เหมือนกันไม่มีผิดเลยเฮ้อ…ใจบางแล้วสิเรา ภาพของไอซ์กำลังซ้อนทับไปยังร่างของไอริสเขารู้ตัวดีว่าจังหวะแห่งความเศร้าเผลอแสดงสีหน้าหม่นหมองไปวูบหนึ่ง

     

            หญิงสาวคงไม่เห็นมันชัดเจนเพราะในที่แห่งนี้ค่อนข้างมืด

     

            ปัง! กรี๊ดดด!

     

            ของหนักบางอย่างชนเข้ากับหน้าต่างห้องเรียนเก่าที่อยู่ด้านข้างจุดที่ไอริสยืนเมื่อเธอหันไปมองต้องตกใจสะดุ้งกับใบหน้าแสนสยดสยองของหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งจินดูก็รู้แล้วว่าเป็นรุ่นพี่ปีสองแต่งตัวมาแกล้ง

     

            แต่กับคนขวัญอ่อนดั่งเช่นไอริสมันช่างดูสมจริงเกินต้านจนเผลอลากจินวิ่งติดมือไปด้วย

     

            ...

     

            เวลาผ่านไปนานหลายสิบนาทีไอริสยังคงกรีดร้องวิ่งหนีพวกรุ่นพี่ที่แต่งตัวมาแกล้งอยู่อย่างนั้นช่างเป็นภาพที่จินรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย เขาแอบยกย่องในพลังเสียงของเธอ

     

            “แฮ่ก แฮ่ก!”ไอริสหยุดวิ่งพักหายใจยืนพิงหลังเข้ากำแพงหอบเหนื่อยไปด้วยรู้สึกขาสองข้างเริ่มหมดแรง

     

            “เหนื่อยไหมครับ”จินถามโดยยื่นผ้าเช็ดหน้าให้แก่เธอ

     

            “เหนื่อยสิถามได้!”ไอริสหยิบมันมาเช็ดเหงื่อแถมตอบกลับทันควัน

     

            เมื่อเธอสัมผัสได้ถึงอะไรแปลกประหลาดในการกระทำจึงรีบปล่อยมือข้างที่กุมมือจินไว้อย่างรวดเร็ว

     

            ชายหนุ่มยกมือขึ้นยอมแพ้แล้วเดินถอยห่าง“ห้ามเข้าใกล้เกิน 1 เมตร” ก่อนทิ้งคำเจ็บแสบไว้

     

            ไอริสได้แต่กัดฟันกลืนความเขินอายลงคอไป

     

            พอทุกอย่างเริ่มดีขึ้นตามลำดับแล้วเธอจึงหันมองไปรอบกายพบว่าตอนนี้ทั้งคู่กำลังยืนอยู่บนดาดฟ้าของอาคารแห่งนี้ไปเสียแล้ว

     

            สายลมเย็นพัดกระทบเข้าผิวหน้าสลายความร้อนจากการวิ่งและความเคอะเขินที่มีก่อนหน้าให้ทุเลาลง

     

            จังหวะเดียวกันที่บังเอิญเกิดเหตุการณ์อันน่าแปลกใจขึ้น

     

            “หิ่งห้อยนี่หน่า”ไอริสพูดด้วยรอยยิ้มพลางแบมือยื่นออกไปข้างหน้า

     

            เหมือนพวกหิ่งห้อยรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเธอพวกมันได้ลอยมาวนเวียนใกล้ๆ หญิงสาวความอิ่มเอมเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อมีหลายตัวลงไปเดินเล่นบนฝ่ามือขาวเนียนคู่นั้น

     

            ค่ำคืนที่ไร้แสงจันทร์ของคืนเดือนมืดแสงสว่างของพวกหิ่งห้อยขับให้มันดูดีและเด่นสง่าชวนน่ามองเป็นที่สุดมันช่างสวยงามดั่งภาพวาด ทรงคุณค่าทางจิตใจหาสิ่งใดเปรียบได้

     

            “สวยจัง”ไอริสเปรยโดยลืมจุดประสงค์ในการเข้ามาในอาคารแห่งนี้ไปเสียสนิท

     

            ใช่ สวยมาก จินได้แต่พูดมันอยู่ในใจโดยไม่ให้หญิงสาวที่สวมหน้ากากสีดำไว้ที่ปากได้ยิน

     

            ปี๊ดดด!

     

            แต่แล้ว! เสียงนกหวีดก็ได้ดังขึ้นเสียงนั้นดังขัดจังหวะความสำราญในการดื่มด่ำแสงจากพวกหิ่งห้อยไปในที่สุดอันเป็นสัญญาณแจ้งเตือนว่าการทดสอบความกล้าในครั้งนี้เสร็จสิ้นและสิ้นสุดลงแล้วให้ทุกคนคนออกจากอาคารและรวมตัวกันที่เดิม

     

            หมับ!ชายเสื้อของชายหนุ่มถูกมือของใครบางคนจับเอาไว้ด้วยท่าทางประหม่า

     

            “มองพื้นด้วยนะครับ บันไดค่อนข้างเก่า”จินยิ้มพูดโดยไม่หันมองข้างหลัง

     

            “เข้าใจแล้ว”

     

            ทั้งสองก้าวเดินเชื่องช้าลงไปโดยไม่หันหลังกลับมองที่ดาดฟ้า

     

            ซึ่งหากพวกเขาหันดูสักนิดคงได้เห็นเด็กสาวคนหนึ่งนั่งแกว่งขาไปมาอยู่แถวถังเก็บน้ำเก่าตรงหน้าทางเข้าทั้งตัวของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดที่กำลังไหลหยดลงพื้นเป็นจังหวะบนใบหน้าอันไม่มีระเบียบยังประดับไปด้วยรอยยิ้มฉีกถึงใบหูชวนน่ามองอีกด้วย

     

            “เป็นผู้ชายที่น่าสนใจจริงๆมองเห็นเราด้วย”

     

            พอจินเดินลงมาข้างล่างแล้วต้องรีบมองหาเพื่อนของตนก่อนเป็นอันดับแรกทันทีเช่นเดียวกับไอริสที่รีบปลีกตัวหนีหายไป เพราะทนความอายที่เธอทิ้งไว้ไม่ไหว

     

            “ไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้ว ออกไปออกไปให้พ้น” เทนตะมีใบหน้าซีดขาวและพูดประโยคซ้ำไปมาคล้ายกับคนเสียสติโดยข้างกายมีเรย์กะและอากิโนะยืนอยู่ในสภาพเดียวกันทั้งคู่ต่างเนื้อตัวสั่นและกอดกันเกลียว

     

            เมื่อโคโตะมองเห็นจินเดินมาและถามด้วยสายตาเขาทำเพียงหยักไหล่ให้ไปทีหนึ่งเพียงพอแล้วที่จะทำให้จินหัวเราะสะใจกับความซนซ่าของเพื่อน

     

            “หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้นะจิน!”เทนตะรู้สึกตัวเป็นคนแรกแยกเขี้ยวใส่

     

            “ได้ๆ จะไม่หัวเราะ ฮ่าๆ”ชายหนุ่มพยายามหยุดหัวเราะแล้วแต่มันทำไม่ได้จริงซึ่งมาโคโตะก็มีท่าทางอมยิ้มเช่นกัน

     

            เสียงหัวเราะของจินกับท่าทีของมาโคโตะทำเอาเทนตะแทบอยากแทรกหน้าเข้าแผ่นดินหนีหายไป

     

            “เอาล่ะ! ทุกคนฟังทางนี้ก่อนส่วนใครที่ไม่ไหวหรือต้องการอะไร รีบบอกรุ่นพี่ก่อนจะเป็นลมล้มพับไปนะทุกคนออกมาได้” เมื่อประธานรุ่นพี่คนนั้นพูดเสร็จเหล่ารุ่นพี่ที่แต่ตัวเป็นผีเฉพาะกิจก็ได้เดินออกจากด้านหลัง

     

            ในจังหวะแรกที่ทุกคนเห็นต่างพากันส่งเสียงตกใจ ก่อนจะเงียบสงบในเวลาต่อมา

     

            “ขอให้ทุกคนจดจำอารมณ์ช่วงเวลานี้ไว้ให้ดีแล้วเอามันไปใช้กับเหล่ารุ่นน้องที่จะเข้ามาให้ปีหน้าพวกรุ่นพี่ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งแต่อย่างใด แต่พวกเราก็ถูกรุ่นพี่แกล้งมาอีกทียังไงก็ขอโทษทุกคนด้วยที่ทำให้ตกใจ ถึงขนาดทำให้หัวของผีบางตนปูดบวมได้”เสียงหัวเราะอันข่มขืนของเหล่าปีสองดังขึ้นแต่น่าแปลกที่ไม่มีใครโกรธเคืองหรือส่งสายตาหาเรื่องออกมา

     

            เหล่าเด็กปีหนึ่งต่างพากันจดจำสิ่งเหล่านี้ไว้ในใจลึกๆเพื่อย้ำเตือนให้พวกเขาได้ทำในโอกาสครั้งต่อไป

     

            “อ้อ! อีกเรื่องหนึ่งอย่าคิดว่าเรื่องทุกอย่างจบลงแล้ว กิจกรรมของพี่ปีสามกับพี่ปีสี่กำลังรอทุกคนอยู่ต่อจากนี้ไม่นานเกินคอยแน่นอนยังไงก็เตรียมตัวรับชะตากรรมกันไว้ให้ดี ราตรีสวัสดิ์รุ่นน้องที่น่ารักทั้งหลาย”

     

            เสียงโห่ร้องดังขึ้นก่อนทุกคนจะพากันเดินออกจากสถานที่แห่งนี้ไปเวลาแห่งความสนุกและความสุขต่างทำให้หลายคนรู้จักเพื่อนใหม่รวมไปถึงรักใหม่ด้วยเช่นกันสังเกตได้จากการแลกเบอร์และขอช่องทางการติดต่อจากเหล่าเด็กหนุ่มสาวช่างเป็นภาพที่ทำให้อาจารย์ทั้งหลายแอบยิ้มมองดูอยู่ไกลๆ

     

            เทนตะวิ่งแจ้นไปขอโทษรุ่นพี่คนสวยคนหนึ่งที่อยู่ในชุดอันไม่น่าดูเธอเขกกะโหลกอันหนาของเด็กหนุ่มดังก้อง

     

            “ผมขอโทษค้าบ มือไม้มันไปเอง”

     

            ...

     

            ณ คฤหาสน์ที่เก่าแก่แห่งหนึ่งอันห่างไกลมีบางส่วนทรุดโทรมลงตามกาลเวลาให้ย้ำเตือนถึงมนตร์ขลังความสว่างถูกจุดโดยคบเพลิงซึ่งไม่ได้ใช้หลอดไฟเหมือนยุคสมัยนี้กลิ่นอายความเกรงขามต่างปกคลุมทั่วพื้นที่ให้สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่

     

            หญิงสาวแสนสวยในรูปลักษณ์ทรงเสน่ห์เดินไปตามทางเดินเป็นจังหวะมั่นคงเธอมุ่งตรงสู่ห้องโถงหลักของคฤหาสน์แววตาที่มุ่งมั่นและท่าทางที่มั่นใจทำให้เธอช่างดูสูงศักดิ์ยิ่งนักผิดกับตุ้มหูสีขาวนวลข้างขวาของเธอช่างดูไม่เข้ากับการแต่งกายเลยสักนิด

     

            “มาแล้วเหรอคะ พี่คาร่า”พอเปิดประตูเดินเข้ามาได้มีเสียงของหญิงสาววัยแรกรุ่นทักทายทันที

     

            เมื่อเธอหันไปมองจึงพบเข้ากับเจ้าของเสียงทักทายที่แต่งกายในชุดนอนหมีน้อยถือหมอนข้างไว้ในมือรอรับอยู่

     

            “ออกมารอรับพี่ด้วยชุดแบบนี้เนี่ยนะเลเน่เดี๋ยวเถอะ!” คาร่าทำเสียงดุใส่น้องสาว แต่เด็กสาวนามว่าเลเน่กลับไม่ได้เกรงกลัวเธอยิ้มและเอาหมอนข้างในมือฟาดใส่พี่สาวหยอกเล่น

     

            “โตขึ้นเยอะเลยนะเป็นยังไงบ้างเหนื่อยกับการเดินทางแย่เลย”แล้วการหยอกล้อของทั้งคู่ได้หยุดลงเมื่อเสียงอันทรงพลังดังขึ้นตรงหน้า

     

            “ไม่ได้เจอกันนานเลย สบายดีไหมคะท่านพ่อ ท่านแม่ ทำไมไม่เห็นเจ้าลีโอตัวแสบ”

     

            ทุกคนต่างยิ้มให้กับหญิงสาวโดยมีแม่ของเธอที่เดินเข้าไปหอมแก้มลูกให้หายคิดถึง “เบามือกับน้องหน่อยนะ”

     

            “หาววว มาถึงดึกจังเจ้ไม่สิ...เดี๋ยวนี้ต้องพูดว่า ท่านหมอปีศาจ โอ๊ยเจ้! ผมเจ็บนะ! ยอมแล้วๆๆ”เลโอเดินหาวออกมาจากด้านหลัง โดยไม่สวมเสื้อด้านบนโชว์มัดกล้ามคำพูดของเขาได้สะกิดต่อมบางอย่างของคาร่าจนถูกเธอจับทุ่มล็อกแขนติดพื้น

     

            “ช่วยด้วย ท่านพ่อ ท่านแม่ เลเน่!”เสียงร้องโหยหวนขอความช่วยเหลือดังขึ้น แต่ก็ไม่ได้มีใครสนใจ

     

            “สมน้ำหน้า ไปนอนดีกว่า”เลเน่เดินมาเหยียบกลางหลังซ้ำก่อนเดินไปยังห้องนอนของเธอ

     

            “คืนนี้อากาศดีจังเราก็เข้านอนกันเถอะที่รัก”

     

            “รีบพักผ่อนด้วยนะพรุ่งนี้มีงานสำคัญด้วย” แต่เมื่อมองไปยังพ่อแม่ของเขาแล้วทั้งคู่ต่างทำตัวเหมือนมองไม่เห็นและเดินผ่านเลยไป

     

            “ไม่เอาน่าพี่คาร่าผมแค่พูดเล่นนิดหน่อยเอง อีกอย่าง! พี่คงเดินทางมาเหนื่อยๆ รีบไปพักผ่อนดีกว่าเนอะเนอะ! เนอะ…” เลโอยิ้มแห้ง

     

            “งั้นเหรอจ๊ะ” คาร่ายิ้มให้เลโอช่างเป็นรอยยิ้มที่น่ากลัวอะไรเช่นนี้

     

            แกร๊ก! อ้ากกก!มันคือสิ่งที่เลโอเห็นเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนสลบไป