กำเนิดราชันย์นักล่า

    ตอนที่ 13 ดันเจี้ยนหุ่นเชิดปีศาจ 2

    หลังจากที่จัดการกับหุ่นเชิดหกแขนเสร็จเรียบร้อยแล้ว อิกนัสจึงหลับตาลงแล้วดูดซึมละอองแสงจากการสังหารหุ่นเชิดหกแขนเข้ามาในร่างกายเพื่อแปรเปลี่ยนละอองแสงนั้นให้กลายเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต
    หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งการดูดซึมละอองแสงก็เสร็จสิ้นลง ภายในตัวอิกนัสปรากฏวงแหวนแห่งชีวิตสี่ทองแดงสามวงขึ้นมา ซึ่งแสดงว่าเขาก้าวเข้าสู่ระดับทองแดงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใจกลางของวงแหวนอันหนึ่งปรากฏเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตทรงกลมสีขาวสว่างแสบตาอยู่เมล็ดหนึ่ง ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตอันแรกของเขา
    หลังจากที่เลื่อนระดับพลังชีวิตมาอิกนัสก็รู้สึกว่าตัวเขานั้นแข็งแกร่งขึ้นมาอีกนิดแล้ว เมื่อรวมกับเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตหัตถ์มารที่ได้รับมา ทำให้เขาสามารถใช้มือได้คล่องแคล่วขึ้นเป็นอย่างมาก
    “เฮ้...นายได้เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตแล้วใช่ไหม งั้นก็หาที่หลบสัตว์อสูรกันก่อนให้นายดูดซับผลึกอสูรเพื่อเพิ่มระดับชีวิตแล้วค่อยลุยกันต่อ” ลูฟัสที่กำลังต่อสู้อยู่กับหุ่นเชิดปีศาจอีกตัวหนึ่งตะโกนบอก
    “อื้ม...งั้นไปทางนั้นก็แล้วกันมีห้องอยู่ด้วย” อิกนัสที่ได้ยินก็ตอบรับคำของลูฟัสอย่างรวดเร็ว
    แล้วจึงให้เจ้าเบลซหมาป่าสีเลือดของเขาเปิดทางไปที่ห้องที่อยู่ด้านขวามือ เมื่อไปถึงห้องนั้นภายในห้องมีหุ่นเชิดสี่แขนอยู่ห้าตัว หลังจากที่จัดการเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงนั่งพักเอาแรง
    อิกนัสจึงหยิบถุงผลึกอสูรของเขาออกมา แล้วดูดซับพลังจากผลึกอสูรที่เขามี ลูฟัสกับเจ้าเบลซที่เห็นอิกนัสเริ่มดูดซับผลึกอสูรก็เฝ้าระวังสัตว์อสูรให้กับอิกนัสที่อยู่ในสภาพไร้การป้องกันตัว
    ผลึกอสูรของอิกนัสนั้นมีอยู่ด้วยกันสิบสองลูกด้วยกัน ซึ่งไม่รวมกับผลึกอสูรที่พวกเขาเก็บได้ที่ดันเจี้ยนหุ่นเชิดปีศาจ หลังจากที่เขาดูดซับไปครู่หนึ่งพวกมันก็สลายกลายเป็นผง พร้อมกับพลังชีวิตในวงแหวงชีวิตภายในตัวของเขาที่เพิ่มขึ้นมาจนถึงครึ่งวงแหวนแรกสุด
    เมื่อดูดซับพลังจากวงแหวนชีวิตแล้วเสร็จ อิกนัสจัดการแบ่งผลึกอสูรที่ได้จากดันเจี้ยนอสูรปีศาจออกเป็นสองกอง ซึ่งก็คือของเขากับของลูฟัส แบ่งเป็นผลึกอสูรระดับเหล็กคนละเก้าอัน และผลึกอสูรระดับทองแดงอีกคนละสองอัน จากนั้นอิกนัสจึงส่งไปให้กับลูฟัส
    “นายจัดการดูดซับผลึกอสูรไปทั้งหมดเลยก็ได้จะได้ แล้วเดี๋ยวค่อยช่วยกันจัดการเพิ่ม นี่ถือเป็นค่าอาหารของชั้นละกัน” ลูฟัสที่เห็นอิกนัสยื่นผลึกอสูรมาให้บอก
    “แต่ว่าผมไม่ได้ช่วยจัดการสัตว์อสูรพวกนั้นเลยนะ จะให้ผมมาคนเดียวมันก็...” อิกนัสที่ได้ยินลูฟัสบอก
    “ไม่เป็นไรน่ายังไงตอนนี้ชั้นก็ใช้พวกมันไม่ได้ ต้องรอให้ได้เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตก่อนอยู่ดีนั่นแหล่ะ นายดูดซับไปจะได้เพิ่มกำลังรบของพวกเรา จะได้เอาไว้ใช้สู้กับบอสดันเจี้ยนอีกด้วย ใช้ไปเลย” ลูฟัสที่ได้ยินอิกนัสพยายามบ่ายเบี่ยงเพื่อปฏิเสธพูดตอบ
    “งั้นผมใช้ทั้งหมดนี่ก่อนก็แล้วกัน”
    อิกนัสที่ได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธอีกเพราะว่าเป้าหมายเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตของลูฟัสก็คือ บอสชั้นที่สองของดันเจี้ยนหุ่นเชิดปีศาจ หุ่นเชิดเงาปีศาจ สัตว์อสูรระดับเงิน 4 ดาวจากนั้นอิกนัสที่ไม่ลังเลอะไรอีกจึงดูดซับผลึกอสูรทั้งยี่สิบสองก้อนทันที เมื่อทำการดูดซับพลังชีวิตจากผลึกอสูรทั้งหมดอิกนัสจึงเลื่อนระดับไปสู่ระดับทองแดงหนึ่งดาวกับอีกครึ่งวงแหวนที่สอง
    จากการที่เลื่อนระดับพลังชีวิตของอิกนัสทำให้การใช้กระสุนพลังชีวิตต่างๆของอิกนัสสามารถยิงไปด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมและยังทำให้การรวบรวมพลังชีวิตเร็วขึ้นกว่าเดิมอีกมาก
    แล้วพวกเขาจึงออกจากห้องที่อิกนัสใช้เพื่อดูดซับผลึกอสูร เพื่อไปหาทางขึ้นไปชั้นสองของดันเจี้ยนหุ่นเชิดปีศาจ
    ในขณะที่หาทางขึ้นไปชั้นที่สองของดันเจี้ยนอยู่นั้นเอง พวกเขาก็เจอเข้ากับสัตว์อสูรหุ่นเชิดสัตว์ปีศาจ สัตว์อสูรระดับเงิน 1 ดาว ซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับบอสที่เฝ้าประจำชั้นที่หนึ่งของดันเจี้ยนนี้ โดยหุ่นเชิดสัตว์ปีศาจมีลักษณะเป็นหุ่นเชิดรูปแบบสัตว์เลื้อยคลาน หัวของมันคล้ายกับมนุษย์ทำจากโลหะมีขนสีเหลืองที่ไม่รู้ทำจาอะไรอยู่รอบลำคอ ส่วนลำตัวเป็นจระเข้ ตัวยาวสามเมตร
    เมื่อพวกเขาเห็นมันก็แสดงว่าทางขึ้นของชั้นต่อไปอยู่ไม่ไกลแล้ว จากนั้นลูฟัสก็กระโดดเข้าไปแทงหอกของเขาเข้าที่หัวของสัตว์อสูรหุ่นเชิดสัตว์ปีศาจ
    “เขี้ยวทะลวง” ลูฟัสตะโกนพร้อมกับใช้หอกแทงเข้าไป ตัวหอกห่อหุ้มด้วยออร่าพลังชีวิตสีม่วงอ่อนเป็นรูปหมาป่ากำลังแยกเขี้ยว
    เมื่อหอกปะทะเข้ากับหัวของหุ่นเชิดสัตว์ปีศาจทำให้หัวของมันสะบัดออกไป แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย
    อิกนัสที่เห็นอย่างนั้นก็สั่งให้เจ้าเบลซใช้พลังโลหิตสร้างหอกโลหิตเพื่อโจมตีอีกทาง ส่วนตัวเขายิงกระสุนถ่วงน้ำหนักใส่ลำตัวของอสูรตัวนั้นเพื่อให้การเคลื่อนไหวของมันช้าลง หลังจากที่เลื่อนระดับมาเป็นระดับทองแดงทำให้กระสุนถ่วงน้ำหนักของเขามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกเป็นสองร้อยกิโลกรัม
    แต่หอกโลหิตของเจ้าเบลซก็ไม่ได้ละคายผิวของหุ่นเชิดสัตว์ปีศาจเลย
    เห็นดังนั้นอิกนัสจึงยิงกระสุนถ่วงน้ำหนักออกไปใส่หุ่นเชิดสัตว์ปีศาจทำให้น้ำหนักตัวของมันเพิ่มขึ้นอย่างมาก มันจึงขยับตัวไปลำบากขึ้นอีก
    ลูฟัสที่เห็นอย่างนั้นก็ควงหอกเตรียมที่จะใช้ท่าไม้ตายของเขาใส่หุ่นเชิดสัตว์ปีศาจ เขาสั่งให้หอกของเขารับพลังชีวิต ซึ่งหอกของลูฟัสเป็นอาวุธระดับเงิน และตัวเขาเป็นนักล่าที่มีธาตุประจำตัวเป็นธาตุสายฟ้า“รับพลังชีวิต”“ดาวตกสายฟ้า”
    หอกที่ห่อหุ้มด้วยออร่าสายฟ้าสีม่วงเข้มพุ่งออกไปละลานตา เกิดเป็นแสงดาวตกสีม่วงหลายสายพุ่งเข้าใส่ตัวของหุ้นเชิดสัตว์ปีศาจอย่างจัง
    แต่หุ่นเชิดสัตวืปีศาจก็ไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวมันสะบัดหางแทงสวนเข้ามาที่ลูฟัสทำให้เขากระเด็นออกไปกระแทกเข้ากับกำแพงของปราสาท
    “ตู้ม” เสียงระเบิดของหุ่นเชิดสัตว์ปีศาจดังออกมา
    “เกือบไปๆ” ลูฟัสที่ลุกขึ้นจากการปะทะเมื่อครู่ เขาเดินปัดฝุ่นตามตัวแล้วใช้หอกแทนไม้ค้ำเข้ามาหาพรรคพวกของเขา
    อิกนัสที่เห็นเพื่อนของเขาไม่เป็นอะไรมากก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พร้อมกับบ่นออกมา“เฮ้อ....นายนี่ไม่ระวังเลย แต่ไม่เป็นไรก็ดี เอานี่”
    อิกนัสยื่นผลึกอสูรสีเงินก้อนใหญ่กว่ากำปั้นของเขาให้กับลูฟัส ลูฟัสก็รับเอาผลึกอสูรมาดู แล้วส่งกลับคืนไปให้อิกนัสเพราะว่าเขาไม่มีที่เก็บ
    “นายเก็บเอาไว้ก่อนแหละ ชั้นไม่มีกระเป๋ามิติ” ลูฟัสกล่าว
    อิกนัสที่รับมาก็เอาเก็บใส่ไว้ในเป้ที่หลังของเขาซึ่งเป็นกระเป๋ามิติขนาดเล็กซึ่งใส่ของได้ไม่มากนัก
    “เอ๊ะ! นั่นมันอะไรนะ” ลูฟัสพูดพร้อมกับชี้ไปทางแสงที่สะท้อนออกมา
    อิกนัสที่เนอย่างนั้นก็รีบไปเก็บผลึกอสูรแล้ววิ่งตามเข้าไปดู ว่าแสงที่สะท้อนออกมานั้นคืออะไร
    เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้ๆก็พบว่าเป็นสร้อยเส้นหนึ่ง ที่มีจี้เป็นรูปหัวกะโหลก โดยที่ตาของหัวกะโหลกนั้นเป็นพลอยสีแดงแวววาวส่องแสงออกมา
    “นี่พวกเราโชคดีมากเลยนะเนี่ย! ปกติยากมากเลยที่สัตว์อสูรในดันเจี้ยนจะดรอปอะไรออกมา” ลูฟัสอุทานขึ้นแล้วพูดกับอิกนัส
    ในดันเจี้ยนนั้นจะไม่มีซากสัตว์อสูรให้เก็บออกไปขาย จะมีก็แต่ผลึกอสูรที่ดรอปออกมา ทำให้นักล่าไม่สามารถทำเงินจากการล่าดันเจี้ยนได้มากนัก แต่ก็มีในบางกรณีที่บอสประจำชั้นของดันเจี้ยนหรือบอสของดันเจี้ยนที่ดรอปอุปกรณ์ออกมาบ้าง ซึ่งก็เป็นกรณีที่หาได้ยากมาก
    สร้อยที่ดรอปออกมานั้น อิกนัสเป็นคนเก็บไว้ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าสร้อยเส้นนี้มีความสามารถอะไร จึงต้องเก็บไว้ก่อน เพื่อเอาไปให้นักประเมินดูว่ามันมีความสามารถอย่างไรบ้าง ซึ่งถ้าอิกนัสเอาการ์ดตัวตนของเขาส่องที่สร้อยเส้นนั้นก็จะสามารถรู้ความสามารถของสร้อยเส้นนี้ได้ไม่ยาก แต่เขาก็ไม่ได้เอาการ์ดตัวตนออกมาเพราะเขาไม่อยากเปิดเผยความสามารถของเขาให้คนอื่นรู้ ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาไม่ไว้ใจลูฟัส แต่กันไว้ย่อมดีกว่า