นี่ฉันมาเสียเวลาคิดถึงเื่อะไรอยู่เนี่ย ดึงสติกลับมาคิดโจทย์คณิตศาสตร์ข้อนี้ให้เสร็จเสียที ทุกคนในห้องต้องส่งวันนี้แล้วนะ
“ข้อนี้ ต้องใช้โลปิตาลแก้ครับ ไม่งั้นลิมิตที่ได้ก็ยังเป็ศูนย์ส่วนศูนย์อยู่ดี แถมถ้าจะจัดรูปก็ดูจะยากเกินไปเพราะติดลอการิทึมฐานอี ว่าแต่ ม.5 ทำไมสอนเื่นี้แล้วล่ะครับ จริงๆ ต้องเรียนตอน ม.6 นะ”
แพรวนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ไม่แน่ใจว่าตนเองใในความสามารถหรือใในหน้าตาที่หล่อเหล่าของคนตรงหน้า ตอนนี้สมองของแพรวยังคงประมวลผลไม่ได้ อีกทั้งผู้พูดยื่นหน้าเข้ามาใกล้แพรวเหลือเกินจนคนฟังแทบหยุดหายใจ ถ้าไม่ติดว่าชุดที่ใส่คือชุดนักเรียนของโรงเรียนนี้ การพูดจาเมื่อสักครู่พาให้เข้าใจว่าเป็อาจารย์หนุ่มฝึกสอนมากกว่า
ผ่านไปราว 20 นาที แพรวทำตามคำแนะนำของคนที่เปลี่ยนจากยืนดูแพรวทำโจทย์เมื่อสักครู่มานั่งข้างแพรว แล้วสอนแพรวอย่างใจเย็น ในที่สุดฉันก็แก้โจทย์คณิตอันแสนยากจนเสร็จ บางทีก็ไม่แน่ใจว่าอาจารย์แกกะว่าตั้งโจทย์ให้ชาตินี้ แก้ออกอีกทีชาติหน้าหรือไง ก็รู้อยู่ว่าโรงเรียนเรามีเด็กเรียนหนังสือน้อยมากชนิดที่ว่ายกนิ้วมือออกมานับยังเหลือนิ้วเกือบครบ ให้การบ้านยากๆ ก็ลำบากฉันทำให้เพื่อนลอกอีก
"เกือบลืมแนะนำตัว สวัสดีครับ ผมชื่อเจมส์พึ่งมาวันนี้เป็วันแรก คุณชื่ออะไร" สรรพนามแทนตัวนี้ไม่คุ้นเอาเสียเลย แล้วไหนฟ้าบอกว่าจะไปหานักเรียนใหม่ นักเรียนใหม่ก็อยู่นี่ แล้วตอนนี้มันไปหาใครกัน
"ตอนแรกใหมดเลย จู่ๆ ก็เข้ามาไม่ให้สุ้มให้เสียง" อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรเอาแต่ยิ้มให้ฉัน ผู้ชายคนนี้เพอร์เฟกต์ตามที่ฟ้าบอก ดูยังไงก็ไม่ใช่นักเลง แถมทักษะการคิดคณิตศาสตร์เมื่อสักครู่นี้ก็เหนือกว่าฉันหลายขั้นนักต้องเป็เด็กที่ตั้งใจเรียนแน่ โรงเรียนเราทำบุญใหญ่ด้วยอะไรถึงได้นักเรียนแบบนี้เข้ามา่กลางเทอม ครั้งนี้ฉันคาดการณ์ผิดไปเยอะเลย
"คุณเอาแต่จ้องหน้าผมมีอะไรหรือครับ คุณยังไม่ตอบผมเลยนะว่าชื่ออะไร" คนฟังยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ฉันรีบเบี่ยงหน้าไปทางอื่น เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็นว่าตอนนี้ใบหน้าของฉันแดงขนาดไหน
"อ๋อ...เปล่า...เอ่อ คือ ชื่อ แพรวค่ะ" ปกติฉันเป็คนพูดชัดถ้อยชัดคำเสมอเพราะเป็เด็กกิจกรรมของโรงเรียน และด้วยความที่ต้องปราบพยศเหล่าวายร้ายในห้องทำให้การพูดจาในแต่ละวันจำเป็ต้องหยาบคายและแข็งกระด้างไปตามความเหมาะสม แต่คนตรงหน้าตอนนี้สุภาพเกินกว่าจะใช้น้ำเสียงแบบนั้น
"ครับ" ในใจของฉันภาวนาให้เขาอย่ายิ้มด้วยรอยยิ้มแบบนั้นอีกเป็ครั้งที่ 2 แต่เหมือนคำอ้อนวอนจะไม่เป็ผล เขาส่งยิ้มหวานก่อนหันหลังเดินไปที่ลานหน้าเสาธง ว่าแต่มีเหตุผลอะไรถึงได้เดินสะเปะสะปะมาเจอแหล่งกบดานของนักเรียนห้องเราได้นะ
“แพรว…”
“...”
“ไอ้แพรว…”
“...”
“อี…พะ..”
“หยุด เลย”
“เหม่ออะไรคะ เพื่อน แหม่ผู้มาคุยด้วยหน่อย เหม่อเลยนะมึง”
“เอ้ มึงนี่ แหย่กูไม่เลิก”
“เห็นหน้าเงียบๆ ฟาดเรียบนะคะ แปลกจริงเลยทำไมเด็กใหม่เข้ามาก็ต้องเข้าหามึงทุกคนเลยวะ”
“ก็กูเป็ประธานนักเรียน ไม่เห็นป้ายที่คอกูหรือไง เขาจะเข้ามาถามก็ไม่แปลก”
“เออกูลืม ว่ามึงคือเด็กดี ขวัญใจคนภายนอกที่ไม่รู้ว่าจริงๆ มึงแสบแค่ไหน ละเมื่อกี้ พ่อเทพบุตรกู ถามอะไรมึงวะ เผลอแป๊บเดียวหนีกูมาอยู่กับมึงเฉย”
สายตาเล่นจะเขมือบเขาขนาดนั้นเป็ใครก็หนีทั้งนั้น
“ไม่ได้ถาม”
“ไม่เชื่อ ตากูไม่ได้บอด กว่ากูจะเดินมาถึงกูเห็นมึงกับเค้าคุยกัน นั่งคุยอะไรกัน อย่ามามีลับลมคมในกับกูเชียวนะ”
“กูไม่ได้คุย เค้าเห็นกูทำคณิตศาสตร์ข้อนึงไม่ได้เลยมาสอนกู”
“ว่าไงนะ มีคนมาสอนคณิตให้มึง พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกแล้วมั้ง” ฉันหันหน้าไปมองเพื่อนด้วยความเวทนา “เพื่อนฟ้า โดยปกติพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกอยู่แล้ว ถ้าจะเปรียบแบบนั้นมึงต้องใช้คำว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกเข้าใจไหม”
“อ้าวเหรอ ก็แหงล่ะ พ่อกูไม่ใช่ท่านเซอร์ เซอร์อะไรนะ”
“ไอแซก นิวตัน”
“เออๆ คนนั้นแหละ กูจะไปรู้ได้ไง”
“และ ไอแซกนิวตันก็ไม่ได้พูดเื่การขึ้นตกของดวงอาทิตย์ ฟ้า มึงเรียนสายวิทย์ อย่าพูดอะไรไปมากกว่านี้เลยกูอายแทน นี่มึงจับฉลากเข้าสายวิทย์มาหรือไงนะ”
“ปากมึงก็แบบนี้ ไม่น่าเชื่อว่าเป็ถึงประธานนักเรียน แล้วถ้าเขามาสอนคณิตมึงได้งั้นเขาก็เป็เด็กเรียน ไม่ใช่เด็กเลวแบบพวกกูละสิ”
“คิดว่าน่าจะเป็เด็กเรียนนะ ละอีกเื่ตำแหน่งประธานนักเรียนเนี่ยถ้าไม่ใช่เพราะมึงไปแอบลงชื่อให้กู กูจะตกในสภาพนี้ไหม งานเยอะจนไม่มีเวลาขยับไปไหนเลย”
“ก็กูกลัวมึงเหงา วันๆ เห็นเรียนแต่หนังสือ”
“โว้ย~ หงุดหงิด”
“หงุดหงิดเด็กใหม่?”
“มึงนั่นแหละ”
วันนี้ก็เหมือนกับทุกวันหน้าที่ประธานนักเรียนคือการรับผิดชอบกิจกรรมหน้าเสาธงทั้งหมด ฉันยืนอยู่บนเวทีกลางแจ้งนำเคารพธงชาติ นำสวดมนต์ และกล่าวคำปฏิญาณตน
“พวกเราเป็ไทย อยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะเรามีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งบรรพบุรุษของเรา ...” ร้อนชะมัดสาบานว่านี่คืออากาศหน้าหนาวประเทศไทย เมื่อเช้าตอนนั่งอยู่ที่โรงอาหารยังพอจะมีลมเย็นพัดโชยบ้างนี่ยังไม่ถึง 1 ชั่วโมง แสงแดดก็สาดแผดเผานักเรียนทั่วลานแล้ว ่กิจกรรมหน้าเสาธงอันยาวนานที่นักเรียนทุกคนรวมถึงฉันต้องยืนกลางแจ้ง ขณะที่ครูกลับหนีหลบร่มไม้กันหมดเห็นแล้วก็อดเคืองไม่ได้
่เวลาที่ยืนอยู่บนเวที ฉันจะมองเห็นภาพมุมกว้างของนักเรียนทั้งหมดที่ยืนเข้าแถวที่สนาม แต่ละคนยืนก้มหน้าหลบแดดร้อน ไม่ก็ยุกยิกคุยกันในแถว ยกเว้นแต่สายตาคู่หนึ่งที่จ้องฉันอยู่ตลอดเวลา เจมส์นั่นเอง เรียกได้ว่ามีสายตาแค่คู่เดียวที่จ้องมายังฉันตอนนี้เลยก็ว่าได้ตรงนี้มีอะไรหน้ามองขนาดนั้น หรือเขากำลังมองนก มองฟ้าแต่ฉันคิดเข้าข้างตัวเองว่าเจมส์กำลังมองฉันอยู่
กิจกรรม่เช้ายังไม่จบแค่นี้เพราะต้องร้องเพลงปลุกใจอีก 1 เพลง เสียงแหลมของนักร้องวงสุนทราภรณ์ขึ้นเมื่อไหร่จะได้เห็นสีหน้าเหยเก ของนักเรียนหลายๆ คน หลังจากนั้นอาจารย์จะขึ้นมากล่าวโอวาทประจำวัน ส่วนฉันต้องยืนค้างอยู่บนเวทีทำหน้าที่ประหนึ่งพิธีกรรายการโศกนาฏกรรมเพราะแต่ละวันจะมีการเรียกนักเรียนผู้กระทำผิดและถูกจับได้มาสืบสาวราวเื่กันบริเวณลานหน้าเสาธงเป็ประจำ เมื่อพิธีกรรม่เช้าจบสิ้นนักเรียนทั้งหมดก็ทยอยเดินเข้าห้องเรียน หลังจากนั้นฉันถึงจะจบหน้าที่พิธีกรยามเช้าได้ เจมส์ที่ควรจะเดินไปตามแถวกับคนอื่นกลับฉีกแถวแล้วเดินตรงมาที่ฉัน อะไรอีกนะ เขาจะรู้ไหมว่าเขาดูดีแค่ไหนเมื่อผิวขาวของเขาสะท้อนกับแสงแดด
“แพรวอย่าพึ่งลง”
ด้วยเสียงนักเรียนที่จอแจกับระยะห่างระหว่างฉันกับเจมส์ที่ค่อนข้างไกลกัน ฉันไม่ได้ยินว่าเจมส์พูดเื่อะไร ฉันเลยกำลังจะเดินลงบันไดไปเพื่อฟังเจมส์ใกล้ๆ
“อย่าลง!!!” ฉันหันไปทางซ้ายกายซึ่งอยู่ใกล้ฉันมากกว่าเจมส์ทำให้ฉันได้ยินเสียงเตือนจากกายชัดเจนกว่า ฉันหยุดนิ่งอยู่แบบนั้นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น กายรีบโดดข้ามขั้นบันไดหนึ่งขั้นแล้ว ประคองพาฉันลงด้านข้างเวทีตรงจุดที่ไม่มีบันได
“มีอะไร ใอะไร”
“งูอยู่ตรงบันไดทางที่มึงกำลังจะเดินลง” ฉันรีบก้มดู แต่กายรั้งแขนไว้
“จะไปดูมันทำไมเล่า มึงดูสักคน เดี๋ยวเด็ก ม.ต้นพวกนี้ก็ได้ก้มดูตามมึงกันหมด ป่านนี้เด็กใหม่เดินไปบอกยามแล้วมั้ง นิ่งไว้ดีกว่าจะได้ไม่วุ่นวาย”
ฉันพยักหน้ารับคำ แต่คนกลัวสัตว์มีพิษทุกชนิดแบบฉันปฏิเสธไม่ได้ว่า ใจหล่นถึงตาตุ่มั้แ่ได้ยินคำว่างูแล้ว ดีแค่ไหนที่เจมส์กับกายเห็น ไม่งั้นฉันอาจจะเผลอไปเหยียบแล้วโดนฉกเอาก็ได้ นึกแล้ว ขนลุกชะมัด
“งู!!!” เด็กนักเรียนที่เห็นงูอยู่ตรงบันไดร้องเสียงดังออกมา ครู และเ้าหน้าที่ ต่างวิ่งเข้ามาจัดการให้เด็กๆ รีบเดินขึ้นห้องโดยเร็วเพราะห่วงความปลอดภัย ไม่เกิน 2 นาที เจมส์ก็มาพร้อมกับลุงยามหลังโรงเรียน เจมส์ดูไม่เหมือนนักเรียนใหม่เลยสักนิด ดูคล่องแคล่วทะมัดทะแมงแถมช่วยลุงยามจับงูอย่างชำนาน
กายยืนปรบมือให้เจมส์หลังสถานการณ์สงบลง “ใช้ได้เลยนะเนี่ย หน่วยก้านดีจริงๆ” กายยืนดูแล้วออกปากชมเจมส์ด้วยน้ำเสียงที่ฉันได้ยินแล้วรู้สึกขัดหูยังไงพิกล
“เป็ไงบ้างครับ”
“เก่งมากเลยเจมส์”
“ไม่ใช่” เจมส์ส่งยิ้มหวานมาให้ฉัน “ผมหมายถึงแพรว เมื่อสักครู่ที่ ลงจากเวทีทางนั้นได้รับาเ็หรือเปล่าครับ”
“ให้มันน้อยหน่อย อยู่กับกูแพรวจะเป็อะไรได้” ฉันเอาศอกกระทุ้งที่ท้องกายหนึ่งที ฉันกระซิบพูดกับกาย “เสียมารยาทน่า คนอุตส่าห์เป็ห่วง”
“ไม่เป็อะไรค่ะ ขอบคุณนะคะ”
“โอ้โห คุยกันแป๊บเดียว คะ คะ ขา ขา ละ แล้วกับกูล่ะ”
“อย่างมึงพูดดีด้วยได้ที่ไหน”
“แต่เมื่อกี้ กูช่วยมึงนะ ไหนล่ะ คำขอบคุณ” กายออกอาการเหมือนเด็กขี้อิจฉาคนหนึ่ง
“จ๊ะ ขอบคุณจ๊ะ” ฉันตอบกลับไปแบบสั้นๆ
“โอโห ขัดหูกูสุดๆ หลงใหลกันั้แ่วันแรกเลย ยังไงกูก็ฝากเอาแพรวขึ้นไปเก็บบนห้องให้หน่อย” เจมส์ยืนฟังบทสนทนาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเหมือนได้ดูเด็กทะเลาะกัน
“แล้วไม่เข้าเรียนเหรอ”
“เดี๋ยวกูมา หลังเพลงรักการอ่านจบ”
ไม่รู้โรงเรียนอื่นเป็เหมือนกันไหม แต่โรงเรียนของฉันมีชั่วโมงรักการอ่านซึ่งมันจะเกิดขึ้นทุกวันหลังเข้าแถวเสร็จ โดยมีเสียงตามสายเปิดเพลงชวนง่วง เพื่อเป็สัญญาณบอกว่านี่คือ่เวลาอ่านหนังสือนอกเวลาที่ไม่มีอยู่จริง เราไม่ได้อ่านหนังสือที่อยากจะอ่าน เพราะครูห้องภาษาไทยจะเป็คนจัดพิมพ์เอกสาร 2 หน้ากระดาษ A4 เพื่อให้เราอ่านและสรุปความ ซึ่งบทความในวันนี้คือ
“เสียงเพลงนี้เหรอครับ เสียงเพลงรักการอ่าน”
“ใช่แล้วค่ะ”
“น่านอนดีนะครับ”
ฉันยิ้มให้เจมส์ “ใช่ค่ะ เหมือนบทเพลงกล่อมเด็กไม่มีผิด”
‘กระเป๋าเล็ก กระเป๋าใหญ่’ บทความนี้แน่นะ ฉันมองไปที่คนรอบข้างซึ่งทุกคนนอนหลับกันหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งเจมส์เด็กใหม่ สรุปว่าต้องอ่านเองสินะ จะหาใครพึ่งพาไม่ได้เลย
เกิดคดีความฟ้องร้องต่อศาล
ชายเหี้ยมหาญฮึกสยบตบผู้หญิง
"คุณเป็ชายแล้วไปตบหล่อนทำไม
เหตุผลใดให้การมาอย่าโมเม"
ผมเจอหล่อนที่ป้ายรถเมล์
ยืนหน้าเบ้บุญไม่รับอัประมาณ
ขึ้นรถเมล์คันเดียวกันมันงี่เง่า
พอกระเป๋าเขามาเก็บค่าโดยสาร
เธอสำแดงเดชบอกออกอาการ
สุดทนทานนั่งข้างเธอ ผมเผลอไป
อ่านมาได้แค่ไม่กี่บรรทัด คิ้วของฉันก็ขมวดเป็ปมชนิดที่ไม่น่าจะคลายปมนี้ได้ง่ายๆ วันนี้จะให้สรุปไอ้นี่จริงดิ
เธอเปิดกระเป๋าใหญ่แล้วหยิบกระเป๋าเล็ก
เปิดกระเป๋าเล็กแล้วปิดกระเป๋าใหญ่
หยิบแบงก์จากกระเป๋าเล็กในทันใด
แล้วเปิดกระเป๋าใหญ่ในทันที
เธอปิดกระเป๋าเล็กแล้วใส่ลงกระเป๋าใหญ่
ส่งเงินให้เด็กกระเป๋าขมันขมี
พลางปิดกระเป๋าใหญ่ไม่รอรี
ครั้นรับตั๋วทันทีเธอฉับไว
เปิดกระเป๋าใหญ่แล้วหยิบกระเป๋าเล็ก
ปัง!!! คนทั้งห้องที่อยู่ในชั่วโมงหลับใหลพากันสะดุ้งโหยงพร้อมหันมองตามเสียง
"แพรวมึงทุบโต๊ะทำไมวะ รักการอ่านวันนี้มันระทึกใจขนาดนั้นเลยหรอ" ฟ้าที่ฟุบนอนอยู่ข้างๆ ชะโงกหน้ามาดูบันทึกรักการอ่านอันว่างเปล่าของแพรว
"มึงลองอ่านดูไหมล่ะ"
"ไม่เอา กูถนัดลอกมากกว่า" คนพูดพูดแบบไม่ใส่ใจ
หาสาระไม่ได้เลย นี่จะเน้นฮาหรือไง แล้วจะเอาอะไรไปสรุปคะครู ครูหาบทความแบบนี้ไม่ได้สิ โอ๊ยฉันจะบ้าตายกับครูภาษาไทย มันถึงเวลาที่ประธานนักเรียนแบบฉันต้องทวงคืนความยุติธรรมให้กับคาบรักการอ่านแบบจริงจังแล้วใช่ไหม ถ้าจะให้สรุปไอ้เ้านี่เอาเวลามานั่งอ่านหนังสือเรียนดีกว่าไหม แพรวครุ่นคิดอยู่คนเดียวพร้อมกัดฟันดังกรอด
“รักการอ่านต้องทำยังไงหรือครับ” อยากจะถามต้นเสียงนั้นกลับไปจริงๆ ว่าอ่านหรือยัง...ไปอ่านก่อนไหม ใครจะไปสรุปไหว อะไรก็ไม่รู้กระเป๋าเล็กกระเป๋าใหญ่ มั่วไปหมด ฉันหันกลับไปหาต้นเสียง
เฮือก~ เจมส์เอาหน้าเข้ามาใกล้ฉันมาก จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจของเขาเลย
“ไม่ต้องใกล้มากก็ได้”
“แล้วรักการอ่านต้องทำยังไงหรือต้องทำใส่สมุด หรือใส่กระดาษรายงาน”
“ไป…ลองอ่านดูก่อนไหมคะ”
“ครับผมอ่านจบแล้ว” ยิ้มตาปิดอีกแล้ว
ฉันเบิกตาโพลง ไม่อยากจะเชื่อ “เจมส์จะสรุปว่าไง อ่านแล้วไม่เห็นได้ใจความอะไร”
“สรุปไปตามที่อ่านนี่แหละครับ แค่ผู้ชายเห็นคนคนหนึ่ง งุ่นง่านหยิบกระเป๋า สมควรที่จะโดนกระทำแบบนั้นไหมล่ะครับ คนเราไม่ควรเอาอารมณ์ไปตัดสิน หรือทำร้ายใครโดยไม่มีเหตุผลนะครับ จริงๆ จะสรุปหรือวิเคราะห์อะไรก็สรุปได้หมดเอาตามที่เห็นตามที่อ่าน เื่แบบนี้ไม่มีถูกผิดนี่ครับ”
เจมส์ไม่ควรเป็นักเรียน ควรเป็อาจารย์มากกว่า ฉันพินิจดูเจมส์ให้ถี่ถ้วน ดูยังไงก็ไม่น่าเป็นักเรียนเข้าใหม่ของที่นี่ได้เลย
“ถ้าสงสัยว่าทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ผมก็สงสัยครับว่าทำไมแพรวถึงได้เข้ามาที่โรงเรียนแห่งนี้” นี่เจมส์เป็หมอดูได้ด้วยเหรอเนี่ย
“โว้ย~ แม่เ้าโว้ยเด็กใหม่คิดจีบประธานนักเรียนสุดฮอตของเราเลยเหรอวะ”
“พอเลยไอ้กาย” ฉันรีบห้ามทัพ นอกจากกายจะมีตำแหน่งเป็เพื่อนเก่าแก่ของฉัน มันยังเป็หัวโจกของโรงเรียนนี้ เวลาฉันกับกายอยู่ด้วยกันครูทุกคนต่างลงความเห็นว่า เราสองคนคือคู่ดีสุดขั้วกับชั่วสุดขีด มันกวนประสาทครูทุกคน ตั้งตนเป็ศาลเตี้ย ใครมีปัญหาก็ต้องรีบแจ้นออกหน้าไปช่วยเขาทุกเื่ ที่น่ารำคาญกว่านั้นคือใครก็ตามที่เข้าใกล้ฉัน กายมักจะตามรังควาน (ฉัน) ไม่เลิก
“แหม่ปล่อยนิดปล่อยหน่อย อ่อยผู้ชายเหรอมึง”
ผลัวะ สมุดที่ฉันกำลังจะอธิบายให้เจมส์ฟังเื่รักการอ่าน ก็ลอยไปฟาดหัวไอ้กายเป็ที่เรียบร้อย
“ไอ้แพรว กูเจ็บนะ”
“รู้ว่าเจ็บก็ดี เดินเอามาคืน ด้วย!!!” องค์แม่ลงโดยไม่สนใจพ่อหนุ่มหน้ามนที่ยืนตาค้างกับเหตุการณ์ตรงหน้า ใจก็อยากจะหันไปถามอาการ แต่ขอจัดการกับไอ้กายก่อน
“กู...ไม่...ให้...อยากได้มึงก็เดินมาสิ” ได้ แบบนี้แสดงว่าอยากลองของ
"เจมส์ เดี๋ยวค่อยมาเล่าวิธีเขียนรักการอ่านให้ฟังนะ ตอนนี้รักตัวเองไปก่อนเนอะ ส่วนกายแกตายแน่"
แล้วฉันก็สวมิญญา ศิษย์วัดเส้าหลินเก่า เดินเหยียบโต๊ะที่วางอยู่ข้างหน้าอย่างคล่องแคล่วเพราะทำเป็ประจำเวลาที่้าความรวดเร็วในการจัดการกับเหล่าหัวโจกของห้อง ก่อนจะล็อกคอกายจากข้างหลัง และดึงหูอย่างแรง
“โอ๊ย กูเจ็บ… พอก่อนมึงเดี๋ยวหูกูก็ขาดพอดี”
“โอ๊ย กัดกันดีจริงๆ คู่นี้ อย่าให้เห็นว่ารักกันทีหลังนะมึง” เสียงพวกผู้ชายในห้องร้องะโแซว
"ไม่มีทาง อยู่กันเงียบๆ ไปเลยนะ"
"วู้~ แม่เสือสาว ดุได้ใจ" คำแซวพวกนั้นไม่เข้าหูฉันอีกต่อไป มีแต่คนบางคนที่ยืนอยู่หลังห้องเผยสีหน้าไม่ค่อยพอใจกับเสียงแซวเ่าั้ มีแต่ฟ้าที่นั่งอยู่หลังห้องถึงจะสังเกตเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดได้
กายไม่ได้ใส่ใจคำพูดคนอื่นในห้อง เอนตัวลงให้ฉันที่เกาะอยู่บนหลังได้ยืนบนพื้นอย่างสะดวก แล้วใช้มือกำยำคู่นั้นจับแขนฉันเอาไว้แบบอัตโนมัติเพื่อไม่ให้ฉันเซล้มไปด้านหลัง
"ต่อให้คนโลกทั้งโลกอยู่กันครบ คนเดียวที่กูจะเลือกก็คือมึงคนเดียว" แววตากายดูจริงจังผิดกับทุกครั้งที่ผ่านมา ฉันผู้ที่โดนสายตาของคนทั้งห้องจ้องเป็ตาเดียว กึก! ร่างกายฉันเหมือนโดนผูกมัดเอาไว้ ด้วยคำพูดของคนตรงหน้า