จากคืนนั้น ซูหยวนเย่ในร่างซูอี้หนานก็ร่วมรักกับลิ่วอี้ปาย อีกหลายครั้ง และแน่นอนว่า ซูอิ๋งอิ๋งไม่ได้ร่วมเตียงด้วยเพราะนางอ้างว่าตนเองยังไม่หายป่วย ทว่า...สิ่งที่จำต้องทำ ก็คือนั่งหลับตาทนฟังเสียงครวญครางของบุตรชาย กับนางมาร
สองวันผ่าน สามวันผ่าน จนย่างเข้าวันที่สี่ ซูอิ๋งอิ๋งเริ่มเอะใจ ว่าเหตุใดยังมิมีข่าวคราวเื่คนชุดดำ นางจึงได้ไปถามกับลิ่วอี้ปายตรง ๆ
“ลิ่วอี้ปายไหนล่ะเื่ที่เ้ารับปากข้า ยามนี้ผ่านมาถึงสี่วันแล้ว ยังไม่เห็นมีวี่แววของพวกคนชุดดำ” ซูอิ๋งอิ๋งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวพร้อมแววตาที่ดูไม่พอใจสักเท่าไหร่
“ระ...เื่นั้น...” และด้วยความที่งานยังไม่คืบหน้า คนของพรรคมารยังไม่ได้เบาะแสลิ่วอี้ปายจึงได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ไร้คำตอบที่ชัดเจน
“ไม่มีสินะ งั้นก็แปลว่าเ้าโกหก ที่ทำทั้งหมด ก็เพียงแค่หลอกเอาสามีของข้าไปหาความสุข เช่นนั้น ข้ากับเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ต่อ ขอตัวก่อน อ๋อ และหากเ้าคิดจะใช้กำลัง ข้าเองก็จะทำเช่นกัน ต่อให้ต้องแลกชีวิตก็ยอม” วาจาของซูอิ๋งอิ๋งหนักแน่น และดุดัน ซึ่งลิ่วอี้ปายก็มองออกว่านางพูดจริงทำจริง
“ใจเย็นก่อนซูอิ๋งอิ๋ง ในเมื่อข้าผู้ซึ่งเป็ถึงประมุขพรรคมารได้ลั่นวาจาไปแล้ว ข้าก็ไม่คิดผิดคำพูด งั้นเอาเช่นนี้ดีหรือไม่ หากวันนี้พระอาทิตย์ขึ้นตรงศีรษะ แล้วคนของข้ายังไม่เอาข่าวมาแจ้ง ก็เชิญพวกเ้าสองผัวเมียลงเขาไปได้เลย และข้าจะไม่ขัดขวางใด ๆ ทั้งสิ้น”
“เที่ยววันหรือ ย่อมได้ หากถึงเวลายังไม่ได้ข่าว ข้ากับอี้หนานจะจากไปทันที” เมื่อซูอิ่งอิ๋งกล่าวจบนางก็หมุนกายหันหลังเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ส่วนลิ่วอี้ปายนั้นได้แต่นั่งนิ่งก่อนจะไปสอบถามคนของนางว่าได้ข่าวอะไรบ้าง ซึ่งพวกมันก็สั่นหน้าเพียงอย่างเดียวนั้น ย่อมแปลว่า สายข่าวที่กระจายอยู่ทั่วแผ่นดินคว้าน้ำเหลว มิมีเบาะแสใดจะส่งมาที่พรรค เพื่อมอบให้ซูอิ๋งอิ๋ง...
เวลาผ่านไปไวเหมือนสายลมพัดไม่นาน พระอาทิตย์ก็ขึ้นตรงหัว ซูอิ๋งอิ๋ง เดินมาหาลิ่วอี้ปายพร้อมกับซูหยวนเยในร่างสามี เมื่อมาถึงก็พลันเอ่ยปากถามทันที
“ไหนล่ะสิ่งที่ข้า้า ลิ่วอี้ป่าย” นางมารนิ่งงันไร้คำตอบ เพียงแค่นั้นซูอิ๋งอิ๋งก็ทราบว่าไม่มีสิ่งที่นางคาดหวัง
“ไม่มีสินะ เช่นนั้นก็คงไม่ต้องเสียเวลาอีกไป ท่านพี่ไปกันเถิด” ซูหยวนเย่ ตอบอื้มส์ สั้น ๆ ก่อนจะหันหลัง และเดินตามมารดาคนงามไป ทว่า...มันก็ยังหันมามองลิ่วอี้ปายด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์ ก็จะไม่ให้เป็เช่นนั้นได้อย่างไร เพราะสามคืนก่อนหน้านี้มันสุขสมราวกับอยู่บนสรวง์ก็ไม่ปาน ลิ่วอี้ปายเองก็ไม่ต่างกัน แม้นางจะรู้สึกแปลก ๆ ว่าคนผู้นี้ดูไม่เหมือนซูอี้หนานอดีตคนรักของนาง แต่เขากลับทำให้นางเกิดความเสียวซ่านในอีกรูปแบบหนึ่ง ทั้งสองจึงรู้สึกใจหายที่ต้องจากลากัน
“นี่ข้าจำต้องปล่อยให้เขาจากไปเป็หนที่สองหรือนี่...”
“เรียนท่านประมุขหากท่านไม่ประสงค์จะปล่อยซูอี้หนานไป ไยจึงไม่ใช่กำลังล่ะขอรับ” คนสนิทข้างกายของนางผู้หนึ่งเอ่ยถามขึ้น
“ทำเช่นนั้นย่อมได้ แต่ข้าจะได้มากกว่าเสีย หนึ่งเสียชื่อเสียงแม้นเราจะได้ชื่อว่าเป็พรรคมารไร้คุณธรรม แต่ก็ขึ้นชื่อว่ามีสัจจะไม่แพ้พวกชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะ สองหากสู้กันพวกเราคงาเ็ล้มตายไม่น้อย ถึงแม้นจะแค่ซูอิ๋งอิ๋งผู้เดียวที่ใช้วรยุทธ์ได้ แต่วรยุทธ์ของนางนั้นไม่ธรรมดา กว่าจะรู้แพ้รู้ชนะ พรรคเราจะเสียหายหนัก และนั้นอาจเป็จุดอ่อนให้ พวกชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะหาเื่บุกขึ้นเขาเอาได้ เ้าเข้าใจรึยัง”
“เป็เช่นนี่นี้เอง ถ้าเช่นนั้นท่านประมุขก็คงต้องยอมตัด...” มันยังเอ่ยไม่จบ ลิ่วอี้ปายก็ยกมือขึ้นมาห้ามเสียก่อน
“ตัดใจหรือ? ไม่มีทาง ข้าเฝ้ารอเขามานานแค่ไหนเ้าก็รู้ดี”
“เช่นนั้นท่านประมุขจะทำอันใดต่อ” ลิ่วอี้ปายครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนที่นางจะยิ้มออกมา และเอ่ยว่า
“นานแค่ไหนแล้ว ที่ข้าไม่ได้ลงเขาไปดูโลกภายนอก ยามนี้ออกไปบ้างก็คงจะดีไม่น้อย...” คำกล่าวของนาง ทำเอาคนสนิทผู้นั้นรวมไปถึงคนในพรรคที่ยืนอยู่ด้วยรอบ ตื่นใไปตาม ๆ กัน
“ท่านประมุขหรือว่าท่านคิดจะ....”
***
ณ ทางลงหุบเขาหมื่นผี ยามนี้สองแม่ลูกกำลังเดินลงมาอย่างเร็วรี่ ซูอิ๋งอิ๋งนั้นหน้าตาบ่งบอกถึงความไม่พอใจเป็อย่างมาก ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะนางเสียเวลาไปถึงสามคืนสี่วัน ไหนจะเสีย บุตรชายในร่างสามีไปให้สตรีอื่นร่วมหลับนอนอีก หากพึงพอใจก็ประหลาดยิ่งนัก ซึ่งตรงข้ามกับเ้าซูหยวนเย่ มันเดินยิ้ม เดินฮัมเพลงเบา ๆ อย่างสบายอกสบายใจ ก็แน่ล่ะได้ร่วมเสพสมกับสตรีผู้งดงามถึงเพียงนั้น ไม่มีความสุขก็แปลกแล้ว
“ฮึมฮัมเพลงอันใดของเ้าหยวนหยวนแม่รำคาญ...!!” ซูอิ๋งอิ๋งแค่นเสียงดุบุตรชายอย่างไม่มีปี่ไม่ขลุ่ย ก่อนเดินกระทืบเท้าปึงปังด้วยความหงุดหงิด
“ท่านแม่เป็อันใดไป ใครทำให้ท่านไม่พอใจหรือ ข้าก็แค่ฮัมเพลงเรื่อยเปื่อยเอง หากท่านแม่รำคาญลูกขออภัยด้วย”
“รู้ก็ดีแล้ว เดินตามมาเงียบ ๆ ไว ๆ ด้วยแม่อยากจะรีบไปจากหุบเขาแห่งนี้จะแย่” ซูอิ๋งอิ๋งแค่นเสียงกล่าวด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเร่งฝีเท้าก้าวไวขึ้น ซูหยวนเย่จะยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะเดินตามมารดาไปติด ๆ ทว่า...เวลานั้นเอง เสียงของคนผู้หนึ่งก็เอ่ยขึ้น
“ตอนขึ้นเขามาไม่หยักเห็นเ้ารีบร้อนเช่นนี้ แต่พอจะลงกลับไปไวจริงนะซูอิ๋งอิ๋ง...”
“จะ...เ้า!!” ซูอิ๋งอิ๋งถึงกับผงะก่อนจะอุทานออกมาเสียงดัง ซึ่งผู้ปรากฏตัวมิใช่ใครอื่น ลิ่วอี้ปายนั้นเอง
“เ้ามาดักหน้าพวกข้าด้วยเหตุอันใด หรือว่าคิดกลับคำพูด จะพาตัวซูอี้หนานกลับไปงั้นรึ นังแพศยา”
“เ้านี่นะ ช่างหวงสามีเสียเหลือเกิน ไม่ต้องกังวลไปหรอกข้าไม่ได้มาพาเขากลับไป”
“งั้นเ้า้าอะไร”
“ไม่มี ไม่ได้้าสิ่งใด ข้าก็แค่เบื่อจะอยู่บนเขาแล้ว จึงอยากลงมาดูโลกภายนอกบ้าง”
“เช่นนั้นก็จงไปตามทางของเ้า อย่ามายุ่งเกี่ยวกับพวกข้า ท่านพี่ไปกันเถอะ” ซูอิ๋งอิ๋งกล่าวเสียงแข็งก่อนก้าวเท้าเดินต่ออย่างไม่ไยดีลิ่วอี้ปาย ส่วนซูหยวนเย่ในร่างของซูอี้หนานก็ทำเพียงระบายยิ้มแห้ง ๆ ให้ลิ่วอี้ปายก่อนที่มันจะเดินตามมารดาไปอย่างกระชั้นชิด
สองแม่ลูกเร่งฝีเท้าสุดกำลังในที่สุดก็ลงมาถึงตีนเขาได้สำเร็จ ก่อนที่ซูหยวนเย่จะเอ่ยถามว่าจากนี้จะไปไหนต่อ ซูอิ่งอิ๋งนิ่งคิดด้วยความไม่พอใจ เพราะนางเองก็มืดแปดด้านเช่นกัน
“ไปไหนดีน้าาา ข้าไม่ได้ลงเขามานาน ไปเที่ยวเมืองหลวงดีไหม อืมส์ ไม่ดีกว่า ฤดูนี้เป็ฤดูใบไม้ผลิ ว่ากันว่าดอกทองบนเกาะดอกทองกำลังงามสะพรั่ง อยากไปเห็นจังเลย ใคร ๆ ก็อยากไปที่นั่นแม้แต่ชายชุดดำก็ไปเช่นกัน” ลิ่วอี้ปายที่เดินตามมาที่หลังได้เอ่ยลอย ๆ ขึ้น
“คนชุดดำ? เ้าหมายความว่ายังไง” ซูอิ๋งอิ๋งพลันหันขวับไปหานางก่อนจะแค่นเสียงถาม ทว่า...ลิ่วอี้ปายกลับลอยหน้าลอยตาทำหูทวนลมคล้ายแสร้งไม่ได้ยินคำถาม ซึ่งนั้นทำให้ซูอิ๋งอิ๋งหน้าแดงก่ำจนแทบอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอนาง ดีว่า ซูหยวนเย่ห้ามไว้เสียก่อน
“ท่านมะ..หมายถึงน้องหญิง เ้าใจเย็นก่อน ปล่อยให้ข้าคุยกับนางเอง” พอซูอิ๋งอิ๋งได้ยินแบบนั้นก็พ่นลมหายใจฮึดฮัดก่อนพลันกอดอกแล้วหันหน้าไปอีกทาง เมื่อนั้นซูหยวนเย่จะเข้าไปถามลิ่วอี้ปาย
“น้องอี้ปาย ไม่ทราบที่เ้าพูดเมื่อครู่หมายถึงอย่างไรหรือ”
“อ๊าาา..าา มันต้องพูดจาแบบนี้สิ ถึงฟังรื่นหูหน่อย ไม่ใช่ มากระโชกโฮกฮากใส่ แบบนั้นมันใช่วิสัยผู้ที่้าคำตอบจากผู้อื่นตรงไหนกัน”
“ข้าต้องขอโทษแทนนางด้วย น้องอี้ปาย ข้าไม่รู้ว่านางเป็อันใดถึงได้ทำหน้าบูดบึ้งอารมณ์เสียเช่นนั้น”
“หึ จะเป็อันใดได้นอกจากหึงหวง อืม แต่ก็ช่าง เมื่อครู่ท่านพี่ถามว่าข้าพูดอันใดใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว”
“ข้าจะบอกว่า หลังจากที่ท่านพี่กับนางลงเขาไปได้ไม่นานพิราบสื่อสารจากคนของข้าก็มาถึงพอดี ความว่า หลายวันก่อนมีผู้เห็นกลุ่มคนชุดดำล่องเรือผ่านไปแถวเกาะดอกทอง ซึ่งไม่รู้ว่าเป็กลุ่มเดียวกับที่ท่านพี่ตามหาอยู่หรือไม่”
“เช่นนี้นี่เอง งั้นแปลว่าเป้าหมายต่อไปของพวกเราก็คือเกาะดอกทองสินะ น้องหญิงเ้าได้ยินหรือไม่” ซูหยวนเย่เอ่ยร้องด้วยความดีอกดีใจ ซึ่งมันผิดกับนิสัยของซูอี้หนานที่สุขุมนุ่มลึกเป็อย่างมาก แต่ลิ่วอี้ปายก็ไม่ได้ใแต่อย่างใด หนำซ้ำนางยังรู้สึกขบขันด้วยซ้ำ
“ในเมื่อรู้แล้วก็ไปกันเถอะท่านพี่ อย่ามัวมาเสียเวลาอยู่เลย” ซูอิ๋งอิ๋งกล่าวห้วน ๆ ก่อนจะสาวเท้าเดินจากไปโดยไม่หันมามองด้านหลัง ซูหยวนเย่จึงหน้าถอดสี ก่อนระบายยิ้มเจื่อน ๆ ให้ลิ่วอี้ปาย จากนั้นจึงกล่าวลา
“กล่าวลา? ท่านพี่จะกล่าวลาข้าด้วยเหตุใด เมื่อครู่ข้าก็พึ่งบอกอยู่ว่าจะไปเที่ยวเกาะดอกทอง เพราะแบบนั้นพวกเราจึงไปทางเดียวกันมิใช่หรือ”
“จะ...จริงสินะ แต่ถ้าเ้าไปด้วยข้าเกรงว่านาง....”
“นางทำไม? นางจะทำอันใดได้ ถนนมิใช่ของนาง แผ่นดิน ผืนน้ำมิใช่ของนาง นางมีสิทธิ์ห้ามผู้อื่นกระนั้นหรือ และที่สำคัญข้า ลิ่วอี้ปายประมุขพรรคมาร หากคิดจะไปที่แห่งใด ย่อมต้องไปให้ได้ ใครกล้าขวางข้าก็ไม่ไว้ไมตรีเช่นกัน” ลิ่วอี้ปาย ประกาศเสียงดังก้องเพื่อให้ซูอิ๋งอิ๋งซึ่งเดินห่างออกไปได้รับรู้ ซึ่งนางก็ได้ยินชัดเจน แต่ก็ทำอันใดไม่ได้นอกจากกำหมัดกัดฟันกระทืบเท้าเดินต่อไป
“เอาล่ะท่านพี่ พวกเราก็ไปกันเถอะ ไปชมดอกทองอันงดงามบนเกาะกัน” ลิ่วอี้ปายกล่าวจบก็เดินยืดอก ยิ้มหน้าบานอย่างอารมณ์ดี ตามซูอิ๋งอิ๋งไป ส่วนซูหยวนเย่นั้นรู้สึกได้เลยว่า การไปยังเกาะดอกทองในครั้งนี้คงปวดหัวเป็แน่
จบบท