สามวันต่อมา...
“ว่านเหนียง...พี่ิหายไปไหน เหตุใดสามวันมานี้ข้าไม่เห็นเขาเลย”มู่หรงซินหันไปเอ่ยกับสาวใช้วัยราว ๆ สิบหกปีผู้มีนามว่า ว่านเหนียง ซึ่งเป็คนที่พี่ิของนางจัดสรรหามาให้
แต่ถึงกระนั้นหรงซินก็ไม่กล้ามองใครเป็เหมือนดั่งน้องสาวอีกแล้วเื่ของถงเอ๋อร์ทำให้นางเข็ดหลาบ และจำขึ้นใจ จนไม่กล้าไว้ใจใครอีกแม้ว่าว่านเหนียงคนนี้จะหน้าตาดูใสซื่อมากกว่าถงเอ๋อร์ก็ตามที
“ั้แ่ตะวันขึ้นนายท่านก็ออกจากจวนแล้วเ้าค่ะ บ่าวไม่รู้ว่านายท่านออกไปไหนแต่เดาว่าคงออกไปทำธุระราชการเ้าค่ะ”
ยามเขาเสนอหน้ามาให้เห็นนางก็เหม็นขี้หน้าเขาแต่ยามเขาไม่โผล่หน้ามาให้เห็น นางก็รู้สึกเหงาแปลก ๆ ชอบกล
“เหอะ!พูดเสียดิบดีว่าจะดูแลข้า แต่เพียงไม่กี่วันที่ข้ามาอยู่ที่นี่เขากลับโผล่หน้ามาให้เห็นแทบนับครั้งได้ คำพูดของบุรุษเชื่อถือได้เสียที่ไหนกัน”
นางพร่ำบ่นอย่างหัวเสียพลางฉุกคิดไปถึงคำมั่นสัญญาของอดีตสามีที่เคยให้กับนางไว้แต่ทว่าทันใดนั้นก็มีเสียงเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาขัดคำพูดของนาง
“ถามหาข้าเช่นนี้เ้าคิดถึงข้ารึ?” เขาโผล่หน้ามาหานางจนได้
“ใครบอกว่าข้าคิดถึงท่านข้าไม่ได้พูดคำนั้นเสียหน่อย แล้วตกลงว่าท่านหายไปไหนมาตั้งหลายวัน”มู่หรงซินเอ่ยกับเขาด้วยสีหน้าตีมึนเล็กน้อย ความจริงแล้วนางก็คิดถึงเขานั่นแหละหาไม่เช่นนั้นนางจะถามหาเขาทำไม เสียเพียงแต่ว่านางไม่อยากยอมรับก็เท่านั้น
“ท่านลุงมู่กับท่านป้าจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้วข้าจึงจำเป็ต้องรีบสะสางงานให้เรียบร้อย จึงจะมีเวลาอยู่กับเ้ากับท่านลุงและท่านป้าให้มากหน่อย”
เขาเอ่ยชี้แจงแถลงไขอย่างตรงไปตรงมาด้านมู่หรงซินที่ได้ยินว่าบิดากับมารดาใกล้เดินทางมาถึงแล้วนางก็อดฉีกยิ้มดีใจออกมาไม่ได้
“ท่านพ่อกับท่านแม่มาก็ดีข้าจะได้ถือโอกาสนี้เดินทางกลับเมืองอู่เฉียงพร้อมกันกับท่านพ่อท่านแม่ถึงเวลานั้นต่อให้ท่านอยากห้าม ท่านก็ห้ามข้าไม่ได้แล้ว”นางเอ่ยตอบเขาด้วยน้ำเสียงฉะฉานเจื้อยแจ้วประหนึ่งว่านางถือไพ่อยู่เหนือกว่าเขา
“เด็กโง่...เ้าจะดื้อรั้นไปถึงไหนกัน เ้าคิดจริง ๆหรือว่าเมื่อท่านพ่อท่านแม่ของเ้ามาถึงนี่ แล้วพวกเขาจะอยู่ฝั่งเดียวกันกับเ้าข้าว่าท่านพ่อของเ้าคงจะรีบยกเ้าให้ข้าเสียมากกว่ากระมังไหนเลยที่คนเป็บิดาจะปล่อยให้บุตรสาวต้องอุ้มท้องตามลำพัง”
เขาเอ่ยสำทับขึ้นมาทันควันเรียกได้ว่าดับฝันของนางอย่างทันท่วงทีด้านมู่หรงซินที่ถูกหักหน้าเข้าหน่อยก็หุบยิ้มพลันแล้วหันมาทำหน้าบึ้งตึงปั้นปึ่งใส่เขาดังเคย
“ั้แ่เล็กจนโตท่านไม่เคยขู่ข้ามาก่อน ตอนนี้ท่านขู่ข้าเป็แล้ว” นางชักสีหน้าแง่งอนใส่เขาแต่นี่กลับเรียกรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนจากสีหน้าเรียบเฉยเ็าของเขาได้เป็อย่างดี
“นี่ไม่เรียกว่าขู่นี่เรียกว่าพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งเ้าไว้ข้างกายต่างหาก ซินเอ๋อร์...ข้าดีกับเ้าถึงเพียงนี้ เหตุใดเ้ายังมองข้าเป็แค่พี่ชายอยู่อีกหรือว่าข้าไม่มีคุณสมบัติดีพอที่จะเป็พ่อของลูกเ้า”
เขาเดินเนิบเนือยมานั่งอยู่ข้างกายนางบนแคร่ไม้ตัวยาวมือหนึ่งเอื้อมไปหยิบผลผูเถา[1]รสเปรี้ยวมาจ่อที่ริมฝีปากนางส่วนนางก็อ้าปากงับของกินจากมือของเขาโดยสัญชาตญาณ
“ั้แ่จำความได้ข้าก็เห็นหน้าท่านเกือบทุกวัน ใกล้ชิดกันมากถึงเพียงนั้นไม่ให้ข้าเห็นท่านเป็ดั่งพี่ชาย แล้วจะให้ข้าเห็นท่านเป็บิดางั้นหรือ?” ปากของนางเคี้ยวผลผูเถากร่วม ๆ จนแก้มพองแต่ก็ยังมิวายขับเสียงพูดออกมาในเวลาเดียวกัน
พอเคี้ยวไปพลางรู้สึกได้ถึงเมล็ดของผลผูเถา เมื่อทำท่าเหมือนจะบ้วนเศษนั้นทิ้งก็มีฝ่ามือฝ่ามือหนึ่งมารองรับไว้ที่ใต้ริมฝีปากของนาง
นางคายเม็ดผลผูเถาลงบนฝ่ามือของเขาอย่างไม่ลังเลทำราวกับว่านี่คือเื่ปกติระหว่างนางกับเขาส่วนิเฉวียนเจ๋อนั้นก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากอกเสื้อของตนค่อย ๆ ละเมียดเช็ดซับที่ริมฝีปากน้อย ๆ ของนางอย่างเบามือ
เช็ดไปพลางก็เอ่ยจิกกัดแกมหยอกไปพลาง
“ซินเอ๋อร์...เ้ายังปากคอเราะร้ายไม่เปลี่ยนเลยนะ”
“ข้าปากคอเราะร้ายแค่กับท่านเท่านั้นนั่นแหละ”
“แต่ข้ากลับดีกับเ้าแค่คนเดียวเท่านั้นคนอื่นไหนเลยจะได้ไมตรีจากข้า เ้าไม่ใช่ว่าโชคดีอย่างมากหรอกหรือแล้วไยยังต้องปฏิเสธข้าอยู่อีก” ไม่ว่านางจะเสียมารยาทกับเขาสักแค่ไหนและเอ่ยปฏิเสธเขาสักกี่ครั้ง เขาก็ไม่เคยโกรธ ทั้งไม่เคยคิดถือสานางเลยสักครั้ง
“นี่ท่าน!”คำพูดของเขาเมื่อครู่นี้ทำนางพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“จำเอาไว้นะซินเอ๋อร์...ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เ้าต้องตั้งท้องอย่างโดดเดี่ยวข้าจะไม่ยอมให้เด็กคนนี้ต้องกำพร้าบิดา และข้าจะทำลายชีวิตเซินจิ้งหยวนผู้นั้นซะมันกล้าทำร้ายจิตใจเ้า มันกล้าผิดต่อเ้า คนเช่นมันผู้นั้นก็ไม่ควรมีจุดจบที่ดีนัก”
ยามเอ่ยประโยคหน้าสีหน้าของเขายังดูอบอุ่นอ่อนโยนดังเคยแต่ทว่ายามเอ่ยประโยคหลังสีหน้าแววตาของเขากลับซ่อนแววร้ายลึกจนนางแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
“พี่ิ!ท่านจะทำอะไรเขา” ที่เอ่ยเช่นนี้ไม่ใช่ว่าหรงซินนึกห่วงใยสามีเก่า เสียเพียงแต่ว่านางนึกใกับสีหน้าค่าตาที่ผุดแววชั่วร้ายเมื่อครู่ต่างหาก
“ข้าจะทำให้มันผู้นั้นมีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายทั้งเป็!”น้ำเสียงของเขายามเอ่ยประโยคนี้เหี้ยมเกรียมในแบบที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
“ซินเอ๋อร์ของแม่” บทสนทนาของสองหนุ่มสาวเงียบสงัดลงทันทีเมื่อมีเสียงของบุคคลที่สามเอ่ยแทรกขึ้นมากลางคัน
ซ่งเซียวหลิน ผู้เป็มารดาของ มู่หรงซินเอ่ยเรียกบุตรสาวทันทีที่เห็นหน้านาง
“ท่านแม่ ท่านพ่อ”มู่หรงซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือก่อนจะลุกพรวดแล้วเดินปรี่เข้าไปรับอ้อมกอดของบิดามารดา
หลังมู่เว่ยหลางกับ ซ่งเซียวหลินได้อ่านใจความในจดหมายที่ิเฉวียนเจ๋อส่งไปให้พวกเขาที่เป็บิดามารดาของนาง ต่างก็กอดกันร่ำไห้อยู่หลายครั้งมู่เว่ยหลางผู้เป็บิดาเอ่ยโทษตัวเองอยู่หลายครั้งว่าไม่น่ายอมให้นางแต่งกับเซินจิ้งหยวนเลย น่าจะบีบบังคับให้นางแต่งกับิเฉวียนเจ๋อเสียให้รู้แล้วรู้รอดหาไม่เช่นนั้นลูกสาวสุดที่รักของเขาคงจะไม่มีชะตากรรมที่เลวร้ายเช่นนี้
แต่เพราะไม่อาจทนเห็นบุตรสาวต้องนั่งคุกเข่าร้องห่มร้องไห้ตากลมตากฝนอยู่หน้าเรือนได้นานนักมู่เว่ยหลางกับซ่งเซียวหลินจึงยอมให้บุตรสาวได้สมหวังกับคนที่ตนรัก
มาบัดนี้เขาสำนึกเสียใจแล้วว่าเขาไม่ควรใจอ่อน และไม่ควรยอมให้บุตรสาวได้แต่งงานกับชายผู้นั้น
“ซินเอ๋อร์เ้าอยู่สุขสบายดีใช่หรือไม่ลูก”ซ่งเซียวหลินลูบหัวบุตรสาวทั้งน้ำตาน้ำเสียงที่สั่นเครือของผู้เป็มารดาสะท้อนให้เห็นว่านางห่วงใยบุตรสาวเพียงใด
“ข้าสบายดีเ้าค่ะท่านแม่ไม่ต้องห่วง หลายวันมานี้พี่ิดูแลข้าอย่างดี”
“ใจความในจดหมายนอกจากบอกเล่าถึงข่าวร้ายของเ้ากับเซินจิ้งหยวน พี่ิของเ้ายังเขียนไว้อีกว่าเขาจะแต่งกับเ้า เขาจะรับผิดชอบลูกในท้องของเ้าด้วย” มู่เว่ยหลางเอ่ยสิ่งนี้พร้อมกับหันไปมองหน้าิเฉวียนเจ๋อที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
ตามหลักแล้วมู่เว่ยหลางควรจะพึงพอใจมากที่มีบุรุษที่ดีแสนดีคนหนึ่งมาเสนอตัวดูแลบุตรสาวของเขาต่อจากคนสารเลวอย่างเซินจิ้งหยวนแต่ทว่าในความตั้งใจของมู่เว่ยหลางกลับไม่เป็เช่นนั้น
เขาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ิเฉวียนเจ๋อจะมารับดูแลบุตรสาวของเขานั่นก็เพราะคำนึงว่า
หากซินเอ๋อร์คลอดบุตรออกมาเป็เพศหญิงก็แล้วไปเถิดแต่หากนางคลอดบุตรออกมาเป็เพศชายก็เท่ากับว่าเด็กคนนั้นจะถูกรับเข้าทะเบียนบ้านของตระกูลิ
ต่อไปในภายภาคหน้าเขาจะต้องกลายเป็หัวหน้าตระกูลิแทนิเฉวียนเจ๋อทั้ง ๆ ที่เด็กนั่นไม่ใช่สายเืที่แท้จริงของตระกูลิหากปล่อยให้เป็อย่างนั้นจริงจะไม่เท่ากับว่าตระกูลมู่ของเขาทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีของตระกูลิและเห็นแก่ตัวมากเกินไปหรอกหรือ
มู่หรงซินบุตรสาวตัวดีของเขาคนนี้ดื้อรั้นมาั้แ่เด็กนางทำผิดพลาดครั้งใหญ่ ไหนเลยจะให้คนของตระกูลิมาแบกรับยิ่ง่เวลาที่แล้วมาตระกูลิดีกับตระกูลมู่มากเท่าไหร่ในฐานะที่เขาเป็หัวหน้าตระกูลมู่ก็ยิ่งไม่กล้าเอาเปรียบตระกูลิมากเท่านั้น
ต่อไปนี้หากว่าซินเอ๋อร์ของเขาจะกลายเป็หญิงหม้ายที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวและต้องถูกผู้คนติฉินนินทาก็จำต้องปล่อยให้เป็เช่นนั้นเพราะนี่ถือเป็สิ่งที่นางเลือกเองั้แ่ต้น
อย่างไรซินเอ๋อร์ก็ยังมีบิดามารดาคอยให้ความช่วยเหลือดูแลไหนเลยจะปล่อยให้ภาระทุกอย่างลอยไปอยู่บนบ่าของิเฉวียนเจ๋อ
“อาเจ๋อ...เื่แต่งงานข้าไม่เห็นด้วย” คำพูดสั้น ๆแค่ไม่กี่คำของท่านลุงมู่ขโมยรอยยิ้มร่าออกไปจากใบหน้าของิเฉวียนเจ๋อคนนี้จนหมดสิ้นเขาคิดไว้แล้วว่าเขาจะได้แต่งกับนาง แต่ไฉนท่านลุงมู่ถึงเอ่ยเช่นนี้
“ทะท่านพี่...ให้ซินเอ๋อร์ของเราแต่งเป็ฮูหยินของทั่นฮวาจะไม่ดีกว่าหรือ”
ซ่งเซียวหลินผู้เป็ฮูหยินของมู่เว่ยหลางเอ่ยแย้งทันทีที่ได้ยินคำพูดของสามีแม้ซ่งเซียวหลินจะรู้ดีว่าบุตรสาวของตนทำตัวไม่ดี มีประวัติด่างพร้อยแต่นางก็ช่างน้ำหนักแล้วว่า ชื่อเสียงของสตรีเป็เื่ที่สมควรรักษาเื่แต่งงานขอเพียงอาเจ๋อยอมรับปาก และยอมอ้าแขนรับ จะมีอันใดไม่เหมาะสมกันเล่า
วันหน้าบุตรหลานตัวน้อยได้เติบโตอยู่ในตระกูลขุนนางย่อมดีกว่าเติบโตอยู่ในตระกูลพ่อค้าคหบดีไม่รู้ตั้งกี่เท่า
“ท่านลุงขอรับ...ข้ารักซินเอ๋อร์ รักนางมานานแล้ว เพียงแต่ไม่เคยแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาไม่ว่าบัดนี้นางจะเป็เช่นไร ข้าล้วนรับได้หมดทุกอย่าง ขอท่านลุงเมตตายอมให้ข้าได้แต่งกับนาง และยอมให้ข้าได้อยู่ดูแลนางกับลูกด้วยเถิดขอรับ”
ิเฉวียนเจ๋อไม่เพียงแค่พูดเปล่าแต่เขายังย่อกายคุกเข่าลงอยู่ต่อหน้าท่านลุงท่านป้าทั้งสองแม้บัดนี้เขาจะมียศขุนนางตำแหน่งทั่นฮวาแล้ว แต่เขากลับไม่อับอายเลยสักนิดที่จะต้องคุกเข่าอยู่ต่อหน้าพวกเขาทั้งสองเพราะอย่างไรเขาก็ทำเช่นนี้มาจนชินแล้ว
การคุกเข่าของิเฉวียนเจ๋อไม่ได้ทำให้รู้สึกแปลกใจนักแต่คำพูดคำนั้นของเขาต่างหากที่ทำให้มู่เว่ยหลาง ซ่งเซียวหลิน และมู่หรงซินรู้สึกแปลกใจจนต้องอ้าปากค้างไปตาม ๆ กัน
ครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่คำว่า‘รัก’ หลุดออกมาจากปากของเขา หลายปีที่ผ่านมาั้แ่เล็กจนเติบใหญ่เอาป่านนี้เขาไม่เคยพูดคำคำนี้ให้คนตระกูลมู่ได้ยินเลยแม้แต่ครั้งเดียว
การที่คนพูดน้อยเช่นเขายอมคุกเข่าและยอมเอ่ยคำคำนี้ออกมา นั่นหมายความว่าเขาคงมีใจรักมั่นต่อซินเอ๋อร์มากจริง ๆ
“อาเจ๋อ...เื่แต่งงานเป็เื่ใหญ่ เ้าจะพูดจาส่งเดชไม่ได้เด็ดขาด แล้วคำว่า รักก็ไม่ใช่คำพูดทั่วไป ที่นึกอยากพูดตอนไหนก็พูดเ้าเข้าใจความหมายที่ข้า้าจะสื่อใช่หรือไม่”
“ข้าเข้าใจความหมายของท่านลุงดีขอรับตอนนี้ข้าเป็ขุนนาง สอบได้ตำแหน่งทั่นฮวา ไหนเลยจะไม่รู้ว่า คำพูดไหนควรพูดคำพูดไหนไม่ควรพูด ส่วนเื่แต่งงาน ข้าคิดทบทวนมาดีแล้วขอรับ ข้ารักนางรักนางมานานแล้ว เพียงแต่ชะล่าใจ คิดว่ามีสัญญาหมั้นหมายอยู่ก่อนหน้าทั้งคิดว่านางคงไม่มีทางได้ไปลงเอยกับชายอื่นอย่างแน่นอน ข้าจึงไม่ได้ใส่ใจเกี้ยวพานนางเท่าที่ควรและไม่ได้แสดงออกว่ารักใคร่ในตัวนางเท่าที่ควร ที่ผ่านมานางตกไปเป็ของบุรุษอื่นบทเรียนนี้ข้าจำขึ้นใจแล้วขอรับ และยามนี้เมื่อข้ามีโอกาสเป็ครั้งที่สองข้าจะไม่มีวันยอมปล่อยนางไปเด็ดขาด”
คำพูดอันยาวเหยียดนี้ของิเฉวียนเจ๋อทำคนทั้งสามอึ้งงันไปตามๆ กัน และคนที่อึ้งงันมากกว่าผู้อื่นเห็นทีจะเป็มู่หรงซินที่ไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อน ว่าเขาจะมีใจชมชอบนางมานานแล้วนางเข้าใจมาโดยตลอดว่าที่เขาดีกับนางเป็เพราะเขารักเอ็นดูนางประหนึ่งนางเป็น้องสาวคนหนึ่ง
บัดนี้เขาเอ่ยความในใจของเขาต่อหน้านางหนำซ้ำยังเอ่ยต่อหน้าบิดามารดาของนางอีกต่างหาก นับว่าเขาใจกล้าอยู่ไม่เบา
“หากเ้ามีใจรักมั่นต่อซินเอ๋อร์จริงเช่นนั้นอนาคตของนางกับลูกคงต้องฝากเ้าดูแลแล้ว”
เมื่อได้ฟังคำพูดของเฉวียนเจ๋อและได้เห็นแววตาสุดจริงใจของเขา มู่เว่ยหลางก็เปลี่ยนมุมมองความคิดฉับพลันหาไม่ใช่ง่าย ๆ ที่จะเจอคนที่ดีแสนดีถึงเพียงนี้อีกทั้งยังรักมั่นปักใจต่อซินเอ๋อร์ของเขามาอย่างยาวนาน
[1]องุ่น