บทที่ 8
ความผิดปกติ
ทั่วทั้งบริเวณตกเข้าสู่ความเงียบสงัด มือปราบนับสิบคนที่อยู่รอบๆพากันยืนนิ่งตกตะลึงกับภาพที่เห็น
ต่อให้เป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลอมกายาอย่างพวกเขาเองก็ย่อมต้องตกตะลึงเช่นกัน เพราะอยู่ๆก็มีคนผู้นึงปรากฏกายขึ้นมา จากนั้นก็เป็ภาพที่เห็นด้านหน้าไม่ว่าใครก็ต้องตกตะลึง
และแล้วทุกคนก็ถูกดึงสติกลับมาเพราะเสียงกรีดร้องของมารเงาที่ดังขึ้น
แต่ทุกคนยังไม่ทันได้ตอบสนอง เสียงของมารเงาที่เพิ่งดังขึ้นก็หยุดชะงักลงอีกครั้ง เพราะร่างสีดำสนิทนั้นใช้ฝ่ามือพุ่งเข้าไปคว้าจับลำคอของชายชรา
ร่างของมารเงาที่เป็ถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณโลหิต โดนฝ่ามือนั้นคว้าจับเข้าไปก็เหมือนกับโดนพลังบางอย่างกดทับจนร่างกายไม่สามารถขยับได้
หมอกโลหิตสีแดงแผ่ซ่านออกมาจากร่างของมารเงา เป็สัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่ามารเงากำลังใช้พลังทั้งหมดในการขัดขืน
ทว่าฝ่ามือของคนชุดดำผู้นั้นกับมีแรงมหาศาลอย่างน่าเหลือเชื่อ ไม่ว่ามารเงาจะพยายามขยับมากเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถหลุดออกจากฝ่ามือข้างนั้นได้
และในจังหวะนี้เองเหล่ามือปราบทุกคนก็ได้มีเวลาจ้องมองรูปลักษณะของคนผู้นั้นอย่างชัดเจน
คนผู้นั้นเป็ชายที่สวมใส่ชุดคลุมสีดำสนิท บนใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีดำสนิท
ในขณะที่ทุกคนกำลังจ้องมองรูปลักษณ์นั้น ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทนั้นก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง
ดาบในมือข้างขวาถูกยกสูงขึ้นเรื่อยๆ ปราณโลหิตสีแดงจางๆแผ่ซ่านออกมาจากคมดาบ
“หยุดมือ!!!” เสียงนั้นดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงัด
ทว่าร่างปริศนานั้นกับทำเหมือนกับไม่ได้ยิน ดาบในมือของเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม
เสียง ฉับ!! ดังขึ้นพร้อมกับศีรษะที่หลุดกระเด็น
ทั่วทั้งบริเวณตกเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ร่างสีดำนั้นโยนศพที่ไร้ศีรษะของมารเงาทิ้งไปราวกับของไร้ค่า
ก่อนที่ร่างนั้นจะหันกลับไปมองยังเ้าของเสียงที่ดังขึ้นก่อนหน้านี้ คนผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่นคือ ซูเกา หัวหน้ากองมือปราบผู้ที่เป็ผู้นำทีมไล่ล่าในครั้งนี้
เสียงเมื่อครู่ที่บอกให้หยุดมือคนเสียงของอีกฝ่าย และในยามนี้เมื่อหันมองซูเกาผู้นั้น ทั่วทั้งร่างของอีกฝ่ายกำลังสั่นสะท้านด้วยความโกรธใบหน้าทั้งหน้าแดงก่ำ ยังมองเห็นแม้กระทั่งร่องรอยของอีกฝ่ายที่กำลังกัดฟันแน่น
“เ้าๆ กล้าดีอย่างไรนั้นเป็คนร้ายที่ทางการ้าตัว” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของซูเกาดังลอดไรฟันออกมา
ทว่าในขณะที่มันกำลังจะะเิอารมณ์ออกมา ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นและโกรธเกรี้ยวของหัวหน้ามือปราบซูเกาผู้นั้นก็ต้องชะงักลง นั่นก็เพราะว่าร่างในชุดดำด้านหน้าดวงตาภายใต้หน้ากากของอีกฝ่ายกำลังจ้องมองมาที่มัน
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดแต่ว่าเมื่อโดนดวงตาคู่นั้นจับจ้อง จิตใจของหัวหน้ามือปราบซูเกาก็เกิดการสั่นไหวอย่างอธิบายไม่ได้
“เ้า…เ้า” หัวหน้ามือปราบซูเกาพยายามจะตั้งสติแล้วเปิดปากพูดบางอย่าง
แต่เห็นเพียงว่าร่างในชุดดำสนิทนั้นกลับพุ่งทะยานมาด้านหน้าอย่างรวดเร็ว เคล็ดวิชาตัวเบาที่อีกฝ่ายใช้ออกมาช่วยให้อีกฝ่ายก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็ย่นระยะห่างระหว่างทั้งสองได้ในพริบตา
เมื่อหัวหน้ามือปราบซูเการู้สึกตัวอีกทีร่างในชุดดำสนิทก็มาปรากฎการณ์ด้านหน้าของมันแล้ว
ทันทีที่เผชิญหน้าในระยะประชิดขนทั่วทั้งร่างกายของมันก็ลุกชัน ความรู้สึกหวาดกลัวอย่างอธิบายไม่ได้แผ่ซ่านไปทั้งร่างกาย
ร่างในชุดดำสนิทนั้นยกดาบในมือของตนเองขึ้น ดาบในมือแผ่ซ่านหมอกโลหิตสีแดงเข้ม และดาบเล่มนั้นก็ตวัดลงมาพุ่งตรงเข้าไปหาหัวหน้ามือปราบซูด้านหน้า
วิกฤตเป็ตายทำให้หัวหน้ามือปราบซูสามารถกระตุ้นสัญชาตญาณเอาชีวิตรอด ทำให้ตนเองกลับมาควบคุมร่างกายได้อีกครั้ง ในฐานะผู้ฝึกยุทธขอบเขตปราณโลหิตเช่นเดียวกัน มันก็รวบรวมพลังทั้งหมดภายในร่างกายป้องกันการโจมตีที่พุ่งเข้ามา
เห็นเพียงว่าซูเกาผู้นั้นยกดาบในมือของตนเองขึ้น ดาบที่ยกขึ้นหวังจะป้องกันดาบนั้นที่พุ่งลงมาก็แผ่ซ่านหมอกโลหิตปกคลุมไปทั่วทั้งตัวดาบ
เพียงแต่ว่าหมอกโลหิตที่ปกคลุมตัวดาบของซูเกากลับเบาบางเป็อย่างยิ่ง เปรียบเทียบกับดาบที่กำลังพุ่งตรงลงมาเหนือศีรษะแล้วกับต่างกันราวฟ้ากับเหว
และทันทีที่ดาบทั้งสองปะทะกัน เสียงะเิดังกึกก้องบังเกิดขึ้นพร้อมกับเหล่ามือปราบที่บริเวณรอบๆโดนลมปราณที่แผ่ซ่านออกมาจากการปะทะกระแทกจนกระเด็นถอยไปหลายก้าว
แต่ละคนกว่าจะตั้งหลักได้ก็พากันมึนงงไปหลายลมหายใจ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาทุกคนก็มองเห็นภาพเดียวกัน
ดาบเล่มนั้นของหัวหน้ามือปราบซูที่ยกขึ้นมาป้องกันแตกละเอียดไปแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นร่างที่กำลังยืนอยู่ของหัวหน้ามือปราบซูในตอนนี้กับโดนฟันจนศีรษะแยกออกจากกันไปแล้ว
ภาพที่มองเห็นทำให้เหล่ามือปราบทุกคนที่ยืนอยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันตกตะลึง แต่ละคนพากันหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ในสายตาของมือปราบทุกคนหัวหน้ามือปราบที่เป็ถึงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณโลหิตตัวตนเป็ที่แข็งแกร่งมากแล้ว พวกเขาสามารถผลักลมปราณทีบังเกิดจากเืเนื้อภายในร่างกายให้ออกมาภายนอกได้ กลายเป็ยอดฝีมือที่แทบจะสามารถสังหารคนธรรมดาได้ราวมดปลวก แม้ว่าจะโดนหลอม
กายารุมโจมตีเป็สิบคนระดับปราณโลหิตก็ยังไม่พ่ายแพ้
แต่ในตอนนี้หัวหน้ามือปราบที่เป็ตัวตนระดับปราณโลหิตโดนฟันสังหารได้ในดาบเดียว เรียกว่าไม่มีแรงที่จะโต้ตอบหรือว่าขัดขืนเลยด้วยซ้ำ
และในขณะที่ทุกคนยังตั้งสติไม่ได้นั้นเอง ร่างสีดำสนิทที่เพิ่งสังหารหัวหน้ามือปราบซูไปก็ขยับ
การขยับของอีกฝ่ายทำให้เหล่ามือปราบที่อยู่บริเวณรอบรอบใบหน้าซีดเผือด แต่ละคนตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ในทันที
ในใจของแต่ละคนคิดว่าอีกฝ่ายจะลงมือสังหารทุกคนเพื่อปิดปาก แต่พวกเขากลับคิดมากเกินไป
เพราะว่าร่างในชุดดำนั้นกลับไม่ได้สนใจพวกเขาเลยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายหันหลังแล้วก็เดินหายเข้าไปภายในป่ายามราตรีที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด
เมื่อเห็นว่าร่างนั้นหายไปแล้วมือปราบหลายคนก็ไม่สามารถทรงตัวเอาไว้ได้ บางคนถึงกับล้มทรุดลงไปนั่งอยู่กับพื้น ภายในใจนั้นมีความรู้สึกราวกับว่าตนเองได้ก้าวข้ามโลกแห่งความตายกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
จางไป๋เองก็เป็หนึ่งในนั้น ทว่าในฐานะมือปราบาุโที่เคยผ่านความเป็ความตายมานาน จางไป๋มีสภาพดีกว่าคนอื่นเล็กน้อยตรงที่เขาไม่ถึงกับลงไปนั่งกับพื้น แต่เขาเองก็ยังหอบหายใจอย่างหนัก
แต่เมื่อตั้งสติได้แล้วจางไป๋หันกลับไปมองศพของหัวหน้ามือปราบซู แล้วก็มองไปยังศพของมารเงาที่เพิ่งโดนสังหารไป ภายในใจของจางไป๋ก็รู้สึกว่าหลังจากนี้น่าจะเกิดเื่ใหญ่ขึ้นแล้ว
…
ณ เขตตะวันออกของเมืองไป๋สือ
ภายในลานบ้านขนาดเล็กแห่งนีง ร่างในชุดสีดำสนิทร่างนึงก็พุ่งเข้ามาภายในลานบ้าน
ชุดคลุมสีดำสนิทและหน้ากากที่ปกปิดใบหน้าถอดออก เผยให้เห็นร่างกายสูงโปร่งของบุรุษหนุ่มแล้วก็ใบหน้าที่ยังคงอ่อนเยาว์ เขาคือสวีหยาง
หลังจากที่กลับมาถึงลานบ้านของตนเอง สิ่งแรกที่สวีหยางทำก็คือทำลายชุดและหน้ากากที่สวมใส่
เมื่อทำลายเครื่องแต่งกายพวกนั้นหมดแล้ว สวีหยางไม่กลับเข้าไปนอนทันทีแต่เขาเดินไปยังเก้าอี้หวายตัวเดิมที่ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ภายในลานบ้าน
เขาเดินไปนั่งลงแล้วเอนกายนอนลงที่เก้าอี้หวาย ท่ามกลางลานบานที่มืดมิดเสียงของนิ้วมือที่เคาะลงที่ที่เท้าแขนของเก้าอี้หวายดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้เริ่มปรากฏขึ้นในหัวของเขาอีกครั้ง ั้แ่ตอนที่เขาออกไปด้านนอกแล้วก็เฝ้ามองการตามล่ามารเงาภายในป่า จนกระทั่งตอนที่เขาปรากฏกายออกมาแล้วก็ลงมือ
เหตุการณ์ทั้งหมดกำลังปรากฏขึ้นซ้ำไปซ้ำมาภายในหัว แน่นอนว่าสวีหยางยังพบเห็นเื่แปลกประหลาดมากมาย
อย่างแรกก็คือมารเงาผู้นั้น มารเงาที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณโลหิตที่เคยโดนตามล่าเมื่อหลายเดือนก่อน
หลังจากที่หายไปหลายเดือนก็ปรากฏกายออกมาอีกครั้ง แต่เหมือนว่ามันจะไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย
แม้ว่าสวีหยางจะลืมตาตื่นขึ้นมาโดยไม่มีความทรงจำของร่างนี้อยู่ แต่หลังจากที่ตื่นขึ้นมาแล้วเขาก็ใช้เวลาไม่น้อย ในการทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับร่างเดิมก่อนที่อีกฝ่ายเสียชีวิต
นี่ทำให้เขารู้เกี่ยวกับเื่ของมารเงาผู้นั้นไม่น้อย ชายชราผู้นั้นฝึกฝนเคล็ดวิชาแปลกประหลาดที่สามารถดูดกลืนพลังยุทธ์ของคนอื่นได้
แต่ว่าเดิมทีเคล็ดวิชามารประเภทนี้ หลังจากที่ดูดกลืนพลังของผู้อื่นก็ควรที่จะส่งเสริมพลังของตนเองให้เพิ่มขึ้น แต่ว่าหลังจากที่หายไปหลายเดือนเ้ามารเงา ที่ปรากฏกายออกมาอีกครั้งก็ยังคงเป็เพียงแค่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณโลหิตขั้นสาม
ต้องรู้ก่อนว่าเมื่อสามเดือนก่อนที่มันจะออกอาละวาดมันเองก็เป็ขั้นสามเหมือนกัน นี่ถือว่าไม่สมเหตุสมผล