ตอนที่ 21
หลังก้าวข้ามกองซากศพนับร้อย... เฒ่าชีเปลือย ก็สืบเท้าออกจากจวนผู้ว่าด้วยสีหน้าพึงพอใจก่อนจะหยุดยืนเบื้องหน้า บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความมืดดำเสียงกรีดร้องโหยหวนภายใน มิได้เล็ดรอดออกมาแม้เพียงนิดจากอาคมที่ครอบคลุมจึงทำให้ไม่มีชาวบ้านในละแวกแตกตื่น หรือรับรู้ถึงเหตุการณ์ภายใน...
เฒ่าชราในร่างเด็กหนุ่ม ยกมือสองข้างขึ้นหมุนวนเบื้องหน้าก่อเกิดวงแหวนอาคมปรากฏจากความว่างเปล่า รูปแบบของมันสลับซับซ้อนเกินกว่าที่ ซุนจะอ่านออกหรือทำความเข้าใจ... ดวงตาของร่างเด็กหนุ่มสาดประกายเป็สีแดงฉาน ก่อนจะประกบทาบมือลงสู่พื้น
“อัคคีแดนนรก!!”
ชั่วพริบตานั้นเอง เปลวเพลิงก็พลันลุกท่วม จวนผู้ว่า!!เรือนทุกหลังลุกไหม้ขึ้นโดยมิทราบสาเหตุ มอดไหม้แม้จะไร้เชื้อไฟทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะดับลงโดยง่าย... จากนั้นเงาร่างของเด็กหนุ่มก็เลือนหายไปในห้วงมิติร่นระยะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในที่ห่างไกลมองเห็นท้องฟ้าเป็สีแดงอยู่ลิบ ๆ สุดสายตา ยังทิศทางที่เคยจากมา
“ลงมือทั้งที ก็อย่าให้มันหลงเหลือหลักฐานสืบถึงตัว...เพียงเท่านี้ทุกศพก็จะมอดไหม้ไปพร้อมกับจวนผู้ว่า จนไม่อาจจำแนกเอกลักษณ์บุคคลในแต่ละศพได้เช้าวันพรุ่งทุกคนจะเข้าใจว่าเ้าได้ตายไปแล้ว เนื่องด้วยเป็หนึ่งในผู้โชคร้ายของเหตุการณ์ครั้งนี้...”หลังกล่าวจบ เฒ่าชีเปลือย ก่อนค่อย ๆ ดึงตัวเองออกจากร่างของ ซุนส่งผลให้ดวงิญญาแท้จริงถึงดึงกลับไปแทนที่...
เด็กหนุ่ม เมื่อกลับสู่ร่างอีกครั้ง ดวงตาก็พลันสั่นไหว จดจ้องมือสองข้างและอาภรณ์ที่อาบท่วมไปด้วยเื... ภาพการสังหารหมู่ละเลงเื ยังคงตราตรึงในจิตใจความรู้สึกที่ผ่านมือและร่างกายนี้ ยังคงชัดเจน...
สุดท้าย ซุน ก็จำต้องสำรอกอาเจียนออกมาอีกครั้ง...
เฒ่าชีเปลือย ถอยหายใจออกมาด้วยความเอือมระอา...
“อ่อนหัดเสียจริง... เ้ายังต้องฝึกฝนอีกมากนัก...”
ซุน หันมาถลึงตาใส่ิญญาเฒ่าชราทันที...
“เ้าเรียกการสังหารผู้คน ว่าการฝึกฝนงั้นหรือ!!”
เฒ่าชีเปลือย แสยะยิ้ม นั่งยอง ๆ ลงที่เบื้องหน้าของเด็กหนุ่ม...
“ก็เออสิ... หากเ้ายังไม่คุ้นชินกับมันจะให้ข้าช่วยกวาดล้างสังหารชาวบ้านทั้ง 7 หมู่บ้านด้วยเลยดีหรือไม่?! ถือเป็การเรียนรู้ทางลัดที่รวดเร็วยิ่งไม่เกินราตรีนี้รับรองว่าข้าทำได้สำเร็จอย่างแน่นอน...”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่กัดขบฟัน...
“หุบปาก!! จากนี้ไปข้าจะไม่สังหารผู้บริสุทธิ์อีกแล้ว”
“เช่นนั้นเ้าก็ต้องรับปากข้า ว่าจะสังหารศัตรูโดยไม่ลังเล!!อย่าได้มาแสดงความอ่อนแอเช่นนี้ต่อหน้าข้าอีก เห็นแล้วมันน่าสมเพชน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก!!” เฒ่าชีเปลือยแผดเสียงกระแทกใส่ใบหน้าของเด็กหนุ่ม
ซุน ก้มหน้าลงต่ำ กำหมัดแแ่ทุบพื้นรุนแรงเพื่อระบายความอัดอั้น...
............................................
ณ เรือนตระกูลกัง...
กังเฉิง ที่กำลังครุ่นคิดเื่ราวของสหาย พยายามหาหนทางช่วยเหลือจนกระวนกระวายอยู่เพียงลำพัง...ก่อนจะรู้สึกถึงกลิ่นคาวเืที่รุนแรงเล็ดลอดเข้ามาในห้อง ััได้ว่ามีเงาร่างของใครบางคนยืนอยู่ที่หน้าต่างบริเวณสวนข้างเรือนนอน...
“ใคร!!” ชายหนุ่มหยิบทวนยาวพุ่งออกไปในทันที
ก่อนจะพบว่าคนผู้นั้น ก็คือ ซุน...
แต่ กังเฉิง แทบไม่อาจทับซ้อนภาพจำของสหายรักของตนผู้ที่เต็มไปด้วยความเมตตา เฉลียวฉลาด และสง่าผ่าเผยกับเด็กหนุ่มที่ร่างอาบท่วมไปด้วยโลหิต ดวงตาดูเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและเศร้าสลด... นี่ไม่ใช่ ซุน ที่ กังเฉิง เคยรู้จักอีกแล้ว มันทำให้จิตใจของกังเฉิง เต้นโครมครามแทบจะหลุดออกจากทรวงอกรู้สึกได้ว่าการพบเจอกันครั้งนี้มิใช่เื่ดี...
“ซุน... นี่เ้า?!”
ซุน ใบหน้าขาวซีดราวกับคนที่ตายไปแล้ว ก่อนจะยื่นมือออกมา...
“ข้ามาเอาของที่ข้าฝากเ้าไว้...”
กังเฉิง รู้สึกราวกับจิตใจหล่นร่วงจากที่สูง...
“อย่าบอกนะว่าเ้า... คิดจะจากไปแล้ว?!”
ซุน พยักหน้าตอบรับเบา ๆ
“เ้าน่าจะคาดเดาได้ ว่าข้าทำสิ่งใดมาอย่าให้ข้าต้องกล่าวถึงมันเลย...ข้าคงไม่อาจอยู่ที่เขตชุมชนหมู่บ้านแห่งนี้ได้อีกแล้ว เ้าเป็สหายที่ดีสำหรับข้ากังเฉิง... กลับเป็ข้าเอง ที่ไม่คู่ควรเป็สหายของเ้า...”
กังเฉิง ได้ยินเช่นนั้น ก็พลันมีโทสะขึ้นทันที จับคอเสื้อของ ซุนดึงกระชากเข้ามาใกล้...
“พูดเื่อะไรของเ้า!!คู่ควรหรือไม่คู่ควร ข้าต่างหากที่จะตัดสิน!! หากเ้าจะเดินทางจากไปข้าก็จะขอไปพร้อมกับเ้าด้วย”
ซุน หันมองใบหน้าของ กังเฉิง...อดไม่ได้ที่จะเห็นภาพทับซ้อนของการสังหารหมู่เมื่อครู่นี้ จนทำให้เกิดเป็ภาพของกังเฉิง ที่ถูกสังหารทับซ้อนลงไปเช่นกัน!!แน่นอนว่าหนทางต่อจากนี้ไปของ ซุน คงมีเพียงเส้นทางที่ย้อมไปด้วยโลหิตไม่อาจหลีกเลี่ยงการสังหารได้อีกแล้ว...
“ไม่ได้... ข้าให้เ้าไปกับข้าด้วยไม่ได้...” น้ำเสียงของ ซุนเต็มไปด้วยความเศร้าสลด
“นี่เ้า!!” กังเฉิง ยิ่งทวีโทสะขึ้น ชกไปที่ใบหน้าของ ซุนเต็มกำลัง... แต่มันกลับไม่ได้ทำให้สายตาเ็าของ ซุน แปรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อยยังคงมองกลับมาด้วยสีหน้าที่แสนเยือกเย็น...
“ขอโทษด้วยสหายข้า พวกเราคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว... ลาก่อนกังเฉิง...” นั่นเป็คำพูดสุดท้ายที่ กังเฉิง ได้ยิน ก่อนที่ตนจะค่อย ๆถูกมนต์สะกดบางอย่าง ให้สติพร่าเลือน และค่อย ๆ ดับวูบลง...
แสงตะวันเริ่มแยงตา... เมื่อ กังเฉิง ลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็พบว่าตนเองนอนอยู่ที่ภายในสวน... เด็กหนุ่มรู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุภาพความทรงจำเมื่อคืนราวกับเป็ความฝันที่เลวร้าย... ซึ่งในเวลานั้นเองบ่าวหญิงสาวในเรือนก็วิ่งตรงเข้ามาท่าทีกระหืดกระหอบ...
“นายน้อยกัง เกิดเื่ใหญ่แล้ว!!เมื่อคืนที่จวนผู้ว่าเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นคาดว่าคงถูกกลุ่มโจรบุกเข้าไปสังหารทุกคนในจวน ก่อนจะจุดไฟเผาทำลายหลักฐานว่ากันว่าไม่เหลือผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว”
“!!!!!!!!!!” กังเฉิง เบิกตากว้างทันที...
“แล้ว ซุน ล่ะ!!หนีออกมาได้หรือไม่!!”
สีหน้าของบ่าวผู้นั้นย่ำแย่ลง...
“เรียนนายน้อย ไม่มีผู้ในจวนนั้นหนีออกมาได้ อีกทั้งศพเ่าั้ยังถูกเผาทำลายจนยากจะระบุเอกลักษณ์ตัวตน บางส่วนกลายเป็เถ้าธุลีไปแล้วด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงคาดว่าซุน เองก็คง...”
กังเฉิง ใบหน้าด้านชาไปในทันที จนหวนนึกถึงเื่ความฝันพร่าเลือนเมื่อคืนนี้...สิ่งแรกที่ กังเฉิง ได้ทำคือการสำรวจสิ่งของที่ ซุน ได้ฝากไว้กับตน ซึ่ง กังเฉิงเก็บมันไว้กับตัวมิได้ห่าง ก่อนจะพบว่าในเวลานี้ สิ่งของเ่าั้มิได้หลงเหลืออยู่อีกแล้วทั้งแหวนหยกดำ ทั้งลูกแก้วดวงจิตทั้งสอง และ เนตรมรกต ทุกสิ่งหายไปทั้งหมด...
“ระ...หรือว่าเมื่อคืน มิใช่เพียงความฝัน...” ชายหนุ่มกล่าวพึมพำขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือนายน้อย...” บ่าวหญิงสาวเอ่ยถาม
กังเฉิง ย่อมรู้ดีว่าเื่นี้ไม่ควรแพร่งพราย...
“ไม่มีอะไร... ข้าจะขอออกไปดูที่เกิดเหตุหน่อย...”
เด็กหนุ่ม คว้าเสื้อคลุมและมุ่งหน้าไปยัง จวนผู้ว่า ทันที...ซึ่งเมื่อมาถึงก็ต้องพบเจอกับสภาพที่ทุกอย่างมอดดำไปแล้ว ซากศพถูกพบไม่ถึง 20 ร่างนอกนั้นคงสูญสลายไปพร้อมกับเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำตลอดทั้งคืน...
ในที่เกิดเหตุ เหลือเพียง มือปราบเฉิน และมือปราบอีกกลุ่มหนึ่ง...ซึ่งทุกคนไม่ได้อยู่ที่จวนผู้ว่าเมื่อคืน แต่ออกไปดื่มกินที่หอนางโลมกว่าจะกลับมาถึงก็ไม่ทันเหตุการณ์ทั้งหมดเสียแล้ว... สีหน้าของ มือปราบเฉินเต็มไปด้วยความหวาดผวา
มันปักในเชื่อว่าผู้ที่ลงมือโเี้ได้เช่นนี้คงเป็ชายที่ถือครอง ป้ายเหล็กตระกูลเกา อย่างแน่นอน ดังนั้น มือปราบเฉินจึงไม่คิดจะสืบหาเบาะแสใด ๆ เพิ่ม เนื่องด้วยหวาดกลัวว่าภัยจะย้อนมาถึงตน คดีจึงถูกสรุปว่าเป็การปล้นฆ่าชิงทรัพย์เป้าหมายถือผู้ว่าจินหง แต่ไม่อาจตามหากลุ่มผู้กระทำผิดได้...
กังเฉิง เมื่อรู้แล้วว่าอยู่ที่นี่ก็คงไม่ได้อะไร จึงมุ่งหน้าไปยังสถานศึกษาศาสตร์อักษร... แต่สุดท้ายเมื่อไปถึงที่นั้น ก็ไม่มีเบาะแสใด ๆ หลงเหลือเช่นกันมีเพียงเศษซากปรักหักพังเท่านั้น... สถานที่สุดท้าย ที่ กังเฉิง พอจะนึกได้ก็คือถ้ำที่เก็บซ่อนซากร่างอสรพิษทะเล ใกล้ชายหาด...
เมื่อไปถึงที่นั่น กังเฉิง ถึงกับใบหน้าด้านชา ขาทั้งสองข้างทรุดลงจนเข่ากระแทกพื้น...ซากร่างของอสรพิษยังคงอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หากแต่ที่ผนังถ้ำได้ถูกสลักตัวอักษรแทนคำพูดเอาไว้...
[ ของทั้งหมดนี้ข้ายกให้เ้า ถือว่าแทนคำขอโทษ...สหายรัก ]
กังเฉิง เห็นเช่นนั้นก็แน่ชัดแล้ว ว่า ซุนคงจากไปเป็ที่เรียบร้อย...
“ทำไมกัน?!นี่เ้ายังเห็นข้าเป็สหายจริง ๆ งั้นหรือ?!”
นับจากวันนั้น กังเฉิงได้แปรเปลี่ยนพฤติกรรมจากหน้ามือเป็หลังมือ... จากคุณชายจอมเสเพลไม่เอาไหน กลายเป็คนมุมานะในทุกการฝึกฝนคล้ายมีเป้าหมายบางอย่างภายในใจจนสุดท้ายบิดาจากตระกูลกัง มองเห็นวี่แวว จึงดึงตัว กังเฉิง กลับไปอยู่ด้วยกันที่เมืองใหญ่ของมณฑลเฮย
บิดาของ กังเฉิง ซึ่งเป็มือปราบอันดับ 1 ของมณฑลเฮยแห่งนี้ ได้เคี่ยวกรำกังเฉิง ทั้งวิชาและความรู้ตลอดหลายเดือน จนทำให้ กังเฉิง ได้มีโอกาสเข้าสังกัด หน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์หน่วยงานพิเศษของ ราชวงศ์ไป๋หู่ ที่รวบรวมเฉพาะอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในทวีปพยัคฆ์ขาว เข้ารับการฝึกฝนเพื่อเป็ขุมกำลังหลักของราชวงศ์ในภายภาคหน้า...
ไม่ทราบได้ว่าชะตากรรมของเด็กหนุ่มทั้งสองจะสามารถโคจรมาพบกันอีกครั้งในอนาคตหรือไม่... หากแต่ถ้ามีวันนั้น ไม่เพียงแค่ ซุนเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลง ด้าน กังเฉิง ก็คงพุ่งทะยานขึ้นในระดับสูงบนเส้นทางของตน อยู่ที่ว่าการพบเจอกันในครั้งนั้นสองสหายจะต้องเผชิญหน้ากันในฐานะอะไร...
..............................................
ทางด้าน ซุน เอง ใช่ว่าจะหลบหนีออกไปจากเขตชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงแห่งนี้...หากแต่เข้าไปแอบซ่อนตัว อยู่ภายในห้องลับกลางป่าลึกของ เหยาิโดยใช้แหวนหยกดำเป็กุญแจเข้าสู่ด้านใน ชาวบ้านต่างคาดเดาว่า ซุน คงตายไปแล้วจึงไม่มีผู้ใดคิดออกตามหา...
สภาพจิตใจของ ซุน ในเวลานี้ย่ำแย่มากแววตาและสีหน้าก่อนตายของผู้คนนับร้อย กำลังตามหลอกหลอน ซึ่งหากมาในรูปแบบผีหรือิญญาซุน จะไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ทว่ามันกลับมาในรูปแบบของภาพจำที่ไม่อาจลบเลือนทุกครั้งที่หลับตาก็ต้องมาเห็นภาพจำเ่าั้ผุดขึ้นต่อเนื่อง...
เฒ่าชีเปลือย ไม่มีสิ่งใดจะชี้แนะอีกแล้วเพราะในส่วนนี้เป็เื่ของสภาพจิตใจ... ดังนั้นคงต้องรอให้ ซุนยอมรับความจริงและภาพจำเ่าั้ให้ได้เท่านั้น จึงจะสามารถก้าวผ่านเื่ราวและเติบโตขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งเมื่อเวลานั้นมาถึง ซุนอาจจะกลายเป็หนึ่งในคนที่ลงมือสังหารไม่กระพริบตาก็เป็ได้...
3 วันผ่านไป ซุน ก็ยิ่งมีสภาพทรุดโทรม ไม่อาจหลับตาลงได้เลย...ซึ่งหากสภาพจิตใจยังคงตกต่ำอยู่เช่นนี้ ไม่ต้องกลายถึงการพัฒนาแต่ประคองตนมิให้วิกลจริต ก็นับเป็เื่ยากแล้ว... เฒ่าชีเปลือยทอดถอนหายใจอยู่บ่อยครั้ง จวบจนเริ่มพิจารณาไปรอบ ๆ ห้องลับและก็ได้บังเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นอีกครั้ง
ิญญาเฒ่าชรา ย่อตัวนั่งลงเบื้องหน้าเด็กหนุ่มที่หมดสภาพ...
“เฮ้ย... เ้าเด็กอ่อนหัดข้ามีหนทางให้เ้าหลงลืมภาพจำเ่าั้ได้แล้ว... สนใจก้าวเดินต่อไปแล้วหรือไม่?!” เฒ่าชีเปลือย กล่าวด้วยรอยยิ้มแฝงเลศนัย
แววตาของ ซุน ดูเหม่อลอย...
“จะให้ข้าทำยังไง?!”
เฒ่าชีเปลือย ตวัดนิ้วเพียงครั้ง... หนึ่งในไหสุราที่ เหมาิเก็บสะสมไว้ ก็ถูกดึงมาตั้งเอาไว้ ยังเบื้องหน้าของ เด็กหนุ่ม... “เหล่าซือของเ้า ได้รับสมญานามว่า เซียนเมรัย เหยาิ ดังนั้นสุราเหล่านี้ย่อมมิใช่สุราสามัญ... หากแต่ สุรา ก็ยังคงเป็ สุรา เป็น้ำหล่อเลี้ยงใจยามที่รู้สึกเ็ปได้เสมอ...
ฉะนั้นแล้วหากเ้าเคร่งเครียดนัก... ก็ดื่มสุราให้เมาไปเลยสิฟะ!!”
..........................................