องค์ชายสามที่รับหน้าที่อุ้มน้องชายของตัวเองที่กำลังหลับอยู่ รอให้นางกำนัลนำผ้านุ่มๆ มาวางบนตั่งไม้ตัวเมื่อเช้าในห้องทำงานของเสด็จพ่อ จากนั้นเขาจึงค่อยๆ วางร่างเล็กของน้องชายลงอย่างเบามือ
ก้านนิ้วยาวเกลี่ยเส้นผมที่ปรกใบหน้าหวานออก ลูบแก้มขาวด้วยความเอ็นดูแล้วจึงถอยห่างออกมา เปิดโอกาสให้เสนาบดีหยางผู้มีศักดิ์เป็ตาของน้องห้า ได้เข้าใกล้หลานชายของตัวเอง
หยางติงถงคุกเข่าลงที่พื้นข้างตั่งไม้ สายตาของเขาไล่สำรวจหลานชายสูงศักดิ์ของตัวเองอย่างละเอียด ใบหน้าที่เล็กที่เหมือนถอดแบบจากลูกสาวของเขาในยามเด็กมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน
แตกต่างกันเพียงบุตรสาวของเขาในวันเด็กนั้น มีใบหน้าอ้วน ๆ ราวกับก้อนแป้ง แต่หลานชายของเขาช่างผ่ายผอมเหลือเกิน
องค์ชายน้อยช่างดูบอบบางเสียจนเขาไม่กล้าเอามือของตัวเองัั แม้จะอยากโอบกอดหลานชายตัวน้อยคนนี้มากแค่ไหนก็ตาม
แต่ด้วยฐานะของเขา แม้จะเป็ญาติของอีกฝ่ายก็ตาม จึงทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่เงียบๆ เพื่อสลักใบหน้าที่กำลังอยู่ในห้วงนิทราของหลานชายเอาไว้ในความทรงจำ ดวงตาของเขาแดงเล็กน้อยจากอารมณ์หลากหลายที่ผสมกันในอก
ทางฝั่งเหล่าองค์ชายและฮ่องเต้ พวกเขาปล่อยชายชราให้ได้ใช้เวลากับหลานชายตามลำพัง โดยที่พวกเขาที่แม้จะทำเป็กำลังสนใจงานตรงหน้า แต่สายตาก็มักลอบมองไปยังสองตาหลานอยู่เสมอ
จวินหลิงจางเสวียนสั่งให้ขันทีนำเก้าอี้ไปให้ขุนนางเฒ่านั่งแบบสบายแทนการคุกเข่า เพราะจะไม่ดีต่อสุขภาพของอีกฝ่าย รวมถึงน้ำชาและของว่างมาต้อนรับ
สองก้านธูปถัดมาเปลือกตาสีขาวขยับอยู่สองสามครั้งก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยความงัวเงีย แพขนตางอนยาวกะพริบขึ้นลงช้าๆ สติของเขาที่เริ่มฟื้นคืนทำให้รู้ว่าได้กลับมายังห้องทำงานของเสด็จพ่อแล้ว
จวินหลิงหยางชุนรู้สึกตัวว่ากำลังถูกใครบางคนจับจ้องอยู่ด้านข้าง จึงหันไปมองด้วยคิดว่าอาจจะเป็พี่ชายสักคน ทว่าดวงตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความใทันทีเมื่อเห็นว่า คนที่นั่งอยู่ไม่ใช่พี่ชายสักคนของเขาแต่เป็ขุนนางคนนั้นที่เขาเผลอไปสบตาด้วย กำลังนั่งอยู่ด้านข้างตั่งไม้ที่เขานอนอยู่
คนตัวเล็กสะดุ้งและลุกขึ้นนั่งทันทีด้วยความเลิกลั่ก หัวใจดวงน้อยเต้นแรง แต่เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวของอีกฝั่งของห้องเป็เสด็จพ่อและพี่ชายทั้งสี่กำลังเดินมาทางเขา เขาจึงรู้สึกสบายใจมากขึ้นที่มีคนแปลกหน้าอยู่ใกล้ตัวิเพราะรู้ว่าเขาจะปลอดภัยแน่นอน
ั์ตาสีดำขลับจ้องมองยังชายตรงหน้าด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่าทำไมอีกคนถึงได้มานั่งจ้องเขาที่กำลังหลับเงียบๆ แบบนี้
ร่างสูงของผู้เป็ฮ่องเต้เดินไปนั่งข้างบุตรชายคนเล็ก เขาเห็นแววตาของเ้าตัวน้อยที่จ้องมายังเขาเพื่อรอคำอธิบายสถานการณ์ตรงหน้า
มือใหญ่รวบร่างเล็กมากอด พร้อมลูบหลังน้อยสองสามครั้ง แล้วจึงเริ่มเอ่ยปากบอกว่าตัวตนของชายชราตรงหน้าเป็ใคร รวมถึงความเป็มาของเื่ก่อนหน้านี้ที่ทั้งสองไม่เคยได้พบเจอกันมาก่อน
จวินหลิงหยางชุนเมื่อได้รับรู้เื่ราวทั้งหมดแล้ว ความสงสารก็ผุดขึ้นในใจของเขาทันที นึกเสียดายแทนชายชราตรงหน้าที่ไม่ทันได้เห็นองค์ชายห้าตัวจริงก่อนที่อีกฝ่ายจะเสียชีวิต
แต่ว่านี่คือสิ่งที่์ลิขิตเอาไว้แล้ว และเขาก็ไม่สามารถเอ่ยบอกความจริงออกไปได้เพราะจะขัดต่อกฎของ์
ดังนั้น ตัวเขาในตอนนี้จะช่วยตอบรับความรักของครอบครัวขององค์ชายห้าและคอยดูแลทุกคนแทนอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ด้วยความเต็มใจให้เอง
ดวงหน้าน่ารักประสานดวงตากับคนที่มีศักดิ์เป็ท่านตาของตัวเอง ดวงตาของอีกฝ่ายยังเต็มไปด้วยความเอ็นดูต่อเขาเหมือนตอนที่อยู่ในท้องพระโรงเช่นเดิม
เขาสามารถััได้ถึงความรักของอีกฝ่ายยามที่ทอดมองมายังเขา
ร่างเล็กเอียงคอเล็กน้อยอย่างตัดสินใจเพิ่มความสัมพันธ์ของตาหลานให้มากขึ้น
มือผอมของเขายื่นออกมาตรงหน้าท่านตาของตัวเอง ดวงตาคู่โตจับจ้องไปที่ญาติคนใหม่อย่างรอคอย
หยางติงถงยื่นมือเหี่ยวย่นที่สั่นระริกของเขาออกไปกอบกุมมือน้อยของหลานชายด้วยความดีใจจนล้นออกมาจากอก ดวงตาของเขาเปียกชื้นก่อนจะหลั่งน้ำตาออกมาจากหางตาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยโดยที่เขาเองก็ห้ามตัวเองไว้ไม่อยู่
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ััหลานชายของตัวเองหลังจากเฝ้ารอมายาวนานกว่าสิบสามปี
ก่อนหน้านี้ชายชราอย่างเขาเคยป่วยเป็โรคที่คนอายุเช่นเขาที่ไม่ค่อยดูแลตัวเองมักจะเป็กันจนล้มป่วยไปหนึ่งครั้ง การล้มป่วยในครั้งนั้นทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวมากว่าตัวเองจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอจนถึงวันที่จะได้พบกับบุตรสาวและหลานชายคนนี้
เสนาบดีหยางที่มักละเลยร่างกายตัวเองมาตลอดจึงเปลี่ยนวิถีชีวิตของเขาทันที ดูแลร่างกายของตัวเองอย่างดีตามคำสั่งของหมอ รวมถึงอาหารการกินที่เน้นการบำรุงสุขภาพของเขา เพื่อที่เขาจะสามารถประคองร่างกายแก่ๆ นี้ให้อยู่ถึงวันที่หลานชายเติบโตและแข็งแรงพอที่ฮ่องเต้จะอนุญาตให้เขากับหลานชายได้เจอกัน
จนเวลานี้เขาดูแข็งแรงสุขภาพดีมากกว่าขุนนางในวัยใกล้เคียงกัน จนมีแต่คนมาขอเคล็ดลับการดูแลตัวเองจากเขา
และในที่สุดวันนี้ก็มาถึง หลานชายตัวน้อยของเขากำลังจ้องมองมาที่เขา อีกทั้งยังริเริ่มเข้าหาเขาโดยที่ไม่รังเกียจคนแก่คนนี้เลยสักนิด
ดวงตากระจ่างใสของอีกฝ่ายช่างบริสุทธิ์และไร้เดียงสาราวกับฤดูใบไม้ผลิ สมกับพระนามที่ฮ่องเต้ทรงประทานให้
จวินหลิงหยางชุนหน้าตื่นทันทีเมื่อท่านตาที่กุมมือเขาอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีน้ำตาไหลออก
ทำอย่างไรดี ดูเหมือนเขาจะทำท่านตาร้องไห้เสียแล้ว
หัวใจของร่างเล็กกระสับกระส่าย เขาขยับตัวออกจากเสด็จพ่อแล้วยืนเข่าขึ้นเพื่อกอดท่านตาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ท่าทางของเขาตอนนี้ดูทุลักทุเลมาก ร่างเล็กจึงเปลี่ยนใจเป็ขยับตัวไปนั่งตักกว้างของท่านตาแทน
พี่ชายสี่บอกว่าเขาตัวเบามาก หวังว่าขาของท่านตาจะแข็งแรงพอรับน้ำหนักของเขานะ
หยางติงถงใจหายวาบเมื่อร่างเล็กขององค์ชายตัวน้อยทิ้งตัวลงบนตักกว้างของเขาแบบที่ไม่มีใครทันตั้งตัว แขนของเขารวบกอดหลานตัวน้อยเอาไว้แน่นเพราะกลัวอีกฝ่ายจะตกลงไป
ดวงตาของเขาเหลือบมองฮ่องเต้และองค์ชายองค์อื่นด้วยความหวาดกลัวว่าหากองค์ชายห้าได้รับาเ็ เขาจะถูกสั่งห้ามพบหลานชายของตัวเองอีก
"ท่านตา ไม่ร้องไห้นะ"
น้ำเสียงนุ่มเล็กที่ดังอยู่ตรงอกของเขา พร้อมแขนเล็กที่พยายามกอดเขาตอบ ทำให้หัวใจของคนแก่พองโตจนเหมือนจะะเิออกมา รอยยิ้มกว้างเต็มแก้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาในรอบสิบกว่าปี
ความรู้สึกของเขาตอนนี้ที่มีต่อหลานชายทั้งรักและหวงแหน หากไม่เกรงกลัวว่าจะโดนอาญา เขาอยากลักพาตัวหลานชายเพื่อกลับจวนหยางไปเลี้ยงดูด้วยตัวเองเสียด้วยซ้ำ
หากแต่นี่คงเป็ได้แค่ความคิดเพ้อฝันของเขา
จากสิ่งที่เขาเห็นในวันนี้ ความสัมพันธ์ของหลานชายกับฮ่องเต้รวมถึงองค์ชายคนอื่นนั้นดีมาก ทุกคนดูรักใคร่และเอ็นดูองค์ชายห้าจากใจจริง และคงไม่มีทางปล่อยองค์ชายน้อยออกจากวังเพื่อไปอยู่กับเขาเป็แน่
"กระหม่อมเพียงแค่ดีใจที่ได้พบพระองค์พ่ะย่ะค่ะ"
หยางติงถงก้มหน้าลงสบตากับร่างบนตัก น้ำตายังคงเอ่อล้นออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ด้วยความตื้นตันใจ
"ถ้าท่านตาดีใจ ต้องยิ้มเยอะๆ นะขอรับ หลานก็ดีใจที่ได้พบท่านตาเหมือนกัน"
ปากจิ้มลิ้มเอ่ยขึ้นพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้เป็ตัวอย่าง
มือน้อยยกขึ้นเพื่อใช้ชายแขนเสื้อเช็ดน้ำตาให้ท่านตาของตัวเอง คราวนี้เขาระวังมากกว่าเดิมไม่ให้รอยช้ำน่ากลัวเผยออกมา เพราะเกรงว่าจะทำให้คนตรงหน้าที่ดูอ่อนไหวคนนี้กังวลเกี่ยวกับร่างกายของเขามากไปอีก
"กระหม่อมจะยิ้มเยอะๆ พ่ะย่ะค่ะ เพราะตอนนี้กระหม่อมมีความสุขมากๆ เลยพ่ะย่ะค่ะที่ได้เห็นองค์ชายห้ามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น"
หยางติงถงเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน การกระทำของหลานชายของเขาที่ช่วยซับน้ำตากับส่งยิ้มน่ารักให้กับเขา ทำให้หัวใจของเขาแทบละลายจริงๆ เขากระชับกอดแผ่นหลังเล็กให้แน่นว่าเดิมด้วยความระมัดระวัง
"ท่านตาไม่ต้องสุภาพกับหลานมากนัก เรียกหลานว่าเสี่ยวชุนเหมือนเสด็จพ่อก็ได้ขอรับ ใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ"
จวินหลิงหยางชุนเอ่ยขึ้นก่อนจะหันไปถามความเห็นของเสด็จพ่อที่อยู่ด้านหลัง
คนเป็บิดาที่เห็นบุตรชายเอ่ยเสียงหวานพร้อมจ้องมาที่เขาด้วยสายตาคาดหวังแบบนี้ เขาจะใจร้ายลงได้อย่างไร และเขาก็ไม่อยากเป็บิดาใจร้ายในสายตาของบุตรชายด้วย เขาจึงทำได้เพียงพยักหน้าอนุญาตให้กับเสนาบดีหยางเท่านั้น
หัวใจของคนเป็พ่อตอนนี้ร้อนรุ่มไปด้วยความหวงลูกชาย เขาก็อยากให้ลูกชายเป็ฝ่ายเข้ามากอด เข้ามานั่งตักและออดอ้อนเขาแบบนี้บ้างเหมือนกันนะ
ทำไมเขาที่ได้ใกล้ชิดเสี่ยวชุนมากกว่าถึงพ่ายแพ้ให้กับเสนาบดีเฒ่าคนนี้ ทั้งที่อีกฝ่ายพึ่งได้เจอกับเสี่ยวชุนวันนี้เท่านั้น
ไฟอิจฉากำลังลุกโชนอยู่ในใจในขณะที่ดวงตาัของเขามองสองตาหลานที่พูดคุยและหัวเราะหยอกล้อกันตรงหน้า
เขากำลังค้นหาว่าเขาทำพลาดตรงจุดไหนไปบ้าง ทำไมการแสดงออกของเสี่ยวชุนกับเขาที่เป็บิดาถึงดูไม่สนิทเท่าท่านตาของอีกฝ่าย
หรือเป็เพราะหยางติงถงร้องไห้อย่างนั้นเหรอ เลยทำให้เสี่ยวชุนรู้สึกเห็นใจจนต้องทั้งกอดปลอบและเช็ดน้ำตาให้ด้วย
งั้นเขาควรร้องไห้บ้างดีหรือไม่?
ในขณะที่ทางฝั่งฮ่องเต้จวินหลิงจางเสวียนกำลังวางแผนเพื่อเรียกร้องความสนใจจากบุตรชายคนเล็กบ้าง ทางฝั่งเหล่าองค์ชายอีกสี่คนที่ตอนนี้นั่งอยู่ตรงชุดโต๊ะน้ำชาก็กำลังมองไปยังน้องชายคนเล็กที่มีสีหน้ายิ้มแย้ม แถมยังสดใสและเป็ฝ่ายออดอ้อนเสนาบดีหยางด้วยแววตาอิจฉาเช่นเดียวกับบิดา
ทั้งที่วันนี้ก็เป็วันแรกที่เขาได้เจอกับน้องชายตัวน้อย แต่ทำไมความแตกต่างของการตอบสนองของเสี่ยวชุนถึงได้ต่างกันราวความสูงของูเาไท่ซาน
อย่างที่มีคำกล่าวเอาไว้ว่าหากไม่มีการเปรียบเทียนก็จะไม่เกิดความเ็ป
โดยเฉพาะองค์ชายใหญ่ที่ถูกน้องชายเมินด้วยซ้ำในตอนแรก ก้อนเนื้อในอกรู้สึกเจ็บช้ำราวกับถูกทิ่มแทงด้วยคมดาบ
ภาพที่น้องชายยื่นมือให้กับท่านตาของตัวเอง ไหนจะพุ่งตัวไปกอด ทั้งนั่งตักและเช็ดน้ำตาอีกล่ะ
กับพวกเขาที่เป็พี่ชายอีกฝ่ายจะมีเพียงรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากเท่านั้น แถมยังไม่เคยออดอ้อนพวกเขาเลยด้วย ถ้ากอดมากไป หรืออุ้มมานั่งตัก เ้าตัวน้อยก็จะชอบมองมานิ่งๆ พร้อมใบหน้าที่ง้ำงอและเหมือนจะดิ้นหนีเสียทุกครั้ง
ความแตกต่างสองมาตรฐานนี้ พวกเขาเกรงว่าจะไม่สามารถทำใจรับได้!
Talk: ฮ่องเต้ใจร่มๆ หน่อยพ่ะย่ะค่ะ