การตายของจื่อรั่วในวันแต่งงานของเป่าเป้ย กลายเป็ที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั้งเมือง ต่างก็ว่าแปลก คนตระกูลใหญ่จะแต่งเข้าบ้านตระกูลต่ำต้อย หนำซ้ำยังโดนว่าเป็ตัวกาลกิณี ไม่มีใครรับ จึงได้แต่งเข้าสกุลกัว
นานวันเข้าเริ่มหนักหูฮูหยินตระกูลกัว ก็เริ่มซึมซับคำพูดจากปากชาวบ้าน ด้วยนิสัยของนางอยู่แล้ว เป็คนละโมบโลภมาก จะสนแค่เงินทองของตีตรา ตอนแต่งเข้ามาก็ไม่ได้สนเลยว่าจะดูแลลูกสะใภ้ให้ดี ก่อนแต่งงานก็รับปากอย่างนู้นทีอย่างนี้ที พอให้หลังกลับกลอกซะจนหมดสิ้น
นางเชิดหน้าชูคออยู่ได้ทุกวันนี้ก็มาจากบารมีของตระกูลหลี่ทั้งนั้น การเกี่ยวดองตระกูลใหญ่ทำให้ยกระดับและฐานะนางขึ้นมาทันที แถมทางท่านแม่ทัพเจี้ยนกั๋วกลัวว่าลูกจะตกระกำลำบาก เพราะพ่อของสามีเสียชีวิตกะทันหัน หัวเรือใหญ่จึงตกเป็ของกัวฮูหยิน ผู้เป็สตรี เขายิ่งดันให้ลูกเขยของตนนั้นมียศในบรรดาทหารเช่นกัน ส่วนทรัพย์สินเงินทองไม่เคยขาดตกบกพร่องพร้อมประเคนให้ถึงที่
“นางกาลกิณีอย่างเ้าผู้ใดเขาอยากจะรับเข้าตระกูล หน็อยแน่….บังอาจจะตบตาเราว่าเป็คนตระกูลใหญ่ใจโต ที่แท้ก็ไม่มีตระกูลไหนอยากรับ เลยให้ท่าลูกชายข้าแทน ร้ายนักนะ!”
“ที่ได้กินดีอยู่ดีทุกวันนี้ก็ไม่ใช่ตระกูลข้าหรอกหรือ?”
“ถึงไม่มีตระกูลเ้า คุณหนูตระกูลใหญ่ทั้งหลายก็นอนรอให้ท่าลูกชายข้าแล้ว ไม่ต้องถึงเ้าข้าก็สุขสบาย” คำพูดประโยคนี้ของกัวฮูหยินถึงกับทำให้เป่าเป้ยสะดุดขำ
“ยังมีหน้ามาหัวเราะอีกหรือ?!” ท่าหัวเราะเยาะเย้ยของสะใภ้กระตุ้นโทสะขึ้นมาทันควัน
นางจับศีรษะผู้หัวเราะเยาะกระแทกลงกับพื้นปูนขัดหยาบ ซึ่งมีแต่เศษฝุ่นเศษดิน ใบหน้าชอกช้ำอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วยิ่งช้ำเสียยิ่งกว่าเดิม หน้าผากปูดเขียวร่วมกับสีม่วงก่ำแต่งแต้มด้วยสีเื เช่นเดียวกันกับริมฝีปากและร่างกาย ยังดีไม่ได้ถูกกระทำที่ดวงตาและพวงแก้ม
ตอนนี้นางไม่มีแรงสู้ ทำได้เพียงเปล่งเสียงออกมาเพื่อสู้รบตบมือแทน ดวงหน้าถูกกระแทกยังคงแนบอยู่กับพื้น โลหิตเข้มกลิ่นเหล็กไหลย้อนเข้าปาก เป็รสชาติที่จะไม่มีวันลืม นางเปล่งเสียงหัวเราะประชดให้กับชีวิตอันดีงามนี้
“ช่างน่าขันเสียจริง ชีวิตนี้ของข้าดีเสียจริง!” นางพูดไปหัวเราะไปราวกับคนบ้าเสียสติ
“น่าสมเพช น่าสมเพชจริงๆ ทำไมข้าไม่ได้สะใภ้ดีๆ อย่างผู้อื่นบ้าง” นางกัดฟันเมินหน้าหนีพลันลอบถอนหายใจและพูดคำพูดที่ไม่ควรพูด “ยังไงก็เถอะ ยังไงเ้าอีกไม่นานก็คงตาย ดูสภาพแล้ว….แล้วก็… อีกเดี๋ยวเฟินเยว่จะมา ข้าต้องไปดูแลให้ดีหน่อย ลูกสะใภ้คนใหม่ข้ามาทั้งที”
ว่าเสร็จก็ถลึงตาใส่ก่อนจะสะบัดหน้าหนี
คำพูดคำจาของนางสามารถอยู่ร่วมกับใครได้บ้าง สะใภ้คนใหม่หรือ อย่าหวังเลย อี้เฉินไม่ใช่คนหลายใจแบบนั้นเสียหน่อย ขนาดข้ายังไม่ตายก็มาแช่งกันให้ตายเสียต่อหน้าเช่นนี้ ลูกสะใภ้ในความฝันของนางคงจะร่ำรวยมากทีเดียว
……..
ร่างอรชรสวมชุดสีชาดเย็บดิ้นไหมสีทองตัดขาวลายดอกโบตั๋น เส้นผมพลิ้วไหวดำเงางามกระทบกับแสงรวี เครื่องประดับน้อยชิ้นกลับมีแต่ราคาแสนแพง ดั่งดวงหน้าหญิงงามดุจนาง์ชั้นฟ้า ผิวพรรณผุดผ่องเกลี้ยงเกลา จมูกเชิดรั้นรับกับปากอวบอิ่ม ซึ่งแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมสีเข้ม เข้ากับดวงตาดอกท้อซึ่งยกเชิดขึ้นเล็กน้อยคล้ายวิฬารเย่อหยิ่ง
พูดถึงเรือนร่างต้องยกให้นาง เอวบางร่างเล็กผิดกับหน้าอกและก้นที่อวบอั๋น โฉมสะคราญงามล่มเมืองมีแต่บุรุษหมายตามองอยากจะร่วมเรือนหอ เนื่องจากเป็สตรีที่เพียบพร้อมทั้งรูปร่างหน้าตาและฐานะ ทว่าหน้าตานิ่มนวลแฝงไปด้วยความองอาจยากจะหยั่งถึง ครั้นยิ่งเป็บุตรสาวของอัครเสนาบดีก็ยากจะไขว่คว้ามาไว้ใน
ร่างอรชรย่างเข้ามาในจวนก็ได้กลิ่นเครื่องหอมเฉพาะตัวมาแต่ไกล กัวเจียงรีบวิ่งหน้าตั้งเชิญนางเข้ามา
“เอาละๆ ไม่ต้องมากพิธี” กัวเจียงกล่าวบอกพร้อมยิ้มรับคุณหนูตระกูลจ้าวซึ่งกำลังทำความเคารพนางก่อนจะพามานั่ง “วันนี้คุณหนูเฟินเยว่มาถึงจวนข้า มีอะไรให้ข้าช่วยหรือเปล่า..?”
“ข้าจะไปรบกวนให้ท่านช่วยได้อย่างไร” เฟินเยว่ทำท่าทีเขินอาย พลันเอี้ยวตัวหยิบของด้านข้างที่นำมา “ข้านำสิ่งนี้มามอบให้ท่าน ไม่รู้ว่าจะถูกใจท่านหรือไม่”
“นี่…” นางเบิกตากว้างอ้าปากค้างอ้ำอึ้งพูดไม่ออก มีแค่เพียงสายตาปลาบปลื้มของขวัญอันล้ำค่า
“กำไลหยกชั้นดีจากยู่ซี” เฟินเยว่เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
“คงไม่ต้องพูดถึงราคามัน ซื้อเรือนได้เป็สิบสิบหลัง” ความตื่นเต้นเมื่อเห็นเงินทองของมีค่า เนื้อนางแทบเต้นเบ้าตาแทบหลุดกระเด็นออกมา
“ไม่พอแค่นั้น เขาว่ากันว่าหยกดำเป็สัญลักษณ์ของความแคล้วคลาดปลอดภัย ป้องกันสิ่งไม่ดีและเสริมบารมี ข้าเตรียมมาให้อี้เฉินอีกชิ้นนึงสำหรับบุรุษ”
“เฟินเยว่ เ้าช่างมีจิตใจดีงามราวกับ์มาโปรด” กัวเจียงเอาแต่ชมไม่หยุดปาก เื่พูดแต่ปากการกระทำมิเคลื่อนไหวต้องยกให้นาง ผู้ใดมีผลประโยชน์นางจะเอาอกเอาใจ หารู้ไม่ว่าอีกคนจะดูออก
“ฮูหยินชมข้าเกินไปแล้ว ที่ข้านำมาให้เพราะว่าได้ยินข่าวอี้เฉินออกไปรบตามราชโองการ จึงนำของมาให้เป็การอวยพร หากรับชัยชนะ ยามเขากลับมาอาจจะเป็ไปได้ว่าได้เลื่อนเป็แม่ทัพมณฑล ฮูหยินโปรดเก็บกำไลหยกนี้มอบให้แก่เขาด้วย” เฟินเยว่นำกำไลหยกดำเงางามซึ่งสั่งทำเป็พิเศษลักษณะกลมๆ เรียงต่อกัน ต่างจากของสตรีอีกชิ้นขึ้นมาฝากไว้ให้กัวฮูหยินนำไปมอบให้กัวอี้เฉิน ยังไม่ทันได้วางถึงมือนางก็ตกปากรับคำทันที
“แน่นอนๆ ”
“ข้าต้องขอตัวกลับก่อน คราวหน้าข้าจะมาเยี่ยมเยียนใหม่” เฟินเยว่ลุกขึ้นทำความเคารพก่อนกล่าวลา
เมื่อแม่นางตระกูลจ้าวออกไปรอยยิ้มฉีกกว้างในตอนแรกก็หุบลงทันที
“เจียอี ไปเอายารักษาแผลให้นางเป่าเป้ยซะ!” นางกดตาต่ำลงดูมีเลศนัยขณะมองแผ่นหลังโฉมสะคราญเดินออกไป พลันออกคำสั่งข้ารับใช้คนสนิท
“ไหนว่า…”
“เ้าเห็นหรือไม่ นั่นสะใภ้คนใหม่ของข้า” ปากเล็กกระจับสีแดงแสยะยิ้มหลังพูดจบ
“เจียอีก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ท่านอยากได้สะใภ้คนใหม่ แต่ทำไมถึงต้องเอายาไปรักษานางด้วยเ้าคะ?”
“เ้านี่โง่งมเช่นนี้ไงถึงได้เป็แค่บ่าวรับใช้! ข้าจะบอกบุญเ้าแล้วกัน ถ้านางนั่นเป็ไรไปโดยมีาแ มีรึครอบครัวนางและอี้เฉินจะไม่บั่นคอข้า” นางหมาป่าจอมเ้าเล่ห์เริ่มโมโหกับบ่าวรับใช้ ตาจ้องเขม็งออกคำสั่งพร้อมกับชี้นิ้วสั่นๆ ไปทางห้องขัง “รีบไปสิ”
กัวฮูหยินสั่งข้ารับใช้คนสนิท ให้นำยาสมุนไพรไปรักษาแผลให้สะใภ้ตน ซึ่งนอนซมอยู่ในห้องมืด ไม่มีทางที่นางจะยอมใจอ่อนให้ผู้ที่เกลียดชังไปแล้ว เพียงแต่ว่าวันเวลาบุตรชายของตนออกไปรบนั้นนานมากแล้ว ไม่รู้ว่าอี้เฉินนั้นจะโผล่มาตอนไหน ถ้าเกิดว่าเห็นสภาพนางเช่นนั้นคงจะเค้นถามความจริงแน่ๆ
ก็แค่นางหมาป่าจอมแผนการขี้ขลาดตาขาวคนหนึ่ง ‘กันไว้ดีกว่าแก้’ เป็คติเตือนใจคนอย่างนาง และหากเกิดขึ้นอะไรกับสะใภ้ก็คงไม่ต้องสืบความยาวสาวความยืดมาถึงตัวนางเอง เพราะรอยช้ำรอยแผลต่างๆ ก็ได้ถูกปกปิดแล้ว
เช้าวันต่อมา ยังคงเป็วันที่อดสูในชีวิตนี้ ลืมตาตื่นขึ้นก็ได้พบแค่สิ่งเดิมๆ คือโดนกักขังอยู่แต่ในห้องแห่งนี้ แม้นจะมืดมิดแทบจะไม่มีแสงสว่างเข้ามา แต่ร่างกายรับรู้เวลาของมันมักปลุกตัวเองตื่นเสมอ
ทำไมต้องตื่นด้วย หลับให้ยาวนานตราบเท่านานเลยมิได้หรือ?
ตื่นขึ้นมาแล้วอย่างไรมันดีขึ้นยังไง?
ความคิดลึกๆ ของเป่าเป้ยผุดขึ้นมาในหัวอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งรู้สึกว่ามีอะไรถีบท้องของนาง ถีบถี่ขึ้นบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนเอะใจและคิดว่าตนเองตั้งครรภ์เสียแล้ว อาจจะเพราะรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของมารดา จึงส่งสัญญาณเพื่อเตือนสติไม่ให้จิตใจเศร้าหมองมากไปกว่านี้ อย่างน้อยๆ ก็ยังมีคนคอยอยู่เคียงข้าง
“เอาละๆ ข้ารับรู้แล้วว่าเ้าจะอยู่เคียงข้างข้า”เป่าเป้ยพูดพึมพำพร้อมใช้มือลูบท้องเล็กกลมๆ ของนาง จากดวงตาเหมือนคนหมดอาลัยในชีวิตกลับเปล่งประกายราวกับเห็นของล้ำค่า
“พูดอะไรอยู่คนเดียว คงจะบ้าจริงแล้วหรือนั่น” กัวเจียงเปิดประตูปรือตามองทั้งยังเชิดหน้าชูคออย่างกับนกกระยางขาว คงจะเอาข้าวบูดเน่ามาให้นางกินอีกตามเคย แต่ผิดคาด
“วันนี้ทำไมถึงได้อาหารดีเช่นนี้ ไม่สมกับนิสัยฮูหยินเจียงเอาซะเลย”
“วันนี้สะใภ้ข้าจะมาหา สงสารนางตัวซวยอย่างเ้าที่ต่อไปจะถูกเฉดหัวทิ้ง กินซะสิมันอาจจะเป็มื้อสุดท้ายของเ้าในฐานะสะใภ้ตระกูลกัว”
คำก็ลูกสะใภ้สองคำก็เฟินเยว่ เย้ยหยันกันทุกวันไม่รู้จักอายปาก แก่หงำเหงือกจะตายอยู่แล้วยังละโมบโลภมากอยู่ไม่เปลี่ยน
เป่าเป้ยได้แต่ส่ายหัวเอือมระอาแม่สามีของตนขณะเดียวกันก็นึกถึงลูกอยู่ในท้อง
ข้าควรจะกินอย่างน้อยเ้าก็จะได้ไม่อด
…….
โฉมงามร่างอรชรมายังจวนตระกูลกัวอีกครา มาคราวนี้สวมชุดสีส้มสะดุดตา ยิ่งมองนับวันยิ่งงามขึ้นทุกที
“สวยจริงๆ เฟินเยว่ ชุดสีนี้เข้ากับเ้ามาก”หญิงแก่เ้าเล่ห์เพทุบายออกปากเชยชมพร้อมประคองตัวหญิงสาวมานั่งโต๊ะร่วมกัน “ครั้งนี้มีอะไรมาให้ข้าอีก” นางถามอย่างหน้าไม่อาย จนอีกคนนั่งนิ่งพร้อมกลอกตาอยากอายแทน
“….”
“ข้ามีเครื่องประทินโฉมมาให้ ซื้อมาจากร้านประจำเดียวกันกับข้า ถึงจะเป็สิ่งเล็กๆ น้อยๆ …..” ดีหน่อยที่นางหัวไว นึกขึ้นได้ว่ามีแค่เครื่องประทินโฉมพกเอาไว้ติดตัว พูดยังไม่จบจู่ๆ หญิงเ้าเล่ห์ก็เอ่ยสวน
“ไม่เป็ไร ข้าย่อมรับไว้อยู่แล้ว”
เฟินเยว่ทำแค่ฝืนยิ้มรับอย่างไม่เต็มใจ จิบน้ำชาแก้อาการร้อนในอกแทน ขณะเดียวกันหญิงงามได้ขอปลีกตัวออกไป
“ฮูหยิน ข้าขอท่านเดินดูรอบๆ ได้หรือไม่?”
“ได้อยู่แล้ว เฟินเยว่อยากดูเท่าไหร่ก็ดูได้ตามใจเลย” หญิงมีอายุตอบรับทันควันเช่นเดิมโดยมิสนอันใดนอกจากเชยชมสิ่งของซึ่งอยู่ด้านหน้า
หญิงงามแยกตัวออกมาจากหญิงเ้าเล่ห์อย่างโล่งใจ สายตาโฉมสะคราญตอนนี้ดูเหมือนว่าจะล่อกแล่กประหนึ่งว่าคิดการใดการหนึ่งอยู่ มิเหมือนผู้มั่นอกมั่นใจในตนเมื่อก่อนหน้า
ผ่านโถงทางเดินมา ทางแยกด้านขวาซึ่งเป็ที่ชมวิวทิวทัศน์อันงดงามของตระกูลกัว สร้างขึ้นมาใหม่ยามตระกูลเริ่มมีฐานะ สระบัวอยู่ภายใต้สะพานไม้ทอดยาวสลักลวดลายงดงาม ถึงกระนั้นก็มิได้จะหยุดแลตามองสักนิด กลับกลายเป็ว่าก้าวขาออกไปอีกทาง เพียงแต่ด้านนั้นเป็ห้องส่วนตัวสำหรับบุคคล มิได้มีสิ่งงดงามวิจิตรตระการตาอันใด เหตุใดถึงต้องเดินเส้นทางนี้
ประตูบานใหญ่ถูกผลักเข้าไปด้านใน ดูสวยงามประณีตแต่รู้สึกถึงความเย็นะเื ให้เดาคงจะเป็ห้องของอี้เฉินกับแม่นางเป่าเป้ย โดยทั่วไปแล้วคนนอกจะห้ามมิให้ค้นห้องของผู้อื่น สตรีมีสกุลดูมีมารยาทอย่างนางมีเหตุจำเป็อันใดถึงได้ทำตัวเช่นนี้
เสียงก้าวเท้าอ่อนนุ่มดูไม่คุ้นหูส่งเสียงออกไปยังห้องลับด้านหลังเรือน เป่าเป้ยเดาว่าไม่ใช่อี้เฉินหรือหญิงแก่ใจโฉดแน่ๆ
เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดังเป็ระยะกระทั่งมาหยุดลงจากด้านหน้าจวน บุรุษหนุ่มรูปงามร่างสูงโปร่งเกล้าผมไว้เป็มวยกลางศีรษะก้าวลงจากม้าด้วยชุดเกราะหนาสีเงิน เครื่องหน้าชัดเจนทั้งคิ้วหนาเหนือั์ตาเรียวยาวราวกับเหยี่ยว เห็นแก้วตาสีดำนิลสะท้อนแสงเป็ประกายราวกับหินหยกดำ ดูลึกลับสะกดสายตาผู้คนให้หยุดมอง จมูกโด่งรูปปลายหยดน้ำรับกับริมฝีปากอมชมพูระเรื่อโดยธรรมชาติ
“อาเฉิน!!!”
เสียงมารดาะโอย่างสุดเสียงยามเมื่อเห็นบุตรชายกลับมาบ้านโดยไม่ส่งข่าวบอกก่อนล่วงหน้า ความรู้สึกเวลานี้ทั้งใทั้งดีใจจนบอกไม่ถูก นางตัวสั่นสายตาล่อกแล่กเอียงคอซ้ายทีขวาทีท่าทางแปลกๆ ผิดตาจากเดิมยิ่งทำให้บุตรชายสงสัย
“เจียอี!”
แทนที่จะรีบเข้าไปหาลูกชายแต่กลับเรียกบ่าวรับใช้อย่างร้อนใจ กระซิบกระซาบข้างใบหูเสมือนมีลับลมคมใน
“ท่านแม่..” บุตรชายเรียกมารดาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพร้อมเดินเข้ามากอด ก่อนผละตัวออกถาม “แล้วเป่าเป้ยล่ะ?”
ทันทีที่ส่งคำถามทั้งที่ยังมิได้คำตอบ เจียอีสาวใช้คนสนิทก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นตระหนกกลับมาหาผู้เป็นาย
“มีอันใด ถึงดูร้อนรนขนาดนี้?” แม่ทัพกัวถามไถ่ใจเย็น เพียงแต่คำตอบได้รับช่างน่าใ
“ฮะ…ฮูหยิน….ฮูหยินน้อยไม่หายใจแล้วเ้าค่ะ!!”