เทพสงครามมังกรเทวะ

    นิทานของเฟยหง

    มากเมื่อสุราเข้าสู่ร่างกายมันทำให้ร่างกายของเฟยหงร้อนผ่าวในทันใด ใบหน้าแดงซ่านราวกับเมามายสุราหน่อยร้อยไหเข้าด้วยกัน ตามแบบฉบับคนเมามักจะกล่าวแต่ความจริงเฟยหรงจึงกล่าวถามออกไป "ท่านปู่ ท่านทุกข์ใจเรื่องใดบอกข้ากับท่านพ่อได้ข้าสามารถแก้ปัญหาให้ท่านได้อย่างแน่นอน"

     

    "เห้ย พวกจ้าว ม่ายมีทางแก้ปัญหาของข้าได้หรอกข้าปรงตกแล้ว"เฟยหงกล่าวอย่างเมามาย เฟยหรงเองก็ไม่มีท่าทีว่าจะยอมแพ้

     

    "เอาน่า!!อย่างน้อยท่านได้ระบายมันออกมาก็ทำให้สบายใจขึ้นนะขอรับ"

     

    "จ้าวนี่เซ้าซี้จริงก็ได้ๆข้าจะบอกก็ได้ พวกเจ้านี่นับวันยิ่งเหมือนนางเข้าไปทุกที นี่แหละที่ทำให้ข้ารู้สึกเจ็บปวดใจอยู่หน่อยๆนอกจากนั้นก็ไม่ได้มีอะไร"เฟยหงกล่าวขึ้นอย่างมีนัยยะ เฟยเทียนและเฟยหรงต่างอยากรู้เข้าไปอีก

     

    "แล้วนางที่ท่านหมายถึงคือใครละขอรับ"คราวนี้เฟยเทียนกล่าวถามบ้าง

     

    "จะมีใครซะอีกนอกจากแม่ของเจ้าแล้วก็ย่าของเจ้า พวกเจ้าต่างเป็นอัจฉิยะเหมือนนางไม่มีผิด"เฟยหงกล่าว

     

    "ท่านแม่/ท่านย่า"ทั้งเฟยหรงและเฟยเทียนหันมามองหน้ากันเรื่องนี้ชักน่าสนใจขึ้นมาซะแล้ว ยิ่งเฟยเทียนนั้นยิ่งอยากรู้เข้าไปใหญ่เพราะตั้งแต่เกิดมาชายหนุ่มยังไม่เคยเห็นหน้าแม่ตัวเองเลยสักครั้ง และเฟยหงเองก้ไม่เคยพูดถึงมีเพียงให้กำไลหยกสีแดงชาดและบอกว่าเป็นของแม่เท่านั้นเอง

     

    "ท่านพ่อข้าว่าพอเท่านี้ดีหรือไม่ ถึงข้าจะอยากรู้แต่เรื่องนี้ข้าว่ามันเริ่มซับซ้อนขึ้นมาเสียแล้ว เอาไว้ปล่อยให้ท่านปู่เล่าให้ฟังเองจะดีกว่า"เฟยหรงเริ่มหวั่นใจขึ้นมาเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเฟยเทียนผู้เป็นพ่อเพราะถึงอย่างไรเฟยเทียนก็มีสิทธิ์จะรู้เรื่องนี้มากกว่าเขา

     

    "หรงหรง พ่ออยากรู้จริงๆเจ้าเองก็รู้ใช่หรือไม่ว่า การที่ตัวเองเกิดมาไม่มีแม่รู้สึกเช่นไรพ่อเองก็รู้สึกไม่ต่างจากเจ้า ถ้าหากรู้แล้วท่านพ่อไม่ให้พ่อไปพบนางอย่างน้อยพ่อก็ดีใจที่ได้รับรู้เรื่องของนางบ้างก็พอ"เฟยเทียนกล่าวเช่นนั้น เฟยหรงก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ การได้รู้ว่าผู้เป็นแม่เป็นใครนั้นสำคัญมากจริงๆขนาดในตอนที่เขาไม่รู้ว่าพอแม่เป็นใครยังรู้สึกทรมานยิ่งนัก ดังนั้นเขาจึงไม่กล่าวห้ามเฟยเทียนแต่อย่างใดในเมื่อพ่อของเขาตัดสินใจแล้วชายหนุ่มก็พร้อมจะร่วมโดนลงโทษหากปู่ของเขาได้สติขึ้นมา

     

    "ท่านพ่อ ข้าอยากรู้เรื่องราวของท่านกับท่านแม่ยิ่งนักท่านช่วยเล่าให้ข้าฟังได้หรือเปล่า"เฟยเทียนกล่าวถาม

     

    "ข้าบอกจะไม่พูดเรื่องของนาง"เฟยหงกล่าว เฟยเทียนและเฟยหรงตากันถอนหายใจดูเหมือนว่าแม้จะเมามายแต่จิตใจของเฟยหงดูเหมือนจะปิดผนึกเรื่องราวนี้เอาไว้แน่นไม่ยอมแม้แต่จะปริปาก

     

    "แต่ข้าจะเล่านิทานให้เจ้าฟังเรื่องหนึ่ง"เฟยหงกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง เฟยหรงและเฟยเทียนพากันสงสัยและมองไปที่คนเมามายที่อยู่เบื้องหน้าที่กำลังจะเล่านิทานให้พวกเขาฟัง

     

    "นานมาแล้วมีชายหนุ่มคนหนึ่ง สพายดาบไว้ด้านหลังออกโลกผจญภัยไปทั่วดินแดน รักอิสระและมากด้วยเพื่อนพ้อง ชายคนนั้นหันดาบเข้าสู่อธรรมเมื่อเห็นชาวบ้านเดือดร้อนไม่ว่าจะโจรร้าย สำนักมาร หรือแม้แต่สัตว์อสูรล้วนตายตกด้วยน้ำมือของเขา ชาวบ้านจึงขนานนามเขาว่านักบุญดาบ"

     

    "นักบุญดาบยังคงผจญภัยไปทั่วแดนด้วยระดับเพียงจักรพรรดิของเขาในที่สุดก็มาถึงชายแดนระหว่างดินแดนระดับสูงและดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และด้วยความเพียรพยายามเข้าได้ก้าวข้ามและกลายเป็นระดับนักบุญจริงๆหาใช่เพียงฉายาที่เรียกขาน นักบุญดาบยังคงใช้ชีวิตอย่างอิสระท่องไปทั่วหล้า แต่ในวันหนึ่งโชคชะตาของเขาก็ได้เปลี่ยนไป เมื่อนักบุญดาบได้พบกับสาวงามที่ได้รับบาดเจ็บอยู่กลางป่าใหญ่และกำลังจะโดนอสูรนักล่ากินเป็นอาหาร"

     

    "นักบุญดาบจึงช่วยผู้หญิงคนนั้นออกมาจากคมเขี้ยวของอสูรร้ายและได้รักษานางด้วยสมุนไพรชั้นดีที่ติดตัวมา เมื่อหญิงสาวคนนั้นตื่นขึ้นมานางขอบคุณนักบุญดาบจากใจจริงทั้งยังบอกชื่อของนางแก่เขา นางบอกว่านางชื่อหลิงหลิงเป็นเพียงหญิงสาวที่พลัดหลงเข้ามาในป่าใหญ่และโดนเหล่าสัตว์อสูรรุมทำร้ายนั่นจึงทำให้นักบุญดาบเห็นใจนางไม่น้อยและคอยดูแลรักษานางเรื่อยมาจนนางหายดี"

     

    "แต่ใครจะไปคิดกันว่าระหว่างที่พักอาศัยอยู่ร่วมกันความรักไคร่จึงบังเกิดขึ้นระหว่างพวกเขา จนในที่สุดทั้งคู่จึงตกลงปรงใจกันและสานสัมผันธ์รักจนสามปีต่อมาพวกเขาก็มีพยานรักเป็นบุตรชายหนึ่งคน พวกเขาต่างดีใจมากแต่แล้วความดีใจก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อจอมยุทรระดับสูงหลายคนได้มาล้อมกระท่อมของพวกเขาเอาไว้ และนั่นไม่ใช่ใครนอกจากคนของตระกูลของหลิงหลิงเอง"

     

    "นางสารภาพกับนักบุญดาบว่าแท้จริงแล้วไม่ได้ชื่อหลิงหลิงอย่างที่เขาเข้าใจ แต่ชื่อของนางคือหยุนอู่หลิงเป็นบุตรสาวของผู้นำตระกูลหยุนซึ่งเป็นตระกูลโบราณ ในเวลานั้นนักบุญดาบยกยิ้มอย่างเข้าใจแท้จริงแล้วเขารู้ความจริงมานานแล้วว่าคนรักคนนี้หาได้ธรรมดาไม่ ทั้งเครื่องแต่งกายและหยกล้ำค่าที่ติดตัวนางบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่านางไม่ใช่คนธรรมดา แต่ก็ไม่คิดว่าจะยิ่งใหญ่ถึงปานนี้"

     

    "ในเวลานั้นบักบุญดาบมีทางเลือกสองทางคือตามนางกลับไปที่ตระกูลหรือจะละทิ้งนางและผจญภัยต่อ แน่นอนชายหนุ่มนักบุญเลือกอย่างแรกแม้จะไม่ได้ผจญภัยแต่ได้อยู่กับคนที่ตนรักก็นับว่าดีไม่น้อยสำหรับเขา และดูเหมือนว่าเขาจะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากพวกตระกูลหยุนเสียด้วย ดังนั้นชายหนุ่มจึงใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาของเขาอย่างมีความสุขเรื่อยมาจนเวลาผ่านไปหนึ่งปี"

     

    "และนี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญฉากใหญ่ หยุนอู่หลิงนั้นนางจะต้องปิดด่านบ่มเพาะครั้งใหญ่เพื่อปลุกสายเลือดตระกูลโบราณออกมา ดังนั้นจึงร่ำลาชายหนุ่มและทำการปิดด่านฝึกตนในทันที ทางฝ่ายนักบุญดาบที่เห็นดังนี้จึงได้แต่รอนางด้วยความคิดถึง แต่ใครจะคิดทันทีที่หยุนอู่หลิงเข้าปิดด่าน กิริยาของการของคนตระกูลหยุนก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ พวกเขาวใส่ร้ายว่านักบุญดาบฆ่าคนในสำนักและนำตัวไปคุมขังยังคุกมืด แม้ว่านักบุญดาบจะกล่าวแก้ตัวเพียงใดแค่สิ่งที่เขาได้เห็นคือรอยิ้มที่เยาะเย้ยของพวกมันเท่านั้น"

     

    "หลังจากผ่านไปเจ็ดวันจึงได้มีประกาศประหารนักบุญหนุ่มข้อหากบฏและฆ่าคนในตระกูล นักบุญหนุ่มสิ้นหวังอย่างสุดหัวใจในที่สุดเขาก็ได้รับรู้ว่าแท้จริงแล้วสถานที่แห่งนี้นั่นไม่ได้ต้อนรับเขาตั้งแต่แรก คนพวกนี้หากไม่เห็นภรรยาของเขามีหรือที่จะปล่อยให้เขามีชีวิตมาถึงวันนี้ นักบุญหนุ่มไม่ได้กลัวต่อความตายกลับกันเขาหันหน้าไปทางทารกน้อยวัยสองปีที่มีสภาพผอมโซอย่างถึงที่สุด เขารู้สึกว่าโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมอย่างแท้จริง เขาอ้อนอ้วนอย่างสุดหัวใจให้เขาตายก็ได้แต่อย่าทำอะไรบุตรชายเพียงคนเดียวของเขา แต่ดูเหมือนทุกอย่างมันจะสายไป ตระกูลโบราณมีวิชาพิศดารที่สามารถดึงรากปราณของคนอื่นได้ ดังนั้นเด็กน้อยคนนั้นจึงได้แต่ร้องไห้อย่างทุกข์ทรมาน แต่ผู้เป็นพ่อกับมีแต่ความเจ็บปวดที่ทำได้แต่เฝ้ามอง"

     

    "ในขณะที่เขาจะโดนประหารเขาขอร้องต่อสวรรค์ให้ช่วยเหลือพวกเขาพ่อลูกด้วย เนื่องจากระดับนักบุญที่ต่ำต่อยเช่นเขาไม่สามารถที่จะต่อกรกับพวกมันได้ และดูเหมือนว่าคำขอของนักบุญหนุ่มจะสัมฤทธิ์ผล จู่ๆก็มีชายชราคนหนึ่งปรากฏขึ้นมาเขาเพียงดีดนิ้วเท่านั้นกาลเวลาคล้ายจะหยุดนิ่งและช่วยนักบุญหนุ่มกับลูกเอาไว้ได้ ทั้งยังมอบรากปราณใหม่ให้กับเด็กน้อยพร้อมทั้งถ้อยคำเพียงหนึ่งประโยค 'เด็กคนนี้มีวาสนาครั้งใหญ่ในอนาคตข้างหน้า'เพียงคำพูดนี้เท่านั้นและชายชราก็ได้หายไป นักบุญหนุ่มอุ้มลูกชายและกอดเอาไว้แน่นเต็มไปด้วยความโล่งใจ แม้จะคับแค้นเพียงใดก็ได้แต่ปล่อยวางเพราะคนพวกนั้นไม่ใช่คนที่เขาจะต่อกรได้ ดังนั้นนักบุญหนุ่มจึงหายไปพร้อมกับลูกชายนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา"เฟยหงเล่ามาถึงตรงนี้ เขาก็หันไปถามเฟยหรงและเฟยเทียนด้วยน้ำเสียงที่เจือความเมามายและเจ็บปวดเข้าไว้ด้วยกัน

     

    "จากนิทานเรื่องนี้เจ้าว่านักบุญหนุ่มคนนี้น่าสมเพชหรือไม่ จะปกป้องลูกชายก็ยังไม่ได้จะแก้แค้นก็ทำไม่ได้ ดูแลช่างเหมือนตัวตลกแท้ๆ"เฟยหงกล่าวเยาะเย้ย พร้อมกับหยิบสุราขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ เฟยหรงและเฟยเทียนรู้สึกสะท้านในใจทำไมเรื่องนี้มันช่างน่าเศร้ายิ่งนัก

     

    "มันไม่ใช่เรื่องเล่ามันคือเรื่องจริง ตระกูลหยุ่นมีอยู่จริงและเคยมีเหตุการณ์เช่นนั้น"ไป๋หู่ที่นอนฟังอยู่กล่าวขึ้นนั่นทำให้เฟยเทียนและเฟยหรงต้องหันไปมอง

     

    "พวกเจ้าอย่ามองข้าเช่นนั้นในตอนนั้นข้าได้ท่องเที่ยวไปแถบๆพิภพหยุนพอดี เรื่องราวนี้ถูกเล่ากันมาปากต่อปากจากชาวบ้านแถวนั้นทั้งลองไปสืบดูกับปรากฏว่ามันคือเรื่องจริง ข้าว่าเขาก็คงจะเล่ามาจากประสบการณ์ของเขานั่นแหละ"ไป๋หู่กล่าว เขาไม่เชื่อว่าชายคนนี้จะเล่าได้ถูกต้องและแม่นยำขนาดนี้ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวของเจ้าตัวเอง ทั้งยังตะลึงไม่น้อยที่ชายคนนี้คือนักบุญดาบคนนั้น

     

    "ประสบการณ์!!"เฟยเทียนกำหมัดแน่น หากมันเป็นประสบการณ์ของพ่อเขาจริงๆเห็นได้ชัดเลยว่ามันช่างเจ็ดปวดมากกว่าเขาหลายร้อยเท่า และนี่ไม่ใช่เรื่องที่จะยอมกันได้อย่างแน่นอน ในเวลานี้เฟยเทียนไม่ได้สนใจเลยว่าแม่ของเขาจะเป็นใครมาจากไหน บังอาจทำให้พ่อเขาต้องเจ็บปวดเฟยเทียนจะไม่ให้อภัยพวกมันอย่างแน่นอนแม้จะเป็นครอบครัวของมารดาแท้ๆของตนเองก็ตาม

     

    "หรงหรง!! พวกเราพ่อลูกควรจะไปเยี่ยมเยียนพวกมันเสียหน่อยเป็นไง ทำให้ตระกูลมันหายไปยิ่งดี"เฟยเทียนกล่าวออกไปน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธและเกียจชัง เขาไม่เชื่อว่าด้วยพลังของเขาที่ต่อกรกับจักรพรรดิเทวะขั้นกลางได้ทั้งยังมีลูกชายที่ตอนนี้สามารถที่จะใช้พลังของบัลลังก์ราชันได้อย่างเต็มที่แล้วจะพ่ายแพ้

     

    "ท่านพ่อ หากพวกมันอยู่ในพิภพอื่นเห็นทีว่าพวกมันต้องมีมหาเทวะอย่างแน่นอน รอให้ท่านหลงเสี่ยวหยาออกมาจากการปิดด่านก่อนแล้วพวกเราจะไปถล่มมันด้วยกัน ในระหว่างนี้พวกเราจำเป็นต้องเพิ่มพลัง ท่านพ่อท่านใกล้จะเป็นจักรพรรดิเทวะแล้วเช่นนั้นใช้เวลาระหว่างรอนี้บ่มเพาะพลังเสียหน่อย ส่วนข้าจะใช้เวลานี้หลอมโอสถให้ท่านเอง"เฟยหรงกล่าวแนะนำ

     

    "เจ้าเป็นนักปรุงโอสถ??"

     

    "ท่านพ่อข้าเป็นนักปรุงโอสถระดับเจ็ดเมื่อเร็วๆนี้ ดังนั้นท่านไม่ต้องกังวลไปท่านเลื่อนขั้นได้ก่อนที่ท่านหลงเสี่ยวหยาจะออกมาอย่างแน่นอน"เฟยหรงกล่าว เฟยเทียนถึงกับตะลึงดูเหมือนเขาจะประเมิณลูกชายคนนี้ต่ำเกินไป ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าอย่างมั่นใจและรีบพากันเข้าไปบ่มเพาะในทันที ไป๋หู่ที่ได้ยินการพูดคุยของสองพ่อลูกถึงกับพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เขาเองก็เริ่มการพัฒนาระดับตัวเองด้วยเช่นกันเหม็นได้ชัดว่าเขาต้องการเพิ่มระดับให้ทันสองพ่อลูกจะเดินทาง

     

    ส่วนเฟยหงนั้นเฟยเทียนได้แบกเขาเข้าไปในห้องนอนเป็นที่เรียบร้อย ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ทำให้ผู้เป็นพ่อต้องรื้มฟื้นเรื่องราวที่แสนเจ็บปวดนี้ออกมา อาจจะเป็นเพราะตัวเองเห็นแก่ตัวอยากรู้เรื่องของมารดามากเกินไป แต่ถึงกระนั้นแม้เขาจะย้อนเวลากลับไปได้เขาก็ยังต้องทำอยู่ดี เพราะไม่เช่นนั้นไหนเลยจะรู้ว่าพ่อของเขาต้องผ่านความทุกข์ทนมามากน้อยเพียงใด

     

    "รอก่อนเถอะ เมื่อออกจากด่านเมื่อไรถึงเวลาที่ข้าจะไปถล่มพวกเจ้าให้ราบ ดึงรากปราณของข้าไม่ยังเจ็บปวดไม่เท่ากับทำบิดาของข้าต้องเจ็บปวดหนี้แค้นในครั้งนี้เห็นทีต้องล้างด้วยเลือด"เฟยเทียนประกาศกล่าว พร้อมกับเดิบเข้าไปด้านในถ้ำบำเพ็ญ

     

    ส่วนทางด้านเฟยหรงเขาได้ร่ำลาภรรยาสาวของเขาเช่นกันและเดินตามผู้เป็นพ่อไป แม้เขาจะไร้ความรู้สึกให้กับย่าของเขาแต่ความคิดของชายหนุ่มก็ไม่ต่างจากพ่อเท่าไรนัก ทำร้ายปู่ของเขาเรื่องนี้จะจบง่ายๆได้อย่างไร หากวันนั้นไม่ได้ชายชราปริศนามาช่วยเอาไว้ไม่มีทางเลยที่ปู่ของเขาจะรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้

     

    "พวกเจ้าพลาดครั้งใหญ่แล้ว ตีงูไม่ตายมันยังแว้งกัด นับประสาอะไรกับมังกร"เฟยหรงคิดในใจ สองพ่อลูกเมื่อเข้าไปด้านในถ้ำบำเพ็ญแล้วนั้น หนึ่งคนก็เริ่มบ่มเพาะโดยพลันอีกหนึ่งก็นั่งหลอมโอสถอยู่ไม่ไกลกันนัก

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามมังกรเทวะ ที่คุณอ่าน