บทที่ 7 – กลิ่นรอยเงาในสายหมอก
ยามสายใกล้ปลายแสงฉายทอดตัวผ่านร่มไม้ไผ่ ริมจวนสกุลซ่ง อย่างอ้อยอิ่ง หมอกบางยังเกาะคลุมยอดต้นเหมยที่ปลายทางเดินยาว พร่างไอเย็นอยู่รอบเมืองซางอวิ๋น ราวกับฤดูหนาวไม่เคยจากไป
ซ่งเหยาถือกล่องไม้สลักดอกไม้ที่ได้รับเมื่อเช้ากลับมาวางบนโต๊ะข้างเตียง ดวงตานางทอดมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือแตะอย่างแ่เบา
“กลิ่นไม้จันทน์…” นางพึมพำกับตนเอง “ไม่ใช่กลิ่นที่พบบ่อยนัก”
อาซิ่วเดินเข้ามาพร้อมผ้าชาในมือ เงยหน้าขึ้นทันเห็นพอดี
“คุณหนูเ้าคะ ของชิ้นนั้นมาจากร้านค้าใดหรือ?”
ซ่งเหยาหันมายิ้มเล็กน้อย “ข้าไม่ได้ซื้อเองหรอก มีคนมอบให้ข้ามา”
อาซิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อย “เป็ใครกันหรือเ้าคะ?”
“ช่างไม้คนหนึ่ง ข้าเดินชนเขาโดยบังเอิญ แล้วเขาก็ยื่นชิ้นนี้ให้” นางพูดราวกับเื่สามัญธรรมดา แต่สีหน้าและแววตานั้นมิอาจหลอกผู้ติดตาม ผู้ซื่อสัตย์ได้ นางยกมือขึ้นลูบที่อกด้านซ้ายเบา ๆ ตรงตำแหน่งปานพระจันทร์เสี้ยวที่ถูกซ่อนไว้เสมอมา กลิ่นหอมอ่อนของสมุนไพรยังอบอวลอยู่รอบตัว และบางสิ่งในหัวใจกลับพลุ่งขึ้นมาอย่างยากจะเอ่ยเป็ถ้อยคำ
ขณะเดียวกัน ที่เรือนรองริมสวนไม้ไผ่ ฉู่เหยียนนั่งอยู่ในเงาไม้ ม่านไม้ไผ่ แกว่งไหวรับลมเฉื่อยจากูเา เฉินไป๋เข้ามาเงียบ ๆ คุกเข่าลงเบื้องหน้าอีกครั้ง
“นายท่าน คนจากโรงน้ำชาฝั่งทิศเหนือเคลื่อนไหวเมื่อคืนนี้ มีคนพบขบวนสินค้าที่มิได้ผ่านการตรวจของกรมคลัง”
ฉู่เหยียนทอดสายตานิ่งไปยังจุดหนึ่งบนพื้นไม้ “สายข่าวของเราที่แฝงตัวเป็คนขายเกลือยังอยู่ดีหรือไม่?”
“อยู่ขอรับ แต่เขาถูกสะกดรอยแล้วเมื่อคืน ท่านให้เคลื่อนตัวหรือให้เงาที่หกไปรับ?”
“ยังไม่ต้อง” เสียงเขานิ่งเฉียบ “ปล่อยให้พวกนั้นคิดว่าตนเหนือกว่า ดูว่ามันจะไปถึงจุดใด”
เฉินไป๋ลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลงอีกขั้น
“ข้าเห็นนายท่าน...ลังเลอยู่หลายคราเวลามองไปยังเรือนสกุลซ่ง”
ฉู่เหยียนเงียบไปนานกว่าทุกครั้ง ดวงตาของเขานิ่งเฉย แต่มือที่ประสานกันบนเข่ากลับกำแน่นกว่าเดิม
“ข้าลังเล…เพราะข้าไม่แน่ใจว่าตนยังควรอยู่ในเงาต่อไปหรือไม่” เขาพูดเบา ๆ ราวกับเป็เพียงลมหายใจ
“ท่านหมายถึง?”
ฉู่เหยียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาเขาเคลือบด้วยแสงสีเทาของหมอกด้านหน้า สายลมเย็นจัดหอบกลิ่นหญ้าชื้นจากริมลำธารใต้เขาเคลื่อนเข้ามาพร้อมกับบางสิ่งที่เขายังไม่รู้ว่าเป็คำเตือนหรือคำเชื้อเชิญ
ค่ำวันเดียวกัน แสงตะเกียงเริ่มสว่างไสวทั่วเรือนใหญ่ คหบดีซ่งเพิ่งกลับมาจากการพบปะกลุ่มพ่อค้า ท่าทางเหนื่อยล้าเล็กน้อยแต่ยังไม่อาจละจากหน้าที่ ซ่งเหยาเดินไปหาบิดาพร้อมถ้วยน้ำชาร้อนในมือ “ท่านพ่อเ้าคะ ดื่มชาอุ่นเสียหน่อยเถิดเ้าค่ะ”
คหบดีซ่งยิ้มอ่อนโยน “ข้าชื่นใจยิ่งนัก เหยาเอ๋อร์ของข้า เอาใจใส่เสมอ”
นางนั่งลงเงียบ ๆ ข้างบิดา พลางทอดสายตามองเปลวตะเกียงที่เต้นไหวราวกับจะถามอะไรบางอย่างแต่ไม่เอื้อนเอ่ยในทันที
“ท่านพ่อ…แขกของเราที่ยังพำนักอยู่ในเรือนรับรอง ท่านคิดอย่างไรกับเขาหรือเ้าคะ?”
คหบดีซ่งหันมามองบุตรสาวช้า ๆ “เหตุใดจึงถามเช่นนี้?”
“ข้ารู้สึกว่าเขาเป็คนประหลาดนัก คล้ายกับว่าไม่ได้เป็เพียงพ่อค้าทั่วไป” นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างลังเลสับสนเล็กน้อย
“เ้าคิดอ่านรอบคอบดียิ่ง” คหบดีซ่งหัวเราะเบา ๆ “แต่ถึงกระนั้น เขาก็สุภาพ ไม่ก้าวร้าวและมีความรู้มากกว่าพ่อค้าธรรมดา ข้ากำลังคิดจะชวนเขาร่วมกิจการอย่างจริงจัง”
ซ่งเหยาเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้ม “เขาชอบกลิ่นชาหอมแบบอ่อน ๆ เ้าค่ะท่านพ่อ หากจะผูกสัมพันธ์กับเขา ก็อย่าลืมส่งชาอบเบากลิ่นไปเป็ของขวัญเสียบ้างนะเ้าคะ”
คหบดีซ่งหัวเราะลั่น “ข้าจะจำไว้ เหยาเอ๋อร์นี่ช่างเป็บุตรสาวที่ใส่ใจผู้อื่นเสมอ”
ใต้แสงจันทร์คืนเดียวกันนั้น ฉู่เหยียนยืนพิงเสาระเบียงมองหมอกที่ลอยต่ำเหนือทางเดินหิน เขายื่นมือลงแตะพู่หอมผืนหนึ่งในมือ มันไม่ใช่ของใคร แต่เขาซื้อมาในตลาดวันนี้ เลือกกลิ่นเดียวกับกลิ่นที่ลอยจากข้อมือของสตรีนางหนึ่ง
“กลิ่นนี้…” เขาพึมพำเบา ๆ ก่อนจะวางพู่หอมลงข้างตัวแล้วทอดสายตามองหมอกเบื้องหน้า กลิ่นบางอย่างติดอยู่ในความทรงจำโดยไม่รู้ที่มา คล้ายสายหมอกที่คลุมเงาไม้ รางเลือนแต่กลับยากจะเมินเฉย