ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    พี่น้องร่วมสาบาน 2

    สิ่งที่อยากทำ สิ่งที่อยากทำ ฟู่~‘ยังใช้ไม่ได้ ใจเจ้ายังไม่มุ่งมั่นพอ’โอ๊ย แล้วจะทำอย่างไรเล่า?‘ซูเจิน โลกเดิมเจ้าทำอาชีพอะไร?’ อยู่ๆซูซูก็ถามคำถามที่ไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกับเหตุการณ์ตรงหน้านี้อย่างไรเลยสักนิด นั่นๆ พวกนางง้างอาวุธขึ้นเข้าใส่ข้าอยู่แล้วนะ!‘นักวิจัย’‘แล้วสิ่งใดที่น่าตื่นเต้นที่สุดเวลาที่เจ้าทำงาน?’‘เจ้ามาถามอะไรตอนนี้เล่าซูซู!’ พวกนางเริ่มวิ่งเข้าใส่ข้าแล้วนะ!!‘เจ้าก็ตอบสิ’อะไรที่ตื่นเต้นที่สุด อะไรล่ะ? โอ๊ย นึกไม่ออก นึกสิ นึกๆๆๆ ความเป็นไปได้ ไม่ๆ ผลทดลอง การทดลองใช่! การทดลองอย่างไรเล่า‘การทดลอง’‘เช่นนั้นเจ้าก็คิดเสียว่าพวกนางคือการทดลองของเจ้า คือสิ่งที่อย่างไรเจ้าก็ต้องทำให้ได้ เป็นการทดลองที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่เจ้าเคยเจอมา...เร็ว!’การทดลองที่น่าตื่นเต้นสุดๆ การทดลองที่อย่างไรก็อยากจะทำ หึๆ นางเคยบอกหรือไม่ว่านางเป็นโรคจิตหน่อยๆ อ่า ความรู้สึกนี้แหละซูเจินลืมตามองพวกนางอย่างตื่นเต้น นี่คือการทดลองของข้า การทดลองที่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนอยากทำ การทดลองมนุษย์โดยใช้มนุษย์เป็นๆอย่างไรเล่า!อ่า...ตอนนี้ข้ากำลังจะได้ทดลองพวกนาง สำรวจ แยกส่วน หรือจะลองอย่างนู้นอย่างนั้นดีน้า...ซูซูที่เริ่มเห็นซูเจินท่าทางแปลกไปก็นึกสงสัย นางกำลังคิดสิ่งใดอยู่กัน? แววตาช่างน่ากลัวเสียจริงไม่นานรอบตัวนางก็มีไอสีดำแผ่ออกมาและยังคงแผ่ออกมาเรื่อยๆ ทำให้ตอนนี้เหล่านางโจรทั้งหลายต่างเริ่มหวาดกลัว ทุกคนต่างเห็นว่าแม่นางที่งามปานจะล้มเมืองก่อนหน้านี้นั้น ได้กลับกลายเป็นมารร้ายอันน่าสะอิดสะเอียนบรรยากาศรอบกายมีแต่ไอสีดำทมิฬปกคลุม มนุษย์ไหนเลยจะแผ่ไอสีดำเช่นนี้ออกมาได้ มีเพียงเหล่าปีศาจมารร้ายเท่านั้นจึงจะมีธาตุมืดเช่นนี้ เหล่าเด็กน้อยและคนที่มีวรยุทธ์ที่อยู่ในขั้นต่ำต่างพากันกระอักเลือดแล้วล้มลงหมดสติไป มีเหลือเพียงสิบกว่าคนเท่านั้นที่ยังพอมีสติเหลืออยู่บ้าง“นางปีศาจ! เจ้ากล้าทำร้ายคนของข้า” ชายคิ้วบากที่ยังพอมีสติเหลืออยู่บ้างชี้หน้าด่าซูเจินอย่างโมโห ก่อนจะใช้วรยุทธ์ทั้งหมดพุ่งเข้าใส่อั๊ย...หากโดนเข้าไปได้ไปปรโลกอีกครั้งเป็นแน่‘ยื่นมือออกไปแล้วสะบัดหนึ่งครา’ ซูซูบอกอย่างเอื่อยๆ นางสามารถปลดปล่อยพลังออกมาได้มากถึงเพียงนี้ยังจะต้องมากังวลอะไรอีกเล่า ว่าแต่นางคิดอะไรของนางอยู่กันถึงได้ปลดปล่อยพลังออกมาได้มากถึงเพียงนี้ นางอยากจะรู้จริงๆพรึบ!ซูเจินสะบัดมือเบาๆ แต่ไอสีดำรอบๆตัวกลับพุ่งไปปะทะชายผู้นั้นตามทิศทางของมืออย่างรุนแรง จนเขากระเด็นออกไปหลายจั้งทำเอาซูเจินอึ้งไปอีกครั้ง เหวอ...นี่นางมีสกิลเทพสินะ สุดยอดไปเลยซูซู‘เจ้ายังนึกมิออกอีกหรือว่าที่นี่คือที่ไหน?’ ซูซูนั้นได้ลอยไปยืนอยู่หน้าเรือนหลังหนึ่งที่ดูโออ่าใหญ่โตพอสมควร ก่อนจะลอยขึ้นไปลูบไล้แผ่นไม้ที่อยู่ด้านบน สลักอักษรคำว่า ‘ไร้ตนดังเงา’ นี้มิใช่หลักการของสกุลเว่ยหรอกหรือ แล้วเหตุใดที่นี้ถึงได้?สกุลเว่ย...กองกำลัง...ป่าอาถรรพ์...!นี่...นี่มัน...ที่ตั้งกองกำลังลับของตระกูลเว่ย!‘นึกออกแล้วใช่หรือไม่?’ ซูเจินพยักหน้ารัวๆ ก่อนจะหันไปมองเจียอี๋ที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง“อย่าได้ทำร้ายคนของข้า” นางพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเพราะว่าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จนกระทั่งเห็นว่าสามีของตนนั้นได้รับบาดเจ็บจนหมดสติไป จึงรู้ว่าด้วยพลังของพวกตนในตอนนี้นั้นอย่างไรก็มิอาจสู้สตรีตรงหน้านี้ได้นางมิใช่คน“เป็นพวกเจ้าที่หมายจะทำร้ายข้าก่อน ข้าเพียงมาในที่ของข้า” เมื่อนางยอมลดทิฐิลงมาคุยกัน ซูเจินก็ย่อมไม่ดึงดันอีก“ที่นี่เป็นที่ของบรรพบุรุษข้า”“บรรพบุรุษเจ้าได้สั่งเสียสิ่งใดไว้หรือไม่?” ผู้ที่อยู่ที่นี่เป็นคนสุดท้ายและมีชีวิตอยู่ต่อ ในตอนนั้นมีเพียงคนเดียวเท่านั้นและด้วยนิสัยของเขา จะอย่างไรก็มิอาจเชื่อได้ว่า มิได้บอกกล่าวสิ่งใดไว้กับลูกหลานเช่นนี้แน่“เรื่อง…เรื่องนั้น” เจียอี๋ได้แต่อึกอักตอบเท่านั้น จริงอยู่ที่บรรพบุรุษได้สั่งเสียไว้ แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนตรงหน้านางตอนนี้จะเป็น…ซูเจินถอนหายใจออกมาเล็กน้อย พอจะเข้าใจนางอยู่บ้างนางคงจะสับสนมิใช่น้อย “เป็นเฉินฟู่จงที่ข้าฝากฝังที่นี่ไว้ในครานั้นพร้อมกับตำราฝึกยุทธ์เล่มหนึ่ง เป็นเคล็ดวิชาที่ต้องใช้พลังหยินในการฝึกฝนจึงมีแต่สตรีเท่านั้นที่สามารถฝึกฝนได้”นางเหลือบมองรอบๆหมู่บ้านก่อนจะหยุดสายตาที่เจียอี๋ ที่ตอนนี้นางได้เบิกตามองอย่างตกตะลึงในสิ่งที่นางเพิ่งกล่าวออกไป “แล้วพวกเจ้าคิดว่าจะเอาชนะข้าได้เช่นนั้นหรือ? ด้วยเคล็ดวิชาที่เป็นของข้าเนี่ยนะ?”เจียอี๋ได้แต่กำมืออันสั่นเทาของตนแน่น“จงหลบซ่อนอยู่ที่นี่ซ่อนเร้นอย่าให้ใครเห็น ที่แห่งนี้จะเป็นบ้านของเราแต่ผ่านไปเพียงไม่กี่ร้อยปีที่นี่กลับกลายเป็นรังโจรไปเสียแล้ว”อ่า~ ความโรคจิตของนางกำเริบอีกแล้ว เวลาเห็นคนที่จนมุมทำอันใดมิถูกแบบนี้ กลับยิ่งอยากจะแกล้งให้ร้องไห้ ไม่ไหวๆขืนมองนางนานกว่านี้คงได้หลุดขำเป็นแน่ซูซู เจ้าก็หัวเราะเกรงใจข้าบ้างเถิด ข้ากำลังวางมาดเข้มอยู่ไม่เห็นหรือไร?ตึงๆๆๆ!ซูเจินสะดุ้งสุดตัว เมื่ออยู่ๆเหล่าโจรที่ยังมีสติอยู่กลับทิ้งตัวลงคุกเข่าอย่างแรง แบบไม่กลัวเจ็บแต่อย่างใด“ขออภัยเจ้าค่ะนายหญิง”เจียอี๋ก้มหน้าลงอย่างนอบน้อม เท่านี้ก็ชัดแล้วว่านางต้องเป็นคนที่บรรพชนได้กล่าวไว้“อ้อ ที่แท้บรรพบุรุษเจ้าก็ยังรู้คุณอยู่บ้าง” ซูเจินยังคงกล่าวหยอกเย้าไม่จริงจัง แต่หากคนที่ได้ฟังนั้นถึงกับเงยหน้าแล้วตอบกลับด้วยเสียงอันหนักแน่นจริงจัง“บรรพบุรุษกล่าวไว้เสมอมีบุญคุณต้องตอบแทน หนี้แค้นต้องชำระ เมื่อนายหญิงกลับมาให้รับใช้จนตัวตาย เป็นข้าที่หลงลืมทั้งยังสงสัยในตัวท่านเองเจ้าค่ะ”ซูเจินได้เห็นน้ำเสียงและแววตาอันหนักแน่นก็ชะงักไป“อะไรกันข้าเพียงหยอกล้อเจ้าเล่น เหตุใดจึงคิดเป็นจริงเป็นจังเพียงนั้น”เห็นนายหญิงส่งยิ้มเอือมๆ พร้อมกับฉุดรั้งให้ยืนขึ้น เจียอี๋จึงได้แต่ก้มหน้าลงท่านเอาบรรพบุรุษผู้อื่นมาล้อเล่นได้อย่างไร หากบรรพบุรุษที่นอนอยู่ในหลุมของข้าคิดจริงจังแล้วลุกขึ้นมาหักคอข้าจะทำอย่างไร?‘จำไว้...หากมันผู้ใดอกตัญญูทรยศต่อนายข้า พวกข้าที่อยู่ในหลุมจะลุกขึ้นมาสั่งสอนเจ้าเอง!’เจียอี๋ยกมือขึ้นลูบคอตนเองน้อยๆ เมื่อนึกถึงคำสั่งเสียก่อนตายของท่านพ่อขึ้นมา แต่ท่านพ่อก็สั่งเสียราวกับล่วงรู้ว่านายหญิงจะกลับมาในรุ่นของนางอย่างไรอย่างนั้น“พี่สาว เจ้าเป็นอันใดไป? ท่าทางแปลกๆนะ”เพ้ย!พี่สาวอันใด? ท่านกับข้าอายุต่างกันมากโข“เปล่าเจ้าค่ะ”“เอาล่ะๆ พาข้าเข้าไปข้างในได้หรือไม่? ข้ารู้สึกเหนื่อยๆอย่างไรไม่รู้”เจียอี๋รีบเข้าไปประคองนายของตนทันทีเมื่อได้ยินว่าเหนื่อย ส่วนจือเหลียงก็ไม่น้อยหน้าเข้ามาประคองอีกด้านไว้เช่นกันทำอย่างกับนางป่วยใกล้ตายเจียอี๋พาซูเจินเข้ามาในเรือนกลางหลังใหญ่ จัดแจงที่นั่งพร้อมรินชาเลิศรสให้อย่างดี พอได้จิบชาก็รู้สึกดีขึ้นมาก จึงเริ่มซักถามข้อสงสัยกัน โดยมีซูเจินกับสองสามีภรรยานั่งอยู่ส่วนจือเหลียงยืนอยู่ด้านหลัง ซูซูก็หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้หลังจากถามเรื่องราวความเป็นไปกันแล้ว เจียอี๋ก็จ้องถลึงตาใส่สามีนางอย่างคาดโทษ ที่ไม่รีบบอกเรื่องราว ปล่อยให้เกิดเรื่องใหญ่โตไม่ใช่ว่าเจ้าเอาแต่โวยวายหรืออย่างไร? ไม่เห็นเขาอ้าปากเถียงนางทันสักคำเจียอี๋นางบอกกับซูเจินว่า สกุลเฉินที่ดูแลยังสถานที่นี้ไว้นั้นคือทุกครอบครัวที่อาศัยอยู่ที่นี่ราวสิบกว่าครัวเรือน โดยเป็นสายรองทั้งสิ้น ส่วนสายหลักมีเพียงนางคนเดียวมิมีบุตรชายสายตรง นางจึงได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลแล้วแต่งสามีเข้าบ้านแทน แรกเริ่มนั้นบรรพบุรุษได้เร้นกายอยู่แต่ในเขตป่าต่อมารุ่นที่สามได้ทำการค้าโดยมีกิจการโรงเตี้ยมกับหมักสุราขายเท่านั้นแต่ต่อมาในรุ่นของบิดาของนางได้เริ่มตั้งกองโจรและทำกิจการขึ้นมากมาย ส่วนหนึ่งเพราะว่าป่านั้นตั้งอยู่ใจกลางทั้งห้าแคว้นใหญ่ติดเขตชายแดน ทำการปล้นพวกกองคาราวานเถื่อนของพวกขุนนางในราชสำนักหรือพวกพ่อค้าที่ทำการเอาเปรียบชาวบ้าน แต่จุดประสงค์หลักคือทำการหาข่าวสาร เพราะการเป็นโจรสามารถแทรกแซงหาข่าวสารได้ง่ายกว่าเรียกได้ว่าเตรียมการเพื่อรอนางกลับมาอย่างไรอย่างนั้น ราวรู้ว่านางกำลังจะมา….ส่วนการไปปล้นสุสานนั้น นางบอกว่านางเจอบันทึกของบรรพบุรุษเข้าโดยบังเอิญ แต่ในเนื้อหากลับบอกกล่าวว่าเมื่อถึงเวลาให้ไปยังสุสาน ไปเอาของล้ำค่าที่สุดกลับมา แต่แล้วก็เหมือนมีลาง คืนวันหนึ่งนางกลับฝันเห็นสุสานที่ไม่เคยไปมาก่อน จึงคิดว่าถึงเวลาแล้วจึงได้ให้สามีนำคนไปปล้นสุสาน เพราะคิดว่าอย่างน้อยๆก็คงได้ทรัพย์สมบัติติดมือมาไม่น้อยเอาเป็นว่าสุดท้ายแล้วนางก็แค่หวังสมบัติ หาได้คิดว่าศพอย่างตนจะฟื้นขึ้นมาเอาเถอะ จะอย่างไรก็ถือว่าเป็นผลดีทั้งสิ้น กลับมาก็มีทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้ให้แล้ว ชีวิตนางคงไม่ลำบากมากมายนัก“ว่าแต่เจ้าอายุเท่าไหร่หรือ?” ซูเจินถามเจียอี๋เพราะดูนางก็น่าจะแก่กว่าร่างกายนี้ ถูกแล้วเพียงแค่ร่างกายเท่านั้นแหละเพราะเจ้าของร่างตัวจริงน่ะอายุพันปี ส่วนข้าก็ยี่สิบต้นๆดูอย่างไรก็แก่ว่าอยู่แล้ว“ข้าหรือเจ้าคะ? ปีนี้ก็ยี่สิบแล้วเจ้าค่ะ”“ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นเจี่ยเจียดีหรือไม่?”“หา? แต่ว่า…ข้าเพิ่งจะ”“อันใด? เจ้าจะว่าข้าแก่หรือ? ดูอย่างไรข้าก็อายุเพียงสิบห้าสิบหก เจ้าแก่กว่าข้าเห็นๆ” เห็นนางกำลังจะกล่าวแย้ง ซูเจินก็รีบตัดบทพร้อมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆอีกฝ่าย“เปล่าเจ้าค่ะ ข้าเป็นเจี่ยเจียก็ได้เจ้าค่ะ” เจียอี๋ตอบกลับแบบไม่เต็มเสียงนัก คิดอย่างไรนางก็ทำใจไม่ได้ที่ให้คนอายุพันปีมาเรียกตนเองว่าเจี่ยเจีย!นางเพิ่งจะยี่สิบเท่านั้นเองนะ นางเพิ่งจะยี่สิบเท่านั้นเอง….“ข้าเองกลับมาก็ตัวคนเดียว”“...”“ท่านมาเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับข้าดีหรือไม่เจี่ยเจีย?”