ปัญหานี้ไม่มีผู้ใดตอบได้
สวีอี้ชุนกล่าวว่า “แรงจูงใจที่มารร้ายจะปล้นเงินภาษีคืออะไร”
เ้าเมืองเฉินครุ่นคิดครู่หนึ่งกล่าวว่า “เผ่ามารกระทำการตามอารมณ์ ไร้เหตุผลหาก้าสืบหาสาเหตุ ก็ไม่ต่างจากหาเื่ปวดศีรษะใส่ตัว”
ดรุณีชุดเหลืองกลับเห็นต่าง “เนืุ้์มีรสชาติดียิ่งกว่า....อืม พวกท่านรอสักครู่ รอข้ารับประทานซาลาเปาหมดก่อน”
นางยังซาลาเปาเนื้อเข้าปาก ใบหน้ากลายเป็ซาลาเปาใบน้อย พยายามกลืนลงไป ดื่มน้ำชาอึกหนึ่ง ค่อยย้อนกลับไปสนทนาเื่ รับประทานเนื้อคนได้อย่างเต็มที่ “พวกมารทําสิ่งใดไร้ความยําเกรง ในสายตาของพวกมัน เงินทอง มิได้น่าเย้ายวนเท่าเนืุ้์ ต่อให้้าเงินทอง ปล้นชิงจากผู้คน ย่อมง่ายดายกว่าปล้นชิงเงินภาษีมากนัก"
ปล้นชิงเงินภาษีกลางถนนในเมืองหลวง อาณาจักรต้าเพิ่ง เสี่ยงอันตรายเกินไป
เ้าเมืองเฉินพยักหน้าเบาๆ กล่าวว่า “มีเหตุผล ไม่อาจตัดข้อสงสัยว่ามีคนบงการ”
สวีอี้ชุนหรี่ตาลง กล่าวว่า “เช่นนั้นผู้ใดสามารถบงการให้ มารร้ายมาปล้นชิงเงินภาษี? เหตุผลคือสิ่งใด? เหตุใดต้องเป็เงินภาษีชุดนี้ และต้องเป็จํานวนหนึ่งแสนห้าหมื่นตําลึง พวกเราลองจินตนาการว่า ผู้ที่บงการเื้ักําลัง้า
เงินก้อนใหญ่ แต่ไม่อาจก่อเื่เอิกเกริกจนเกินไป...กล่าวให้ชัดเจนก็คือ ไม่อาจปล้นชิงทรัพย์โดยไร้ความยําเกรง”
หัวใจของเ้าเมืองเฉิน กระตุกคราหนึ่ง
“ด้วยเหตุนี้ จึงพุ่งเป้ามาที่เงินภาษี?" ดรุณีชุดเหลืองเม้มริมฝีปากอันงดงามเบาๆ
“เส้นทางขนส่งเงินภาษีนั้นไม่แน่นอน หน่วยองครักษ์ดาบหลี่เสียนจะเป็ผู้กําหนดขึ้นกะทันหัน แต่พวกปีศาจกลับสามารถดักซุ่มอยู่ ในแม่น้ำล่วงหน้า....หรือในขณะขนเงินภาษี มีหนอนบ่อนไส้” สวีอี้ชุน กล่าวพลางจ้องมองเ้าเมืองเฉิน
“ไปเชิญยอดคนจากลัทธิหยูสํานักศึกษาอวิ๋นลู่มาใช้ วิชาถามใจ”
ดรุณีชุดเหลืองค้อนแวบหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านดูแคลนวิชาส่องปราณของสํานักสื่อเทียนเจี้ยนหรือ ข้าบอกแล้วว่า ทหารที่ขนส่งเงินภาษี ไม่มีผู้ใดทราบเื่”
ความคิดของทุกคนพลันสะดุดลง ทั้งสามคนกลับสู่ความนิ่งเงียบอีกครั้ง อากาศรอบตัวพลันนิ่งสงัด
สวีอี้ชุนก้มหน้าอ่านบันทึกคดีอย่างละเอียด เ้าเมืองเฉินถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า ดรุณีชุดเหลืองหมุนเข็มทิศที่ห้อยเอว คิดเพียงว่าเมื่อตะวันตกดินจะออกจากศาลเมืองจิงจ้าว ไปขอรับประทานอาหารกับองค์หญิงใหญ่
ฝีมือในการปรุงอาหารของห้องเครื่องในวัง จัดเป็อันดับหนึ่งในแผ่นดิน!
หากเทียบกับอีกสองคน ดรุณีชุดเหลืองนามว่าไฉ่เวยคล้ายมาในฐานะแขก หรือผู้ที่ช่วยสนับสนุนคดีมากกว่า
นางไม่มีตําแหน่งขุนนาง แม้จะเป็หนึ่งในผู้รับผิดชอบคดีนี้ แต่ก็มิได้แบกความรับผิดชอบไว้มากนัก
เ้าเมืองเฉินกลอกตาเล็กน้อย เอ่ยหยั่งเชิงขึ้นว่า “ยามนี้คดี คืบหน้าช้ามาก แต่เวลากลับไม่รอช้า จนผู้คนร้อนใจดั่งไฟลน ใต้เท้าสวี มิสู้ลองไปสอบถามจากเว่ยกง?”
ชายวัยกลางคนชําเลืองมองเขาแวบหนึ่ง แค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า “ขุนนางบุ๋นมีการสอบ หน่วยองครักษ์เสื้อแพรของพวกข้าก็มีเช่นกัน บอกตามตรงว่า นี่เป็ข้อทดสอบที่เว่ยกงมอบให้ข้า
เ้าเมืองเฉินฝืนยิ้มกล่าวว่า “หากไม่สามารถคลี่คลายคดีนี้ ตําแหน่งของข้าคงไม่อาจรักษาไว้ได้ คนทั้งราชสํานักกําลังจับตาดูพวกเราอยู่”
ทั้งสองคนจ้องมองกันอย่างนิ่งงัน บรรยากาศยิ่งหนักอึ้ง
“หากเป็มารร้ายก่อกวน เช่นนั้นข้าก็จนปัญญา!”
ใบหน้าหลี่อี้เฉินซีดเผือด ััได้ถึงเจตนาร้ายของ์ โลกใบนี้มีเหล่ามารร้าย มีเผ่ามารดํารงอยู่กับมนุษย์มาั้แ่ยุคโบราณ ต่างฝ่ายต่างล่า ต่างฝ่ายต่างกลืนกิน
เทือกเขาลือว่านทางชายแดนใต้ มีอาณาจักรหมื่นมาร เป็แหล่งรวมตัวที่ใหญ่ที่สุดของเผ่ามาร ห้าร้อยปีก่อน แว่นแคว้นทางตะวันตก ภายใต้การนําของศาสนาพุทธ ได้ประกาศเปิดศึกกับอาณาจักรหมื่นมารทางใต้ ทําา
ต่อเนื่องเป็เวลาหกสิบปี จึงสามารถถล่มอาณาจักรมารจนราบคาบ บันทึกประวัติศาสตร์เรียกาครั้งนี้ว่า “เจียจื่อสยบมาร”
หลังาครั้งนั้น เผ่ามารประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ค่อยๆ อ่อนกําลังลง ศาสนาพุทธกลับรุ่งเรืองถึงขีดสุด
หากอธิบายตามภาษาของหลี่อี้เฉิน มนุษย์เป็ฝ่ายได้รับชัยชนะ จากา่ชิงสถานะสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในครั้งนี้ หากการปล้นชิงเงินภาษีเป็ฝีมือของหมู่มาร เช่นนั้นเขาจะต้อง ชิงเงินนั้นกลับมา จึงจะสามารถปกป้องตนเองและตระกูลหลี่ได้
ในฐานะผู้ยุทธ์ระดับเก้าขั้นสูงสุด หลี่อี้เฉินเห็นว่าตนเองคงไม่สามารถพลิกคดีได้แล้ว
เข้าสู่ฤดูสารท อากาศเย็นชื้น หลี่อี้เฉินกลับหลั่งเหงื่อโซมกาย เขากําลังกลัว! เมื่อหลอมรวมความทรงจําเ้าของร่างเข้ามา เขารู้ว่าตนเองไม่สามารถแหกคุกได้ ยิ่งรู้ว่าสังคมที่พระราชอํานาจของฮ่องเต้แสนยิ่งใหญ่ อํานาจส่วนบุคคลนั้นเปราะบางยิ่งนัก ในอดีตเขาเคยจินตนาการว่าหากได้ย้อนเวลาไปในอดีต คัดลอกบทกวีผู้อื่นไปโอ่อวด คงเป็เื่สมใจไม่น้อย บัดนี้กลับถูกความเป็จริงตบหน้าฉาดใหญ่ ย้อนเวลาแล้วกลับถูกสังคมทุบตี
"ไม่ นี่เป็เพียงการคาดเดา เป็เพียงการคาดเดาของศาลเมืองหนานจิง ข้าจะไม่ปล่อยให้การคาดเดาของพวกเขามีอิทธิพลกับข้า ข้าจะวิเคราะห์ด้วยตัวเอง...ยังมีทางรอด ยังมีทางรอด...” สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดอันรุนแรงทําให้เขาสงบลงอย่างรวดเร็วความคิดรัดกุมและชัดเจนยิ่งขึ้น
“เหตุใดมารจึงต้องปล้นชิงเงินภาษี หรือเนืุ้์ไม่หอมหวน... ต่อให้ขาดเงินทอง ก็ไม่จําเป็ต้องเล็งเป้ามาที่เงินภาษี นักเล่านิทาน เคยเล่าว่า สตรีเผ่ามารล้วนงดงามแช่มช้อย รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น... ไม่รู้ว่าจะมีนางปีศาจแมว นางปีศาจสุนัขหรือไม่...”
“เพียะ!” หลี่อี้เฉินตบหน้าตนเองฉาดหนึ่ง “เริ่มต้นคิดใหม่!" การพิเคราะห์เน้นที่กระบวนการตัด นําเอาเงื่อนงําทั้งหมดที่มี
ออกมา แล้วจัดความเกี่ยวข้อง มิเช่นนั้นจะกลายเป็เส้นขนที่ขยุมเป็ก้อน ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน
คดีเงินภาษีมีเบาะแสที่ชัดเจนสองอย่าง
หนึ่ง ลมปีศาจ!
สอง ะเิ หลังจากเงินภาษีหล่นลงแม่น้ำ
นอกจากผู้ฝึกยุทธ์แล้ว ผู้ฝึกวิชาสายต่างๆ ล้วนมีความสามารถ สร้างลมปีศาจได้ ฉะนั้นเบาะแสแรก บอกได้เพียงว่า “มีผู้ฝึกวิชา” เข้าร่วม ไม่อาจระบุเป้าหมายที่ละเอียดกว่านั้น เช่นนี้ความน่าสงสัยของผู้ฝึกยุทธ์อย่างท่านพ่อก็ยิ่งลดลง
แต่ยังไม่อาจระบุได้ว่าเป็ผู้สมรู้ร่วมคิดหรือไม่
เบาะแสที่สองคือะเิ เป็ข้อสงสัยที่ไม่สมเหตุสมผล การต่อสู้ ของผู้ฝึกวิชาระดับสูง สามารถก่อให้เกิดการะเิได้ นับว่าเป็เื่ปกติ แต่ในคดีเงินภาษีหายสาบสูญนี้ ไม่มีการต่อสู้เกิดขึ้น การะเินี้จึงไม่มีเหตุผล
"เว้นแต่ไม่อาจไม่ะเิ!”หลี่อี้เฉินพึมพําขึ้น “ผู้ฝึกวิชาแต่ละสาย มีอาชีพใดที่ต้องอาศัยะเิเพื่อบรรลุ
เป้าหมาย?”
หลี่อี้เฉินขบคิดครู่หนึ่ง ยังหาเงื่อนงําไม่ได้ สุดท้ายพลันแตกตื่นที่พบว่า ตนเองกําลังผิดพลาดเช่นเดียวกับศาลเมืองหนานจิง
กระบวนการคิดของศาลเมืองหนานจิงมีปัญหาแต่แรก อาศัยเบาะแสที่ เด่นชัดที่สุดของคดี ตัดสินว่าคนร้ายคือมารร้าย จากนั้นก็มุ่งไปตาม แินี้โดยไม่หวนกลับ
นี่อาจไม่ผิด แต่ปัญหาอยู่ที่ การตัดสินเช่นนี้อาจหยาบจนเกินไป แม้หลี่อี้เฉินจะหลอมรวมกับความทรงจําของเ้าของร่างแล้ว แต่ยังคงใช้แิแบบคนสมัยใหม่ ใช้ประสบการณ์ชาติที่แล้วของตนเอง เป็หลัก เขาชอบการเก็บเบาะแสจากบันทึกคดี ค่อยๆ ย่อยรายละเอียด ที่ผู้คนไม่ทันสังเกต ก่อนจะหาข้อสรุป
“แนวทางนี้ ยามกะทันหันยังคิดไม่ออก เช่นนั้นก็เปลี่ยนแนวทางอื่น ลองทะลวงจากมุมอื่น ตัดประเด็นมารร้ายก่อกวนออกไปก่อน ตั้งสมมติฐานว่านี่เป็ฝีมืุ์ที่ตั้งใจวางแผนอย่างละเอียด “เช่นนั้นเขาจะต้องทิ้งช่องโหว่ไว้ในคดีอย่างแน่นอน”
“ทฤษฎีแลกเปลี่ยนวัตถุ” (หลัก Locard's exchange Principle กล่าวคือเมื่อวัตถุสองอันกระทบกัน จะแลกเปลี่ยนเนื้อวัตถุซึ่งกันและกันเช่น สีรถ คันหนึ่งไปติดอีกคันหนึ่ง แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน - หลักการตรวจ ตรวจว่าชีววัตถุนั้นเป็ชีววัตถุที่สงสัยหรือไม่ ถ้าใช่เป็ของมนุษย์หรือไม่ ถ้าเป็ของมนุษย์ เป็ของมนุษย์คนใด) บอกต่อพวกเราว่า การก่ออาชญากรรมใดๆ ล้วนต้องทิ้งร่องรอยทางตรงและทางอ้อมไว้ในที่เกิดเหตุ...ร่องรอยต่างๆแบ่งเป็สองประเภทใหญ่ จํารายละเอียดได้ ไม่ชัดเจน น่าจะเป็รอยมือ รอยเท้า ลายนิ้วมือ ร่องรอยยานพาหนะ เครื่องมือต่างๆ
“จุดสําคัญไม่ได้อยู่ที่เบาะแสชัดเจนที่สุดสองประการนี้ แต่อยู่ที่ร่องรอยที่มีรูปลักษณ์....”
จากสิ่งที่ได้อ่านจากบันทึกคดี หลี่อี้เฉินลองจินตนาการภาพ การขนส่งเงินภาษีของบิดาทั้งหมดในสมอง
อะดรีนาลินสูบฉีด เซลล์สมองทํางานคึกคัก ทบทวนเหตุการณ์ ครั้งแล้วครั้งเล่า วิเคราะห์รอบแล้วรอบเล่า
ข้อมูลและเบาะแสทั้งหมดในบันทึกคดีรวมกัน สมองของเขาทํางานราวกับซีพียู” ความเร็วสูง
หลังจากประกอบส่วนต่างๆ ของข้อมูลเข้าด้วยกัน คดีนี้ก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ทันรู้ตัว หลี่อี้เฉินรู้สึกว่าตนเองกําลังเข้าสู่ภาวะบางอย่าง ดวงิญญาของเขาล่องลอยออกไป ลอยออกจากกายเนื้อ ลอยออกจากสิ่งปลูกสร้าง ไปอยู่กลางอากาศเหนือเมืองหนานจิง
เวลาคล้ายไหลย้อนกลับ ทางทิศตะวันออกบังเกิดแสงรําไร ดวงตะวันกําลังจะโผล่พ้นขอบฟ้า หลี่เสียนนําพาทหารสวมชุดเกราะ กลุ่มหนึ่ง คุ้มกันเงินภาษี มุ่งหน้าไปยังกรมคลังเวลานี้เป็เวลา่หกนาฬิกาสามสิบนาที...เดินทางไปตามถนนกว่างหนาน ทันใดนั้นเกิดลมปีศาจ ม้าแตกตื่น พลัดลงแม่น้ำ
ตูม!
ผิวน้ำเกิดะเิ คลื่นสูงพุ่งขึ้นฟ้าเสียงะเิคล้ายดังก้องในใจของหลี่อี้เฉิน เคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ ขาทั้งสองข้างดีดออก ได้สติขึ้นมาสายตาฉายแววเหนื่อยล้า ใบหน้ากลับยินดีและคึกคัก
“ข้ารู้แล้ว ข้ารู้แล้ว ฮา ฮา ฮา ข้าไขปริศนาได้แล้ว!!” หลี่อี้เฉินหัวร่อราวคลุ้มคลั่ง ออกแรงทุบลูกกรง “มีใครอยู่บ้างๆรีบมาเร็ว”
ผู้คุมคุกที่อยู่เวรได้ยินเสียงะโ จึงถือคบไฟเดินเข้ามาตวาดว่า “อย่าส่งเสียงหนวกหู รําคาญในการมีชีวิตอยู่แล้วหรือ” กล่าวจบก็ เคาะลูกกรงเพื่อข่มขู่
หลี่อี้เฉินถอยหลังไปก้าวหนึ่ง คลายมือจากลูกกรงเพื่อไม่ให้ถูกฟาดนิ้ว กล่าวเสียงทุ้มว่า “ข้า้าพบท่านเ้าเมือง”
“เป็นักโทษคนหนึ่ง กลับ้าพบท่านเ้าเมือง.....ไม่รู้จักส่อง ปัสสาวะตนเองดูบ้าง” ผู้คุมคุกมีโทสะจนหัวร่อออกมา ยื่นคบไฟผ่าน ลูกกรง แทงใส่หลี่อี้เฉิน
หลี่อี้เฉินถอยหลังหลบอีกครั้ง “เ้ากล้าหลบ?”
ผู้คุมคุกลูบกุญแจที่เอว ยิ้มแยกเขี้ยวกล่าวว่า “วันนี้บิดาจะฟาดขาเ้าให้หัก”
“ข้ามีเบาะแสสําคัญเกี่ยวกับคดีปล้นชิงเงินภาษี ข้า้าพบท่านเ้าเมือง หากส่งผลกระทบถึงคดี เ้าต้องรับผิดชอบ” หลี่อี้เฉินจ้องหน้านิ่ง
ใบหน้าผู้คุมคุกพลันผนึกค้าง
เรือนด้านหลัง ดรุณีชุดเหลืองรับประทานซาลาเปาเนื้อเสร็จ ก็หันไปแทะอ้อยต่อ บางครั้งยังล้วงผลไม้แช่อิ่มจากถุงหนังกวางใบเล็กมาร่วมรับประทาน
ด้านหนึ่งหารืออย่างกลัดกลุ้ม อีกคนหนึ่งกลับไร้หัวจิตหัวใจ “ฮ่องเต้มีพระบัญชาให้พวกเราไขคดีภายในห้าวัน เพราะเวลายิ่งผ่านไปนาน อาจไม่สามารถตามเงินภาษีกลับคืนมาได้”
เ้าเมืองเฉิน นั่งไม่ติด จึงเดินวนไปมาภายในห้อง
“แต่เวลากระชั้นชิดถึงเพียงนี้ พวกเราก็อับจนปัญญา การไขคดีจําเป็ต้องใช้เวลา”
เ้าเมืองตบโต๊ะคราหนึ่ง กล่าวเสียงหนักๆ ว่า “ข้าจะไปขอร้องเว่ยกงด้วยตนเอง นําบันทึกคดีมาให้ข้า”
สวีอี้ชุนลังเลครู่หนึ่ง กล่าวว่า “ข้าจะไปพร้อมกับท่าน”
ดรุณีชุดเหลืองชม้ายตามองแวบหนึ่ง ยิ้มแล้วกล่าวว่า “วิธีนี้ใช้ได้ เมื่อให้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งต้าฉินออกโรง ท่านทั้งสองก็จะไม่ถูกฮ่องเต้เอาผิด เพียงแต่การถูกเว่ยกงลดคุณค่า ยังหนักหนาสาหัสกว่าถูกฮ่องเต้เอาผิดมากนัก”
กล่าวจบพลันแย้มยิ้มออกมา เผยให้เห็นเขี้ยวสีขาวเป็ประกาย บุรุษวัยกลางคนมีสีหน้าหมองคล้ำ
เ้าหน้าที่คนหนึ่งก้มหน้าเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ค้อมกายกล่าว
“เรียนท่านเ้าเมือง ผู้คุมคุกรายงานว่า เมื่อครู่หลี่อี้เฉินบุตรชายของหลี่เสียนบอกว่ามีเบาะแสสําคัญเกี่ยวกับคดีปล้นชิงเงินภาษี้าพบใต้เท้า”
สายตาทั้งสามคนพลันผนึกค้าง หลี่อี้เฉินถ้าจําไม่ผิด นี่เป็บุคคลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคดี หลังผ่านการลงทัณฑ์ไต่สวนเบื้องต้น ถูกระบุเป็บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เ้าเมืองเฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “นําตัวเข้ามา”
ไม่นาน หลี่อี้เฉินในชุดนักโทษเปื้อนคราบโลหิตแห้งกรังก็ถูกนําตัวมา ขณะเดินมา โซ่ตรวนมือเท้ากระทบกันส่งเสียงดัง
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะครับ