แนะนำให้เปิดเพลง I Miss You (보고싶다 Bo Go Ship Da) - Kim Bum Soo ฟังประกอบการอ่านนะคะ
ความเดิมตอนที่แล้ว
เดซี่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหลังหัวใจหยุดเต้นในห้อง ICU ราวกับปาฏิหาริย์ เธอกลับมาหาแม่และเพื่อน ๆ ที่รอคอยเธอมานานกว่าหนึ่งเดือน แต่ถึงจะได้กลับสู่โลกความจริงแล้ว หัวใจของเธอกลับยังเ็ปและโหยหาอะไรบางอย่าง เหมือนมีความทรงจำสำคัญที่ถูกลืมไว้ที่ไหนสักแห่ง
ณ ห้องพัก โรงพยาบาล G กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้
10 มิถุนายน 2549
ผมรู้สึกตัวอีกครั้งท่ามกลางกลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ และเสียงเครื่องมือแพทย์ที่ดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ เพดานสีขาวสะอาดคือสิ่งแรกที่ผมเห็นเมื่อค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา แสงไฟในห้องพักสว่างเกินไปจนต้องกะพริบตาอยู่หลายครั้ง กว่าภาพตรงหน้าจะชัดเจนขึ้นทีละนิด ร่างกายของผมหนักอึ้งเหมือนไม่ใช่ของตัวเอง ลำคอแห้งผาก แขนขาไร้เรี่ยวแรง และทุกลมหายใจเหมือนต้องใช้แรงมากกว่าปกติ
เสียงใครบางคนเรียกชื่อผมดังขึ้นใกล้ ๆ เสียงนั้นสั่น เครือ และเต็มไปด้วยความดีใจจนแทบจับใจความไม่ได้ ครอบครัวของผมอยู่ตรงนั้น เพื่อน ๆ ของผมก็อยู่ตรงนั้น ทุกคนมีสีหน้าเหมือนเพิ่งได้รับของสำคัญที่คิดว่าสูญเสียไปแล้วกลับคืนมา บางคนร้องไห้ บางคนรีบกดเรียกหมอ บางคนจับมือผมไว้แน่นเหมือนกลัวว่าถ้าปล่อย ผมจะหลับไปอีกครั้ง
“จียง...จียง ได้ยินไหม”
ผมควรจะดีใจ และใช่ ผมดีใจที่ได้เห็นพวกเขาอีกครั้ง ดีใจที่ยังได้ยินเสียงเรียกชื่อของตัวเอง ดีใจที่ยังมีคนมากมายรออยู่ตรงนี้ แต่ในขณะเดียวกัน มีบางอย่างในอกของผมกลับบีบรัดแน่นจนหายใจแทบไม่ออก มันไม่ใช่ความเ็ปจากร่างกาย ไม่ใช่แผล ไม่ใช่ความเมื่อยล้า และไม่ใช่อาการป่วยที่หมอจะตรวจพบได้ง่าย ๆ แต่มันเป็ความเจ็บที่อยู่ลึกลงไปข้างใน ลึกเสียจนผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรอธิบายมันออกมาอย่างไร เหมือนหัวใจของผมถูกควักบางส่วนออกไป แล้วปล่อยให้ช่องว่างนั้นเต้นอยู่เงียบ ๆ ในอก
น้ำตาไหลออกมาก่อนที่ผมจะรู้ตัว เสียงสะอื้นหลุดออกจากปาก ผมพยายามกลั้นมันไว้ แต่ยิ่งกลั้น หัวใจก็ยิ่งปวดหนึบเหมือนมีบางอย่างถูกกระชากหายไปจากชีวิต ทุกคนใ รีบถามว่าผมเป็อะไร เจ็บตรงไหน ก่อนจะมีคนกดเรียกหมอและพยาบาลเข้ามาดูอาการ
“เจ็บตรงไหนไหมจียง บอกแม่สิลูก”
ผมได้แต่ส่ายหน้า
ใช่ ผมเจ็บ แต่ผมไม่รู้จะบอกพวกเขาอย่างไรว่า ผมเจ็บที่หัวใจ เจ็บเหมือนตัวเองลืมบางสิ่งที่สำคัญมากเอาไว้ที่ไหนสักแห่ง เจ็บเหมือนเคยมีใครบางคนอยู่ใกล้มาก ๆ แล้วจู่ ๆ คนคนนั้นก็หายไป เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าที่ไม่มีชื่อ ไม่มีใบหน้า ไม่มีคำอธิบาย
// ผม...ลืมอะไรไปหรือเปล่า //
ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้คืออะไร รู้เพียงแต่มันเศร้ามาก เศร้าจนผมร้องไห้ออกมา ทั้งที่จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ากำลังร้องไห้ให้ใคร
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป
หลังจากวันนั้น อาการของผมค่อย ๆ ดีขึ้นจนกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบปกติ แม้ร่างกายจะยังอ่อนแรงกว่าที่ควรจะเป็ ผมต้องทำกายภาพต่ออีกระยะหนึ่ง เพราะนอนนิ่งอยู่นานเกินไป กล้ามเนื้อจึงยังไม่กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม ทุกก้าวที่เดิน ทุกครั้งที่ยกแขน ทุกครั้งที่พยายามกลับไปเคลื่อนไหวเหมือนเดิม ล้วนย้ำเตือนว่าผมไม่ได้แค่หลับไปธรรมดา ผมหายไปจากโลกนี้นานกว่าที่คิด
ผมถามคนรอบข้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผม และผมนอนอยู่ในโรงพยาบาลนานแค่ไหน คำตอบที่ได้รับคือ ผมหักโหมกับการทำงานมากเกินไป หลายวันก่อนหมดสติ ผมแทบไม่ได้นอน ใช้ร่างกายเกินขีดจำกัด ซ้อมแล้วซ้อมอีกเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเดบิวต์ที่ใกล้เข้ามา ผมรู้ดีว่า่เวลานั้นสำคัญมากแค่ไหน ทุกอย่างที่ผมพยายามมาตลอดหลายปี กำลังจะถูกตัดสินบนเวทีที่ผมรอคอย
ผมไม่อยากพลาด ไม่อยากให้ความเหนื่อย ความฝัน และความตั้งใจทั้งหมดพังลงเพียงเพราะผมยังดีไม่พอ แต่สุดท้าย ร่างกายของผมก็ทนไม่ไหว ผมวูบไปในห้องซ้อม และเข้าสู่ภาวะหลับใหลนานถึงหนึ่งเดือนเต็ม
'หนึ่งเดือน'
คำสั้น ๆ ที่ทุกคนพูดออกมาเหมือนมันเป็เพียงระยะเวลาหนึ่ง แต่สำหรับผม มันกลับรู้สึกแปลกเกินกว่าจะเข้าใจได้ เพราะในความรู้สึกของผม หนึ่งเดือนนั้นเหมือนยาวนานกว่าที่ควรจะเป็ ยาวเหมือนผมเคยผ่านบางอย่างมา เคยใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง เคยหัวเราะ เคยร้องไห้ เคยผูกพันกับบางสิ่งมากมาย แต่พอนึกถึง มันกลับว่างเปล่า เหมือนมีใครบางคนลบทุกอย่างออกไป เหลือไว้เพียงความรู้สึกเจ็บในอกเท่านั้น
บางทีนั่นคงเป็วิธีที่ร่างกายฟ้องผมว่า มันไม่ไหวแล้วจริง ๆ และถือว่ายังโชคดีที่ผมกลับมาได้ทัน ทันวันเดบิวต์ในวันที่ 19 สิงหาคมนี้
หลังจากร่างกายของผมกลับมาเป็ปกติมากขึ้นกว่าเดิม ผมก็ดูแลตัวเองอย่างหนัก เตรียมตัวสำหรับการเดบิวต์ที่ใกล้เข้ามา แต่หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ครอบครัวและเพื่อน ๆ ต่างก็คอยจับตามองผมอย่างใกล้ชิด ไม่มีใครยอมให้ผมหักโหมเหมือนเมื่อก่อนอีก ผมเข้าใจความเป็ห่วงของพวกเขา และถ้าไม่มีใครคอยบ่น คอยห้าม หรือคอยดึงผมออกจากห้องซ้อมบ้าง ผมก็คงกลับไปใช้ร่างกายแบบเดิมอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
ทุกอย่างดูเหมือนกำลังกลับเข้าที่เข้าทาง ผมได้กลับมาซ้อม ได้กลับมาเตรียมตัวสำหรับเวทีที่ฝันถึง ได้กลับมาเดินต่อบนเส้นทางที่ตัวเองเลือกไว้ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีบางอย่างในตัวผมที่ไม่เหมือนเดิม บางอย่างที่อธิบายไม่ได้ และยิ่งพยายามเพิกเฉย มันก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกวัน
ทุกครั้งที่ผมอยู่คนเดียว ทุกครั้งที่ฟังเพลงบางเพลง หรือเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านไปพร้อมเส้นผมสีแดง ใจของผมจะกระตุกวูบอย่างไร้เหตุผล บางครั้งเพียงแค่เห็นภาพวาดดอกเดซี่เล็ก ๆ บนกระดาษ หรือกลีบดอกไม้สีขาวในร้านดอกไม้ ภาพของใครบางคนก็จะแวบขึ้นมาในหัว
ผู้หญิงคนหนึ่ง ผมสีแดงเชอร์รี่ ดวงตาสดใส และรอยยิ้มที่ผมมองไม่ชัด แต่กลับทำให้หัวใจปวดร้าวทุกครั้งที่พยายามนึกถึง ภาพของเธอเลือนรางเกินกว่าจะจับต้องได้ เหมือนเงาสะท้อนบนผิวน้ำที่แตกกระจายทุกครั้งที่ผมยื่นมือเข้าไปแตะ ผมรู้สึกเหมือนเคยเจอเธอที่ไหนสักแห่ง เคยได้ยินเสียงของเธอ เคยหัวเราะกับเธอ และเคยมี่เวลาสำคัญร่วมกับเธอ
แต่พอพยายามนึกให้ชัด ความทรงจำทั้งหมดกลับกลายเป็หมอกขาว
บางครั้งมีภาพสถานที่แปลก ๆ แวบเข้ามาในหัว ทุ่งกว้างสีขาว ท้องฟ้าสีคราม ต้นไม้ใหญ่ และกลิ่นหอมสะอาดของดอกไม้ที่ผมไม่รู้ว่าจริงหรือเป็แค่สิ่งที่สมองสร้างขึ้นเอง ยิ่งพยายามนึกเท่าไร ศีรษะของผมก็ยิ่งปวดร้าวจนแทบะเิ แต่สิ่งที่ทรมานกว่าความปวดหัว คือความเจ็บในอกทุกครั้งที่ภาพเ่าั้หายไป
เธอเป็ใครกันนะ
ผู้หญิงผมแดงเชอร์รี่คนนั้น
ทำไมผมถึงจำอะไรเกี่ยวกับเธอไม่ได้เลย ทั้งที่หัวใจของผมกลับเหมือนจดจำเธอได้มากกว่าใคร
กลางคืนบางคืน ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกเหมือนเพิ่งสูญเสียใครบางคนไป ผมจำความฝันไม่ได้ จำเสียงไม่ได้ จำใบหน้าไม่ได้ แต่ปลายนิ้วยังรู้สึกเหมือนเคยจับมือใครบางคนไว้แน่นมาก ก่อนที่มือคู่นั้นจะหลุดหายไปในความว่างเปล่า ผมนั่งนิ่งอยู่บนเตียงเป็เวลานาน ฟังเสียงลมหายใจของตัวเองในความมืด แล้วปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาเงียบ ๆ
// ผมลืมอะไรไปหรือเปล่านะ //
ผมเคยลองถามเพื่อน ๆ เกี่ยวกับภาพพวกนั้น ถามว่าพวกเขารู้จักผู้หญิงผมแดงหรือเปล่า เคยเห็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยดอกเดซี่สีขาวบ้างไหม แต่ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่ผมพูด ทุกคนมองผมด้วยสายตาเป็ห่วง แล้วบอกว่ามันคงเป็เพียงความฝันระหว่างที่ผมหลับไป
ความฝันอย่างนั้นเหรอ
ถ้าเป็แค่ความฝันจริง ๆ ทำไมมันถึงทำให้ผมเจ็บได้ขนาดนี้ ทำไมแค่เห็นดอกเดซี่ ผมถึงรู้สึกเหมือนกำลังจะร้องไห้ ทำไมแค่ได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะไกล ๆ ผมถึงเผลอหันไปมองด้วยความหวัง ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังหวังจะเจอใคร
ผมไม่มีคำตอบ มีเพียงความรู้สึกหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นทุกวัน สักวันหนึ่ง ผมอยากนึกให้ออกว่าเธอเป็ใคร และในวันนั้น ผมอยากรู้ว่าทำไมหัวใจของผมถึงคิดถึงเธอมากขนาดนี้
วันที่ 19 สิงหาคม 2549
ชื่อของ BIGBANG ถูกประกาศขึ้นเป็ครั้งแรกบนเวทีคอนเสิร์ต The R.E.A.L ที่โอลิมปิกพาร์ก กรุงโซล ท่ามกลางบรรยากาศของคอนเสิร์ต YG Family ครบรอบ 10 ปี แสงไฟบนเวทีสว่างจ้า เสียงผู้คนดังก้อง และผมยืนอยู่ตรงนั้นในฐานะหัวหน้าวง แรปเปอร์ และคนที่กำลังเริ่มต้นความฝันของตัวเองอีกครั้ง
บนเวทีนั้น มีพวกเราห้าคน G-Dragon หรือควอนจียง ในตำแหน่งหัวหน้าวงและแรปเปอร์ T.O.P หรือชเวซึงฮยอน ในตำแหน่งแรปเปอร์ แดซอง หรือคังแดซอง ในตำแหน่งนักร้องนำ แทยัง หรือดงยองเบ ในตำแหน่งนักร้องเสียงหลักและนักเต้นนำ และซึงรี หรืออีซึงฮยอน ในตำแหน่งนักร้องเสริมและนักเต้นหลัก
เสียงเพลงดังขึ้น แสงไฟสาดลงมา และผู้คนมากมายกำลังมองมาที่พวกเรา ผมควรมีความสุขที่สุด เพราะนี่คือวันที่ผมรอคอยมาตลอดหลายปี วันที่ความพยายามทั้งหมดกำลังเริ่มผลิบานต่อหน้าผู้คนมากมาย วันที่เด็กฝึกคนหนึ่งได้ก้าวขึ้นมายืนบนเวทีจริง ๆ พร้อมชื่อใหม่ พร้อมเพื่อน ๆ และพร้อมความฝันที่กำลังเริ่มต้น
ผมกำไมโครโฟนไว้แน่น สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วมองออกไปยังทะเลผู้คนตรงหน้า แสงไฟสว่างจนแทบมองไม่เห็นอะไรนอกจากเงาของผู้ชม แต่ในเสี้ยววินาทีหนึ่ง ระหว่างเสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นจากด้านล่างเวที ผมกลับเห็นภาพกลีบดอกเดซี่สีขาวปลิวผ่านสายตา ตามมาด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ของผู้หญิงคนหนึ่ง
เสียงนั้นแ่มาก ไกลมาก แต่กลับทำให้หัวใจของผมเจ็บขึ้นมาอีกครั้ง
ผมกะพริบตา ภาพทุกอย่างก็หายไป เหลือเพียงเวที แสงไฟ และผู้คนตรงหน้าเหมือนเดิม เสียงเพลงยังคงดังอยู่ เพื่อน ๆ ยังคงยืนอยู่ข้างผม และความฝันที่ผมเฝ้ารอมาก็ยังคงอยู่ใต้ฝ่าเท้าของผมในตอนนี้
ผมควรจะมีความสุข
แต่หัวใจส่วนหนึ่งกลับเหมือนกำลังยืนอยู่ที่ไหนสักแห่งไกลออกไป ที่ที่มีทุ่งดอกไม้สีขาว ต้นไม้ใหญ่ และใครบางคนที่ผมมองไม่เห็นหน้า
ผมกำไมโครโฟนแน่นขึ้น แล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ไม่รู้ว่าผมลืมใครไว้ที่ไหน ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นมีตัวตนจริงหรือเป็เพียงความฝัน แต่ผมหวังว่าสักวันหนึ่ง...ผมจะจำเธอได้