บทที่ 3 สนามรบนอกอาณาเขต
ยามค่ำคืนล่วงเลย บนท้องฟ้ามีฝนโปรยปรายลงมาเล็กน้อย
หลังจากกลับมาถึงห้องของตนเอง ลู่เยี่ยก็หยิบไหสุรามาขึ้นมาดื่มอย่างสบายใจ
เมื่อครั้งที่เขายังเป็เด็ก ลู่เทียนหยวนผู้เป็บิดา ในฐานะประมุขตระกูลได้ออกเดินทางไปจากตระกูลพร้อมกับเจียงซู่เสวี่ยผู้เป็มารดา
จนถึงยามนี้ เวลาก็ผ่านไปสิบสามปีแล้ว ไม่มีข่าวคราวใด ๆ เลย
ในตอนนั้น ผู้าุโทุกคนในตระกูลลู่ได้ตัดสินใจเป็เอกฉันท์ว่า ตำแหน่งประมุขตระกูลจะยังคงเก็บไว้สำหรับลู่เทียนหยวน เว้นแต่ว่าเขาจะเสียชีวิตแล้ว
เช่นเดียวกับพานอิ๋งซิ่วผู้เป็พี่สะใภ้ใหญ่ที่พยายามยึดอำนาจ แต่ก็เพียงแค่หวังจะแย่งชิงตำแหน่งประมุขน้อยแห่งตระกูลลู่ เพื่อควบคุมอำนาจของตระกูลลู่ทางอ้อมเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม วันนี้ในห้องโถงพิธีศพ เขาได้ประกาศตนเป็ประมุขตระกูลลู่แล้ว
ไม่มีสมาชิกในตระกูลลู่คนใดคัดค้านเลยสักคน
ลู่เยี่ยสามารถรู้สึกได้ว่า พี่ใหญ่และสมาชิกในตระกูลลู่เ่าั้ต่างยอมรับเขาอย่างจริงใจ
พี่ใหญ่ยังมอบตราประทับทองแดงที่สืบทอดจากบรรพบุรุษให้กับเขาด้วยมือของตนเองอีกด้วย
มีเพียงพานอิ๋งซิ่วและพานอวิ๋นเฟิงน้องชายของนางเท่านั้นที่รู้สึกอับอายและไม่สบอารมณ์ ครั้นเมื่อออกจากห้องโถงพิธีศพวันนี้ สีหน้าของพวกเขาก็ดูไม่ดีเท่าใดนัก
ในขณะนั้น บ่าวรับใช้สูงอายุคนหนึ่งมารายงานว่า "ฮูหยินน้อยแจ้งว่า ยามนี้คุณชายรองได้กลายเป็ประมุขตระกูลแล้ว นางหวังว่าคุณชายรองจะสามารถจัดการเื่ของหอจันทราให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด"
"นี่คือบัญชีเล่มหนึ่งของหอจันทราขอรับ"
บ่าวรับใช้สูงอายุยื่นสมุดบัญชีให้ลู่เยี่ยด้วยสองมือ
ลู่เยี่ยขมวดคิ้วถามว่า "หอจันทราเป็อะไรไปหรือ?"
หอจันทรานั้นเป็โรงรับจำนำแห่งหนึ่งของตระกูลลู่ และก็ยังเป็หนึ่งในที่ดินของบรรพบุรุษขอตระกูล ที่ใช้ตั้งรกรากเมื่อครั้งแรกเริ่มที่ตระกูลลู่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองเทียนเหอ
ที่สำคัญที่สุดคือ ภายในจวนบรรพบุรุษที่อยู่ด้านหลังหอจันทรามีความลับใหญ่ซ่อนอยู่
บ่าวรับใช้สูงอายุตอบอย่างรีบร้อนว่า "เมื่อเจ็ดวันก่อน หอจันทราถูกฉินอู๋ซางยึดครองไปแล้วขอรับ"
"ท่านลุงฉินอย่างนั้นหรือ?"
ลู่เยี่ยชะงักไป แล้วขมวดคิ้วเข้าหากัน
เมื่อตอนอายุเก้าขวบ ภายใต้การจับคู่ของผู้าุโในตระกูล เขาได้หมั้นหมายกับบุตรสาวคนโตของตระกูลฉิน ซึ่งเป็ตระกูลเก่าแก่ที่มีอายุนับพันปี
ว่าที่พ่อตาของเขาก็คือประมุขตระกูลฉิน ฉินอู๋ซาง !
ภายในดินแดนชางโจวทั้งหมด ฉินอู๋ซางถือเป็ผู้ยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดคนหนึ่ง เขามีพลังบำเพ็ญขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ขอบเขตที่สี่
เป็ 'ปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์' อย่างแท้จริง!
บุคคลที่ทรงพลังเช่นนี้ เหตุใดจึงมายึดครองหอจันทราของตระกูลลู่ได้เล่า?
"เ้าไปเถิด"
ลู่เยี่ยโบกมือให้บ่าวรับใช้สูงอายุออกไป
ที่พานอิ๋งซิ่วให้เขาไปหาฉินอู๋ซางเพื่อสะสางบัญชีนี้ ชัดเจนว่านางไม่ได้มีเจตนาดี
แต่ถึงอย่างนั้นลู่เยี่ยก็ตัดสินใจแล้วว่า พรุ่งนี้เขาจะไปพบกับฉินอู๋ซางเสียหน่อย
เนื่องจากความลับที่ซุกซ่อนอยู่ในจวนบรรพบุรุษของตระกูลลู่ในหอจันทรานั้น เพียงพอที่จะส่งผลกระทบต่อชะตาชีวิตของทุกคนในตระกูลลู่ เช่นนั้นแล้วจึงไม่อาจเกิดข้อผิดพลาดใดได้เป็อันขาด
‘หากท่านอารองยังอยู่ก็คงจะดี…’ ลู่เยี่ยกล่าวพึมพำในใจ
ท่านอารองของเขามีนามว่าลู่ซิงอี้ เป็หนึ่งในบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่ครองอำนาจในแผ่นดินต้าเฉียน
และยังได้รับสมญานามว่า 'ยอดกระบี่หลอมรวมศักดิ์สิทธิ์'
พลังบำเพ็ญของเขาอยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ขอบเขตที่สี่ เป็หนึ่งใน 'ปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์' ที่มีชื่อเสียงกึกก้องไปทั่วต้าเฉียน
ลู่ซิงอี้เพียงคนเดียวได้แบกครึ่งท้องฟ้าของตระกูลลู่เอาไว้ ทำให้ตระกูลลู่ก้าวขึ้นจากตระกูลเล็ก ๆ ชั้นสามกลายเป็ตระกูลชั้นสี่!
อย่างไรก็ตาม ตามที่พี่ใหญ่กล่าวไว้ หลังจากาที่ด่านเทียนหลางแล้ว ท่านอารองก็ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ
‘าที่ด่านเทียนหลางซ่อนความลับที่ไม่มีใครรู้ไว้มากเพียงใดกันแน่?’
ลู่เยี่ยจมอยู่ในภวังค์ความคิด
เมื่อครึ่งเดือนก่อน 'เผ่าหมอผีปีศาจ' ทางชายแดนเหนือของต้าเฉียน จู่ ๆ ก็ระดมกำลังกองกำลังจำนวนมาก บุกเข้าโจมตีด่านเทียนหลาง
สิบวันก่อน ผู้าุโตระกูลลู่ได้รับจดหมายลับฉบับหนึ่งจากลู่ซิงอี้ และในวันนั้นเองพวกเขาออกเดินทางไปทันที โดยไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาไปที่ใด
เจ็ดวันก่อน ด่านเทียนหลางแตก กองทัพต้าเฉียนพ่ายแพ้อย่างราบคาบ และในวันเดียวกันนั้นเอง ข่าวที่ว่าผู้าุโของตระกูลลู่ทั้งหมดสละชีพเพื่อแคว้นก็ถูกส่งกลับมาที่ตระกูลลู่
เื่นี้มีความผิดปกติอยู่มาก แต่น่าเสียดายที่ลู่เซียวก็หาได้รู้ความจริงเช่นกัน จึงไม่สามารถช่วยไขข้อข้องใจให้ลู่เยี่ยได้
ลู่เยี่ยได้แต่คาดเดาว่า ไม่ว่าจะเป็การหายตัวไปอย่างลึกลับของท่านอารอง หรือการที่ผู้าุโทั้งหมดของตระกูลลู่สละชีพในาที่ด่านเทียนหลาง จะต้องมีเบื้องลึกเื้ัที่ซ่อนอยู่เป็แน่
ไม่นาน ลู่เยี่ยก็เก็บสมุดบัญชี แล้วนั่งขัดสมาธิ ชั่วขณะถัดมาพลังปราณทั่วร่างของเขาก็เริ่มหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว
พลังปราณสีเขียวจาง ๆ สายหนึ่งแผ่ออกมาจากิัของเขา ดูราวกับเป็ภาพลวงตาและว่างเปล่า
ขอบเขตชักนำิญญา ขอบเขตตำหนักิญญา ขอบเขตแท่นทองคำ ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ ขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์
ขณะที่ลู่เยี่ยใช้จิตััอย่างตั้งมั่น ทะเลแห่งจิตสำนึกที่มืดมัวเป็สีเทา ก็พลันปรากฏดวงดาวสิบเก้าดวงลอยอยู่
แต่ละดวงแผ่รัศมีพลังและกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวแตกต่างกันออกไป
บางดวงสว่างไสวราวกับดวงอาทิตย์ ส่องสว่างเจิดจ้าจนดวงตาพร่ามัว
บางดวงเย็นะเืราวกับน้ำแข็ง สาดไอเย็นราวกับความฝันอันเลือนราง
และอีกหลากหลายลักษณะที่แตกต่างกันไป
นี่คือตราประทับเจตจำนงของท่านบรรพจารย์ทั้งสิบเก้าท่าน
ทุกตราประทับล้วนซ่อนวัตถุที่ระลึกที่ท่านบรรพจารย์ทิ้งเอาไว้
มีทั้งพินัยกรรม การสืบทอด ของวิเศษ และสมบัติล้ำค่าต่าง ๆ
เมื่อรู้สึกถึงกลิ่นอายของดวงดาวสิบเก้าดวงนั้น ความคิดของลู่เยี่ยก็พลันแล่นไปอย่างรวดเร็ว
ใน่สามปีที่หลับใหลไป ภายใต้การทำงานอันน่าพิศวงของ 'ผังดาบเก้าคุมขัง' ลู่เยี่ยได้เข้าสู่สนามรบลึกลับในรูปแบบของจิตเทวะ
ที่นั่นคือ 'สนามรบนอกอาณาเขต' แห่งดินแดนหลิงชางที่นองเืราวกับนรกบนดิน
ใน่สามปีนั้น ลู่เยี่ยเป็คนเดียวในรุ่นเยาว์ที่ได้เข้าสู่สนามรบนอกอาณาเขต
เขาในฐานะหน่วยสอดแนมได้เหยียบย่ำูเาศพและทะเลเื ได้เป็ประจักษ์พยานถึงความโหดร้ายและนองเืของาใหญ่ระหว่างผู้ฝึกตนแห่งดินแดนหลิงชางและเทพมารจากนอกอาณาเขต
นอกจากนี้เขายังได้รู้จักสหายร่วมรบที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมากมาย และสร้างมิตรภาพอันแน่นแฟ้นกับบรรดาบรรพจารย์ระดับสูงสุดแห่งดินแดนหลิงชางอีกกลุ่มใหญ่ด้วย
ใน่สามปีนั้น ลู่เยี่ยเปรียบเสมือนกบที่ะโออกจากบ่อน้ำ และในยามนั้นเองเขาก็พบว่า ท้องฟ้าเบื้องนอกปากบ่อช่างกว้างใหญ่ไพศาลและแปลกประหลาดเพียงใด
มุมมองและวิสัยทัศน์ของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ความมุ่งมั่นและความกล้าหาญของเขาได้รับการชำระล้างอย่างถึงแก่น โดยการหลอมรวมอันโหดร้ายของเืและไฟ!
‘เหล่าท่านผู้าุโ พวกท่านสบายใจเถิด ข้าลู่เยี่ยได้กลับมาจากสนามรบนอกอาณาเขตอย่างมีชีวิตแล้ว!’
‘ความปรารถนาสุดท้ายของพวกท่าน ต่อไปข้าจะทำให้สำเร็จทีละสิ่ง’
‘และความแค้นเืเ่าั้ ข้าก็จะไม่มีวันลืมมันเป็อันขาด!’
ลู่เยี่ยตั้งสัตย์ปณิธานในใจ
สนามรบนอกเขตแดนเป็สถานที่พิเศษอย่างยิ่ง าระหว่างดินแดนหลิงชางและเทพมารจากนอกอาณาเขตดำเนินมาเป็เวลานับร้อยปี