เหนือกำแพงเมืองสูงใหญ่แผ่นหินสลักอักษรผิงอันเรียบง่ายแต่หนักแน่นทรงพลัง ด้านหลังประตูบานสูงอาทิตย์อัสดงส่องแสงแสดฟ้าตัดกันเป็แนวยาวบนกำแพงเมืองสูงใหญ่มองไปทางไหนก็เห็นแต่เงาคนสายตาดุดันที่คอยสอดส่องชวนให้คร้ามกลัวขึ้นมาเสียจนลนลาน
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาช่างเป็เมืองที่ไม่น่ามาเยือน
เพียงแค่เห็นกลุ่มอาชาสูงใหญ่สีทองแดงผิวมันขลับวิ่งใกล้เข้ามาทหารบนกำแพงเมืองก็ร้องสั่งให้คนด้านล่างเปิดทางปล่อยให้จางมู่หานผ่านเข้าเมืองมาโดยไม่ตรวจตราทั้งยังก้มหน้าคำนับชายหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่าอยู่มาก ด้วยท่าทางนอบน้อม
มองดูแล้วชื่อเสียงของเขาในกองทัพคงไม่ได้เลวร้ายดั่งข่าวลือที่ว่าเขาเป็ถึงบุตรชายของจางไท่เว่ย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดน้องชายร่วมสายเืของผู้บัญชาการทัพเป่ยเฉิงจนถึงตอนนี้จางมู่หานอายุสิบเก้าย่างยี่สิบแล้วยังมีตำแหน่งเป็แค่ขุนพลขั้นสี่ล่างนายกองทหารม้า เป็นายทัพมีอำนาจคุมทหารในหน่วยเพียงสองร้อยคน
ทัพเป่ยเฉิงไม่เคยขาดการซ้อมรบขึ้นชื่อว่าเข้มงวดขาดความสงบ ด้วยเขตนอกด่านมักมีการปะทะแย่งชิงพื้นทัพหน้าทหารม้าเกราะดำเลื่องลือว่าโเี้ ตั้งค่ายอยู่เหนือแอ่งต้นน้ำนอกกำแพงสูงห่างออกไปหลายร้อยลี้ แอ่งต้นน้ำแบ่งออกเป็แม่น้ำสองสาย สายหนึ่งคือแม่น้ำเซิงแม่น้ำสายรองที่ไหล่ผ่านตัวเมืองผิงอันเข้าสู่แคว้นิสายที่สองไร้นามไหลออกสู่ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่
ฮ่องเต้หลิวเหิงยอมสงบศึกกับชาวทุ่งไม่ปิดกั้นทางน้ำด้วยยี่สิบเผ่ายินยอมอยู่ภายใต้สัญญาพันธมิตรกับแคว้นิทว่ามีบางเผ่าส่วนน้อยไม่เห็นด้วย ยังคงหาทางยึดคืนดินแดนลุ่มแม่น้ำพื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำดังกล่าวจึงถูกเรียกขานว่าแดนเถื่อน ไร้กฎเกณฑ์ผู้ชนะเท่านั้นมีสิทธิ์ เหล่าทหารแห่งทัพเป่ยเฉิงจึงต้องตื่นตัวลับคมดาบอยู่ตลอดเวลา
เมืองหน้าด่านผิงอันมีผิงอันอ๋องหลิวเฉิงพระอนุชาร่วมมารดาของฮ่องเต้เป็ผู้ปกครอง ตัวแม่ทัพใหญ่จางอวิ๋นบิดาของจางมู่หานเองก็เคยเป็ขุนพลคนสนิทของฮ่องเต้หลิวเหิงั้แ่ยังเป็เพียงรัชทายาท เมืองหน้าด่านแห่งนี้จึงนับว่าเจริญไม่แพ้เมืองหลวงและมีความสำคัญเป็อย่างมากเมื่อบุตรชายคนโตเข้ามารับ่เป็ผู้บัญชาการทัพฝ่าาทรงแต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่งไท่เว่ย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเรียกขานกันว่าแม่ทัพใหญ่ รับสั่งให้จางไท่เว่ยกลับไปพักอาศัยอยู่ในเมืองหลวงเพื่อคอยรับใช้ใกล้ชิด
ม้าของจางมู่หานหยุดฝีเท้าลงหน้าจวนหลังใหญ่กินพื้นที่กว้างขวางตั้งอยู่ไม่ไกลประตูใหญ่ท้ายเมือง ครั้นพ่อบ้านวัยกลางคนเห็นผู้เป็นายกลับมาก็รีบเข้ามาต้อนรับด้วยความยินดี
ทางซุนหลิงหลันที่เริ่มจะเห็นเค้าลางแห่งหายนะประหนึ่งแมวดำข้ามโลงศพ อัปมงคลเสียจนต้องยกมือกุมขมับแหงนหน้าขึ้นมองป้ายไม้แกะสลักคำว่า จวนสกุลจาง แล้วลอบก้มหน้าถอนใจ
พลันจางมู่หานก็เอ่ยคำที่นางไม่อยากได้ยินออกมา
“คืนนี้พวกเ้าพักที่นี่”
แต่ข้าไม่อยากรบกวนคำคำนี้แล่นออกมาจุกอยู่ตรงริมฝีปาก ทว่านางไม่กล้าเปล่งเสียงออกมา
“คุณชายกลับมาเสียทีนายท่านถามหามาหลายวันแล้ว”
จางมู่หานก้าวลงจากม้าได้ก็เอ่ยถาม“ท่านพ่ออยู่ที่ใด”
“นายท่านอยู่ที่เรือนเฟิงฝูขอรับ”
จางมู่หานก้าวผ่านพ่อบ้านประจำจวนไปได้เพียงก้าวเดียวก็ฉุกคิดขึ้นมาได้“พ่อบ้านฝูจัดหาที่พักหลังเรือนข้า แล้วช่วยดูแลพวกเขาด้วย”
พ่อบ้านร่างสูงใหญ่ล่ำสันนามฝูต้วนเพ่งมองเด็กหนุ่มที่เพิ่งลงจากม้าของคุณชายสาม สายตาบ่งชัดถึงความฉงนแปลกใจคุณชายผู้ไว้ตัวของเขายอมให้ผู้อื่นนั่งร่วมม้าตัวเดียวกันนับว่าเป็เื่แปลกั้แ่ทำงานในจวนสกุลจางมาทั้งชีวิต
ในตอนแรกเขามองร่างผอมบางใต้ผ้าคลุมเป็เด็กหนุ่มจนกระทั่งได้เอ่ยทักทายกัน พ่อบ้านผู้ผ่านโลกมามากอีกทั้งมีบุตรสาวเป็ตัวเป็ตนก็รู้ได้ทันทีว่านางเป็สตรี
ซุนหลิงหลันและถงหยุนซวนค้อมตัวคารวะพ่อบ้านเอ่ยแนะนำตัวเองต่อผู้าุโกว่าไม่เต็มเสียงคิดไม่ถึงว่าตนเองจะต้องเข้ามาพักอาศัยในจวนแม่ทัพ ความหวาดกลัวจึงก่อตัวเป็เท่าทวี
ภายในห้องหนังสือเรือนเฟิงฝู
แม่ทัพใหญ่และจางมู่อี้กำลังเพ่งมองแผนที่รูปร่างประหลาดในมือจดหมายจ่าหน้าถึงหมาแก่ถูกนำมาฝากไว้กับพ่อบ้านฝูก่อนบุตรชายคนที่สามจะกลับมาถึงจวนได้ไม่นาน
“เ้าพาคนกลับมาด้วยพวกเขาเป็ใคร” ผู้เป็บิดาเอ่ยถาม
“พวกเขาอาจเกี่ยวข้องกับหมอถงมีคนตามล่าตัวพวกเขาเพื่อจดหมายฉบับหนึ่ง แต่ไม่ได้ไป ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนแต่เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก”
“คนหนึ่งถูกตามล่าคนหนึ่งหนีออกจากเมืองหลวง ต่างคนต่างไม่รู้จักกันมาก่อนและจุดนัดพบคืออำเภอเถียนไท่” จางมู่อี้สรุปความที่ได้ฟังจากน้องชาย
“เป็เช่นนั้นท่านพี่ข้าคิดว่าพวกเขาอาจเกี่ยวข้องกับหมอถง”
จางมู่หานนำเื่ราวมาต่อเติมเรียงกันก็พอจะได้คำตอบในใจมาสักพักใหญ่แล้วแต่ตัวเขายัง้าสิ่งยืนยันที่ชัดเจนมากกว่านี้ ยังมีเื่ค้างคาใจเขาอยู่และมันขัดแย้งกัน
“ข้ายังได้ฟังข่าวจากเมืองหลวงมาอีกบุตรสาวท่านซุนที่หนีรอดไปได้ถูกพบเป็ศพ จริงหรือเท็จยังไร้ข้อพิสูจน์ท่านพี่ได้ยินมาบ้างหรือไม่” เขาเอ่ยถามกับพี่ชาย
แต่กลายเป็แม่ทัพใหญ่จางอวิ๋นที่ส่งเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา
“สาวใช้ในจวนยืนยันแล้วกำไลหยกบนข้อมือศพเป็ของนาง ทั้งรูปร่างความสูงก็ใกล้เคียงเป็ซุนหลิงหลันนางตายแล้วจริงๆ”
ยิ่งพูดจางอวิ๋นก็ยิ่งถอนใจเขาผู้เป็บิดาเป็พี่ชาย เวทนาเห็นใจเป็อย่างมากนับเป็คราวเคราะห์ครั้งใหญ่ของจวนสกุลซุน
“ข่าวการตายของน้องชายยังไม่ทันทำใจได้บุตรสาวคนเดียวของบ้านยังต้องมาตายตกตามกันไปทำเอาซุนจิ่งเล่อโกรธเกรี้ยวจนกระอักเื คุกกลางวุ่นวายกันไปใหญ่”
จางมู่หานเบือนหน้าไปทางเรือนนอนของเขาคิ้วเรียวขมวดพันกันอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน “ยังมีคนส่งจดหมายนัดพบข้าระหว่างทางแต่ดูเหมือนจะเกิดเื่กับเขา ไม่พบคน เจอแต่รอยเื”
จางอวิ๋นได้ยินบุตรชายเอ่ยเช่นนั้นก็คว้าซองจดหมายจ่าหน้าถึงหมาแก่ที่เขาเพิ่งได้รับขึ้นมาเพ่งมองอีกครั้งก่อนจะส่งมันให้บุตรชาย
จางมู่หานมองดูแผนที่ในซองจดหมายยิ่งมองยิ่งไม่เข้าใจ กระดาษในมือเขาใช่เป็แผนที่หรือเพียงผู้ส่งอยากจะขีดเขียนไปเรื่อยเปื่อย จะมีก็เพียงจุดแต้มสีแดงเท่านั้นที่เด่นชัดออกมาจากลายเส้นกระยึกกระยือ
“หมาแก่..ใครกันท่านพ่อ”
“หมาแก่ก็บิดาเ้าน่ะสิ..คิดจะหลอกใช้งานข้ายังกล้ามากระทบกระเทียบเรียกข้าหมาแก่ พวกบัณฑิตอ่านตำราช่างปากหนักขอร้องไม่เป็”น้ำเสียงจางอวิ๋นเจือไปด้วยโทสะ ทว่าไม่ได้จริงจังนัก
“บัณฑิตอ่านตำรา..”จางมู่หานทวนคำอีกครั้ง เขาไม่เข้าใจว่าบิดากำลังเอ่ยถึงใคร
“ย่อมเป็อาจารย์ซ่งแห่งสำนักศึกษาเฟิ่งเจี๋ยอ้อ..คงมีเ้ากรมกลาโหมอีกคน”
“เหตุใดพวกเขาถึงส่งจดหมายถึงท่านหรือเป็เพราะเื่ของใต้เท้าซุน หรือฝ่าารับสั่งให้ท่านพ่อขึ้นมาตรวจตราทัพในเวลานี้ล้วนเป็เื่เดียวกัน”
“ย่อมเป็เื่ของเ้าหน้าอ่อนผู้นั้นอายุอานามก็ไม่น้อยเหตุใดหน้าตาเขาถึงดูอ่อนวัยนัก”
แม่ทัพใหญ่จางอวิ๋นลูบมือไปตามใบหน้าที่ดูจะหยาบกร้านเกินวัยของตนเองด้วยความกังขาจางมู่หานเห็นเช่นนั้นก็ถอนใจก้าวออกจากห้องมาเงียบๆ จู่ๆบิดาเขาก็เปลี่ยนเื่จริงจังของราชสำนักมาเป็เื่ความอ่อนวัยของบุรุษอีกคนขึ้นมาเสียดื้อๆ
“มู่อี้เ้าดู..ดูน้องชายเ้าถอนใจใส่ข้าผู้เป็บิดา”
แม่ทัพใหญ่ชี้มือตามหลังจางมู่หานหันไปเอ่ยกับบุตรชายคนโต ซึ่งคนเป็พี่ชายก็เพียงคลี่ยิ้มบางตอบกลับบิดาแต่ไร้คำพูด น้องชายเขามักจะเป็เช่นนี้ผลุบๆโผล่ๆ มักจะหายตัวไปอยู่เสมอ
ข้างบ่อตักน้ำในยามจื่อ[1]ซุนหลิงหลันและถงหยุนซวนยืนอยู่ท่ามกลางความมืดสลักทั้งคู่ต่างมองไปรอบตัวด้วยความหวาดระแวง จวนหลังนี้จุดไฟสว่างไว้ตลอดทางเดินแต่กลับไร้ผู้คนเหมือนดั่งจวนร้าง อีกทั้งตอนที่นางมาถึงในโรงอาบน้ำยังมีถังน้ำต้มอุ่นเตรียมเอาไว้ รออยู่นานก็ยังไร้เงาคนหากจะกล่าวว่าเป็สาวใช้ในเรือนต้มน้ำไว้อาบเอง คงไม่ต้องต้มไว้มากถึงสามถังและคงไม่มีสาวใช้ในเรือนคนไหนอยากจะลุกมาล้างเนื้อล้างตัวกลางดึกเช่นหากว่าตนเองต้องตื่นั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง ลุกขึ้นมาทำงาน
“ข้ายังต้องตักน้ำมาคืนให้พวกเขาหรือไม่”
“เกรงว่าคุณชายผู้นั้นคงรู้อยู่แล้วว่าเ้าเป็สตรีหากมิใช่เขาออกคำสั่ง ใครจะมาต้มน้ำอาบในเวลาเช่นนี้ เ้าเห็นหรือไม่ แม้แต่ทหารเดินเวรยังหายไป”
ซุนหลิงหลันวางถังไม้ในมือลงกับพื้นชักเริ่มจะคล้อยตามคำบอกของถงหยุนซวน ก้อนเนื้อในอกนางเต้นระส่ำ“เช่นนั้นข้าคงไม่ต้องตักน้ำคืนให้เขา เรารีบกลับจะดีกว่าวันพรุ่งต้องรีบไปจากที่นี่”
ถงหยุนซวนเองก็คิดเห็นตรงกันเขาเอ่ยด้วยใบหน้าซีดขาว จวนใหญ่โตกว้างขวางแต่มองไปทางไหนก็เหมือนถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลา
“ข้าเห็นด้วยกับเ้า”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังยืนพูดคุยกันอยู่นั้นจางมู่หานเองก็ยืนหลบมุมอยู่ไม่ไกลเขาซ่อนตัวอยู่ในเงามืดั้แ่ซุนหลิงหลันและถงหยุนซวนมาถึงได้ยินพวกเขาพูดคุยกันถึงหมอแซ่จั่วชัดเจนทุกถ้อยคำ
จางมู่หานเอ่ยสั่งกับฉีหลุน“ให้สวีเจิ้งตรวจทะเบียนหมอหลวงในวังมาให้ข้าท่านหมอแซ่จั่วผู้นี้ใช่เคยทำงานอยู่กับหมอถงหรือไม่ หากเขาหลบซ่อนอยู่ในผิงอันตามหาตัวหมอจั่วให้เจอ..ก่อนพวกเขา”
“วันพรุ่งพวกเขาจะออกจากจวนคุณชายจะปล่อยพวกเขาไปหรือ”
“จำต้องปล่อย..เพื่อจับแผนที่ที่ท่านพ่อได้มาเกรงว่าจะเป็สิ่งที่พวกเขามีเช่นกันแผนที่ที่กลุ่มคนพวกนั้น้า การที่อาจารย์ซ่งส่งจดหมายมาถึงบิดาข้าโดยไร้ตัวอักษรมีเพียงแผนที่ ย่อม้าให้เราตามติดพวกเขามีเพียงพวกเขาเท่านั้นจะหาสิ่งที่ซ่อนอยู่พบ ใช้สกุลจางเป็ผู้พิทักษ์ปกป้องพวกเขาใต้เท้ากงเองก็คงรู้เห็น เ้าของรอยเืในบ้านร้างคงไม่พ้นเป็คนของเขาเป็แผนของใต้เท้ากงเ้ากรมกลาโหม หลอกล่อเสิ่นหยางจีให้วิ่งตามเพื่อให้จดหมายจากอาจารย์ซ่งแฝงตัวมากับขบวนพ่อค้าเงียบๆไม่รีบร้อนไม่โจ่งแจ้งจนมาถึงมือบิดาข้า ตาแก่พวกนี้เ้าเลห์นักช่างหางานให้ข้าทำ”
ฉีหลุนอึกอักอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยออกมา“พ่อบ้านฝูบอกกับข้า นาง..เป็สตรี”
“อืม..”
คำตอบรับห้วนสั้นเหมือนดังเสียงตอบรับในลำคอของจางมู่หานทำให้ฉีหลุนต้องเผลอเลิกคิ้วมองผู้เป็นายด้วยสายตาประหลาดใจ
“ข้ายังคิดว่าเขาแค่เป็บุตรหลานขุนนางคุณชายงามเมือง เหมือนเช่นคุณชายสวี”
“เพราะเ้าคิด..คงไม่มีสตรีคนไหนจะกล้าตัดผมตนเองเช่นนี้”
“..คุณชายรู้มาั้แ่แรก”
คำถามหยั่งท่าทีของฉีหลุนไร้คำตอบจางมู่หานเพียงขยับยกตรงมุมปากแล้วเดินจากไป
ในยามย่ำรุ่ง จวนแม่ทัพไม่สงบสุขอย่างที่คิดทั้งซุนหลิงหลันและถงหยุนซวนต่างก็สะดุ้งตื่นด้วยเสียงคมดาบดังแว่วข้ามกำแพงเรือนเข้ามาั์ตาดำขลับเบิกกว้างอย่างคนหวาดผวาภาพเหตุการณ์เลวร้ายที่นางอยากจะลบลืมฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง คนตาย กลิ่นคาวเืเสียงคมดาบ
ซุนหลิงหลันผุดลุกขึ้นนั่งหอบหายใจหยดเหงื่อมากมายผุดพรายขึ้นมาตามกรอบหน้าเหมือนกับนางเพิ่งวิ่งฝ่าสนามรบมาแล้วถึงสิบรอบก้อนเนื้อในอกนางสั่นไหวดังแผ่นดินถล่ม
จนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นถี่รัวที่หน้าห้องพร้อมกับเสียงร้องเรียกของถงหยุนซวน “อาจิน อาจิน เ้าตื่นหรือยัง”
ซุนหลิงหลันกวาดสายตามองไปรอบห้องนอนเล็กๆยังคงดูน่าอยู่กว่าโรงเตี๊ยมตามอำเภอที่ผ่านมาเสียอีกนางได้นอนหลับบนเตียงเต็มตื่นมีผ้าห่มเต็มผืนในห้องมีเตียงและตู้ไม้วางอยู่คนละฝั่ง มีโต๊ะกลมตัวเตี้ยวางกั้นอยู่กึ่งกลางห้องเป็เส้นแบ่งเขตพอให้อยู่อาศัยได้สองคนแต่ถึงอย่างนั้นพ่อบ้านประจำจวนยังจัดห้องหับให้นางและถงหยุนซวนอยู่แยกกัน
ฝันไป นางแค่ฝันไปหากแต่เสียงคมดาบยังคงดังแว่วมาไม่หยุด แต่นี่มันจวนแม่ทัพ ที่นี่คือจวนสกุลจางซุนหลิงหลันถกเถียงกับตนเองอยู่เป็นาน ถึงเอ่ยตอบรับถงหยุนซวน
“ตื่นแล้ว ข้าตื่นแล้ว”นางตอบรับก่อนจะรีบวิ่งไปเปิดประตู เอ่ยถามกับถงหยุนซวน “ด้านนอกเกิดอะไรขึ้นข้าได้ยินเสียง”
คำถามของซุนหลิงหลันไร้คำตอบถงหยุนซวนเองก็ได้แต่ส่ายหน้าในตอนนั้นซูเมิ่งหนึ่งในผู้ดูแลเรือนเซียนอี๋เดินผ่านมาเห็นสีหน้าตื่นของทั้งสองเข้าก็ร้องอุทานขึ้นมา เหมือนว่าเขาเพิ่งนึกอะไรออก
“ข้าลืมบอกพวกเ้าไปคุณชายน้อยอยู่เรือนถัดไปต้องตื่นมาซ้อมดาบฝึกทวนทุกวัน ไม่ต้องใกันไป”
คงจะเป็จางฉืออี้หากจะเอ่ยถึงคุณชายน้อยเสเพลของสกุลจางคงไม่พ้นเป็เขา
ได้ยินเช่นนั้นทั้งสองก็พากันถอนใจโล่งอกแยกย้ายกันไปเก็บข้าวของ ตั้งใจมาพบจางมู่หานเพื่อกล่าวขอบคุณเขาสักครั้งแต่เ้าของเรือนและคนสนิทรีบร้อนออกไปยังค่ายทหารนอกเมืองั้แ่เช้าตรู่แล้ว
ทั้งนางและถงหยุนซวนต่างก็มาเยือนผิงอันเป็ครั้งแรกเลือกเดินไปตามถนนคลาคล่ำด้วยฝูงชน ก่อนจะยอบตัวให้ต่ำ อาศัยร่างกายยังไม่โตเต็มที่ของพวกเขาทั้งมุดทั้งคลานผ่านตรอกแคบเพื่อให้แน่ใจว่าคนของจางมู่หานจะไม่ตามมาอีก
วิสัยตระกูลแม่ทัพนั้นขี้ระแวงไม่ชอบความคลุมเครือมีหรือจะไม่ส่งคนตามพวกนางมา
ภายในร้านขายเครื่องประดับผู้ดูแลร้านมองเด็กหนุ่มในชุดซอมซ่อทั้งสองคนอย่างดูแคลน ลอบประเมินท่าทีอยู่ในใจเขาถูกใจเครื่องประดับด้ายทองเข้าคู่กันกับสร้อยคออยู่ไม่น้อยทว่าอยากจะลองหยั่งเชิงกดราคาเพราะคิดว่าเด็กหนุ่มยาจกทั้งสองคงไม่รู้ราคาค่างวดที่แท้จริง
“ข้าให้เ้าได้เท่านี้”ผู้ดูแลร้านแสร้งทำวางท่า เขียนเลขเป็ตัวอักษร
“เช่นนั้นข้าเอาไปขายพ่อค้าชาวหูเองจะดีกว่า”
ผู้ดูแลร้านสวนตอบทันควัน“หาใช่สมบัติของพวกเ้าเสียหน่อย คิดว่าข้าไม่รู้หรือ นี่ถือว่าข้าให้มากแล้ว”
ซุนหลิงหลันเข้าใจดีสภาพของตนเองนั้นน่าอนาถเพียงใด แม้ถงหยุนซวนจะยังคงมีท่าทางคล้ายคุณชายอยู่บ้างแต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ยังคงตัดเย็บจากเนื้อผ้าราคาถูกของบ่าวรับใช้อยู่ดี
ซุนหลิงหลันจรดปลายพู่กันใกล้มือเขียนตัวเลขที่ตนเอง้าใส่กระดาษงดงามอ่อนช้อยบ่งบอกว่านางเองก็มีการศึกษา
“ไม่น้อยไปกว่านี้ท่านตัดสินใจดูก่อนไว้ข้าจะกลับมาใหม่”
ซุนหลิงหลันเก็บสร้อยคอในห่อผ้ากลับคืนมาไม่สนใจท่าทีอึ้งงันของอีกฝ่าย เครื่องผมและสร้อยคอด้ายทองประดับทับทิมแดงชุดนี้มารดาวาดหวังจะได้เห็นนางสวมใส่ในวันออกเรือน แต่หากไร้ซึ่งครอบครัวยังจะมีประโยชน์อะไร
“เอาเปรียบข้าเกินไปแล้ว”เ้าของน้ำเสียงหงุดหงิดเดินบ่นเป็หมีกินผึ้งไม่หยุดปากมาตลอดทาง“ยังมากล่าวหาว่าข้าเป็ขโมย ใช่..ข้าเคยขโมยเสื้อผ้าแต่ไม่ใช่เครื่องประดับพวกนี้”
“ไม่ต้องรีบร้อนเราเดินดูของจำเป็อีกสักหน่อย แล้วค่อยกลับไปขายกันอีกครั้งนี่ก็สายแล้วหาอะไรรองท้องก่อนจะดีกว่า”
“เ้าว่าคนผู้นั้นดูแปลกๆ หรือไม่ข้าเห็นเขายืนอยู่ตรงหัวมุมที่เดิมมาั้แ่คราแรกที่เราเดินผ่านจนถึงตอนนี้ยังไม่ขยับตัวไปทางไหน”
ถงหยุนซวนมองตามสายตาซุนหลิงหลันไปทางร้านแป้งทอด
“เป็ท่านป้าผู้นั้นดูเหมือนพวกเขากำลังจับตามองนางอยู่” ถงหยุนซวนใช้สายตาบอกตำแหน่งของชายอีกคน
ชายร่างท้วมผิวเหลืองคล้ำไหม้แดดยืนสอดสายตามองไปรอบตัวห่างออกไปอีกฝั่งถนนคอยมองสตรีวัยกลางคนเ้าของร้านแป้งทอดเล็กๆ ริมทางอยู่ตลอดเวลา
“ถึงจะอยากรู้ อยากจะช่วยเหลือแต่เราก็คงทำอะไรไม่ได้”
ซุนหลิงหลันเลิกสนใจเื่ของผู้อื่นก้มหน้ากินบะหมี่ในชาม แสร้งทำเป็มองไม่เห็น ตัวนางในยามนี้แม้แต่ตนเองยังไม่อาจช่วยเหลือจะเอาอะไรไปช่วยผู้อื่น พลอยจะทำให้พวกเขาต้องรับเคราะห์ร้ายไปกับนางอีก
เวลาล่วงเลยมาจนถึงยามเว่ย[2]ซุนหลิงหลันและถงหยุนซวนเดินวนกลับมาเยือนหอจิงลี่อีกครั้ง
“เป็พวกเขาเถ้าแก่” ผู้ดูแลร้านรีบร้องเรียกเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มทั้งสองคนอีกครั้ง
“ข้าอยากดู..”เถ้าแก่ยังไม่ทันพูดจบซุนหลิงหลันก็วางเครื่องประดับด้ายทองทั้งสองชิ้นลงตรงหน้าเขา
“เถ้าแก่ท่านรีบตัดสินใจข้ามีเวลาไม่มากหากครั้งนี้ท่านยังไม่รับข้าจะไปขายที่อื่น”
เถ้าแก่ประจำร้านรีบยื่นเงินตามจำนวนที่นางเอ่ยขอในครั้งแรกให้ในทันทีโดยไม่ต่อรองเอื้อมมือหมายจะเก็บของตรงหน้า แต่เด็กหนุ่มกลับคว้าหยิบมันกลับไป
ซุนหลิงหลันเอื้อมมือไปหยิบสร้อยคอและเครื่องประดับผมกลับมาถือในมือกล่าวลาเถ้าแก่วัยสามสิบปลายๆ “เช่นนั้นข้าไม่รบกวนท่านแล้ว”
“ช้าก่อน ข้าให้ตามที่เ้าขอไว้เหตุใดยังไม่พอใจอีก” น้ำเสียงแหบต่ำปนเสียงไอแห้งร้องถาม
“ข้าเปลี่ยนใจแล้วข้า้าเพิ่มอีกนิดหน่อย ถือเป็ค่าเสียเวลา”
ซุนหลิงหลันมองบุรุษซึ่งถูกเรียกขานว่าเถ้าแก่กำลังดีดลูกคิดนับนิ้วตนเองสีหน้าเป็กังวลคอยมองไปทางประตูด้านหลังบอกให้นางรู้ได้ว่าเถ้าแก่คนนี้ยังไม่ใช่เ้าของร้านตัวจริงหอจิงลี่แห่งนี้ยังมีผู้หลบอยู่เื้ั แต่นั่นไม่ใช่เื่ที่นางต้องสนใจเพราะหลังจากวันนี้นางคงไม่มีของมีค่าเหลือติดตัวแล้วด้วยของอีกชิ้นที่เหลือไม่อาจนำออกมาขาย
“เถ้าแก่ ท่านตัดสินใจว่าอย่างไร”
“หากไม่ใช่ข้าอยากจะทำทานต่อให้พวกเ้าวิ่งไปทั่วเมืองก็คงไม่ได้ราคานี้”ซุนหลิงหลันได้ยินคำตอบที่้าเพียงแค่ยิ้มน้อยๆ ตอบรับไม่เอ่ยปากต่อคำกับเถ้าแก่ตรงหน้า
ถนนย่านการค้ากลางเมืองผิงอัน
ที่นั่งริมระเบียงบนหอกุ้ยซือองครักษ์หนุ่มลอบมองบุรุษสูงศักดิ์ผู้เป็นายอยู่เป็ระยะๆผู้เป็นายกำลังเท้าแขนกับขอบระเบียงมองเด็กหนุ่มสองคนพูดคุยกับกลุ่มขอทานด้านล่าง
“ท่านอ๋องมองตามพวกเขามานานแล้วมีอะไรผิดปกติหรือขอรับ”
ผู้เป็นายคลี่ยิ้มกว้างถาม“เ้ามองว่าพวกเขากำลังทำอะไร”
“สอบถามทาง ดูเหมือนพวกเขาจะเป็คนต่างถิ่น”
“โหวเจีย..เ้าไม่คุ้นเคยท่าทีเช่นนี้บ้างหรือมองผิวเผินดูคล้ายแค่มาพูดคุยทำทาน แต่แท้จริงมาหาซื้อข่าวเหมือนที่เ้าชอบทำยังไงเล่า”
เ้าของใบหน้าขาวนวลดั่งตุ๊กตากระเบื้องเคลือบมักจะมีรอยยิ้มน้อยๆ ประดับใบหน้าอยู่เสมอ แต่ยามนี้รอยยิ้มของเขากำลังคลี่ออกกว้างคล้ายว่ากำลังพบเจอเื่สนุกในมือถือพัดผ้าไหมด้ามทองเคาะอยู่บนขอบระเบียงเป็จังหวะช้าๆไม่กลัวของล้ำค่าจะเสียหายแม้แต่น้อย
“ซื้อข่าว..”โหวเจียยังไม่อยากจะเชื่อ “พวกเขาเป็แค่เด็กหนุ่มอ่อนวัยสองคน พวกเขา..”
โหวเจียหยุดคำพูดลงกลางคัน เมื่อเห็นเด็กหนุ่มตัวสูงเทเหรียญอีแปะลงในถ้วยแตกหักของกลุ่มขอทานมากกว่าที่ควรจะเป็เขาชักจะเห็นด้วยกับผู้เป็นายขึ้นมาแล้ว “..ดูแปลกเกินไป..จริงเสียด้วยขอรับ”
“ให้คนจับตาดูพวกเขาไว้มู่หานกลับมาแล้วหรือยัง”
“กลับมาถึงเมื่อวานก่อนค่ำขอรับท่านอ๋อง”
“ดี..ข้าอยากฟังละครเคล้าน้ำตาทางเมืองหลวงบ้างแล้วที่นี่ช่างน่าเบื่อเหลือทน”
ฉีอันจวิ้นอ๋อง หนิงจงโอรสลำดับที่ห้าของผิงอันอ๋องก้าวขึ้นรถม้าด้านหลังหอกุ้ยซือพร้อมด้วยรอยยิ้มประดับใบหน้าเหมือนเช่นทุกครั้ง ท่ามกลางสายตาสนอกสนใจของผู้คนด้วยท่านอ๋องรูปงามมักสวมใส่อาภรณ์สีขาวสะอาดตาอยู่เสมอเหมือนดั่งเทพเซียนจำแลงก็ไม่ปน
รถม้าจวนอ๋องวิ่งเลียบเมืองมาเทียบจอดหน้าจวนแม่ทัพยังไม่ทันหยุดนิ่งพ่อบ้านวัยกลางคนก็รีบร้อนออกมารอต้อนรับอยู่หน้าประตูจวนราวกับรู้อยู่ก่อนแล้วว่าแขกสูงศักดิ์จะมาเยือน
“คารวะท่านอ๋องน้อย”
“ตามสบายพ่อบ้านฝูมาเยือนกะทันหันรบกวนท่านแล้ว”
“คุณชายเพิ่งกลับมาถึงท่านอ๋องเชิญทางนี้” พ่อบ้านฝูทำงานที่จวนหลังนี้มาทั้งชีวิตเขารู้ดีว่าบุรุษอ่อนวัยผู้สูงศักดิ์มาหาเ้านายคนไหนในจวน รีบผายมือนำทาง
ทางจางมูหานเพิ่งเหยียบเท้าเข้าเรือนเซียนอี๋ของเขามาได้ไม่นานฉีอันจวิ้นอ๋องก็ตามเข้ามา เขาชะงักถ้วยชาในมือค้างไปเพียงชั่วครู่ก่อนจะยกชาทั้งถ้วยขึ้นดื่มในคราเดียว ใบหน้ายังเจือแววหงุดหงิดไม่จางหายไป
“เ้าดูอารมณ์ไม่ดี”ท่านอ๋องน้อยเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มชอบใจ หย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเ้าของเรือน
“เ้าคิดว่าอย่างไรล่ะคนของข้าถูกเด็กสองคนปั่นหัวคลาดสายตาไปแล้ว ไม่ได้เื่”ถ้อยคำสุดท้ายแฝงไปด้วยโทสะ
“เด็กสองคน..เ้าคงไม่ได้หมายถึงเ้าหนุ่มใบหน้างดงามราวสตรีผมเผ้าไม่เป็ทรงเหมือนขอทาน แต่กลับมีท่าทีไว้ตัวไม่น้อยกับเ้าหนุ่มท่าทางสุภาพเหมือนดั่งบัณฑิตพวกนั้นใช่หรือไม่”
ฉีอันจวิ้นอ๋องแววตาเป็ประกายปิดไม่มิดเขาชื่นชอบเื่สนุกของผู้อื่นเป็ที่สุดโดยเฉพาะคนที่ทำให้สหายสนิทผู้เป็ทั้งลูกพี่ลูกน้องผู้นี้แสดงสีหน้าหงุดหงิดออกมาได้นับว่ายิ่งถูกอกถูกใจ
“เป็พวกเขา” จางมู่หานเบือนสายตาไปทางผู้มาเยือนถามอีกฝ่ายเป็นัยว่าเขารู้ได้อย่างไร
“ข้าให้โหวเจียตามไปดูแล้วพวกเขาเป็ใคร”
จางมู่หานจึงเอ่ยเล่าเื่ราวที่เขาพบเจอให้ญาติผู้พี่ซึ่งแกกว่าเพียงสามเดือนฟังยังไม่ทันเล่าจบโหวเจียก็กลับมาเสียก่อน เขาค้อมตัวให้จางมู่หานก่อนจะเดินเข้ามาใกล้
“พวกเขากำลังตามหาสัปเหร่อผู้หนึ่งนามหานเจียงแต่หานเจียงหายตัวไปเมื่อหลายวันก่อนขอรับครอบครัวของสัปเหร่อผู้นี้ยิ่งนับว่าแปลก คนหายกลับไม่ตามหา ไม่แจ้งทางการไม่ติดประกาศใดๆ ทั้งสิ้น”
“หายตัวไป”ท่านอ๋องน้อยส่งเสียงหัวเราะออกมา“ดูเหมือน่นี้รอบตัวเ้าจะพบเจอแต่เื่บังเอิญไปเสียหมด”ฉีอันจวิ้นอ๋องหันไปถามความเห็นจางมู่หานซึ่งเขาเองก็เห็นด้วยจึงยกยิ้มมุมปากตอบอีกฝ่าย
จางมู่หานเอ่ยถาม “พวกเขาพักอยู่ที่ใด”
“ชุมชนขอทานถนนตะวันตกขอรับ”
“ชักจะน่าสนใจเกินไปแล้วน่าสนใจยิ่งนัก” ฉีอันจวิ้นอ๋องหัวเราะเสียงดังไม่รักษากิริยายิ่งกว่าเก่ายกหลังมือขึ้นซับน้ำตาที่รื้นออกมา
“มีเื่น่าขบขันอะไรกัน”เสียงทุ้มทรงอำนาจดังขึ้น ก่อนที่แม่ทัพใหญ่จางอวิ๋นจะเดินเข้ามาด้านในพร้อมกับบุตรชายคนโตจางมู่อี้
“ท่านลุง”
“ท่านอ๋องน้อยพักนี้ไม่พบหน้ากันมานานสบายดีหรือไม่”
ผู้มีศักดิ์เป็หลานคลี่พัดขยับมือช้าๆ“ยังจะมีผู้ใดสบายไปกว่าข้าได้อีกท่านลุง วันหน้าก็จะยิ่งสุขสบาย”
“ท่านพ่อคิดอย่างไรเื่ใต้เท้าซุนเ้ากรมโยธามีส่วนในการตายของหมอหลวงถง”จางมู่อี้เพิ่งกลับมาจากค่ายทหาร หลายวันมานี้เขาได้ฟังเื่ราวมากมายที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงพอนำมาปะติดปะต่อ เื่กลับยิ่งซับซ้อนจนมองไม่ออก เื่ไหนจริงเื่ไหนหลอก
จางไท่เว่ยนั่งลงได้ก็ทุบโต๊ะเสียงดังคราหนึ่งเอ่ยกับบุตรชาย
“จริงหรือไม่ยังไร้คำตอบแต่ข่าวว่าเขาถูกวางยาเป็เื่จริง หากไม่ใช่จิ่นไท่อี้ทิ้งหูตาเอาไว้ใกล้เขาคงตายตกไปอีกคนแล้ว ฝ่าาเองก็กำลังสืบหาผู้ลงมือเื่นี้อาจเกี่ยวพันถึงอาการป่วยของรัชทายาท”
จางมู่หานเอ่ยพูดขึ้นมาบ้าง“หมอถงยังนับว่าเกี่ยวข้อง แต่เ้ากรมโยธาไปเกี่ยวอะไรด้วย”
“เื่มันเริ่มมาจากหีบไม้ที่ซุนจิ่งเล่อขุดพบใบนั้นหากจะหาคำตอบ คงต้องหาหีบไม้ใบนั้นให้พบเสียก่อน” ผู้เป็บิดาเอ่ย
“อาจเป็แผนที่แผ่นนั้น”จางมู่หานออกความเห็น
“เื่เกี่ยวพันถึงชีวิตคนสองสกุลเ้าหน้าอ่อนและหมอถงคงไม่ปล่อยให้ผู้อื่นหาพบได้โดยง่ายตัวอักษรภาพคงมีความนัยซ่อนอยู่ คนในครอบครัวเท่านั้นเข้าใจถึงความหมาย”
[1] ยามจื่อ 23.00-00.00
[2] ยามเว่ย 13.00-15.00